วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไข่ปลาที่แพงที่สุดในโลก

ไข่ปลาคาร์เวียร์ ไข่ แพงที่สุดในโลก
(Most expensive caviar eggs)

ภาพประกอบ

ปลาสเตอร์เจียน (Stergian) จะพบได้ตามชายฝั่งทะเลของยุโรปตอนเหนือ และ ทวีปอเมริกาเหนือ ปลาชนิดนี้จะเข้ามาผสมพันธุ์ และถือกำเนิดในแหล่งน้ำจืด เมื่อโตพอควรก็จะอพยพไปอาศัย และเติบโตในทะเล ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบยาวกว่า 11 ฟุต น้ำหนักกว่า 400 กิโลกรัม เป็นปลาที่มีอายุยืนมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าปลาบางตัวมีอายุยืนยาวกว่า 100 ปี (ข้อมูลนี้อ้างอิงจากหนังสือ THE GUINNESS BOOK OF ANIMAL FACTS AND FEATS)
ปลาสเตอร์เจียน
จัดได้ว่าเป็นปลาดึกดำบรรพ์พวกหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมากว่า 200 ล้านปี ซึ่งปลาในทุกวันนี้ก็มีรูปร่างคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษ มีการเปลี่ยน แปลงที่น้อยมากในปัจจุบัน คาเวียร์ที่มีชื่อเสียงจะมาจากฝั่งทะเลแคสเปียน ในแถบอาเซอร์ไบจัน อิหร่าน และ รัสเซีย คาเวียร์มีหลายประเภท และหลายสี โดยคาเวียร์สีทอง ที่มาจากปลาสเตอร์เลต ( sterlet, ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acipenser ruthenus ) เป็นคาเวียร์ที่หายาก นิยมรับประทานกันในหมู่กษัตริย์ โดยในปัจจุบันคาเวียร์ชนิดนี้แทบจะหาไม่ได้ เนื่องจากมีการล่ามากจนเกินไป และทำให้เกิดการสูญพันธุ์

ปลาสเตอร์เจียน (Stergian) ปลากระดูกแข็งขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ในอันดับปลาฉลามปากเป็ด หรือ อันดับปลาสเตอร์เจียน(Acipenseriformes) อาศัยได้อยู่ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และทะเลเมื่อยังเล็กจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด ทะเลสาบ หรือ ตามปากแม่น้ำ แต่เมื่อโตขึ้นจะว่ายอพยพสลงสู่ทะเลใหญ่ และเมื่อถึงฤดูวางไข่ก็จะว่ายกลับมาวางไข่ในแหล่งน้ำจืด

สเตอร์เจียน เป็นปลาที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่ปลา ที่เรียกว่า ไข่ปลาคาเวียร์(Caviar) ซึ่งนับเป็นอาหารราคาแพงที่สุดชนิดหนึ่งของโลกสเตอร์เจียน มีรูปร่างคล้ายปลาฉลาม มีหนามแหลมสั้น ๆ บริเวณหลังและเส้นข้างลำตัว (Llateral line) มีหนวดทั้งหมด 2 คู่อยู่บริเวณปลายจมูก ปลายหัวแหลม ปากอยู่ใต้ลำตัว หากินตามพื้นน้ำโดยอาหารได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็กต่าง ๆ สเตอร์เจียนจะพบแต่เฉพาะซีกโลกทางเหนือซึ่งเป็นเขตหนาวเท่านั้น ได้แก่ ทวีปเอเชียตอนเหนือ ทวีปยุโรปตอนเหนือ ทวีปอเมริกาเหนือตอนเหนือ สถานะปัจจุบันของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติใกล้สูญพันธุ์เต็มที แต่ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในบางชนิดสเตอร์เจียน มีทั้งหมด 27 ชนิด (Species) ใน 3 สกุล (Genus) โดยชนิดที่ใหญ่ที่สุด คือ ปลาสเตอร์ เจียนขาว (Huso huso) พบในรัสเซีย สามารถโตเต็มที่ได้ถึง 5 เมตร หนักกว่า 900 กิโลกรัม และมีอายุยืนยาวถึง 210 ปี นับเป็นปลาที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลก เท่าที่มีการบันทึกมา และเป็นชนิดที่ให้ไข่รสชาติดีที่สุดและแพงที่สุดด้วย ส่วนชนิดที่เล็กที่สุด คือ สเตอร์เจียนแคระ (Pseudoscaphirhynchus hermanni) ที่โตเต็มที่มีขนาดไม่ถึง 1 ฟุตเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้แล้ว สเตอร์เจียนยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย

เกร็ด ความรู้จากไข่ปลาคาร์เวียร์

ไอคอนประกอบ ไข่ปลาคาร์เวียหมดอายุ เร็วก่อนจะซื้อจึงควรแน่ใจว่าสามารถกินทันก่อนหมด
ไอคอนประกอบ ไข่ปลาคาร์เวียร์แบ่งเกรดได้ 3 เกรด เกรด O (ไข่ปลาคาร์เวียร์สีดำ darkest color ) เกรด OO (ไข่ปลาคาร์เวียร์สีปานกลาง medium toned ) เกรด OOO ( ไข่ปลาคาร์เวียร์สีเหลืองสุกสว่าง lightest color )
ไอคอนประกอบ ไข่ปลาคาร์เวียร์ ไม่ได้ผลิต จากปลาคาร์เวียร์ แต่คำว่าคาร์เวียร์เป็นชื่อเรีัยกรวมถึงไข่ปลาแซลมอน และไข่ปลาสเตอร์เจียน ที่ผ่านการแช่ในน้ำเกลือ
ไอคอนประกอบ ไข่ปลาแซลมอน ( Salmon) ใช้ผลิตไข่ปลาคาร์เวียร์สีแดง
ไข่ปลาสเตอร์เจียน ( Sturgeon ) ใช้ผลิตไข่ปลาคาร์เวียร์สีดำ

คาร์เวียร์

รูป ไข่ปลาคาร์เวียร์ สีแดง และสีดำ

beluga

รูป ปลาบีลูก้า สเตอร์เจียน ที่ใช้ทำไข่ปลาคาร์เวียร์สีดำ และสีเหลืองเกรด OOO

sockeye

รูป ปลาแซลมอน ที่ใช้ทำไข่ปลาคาร์เวียร์สีแดง




ขอบคุณบทความ
http://wowboom.blogspot.com/2009/04/most-expensive-caviar-eggs.html
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=lekkykenny

HTC เตรียมความพร้อม เปิดตัว Desire HD ภายใน 15 กันยานี้??

:: HTC Desire HD ::

HTC Desire HD

ล่าสุดในแหล่งข่าว ได้รับข้อมูลที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเปิดตัวอะไรบางอย่าง โดนมีกำหนดการวันที่ 15 กันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งหลากหลายข่าวก็เชื่อกันว่าน่าจะเป็นการเปิดตัวมือถือรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ มีข่าวหลุดออกมามากในแวดวงอินเทอร์เน็ต

HTC Desire HD

โดยก่อนหน้านี้ ที่ได้มีรูปภาพและวีดีโอของ HTC Desire HD หลุดออกมาให้ชมกันอย่างมากมายในอินเทอร์เน็ตทำให้เชื่อกันว่าในงานเปิดตัว สินค้าอะไรบางอย่างที่จะถึงนี้ จะมีการเปิดตัวของ HTC Desire HD อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องติดตามข้อมูลที่เป็นแหล่งอย่างแน่ชัดกับ HTC ในกลางเดือนหน้านี้ ซึ่งอาจจะมีข้อมูลใดเพิ่มเติมก็เป็นได้

♣ มาชู พิชชู แผ่นดินสวรรค์ที่สาบสูญของชาวอินคา ♣



บนยอดเขา สูงในเขตประเทศเปรู ในทวีปอเมริกาใต้ มีอาณาจักรโบราณที่ซุกซ่อนตัว
จาก โลกภายนอกเป็นเวลาหลายร้อยปี จนเพิ่งได้ถูกค้นพบเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่าน
มา นี่เอง อาณาจักรแห่งนี้คือ "มาชู พิชชู" (Machu Picchu) ของพวกชนเผ่าอินคาที่
สร้างเมือง ณ ที่แห่งนี้เมื่อประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว...

สถานที่แห่งนี้มีชื่อ เสียงโด่งดังจากงานสถาปัตยกรรมที่อยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า
และยังผสมผสาน เข้ากับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และงดงามได้อย่างกลมกลืน



พวกชาว เผ่าอินคาได้สร้างมาชูพิชชูสร้างขึ้นราวปี ค.ศ.1460-1470 บนเทือกเขาแอนดิส
สูง กว่าระดับน้ำทะเล 2,350 เมตรเหนือผืนป่าอเมซอน มีทำเลที่ดีในการป้องกันข้าศึกเป็น
อย่างดี มีป้อมปราการเป็นชั้นๆ มีส่วนที่ทำการกสิกรรม บ้านเรือน ตลาดร้านค้าและศาสนสถาน
ประกอบด้วย อาคารรวม 200 หลัง ซึ่งแสดงถึงความสามารถด้านการก่อสร้างเป็นอย่างดี



นอกจากนี้การก่อสร้างมาชูพิชชูยังแสดงถึงอัจฉริยภาพ ของชาวอินคาในการสร้างระบบ
ชลประทานเพื่อทำการเกษตรทั้งที่อยู่บนยอดเขา สูง มีการทำการเกษตรกรรมแบบขั้น
บันไดตามไหล่เขา เพาะปลูกข้าวโพดและมันฝรั่ง...


ในยุคนั้นมีผู้อยู่อาศัยราว 1,200 คน จากการขุดค้นพบซากมัมมี่พบว่าส่วนใหญ่เป็นหญิง
ถึงประมาณ 80% ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นเทพีพรหมจารีสำหรับสุริยเทพ ส่วนที่เหลือ
จะ เป็นพระและเด็ก ชาวอินคาไม่รู้จักการใช้ล้อเลื่อน ดังนั้นวิธีการขนหินที่มีขนาดใหญ่
จำนวนมากมาทำการก่อสร้างจึงยังคงเป็น ปริศนามาจนทุกวันนี้...



คน ทั่วไปมักสับสนระหว่างชนพื้นเมืองเผ่ามายากับเผ่าอินคา พวกมายาอาศัยอยู่ใน
ทวีปอเมริกา เหนือตอนกลาง แถบประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ขณะที่
พวกอินคา อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ชาวอินคาไม่เคยสร้างพีระมิด ผิดกับพวกมายา
ที่ นิยมสร้างพีระมิด ฉะนั้นจึงไม่พบพีระมิดในทวีปอเมริกาใต้

หลังจากที่พวกอินคาสร้างและอาศัยอยู่ในมาชูพิชชู เพียงไม่นาน
นครนี้ก็กลายเป็นเมืองร้างปราศจากผู้คนเป็นเวลากว่า 300-400 ปี
กลายเป็นเมืองที่สูญหายเหลือแต่เพียงเรื่องเล่าในตำนานปรับปราเท่า นั้น

เมื่อชาวสเปนเข้ามาปกครองเปรูเป็น อาณานิคมในปี ค.ศ.1532 ได้ทำลายอาณาจักร
อินคาอย่างราบคาบ แต่ชาวสเปนกลับไม่เคยทราบและค้นพบมาชูพิชชูแห่งนี้
จึงทำให้ทั้ง เมืองอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีอยู่และซุกซ่อนตัวอยู่ในป่าดงดิบ

จนกระทั่งเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์
แห่งมหาวิทยาลัย Yale ชื่อ Hiram Bingham ซึ่งสนใจประวัติศาสตร์และ
โบราณคดีของพวกชาวอินคา จึงได้ออกเดินทางแกะรอยเพื่อค้นหาเมือง
ในตำนานที่สาบสูญ เขาได้ค้นพบมาชูพิชชูในป่าทึบบนยอดเขาสูง และ
ได้เปิดเผยสู่สาธารณชนผ่าน ทางหนังสือชื่อ The Lost City of Incas
ซึ่งโด่งดังและขายดีจนทำให้ โบราณสถานแห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ปัญหา ปัจจุบันของมาชูพิชชูคือจำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล
แต่ละปีจะมีนัก ท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมปีละ 4 แสนกว่าคนและมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือรายได้ หลักของประเทศเปรู แต่สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
บริเวณนั้น ทำอย่างไรจึงจะพัฒนาแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อ
สร้าง รายได้และยังคงรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของโลกและคนรุ่นหลังได้ตลอดไป


















กินรังนก 34 ขวด มีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม 1 กล่อง




แล้วจะจ่ายแพงกว่าทำไม

กินรังนก 34 ขวด=3800บาท มีคุณค่าทางอาหารเท่ากับนม 1 กล่อง =10บาท...แล้วจะกินเพื่อ..!!??

ใกล้ ถึงวันแม่แล้ว ...... ต้องอ่านคะ
เลือกของให้แม่กันดีๆ นะ
แต่ "คนดี....สำคัญกว่าทุกสิ่ง"นะจ๊ะ

ดู โฆษณารังนก แล้วเครียดมาก
ครีเอทีฟ เปลี่ยนจุดขายได้ไหม
รักแม่มาก ซึ้งมาก รวยมาก
ซื้อรังนกเนื้อทองเกรดเอ ให้แม่ยกกระเช้า...
กตัญญู รู้คุณ อย่างตอบแทน

....ความ จริง.....
ส่วนประกอบของรังนก ซึ่งทำการวิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพบว่า

รัง นกประกอบด้วย
น้ำ 5.11% โปรตีน 60.9% แคลเซียม 0.58% โปแตสเซียม 0.03%

สำหรับรังนกสำเร็จรูปพร้อมบริโภคที่มีจำหน่ายใน ท้องตลาด ซึ่งประกอบไปด้วยรังนก 1% น้ำตาลกรวด
12% นั้น เมื่อสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ้ามองในแง่โภชนาการแล้ว ผลจากการ
วิเคราะห์สารอาหารของรังนกสำเร็จรูปทั้ง 2 ขนาดที่มีขายในท้องตลาด จะเห็นว่าพลังงานที่ได้จากรัง
นกสำเร็จรูปนี้ได้ จากน้ำตาลทรายกรวดที่เติมลงไป และมีปริมาณน้อยกว่าไข่ไก่ 1 ฟอง หรือประมาณ 1
ใน 3 ของนม 1 กล่อง ในแง่ของโปตีน ถ้าต้องการให้ได้โปรตีนเท่ากับไข่ไก่ 1 ฟอง ต้องกินรังนกถึง
26 ขวด (2,900 บาท) หรือถ้าจะให้ได้เท่ากับนม 1 กล่อง ต้อกินรังนกถึง 34 ขวด ( 3,800
บาท) หรืออีกนัยหนึ่งมีโปรตีนในรังนกสำเร็จรูป 1 ขสด (70-75 มล.) เท่ากับนมสดปประมาณ 1/2
ช้อนโต๊ะ ในถั่วลิสง 2 เมล็ด หรือน้อยกว่า 1/4 ฟอง ของไข่นกกระทา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ดาราเดลี่

10 พฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุล




บางครั้งสิ่งต่างๆ ที่เราทำเป็นประจำทุกวันก็ทำร้ายโครงสร้างของร่างกายให้เสียมสมดุลโดยที่เรา ไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมของคนทำงานแทบทั้งสิ้น เรามาดูกันค่ะว่าพฤติกรรมที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง แล้วลองตรวจเช็คดูนะคะว่าคุณทำในสิ่งเหล่านี้กี่ข้อ

1. ใส่รองเท้าส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง สาวๆที่นิยมใส่รองเท้าส้นสูงเกินกว่า 1 นิ้วครึ่งคงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่แล้วล่ะค่ะเพราะการสวมรองเท้า ส้นสูงๆ จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ทำให้โครงสร้างของร่างกายผิดปกติและทำให้มีอาการปวดหลังตามมา


2. นั่งไขว่ห้า นี่ก็เป็นอีกพฤติกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก แต่ทราบไหมคะว่าการนั่งไขว่ห้างเป็นการทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้าง หนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้กระดูกคดอย่างแน่นอนค่ะ


3. นั่งกอดอก
เวลาที่รู้สึกว่ามือไม้เกะกะ ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี การกอดอกไว้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก ซึ่งการกอดอกจะทำให้หลังช่วงบนสะบัก และ หัวไหล่ ถูกยืดออก หลังช่วงบนจะค่อมและงุ้มไปด้านหน้าทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า ซึ่งมีผลต่อเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงแขน จึงอาจทำให้มืออ่อนแรง หรือมีอาการชาได้ นอกจากนี้ยังมีผลต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองด้วย เพราะถ้ากระดูกคอผิดรูปไปก็จะทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็ง การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจึงถูกจำกัด ซึ่งจะนำไปสู่อาการปวดศรีษะ หรืออาจทำให้เป็นไมเกรนเรื้อรังได้


4. นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น
หลายคนคงจะเคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาแล้ว การนั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้นจะทำให้กล้ามเนื้อหลังต้อทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ ในทางตรงข้าม ถ้านั่งเก้าอี้ให้เต็มก้นคือเลื่อนก้นให้เข้าไปถึงด้านในสุดจนติดพนักพิง จะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานน้อยลง และเกิดการรองรับน้ำหนักตัวได้เต็มที่


5. นั่งหลังงอ
บางครั้งเราไม่ได้ตั้งใจที่นั่งหลังงอแต่พอนั่งไปนานๆ เราก็ค่อยๆ งอหลังลงโดยที่ไม่รู้ตัว การนั่งทำงานหลังงอหรือนั่งกลังค่อมเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค ทำให้มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา


6. สะพายกระเป๋าหนักๆ ด้วยไหล่ข้างเดียว
มักจะเป็นกลุ่มคุณผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีของจุกจิกใส่ไว้ในกระเป๋ามากมาย การสะพายกระเป๋าหนักๆ ด้วยไหล่ข้างเดียวนานๆ จะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเพียงซีกเดียว ซึ่งจะส่งผลให้กระดูกคดได้ ทางที่ดีควรสลับข้างกันสะพายบ้างหรือเปลี่ยนมาใช้วิธีถือแทนการสะพายพยายาม ทำให้ร่างกายทั้งสองซีกมีความสมดุล และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรสะพายหรือหิ้วของหนักๆ นานๆ


7. หิ้วของหนักๆ ด้วยนิ้ว
โดยเฉพาะคนที่ชอบใช้เพียงบางนิ้วในการหิ้วของ การใช้นิ้วหิ้วของหนักบ่อยๆ จะทำให้เกิดพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ เพราะจริงๆ แล้วกล้ามเนื้อมือและนิ้วเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กมีหน้าที่หลักคือ ใช้หยิบ, จับของเบาๆ หากต้องใช้จับหรือหิ้วของหนักๆ จะทำให้เส้นเอ็นมีการเสียดสีและเกิดพังผืดขึ้นในที่สุด ถ้าหิ้วของหนักมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ถูกรั้ง และเกี่ยวโยงไปถึงกระดูกคอ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งมากกว่าปกติ ซึ่งจะมีผลต่อการทรุดของกระดูกและกดทับเส้นประสาทได้


8. ยืนหลังแอ่น และ ยืนหลังค่อม
จำทำให้แนวกระดูกช่วงล่างแอ่นและทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา การยืนที่ถูกต้องคือ ยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย รวมถึงขณะเดินและนั่งก็ให้แขม่วท้องเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง


9. ยืนพักขา
เป็นการยืนโดยทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว ทำให้กล้ามเนื้อขาข้างนั้นๆ ต้องแบกรับน้ำหนักมากเกินไป และทำให้กระดูกเชิงกรานบิดเบี้ยว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้การยืนที่ถูกต้องคือต้องลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพก จะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกายกล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างจะไดรับ น้ำหนักเท่าๆ กัน


10. นอนขดตัว หรือ นอนตะแคง
จะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในแนวตรง ท่านอนที่ถูกต้องที่สุดคือ ท่านอนหงาย โดยให้หน้าขนานกับเพดาน ไม่หงายไปด้านหลัง หรือ งอมาด้านหน้ามากเกินไป หมอนหนุนศรีษะก็ต้องไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างมาก่าย โดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้างเพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++