วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Meizu M9 แอนดรอยด์รูปงาม กระชากใจ

Meizu ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัย iPhone รุ่นแรกออกใหม่ๆเพราะ Meizu คือโทรศัพท์เจ้าแรกๆที่ทำหน้าตาคล้ายกับ iPhone ตั้งแต่สมัยที่ iPhone ยังไม่ออกจำหน่าย อย่างไรก็ตามผู้ใช้ Meizu ในบ้านเราเองก็มีอยู่จำนวนไม่ใช่น้อย และเมื่อมาถึงยุคที่แอนดรอยด์ เฟื่องฟู ก็คงจะหลีกไม่ได้ที่ทาง Meizu จะต้องขอโดดมาร่วมแจมด้วย และด้วยกระแส iPhone 4 ที่แรงดีไม่มีตก งานนี้ Meizu เองก็ตเรียมปล่อยรุ่น M9 ซึ่งมีหน้าตาสวยไม่ใช่เบา น่าจะจัดว่าสวยอันดับต้นๆในบรรดา แอนดรอยด์ แทบทั้งหมด วันนี้เลยขอพามาชมภาพหน้าตาของ M9 ที่เพิ่งจะหลุดออกมาได้ไม่กี่วันนี้ให้ชมกันครับ ส่วน Spec เครื่องรุ่นนี้ก็ไม่เบาเพราะเกาะกระแส 1 GHz ตามสมัยนิยม และมีหน้าจอที่ 3.6 นิ้วแบบ Multi Touch อีกด้วย ส่วนอินเตอร์เฟสของ Meizu นั้นยังไม่มีการยืนยันว่าจะเป็นแบบในภาพหรือไม่นะครับ แต่โดยรวมๆเชื่อว่า Meizu M9 น่าจะสวยถูกใจหลายๆคนเลยหละ

-Network GSM /WCDMA 900MHz/1800MHz/1900MHz/2100MHz
- Dimensions 113x59,5x11 mm
- Language English, Simplified Chinese
- LCD Screen 3.6-inch vibrant color (720px * 480px)
Touch Sensitive Multi-Touch Screen

ลูก เล่นพิเศษ

- sensor (accelerometers)
- InfraRed promixity sensor (similarly to the br /> - Multi-touch crystal clear wide screen LCD display

- Weight (w/Battery) 118 grams
- Operating System Android 2.1
- CPU/RAM PC110 1GHz, 512MB RAM+512ROM
- SIM Slots 1 SIM Slot
- Data Connections WAP, GPRS, SMS (MMS may
- Built-in/Included Memory 16GB internal storage
- TV out
- Voice Recording Voice Recording Supported
- Batteries 1 x 1350mAh BA1350 lithium polymer rechargeable
- Talk Time per Charge 370 minutes
- Stand-by Time per Charge 179 hours
- 5 megapixel camera (with auto-focus),

เปิดตัว บับเบิ้ลไบก์ รถสามล้อพลังไฟฟ้า

จีนเปิดตัว "บับเบิ้ลไบก์" รถสามล้อพลังไฟฟ้า ราคาเยา



ข้อดีของวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ทะยานอันเนื่องมาจากน้ำมันใกล้หมดโลกและกลไกตลาดเสรีในปัจจุบันจนทุกคนแทบจะ ชินชากันอยู่แล้ว คือ เป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมพลังงานทางเลือกใหม่เร็วขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่คน เมืองและชนบท ตลอดจนอุตสาหกรรมต้องแบกรับมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นจากยวดยานพาหนะทั้งหลาย นำไปสู่การคิดค้นน้ำมันไบโอดีเซล รถยนตร์ระบบไฮบริดจ์ ที่ผสมผสานระหว่างพลังงานสองอย่าง ที่ฮอตฮิตติดตลาดที่สุดก็หนีไม่พ้นไฟฟ้ากับน้ำมัน

มา ถึงคิวนวัตกรรมจากแผ่นดินมังกรเปิดตัวพาหนะพลังไฟฟ้าล้วนอย่าง "สามล้อ" ชื่อว่า "บับเบิ้ลไบก์" ออก แบบมาสำหรับเป็นพาหนะสำหรับเคลื่อนที่ไปตามถนนที่แออัดยัดเยียดไปด้วยรถยนต์ ในเมืองใหญ่ของจีน ใช้แบต เตอร์รี่ลิเธียม ไออน เป็นแหล่งสะสมประจุไฟฟ้า วิ่งได้ไกลราว 100 กิโลเมตร ชาร์จประจุจากปลั๊กไฟบ้านแรงดัน 220 โวลต์ ราว 6-8 ชั่วโมง ทำความเร็วสูงสุดได้ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจฟังดูไม่หวือหวา แต่หลายคนที่ใช้บริการสามล้อในไทยบ่อยๆ คงรู้ว่ามันมีความหมายขนาดไหนในชั่วโมงเร่งด่วนยามที่รถนั้นติดกันเป็นตังเม แถวย่านใจกลางเมือง นอกจากนี้ ยังมีหลังคาที่เปิดและปิดได้แบบรถสปอร์ตอีกด้วย ด้านผู้พัฒนาระบุว่า กำลังพัฒนาบับเบิ้ลไบก์อีกรุ่นหนึ่งที่มีราคาสูงกว่า แต่ใช้เวลาชาร์จประจุเพียง 3 ชั่วโมงและวิ่งได้ไกลราว 200 กิโลเมตร

แรก เริ่มเดิมทีนั้นผู้ออกแบบต้องการให้บับเบิ้ลไบก์เป็นสามล้อสำหรับใช้ในฤดู หนาวของจีนซึ่งอุณหภูมินั้นเย็น ยะเยือกต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เชื้อเพลิงและน้ำมันเครื่องเริ่มแข็งตัว รวมทั้งถนนปกคลุมด้วยหิมะทำให้ลื่น ไม่เหมาะต่อรถยนต์สี่ล้อ และจักรยานยนต์สองล้อทั้งหลาย โดยบับเบิ้ลไบก์มีคุณสมบัติยึดเกาะถนนที่ดีกว่า ด้วยล้อทั้งสาม น้ำหนักที่เบา และจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ นวัตกรรมดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศการออกแบบดาวแดง "เรด สตาร์ ดีไซน์ อวอร์ด" ประจำปี 2552 ออกวางจำหน่ายในราคาย่อมเยาว์ราว 5,000 หยวน หรือราว 24,000 บาท

เตือนภัย ถอดรองเท้าส้นสูง เปลี่ยนใส่ส้นแบน อันตราย!




เตือนภัย ถอดรองเท้าส้นสูง เปลี่ยนใส่ส้นแบน อันตราย!



สาวๆ ทุกคนต่างรู้ดีว่าการสวมส้นสูงนานๆ เป็นภัยต่อสุขภาพขาและเท้า เมื่อหมดการทำงานในแต่ละวันจึงรีบเปลี่ยนจากส้นสูงมาสวมส้นเตี้ยทันที แต่หารู้ไม่ว่าการเปลี่ยนอย่างกะทันหันดังกล่าว แทนที่จะเป็นผลดีต่อขาและเท้า กลับกลายเป็นการทำร้ายน่องและเส้นเอ็นโดยไม่รู้ตัว

งานวิจัยของ ศาสตราจารย์มาร์โก นาริซี จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เมโทรโพลิแทน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนส้นสูงปรี๊ด กล้ามเนื้อขาจะขมวดตัวและอ่อนแอถาวรณ์ โดยผู้หญิงที่ใส่ส้นสูง 5 วันต่อสัปดาห์เป็นเวลากว่า 2 ปี กล้ามเนื้อน่องจะหดตัวถึงร้อยละ 13 ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงที่สวมส้นเตี้ยกว่า 2 นิ้ว เมื่อเปลี่ยนไปเดินบนรองเท้าส้นแบนทันที กล้ามเนื้อน่องจะยืดออกอย่างที่ไม่เคยชินซึ่งทำให้ปวดและตึง

นักวิจัยแนะว่า ให้สวมส้นสูงออกกำลังขาขึ้นลงบันได โดยก้าวขาขวาขึ้น 1 ขั้น ตามด้วยขาซ้ายก้าวขั้นถัดไป ขยับขาขวาให้ส้นรองเท้าเลยขั้นบันไดออกมา เมื่อรู้สึกว่าน่องยืดตัว ก็สลับทำอีกข้าง ข้างละหลายๆ ครั้ง

โรคภัยไข้เจ็บ 12 ราศี...แปลกดี!!!


ราศี เมษ (21 มีนาคม - 19 เมษายน)
อาการปวดศีรษะและ โรคไมเกรน เป็นโรคที่ชาวเมษควรระวัง เพราะตามการเดินทางของดวงดาวจะมีอิทธิพลปกคลุมร่างกายส่วนศีรษะทั้งหมด ยิ่งประกอบกับความที่เป็นคนคิดมาก เครียดจัด ไม่ยอมทานอาหารตรงตามเวลา อาการปวดหัวจึงมักจะมาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นประจำ

โรคหวัดและไซนัสอักเสบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของชาวเมษ จึงควรดื่มน้ำหัวบีต แครอท และชาสมุนไพรคาโมมายล์เป็นประจำ

ราศี พฤษภ (20 เมษายน - 20 พฤษภาคม)
ด้วยความที่เป็นคน ทานเก่ง ชอบกินจุบจิบตลอดเวลาทำให้ปัญหาใหญ่เป็นเรื่องรูปร่าง ซึ่งพอคิดจะลดก็มักตบะแตก ไม่เคยสำเร็จสักที เพราะฉะนั้นจึงควรนำความมุ่งมั่น ความดันทุรังที่เป็นนิสัยพื้นฐานประจำตัว ก็นำมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับการลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าทำได้เชื่อว่า คราวหน้าส่องกระจกคุณอาจจะตะลึงคิดว่านางฟ้าแปลงกายมาอยู่ตรงหน้า

ปัญหาเรื่องคอ เป็นอีกปัญหาสำคัญของชาวพฤษภ ยิ่งเมื่ออยู่ในที่เย็นหรือเกิดอาการเครียดจัดจะปวดเมื่อยตามคอได้ง่าย ซึ่งวิธีแก้คือใช้มือนวดเบาๆใต้ติ่งหู ต่อมไทรอยด์ทำงานไม่ปกติ ก็เป็นอีกโรคที่มักมาก่อกวนชาวราศีนี้ทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงาน ไม่ปกติ ควรทานปลาหรืออาหารที่มีไอโอดีนเยอะ ๆ

ราศี เมถุน (21 พฤษภาคม - 22 มิถุนายน)
ชาวราศีเมถุนมี จุดอ่อนอยู่ที่หลังและไหล่ ทำให้มักเกิดอาการตึงเส้นเอ็นบริเวณข้อมือบ่อยๆ ยิ่งถ้าต้องนั่งทำงานหรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เพราะฉะนั้นจึงควรหาอุปกรณ์เสริม เช่น หาเบาะนิ่มๆมารองข้อมือเวลาใช้คอมพิวเตอร์ หรือเก้าอี้ที่นั่งสบายมีพนักตรงปรับระดับอย่างพอเหมาะกับโต๊ะทำงาน นอนไม่หลับ ถือเป็นโรคที่รุนแรงสำหรับชาวราศีนี้ เพราะไม่ใช่แค่หลับ ๆตื่นๆ แต่จะถึงขั้นตาค้าง สมองทำงานตลอดเวลา จนร่างกายทรุดโทรมอ่อนเพลีย

วิธีแก้คือลด ละ เลิก เครื่องดื่มกระตุ้นร่างกายทั้งหลาย โรคหลอดลมอักเสบ หวัดลงปอด หืด ปอดอักเสบ ถุงลมโป่งพองและโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอากาศบริสุทธิ์และการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยสร้างเกราะป้องกันได้

ราศี กรกฎ (23 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม)
อาการต่างๆ ก่อนมีประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นปวดท้อง อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เป็นโรคที่มักเกิดกับชาวกรกฎ ด้วยสาเหตุที่ดาวเคราะห์ประจำราศีเป็นดวงจันทร์ และร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ส่งผลให้หน้าอก เต้านมและต่อมน้ำนมมักเกิดอาการผิดปกติ จึงควรทานวิตามินและอาหารเสริมเป็นประจำ

อีกทั้งโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบและโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร จึงควรใส่ใจในพฤติกรรมการทานให้มาก

ราศี สิงห์ (23 กรกฎาคม-22 สิงหาคม)
ปวดเมื่อยตามกล้าม เนื้อหลังและส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากนิสัยดื้อรั้น ชอบทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่ยอมยืดหยุ่น ทำให้ร่างกายเมื่อยล้าและเคล็ดขัดยอกอยู่บ่อยๆ

ชาวราศีสิงห์มักมีน้ำหนักตัวมากเกินพอดี เพราะพอเครียดก็มักระบายออกกับมันฝรั่ง ไอศกรีม หรือขนมหวานทั้งหลาย ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดตีบ ซึ่งหากยังเลิกการทานเพื่อระบายความเครียดไม่ได้ควรเปลี่ยนมาทานผัก ผลไม้ หรือมันฝรั่งทอดปราศจากเกลือและไขมันต่ำแทน

ราศี กันย์ (23 สิงหาคม-20 กันยายน)
ด้วยความที่เป็นคน ร่าเริง ชอบทำกิจกรรม ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ทำให้โรคต่างไม่ค่อยมารุมเร้ากวนใจคุณมากนัก

แต่สำหรับโรคนอนไม่หลับถือเป็นกรณียกเว้น คุณมักจะตื่นกลางดึกแล้วนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ ลองอาบน้ำอุ่นจัดก่อนนอน หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักหลังสี่โมงเย็น หรือดื่มนมและน้ำผึ้งอุ่นๆ ก่อนนอน

ราศี ตุลย์ (21 กันยายน-22 ตุลาคม)
จากนิสัยที่คุณเป็น คนชอบทานของหวานและอาหารมันๆ เป็นประจำแต่ไม่ยอมออกกำลังกาย ส่งผลให้ไตทำงานหนักมากกว่าปกติ จึงควรดูแลไตเป็นพิเศษ โดยดื่มน้ำวันละ6-8แก้ว หลีกเลี่ยงอาหารพวกเนื้อ ปลา เป็ด ไก่ แล้วแทนที่ด้วยผักผลไม้สีเขียวและสีเหลือง รับรองถ้าทำตามไตคุณจะยิ้มระรื่นเลยทีเดียว

เนื่องจากผิวหนัง และไตของชาวราศีนี้อยู่ใต้อิทธิพลของดาวศุกร์ จึงมักส่งผลให้ไขมันและส่วนเกินที่ถูกขับออกมาจากไตถูกปลดปล่อยทางร่างกาย ผิวหนังเป็นเหงื่อและสิว การดูแลใบหน้าให้สะอาดจึงเป็นสิ่งที่ชาวตุลควรใส่ใจให้มากเป็นพิเศษ

ราศี พิจิก (23 ตุลาคม-22 พฤศจิกายน)
ชาวราศีพิจิกมี นิสัยชอบกลั้นการขับถ่ายๆ ไว้นานๆ แถมยังชอบอาหารที่มีไขมันสูง แบบที่เห็นเป็นไม่ได้ต้องวิ่งเข้าหาทันที ทำให้โรคท้องผูกมักมาเยือนบ่อยๆ จนบางครั้งอาจเรื้อรั้งไปถึงริดสีดวงทวาร ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน และทำระบบขับถ่ายให้เป็นกิจวัตร

ราศี ธนู (23 พฤศจิกายน-20 ธันวาคม)
ด้วยความที่เป็น คนทุ่มเทเต็มที่กับเรื่องกิน เรื่องดื่มเป็นพิเศษ ทำให้ชาวราศีนี้มีโอกาสเป็นโรคตับอักเสบ โรคตับแข็งและโรคพิษสุราเรื้อรังมากกว่าชาวราศีอื่น เพราะฉะนั้นเลิกดื่มซะเถอะ

ราศีธนูหมายถึงร่างกายส่วนตับและถุงน้ำดี ทำให้ชาวราศีธนูมีโอกาสเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีสูง ซึ่งโรคนี้มักทำให้คุณเกิดอาการปวดท้องประมาณ 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเสร็จ ถ้าอยากให้อาการดีขึ้นลองทานอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือวิตามินเสริมที่ช่วยให้เกิดการดูดย่อยไขมันได้ดี

ราศี มังกร (21 ธันวาคม - 19 มกราคม)
ลักษณะและบุคลิก ที่ดูก้าวร้าวของคนราศีนี้ มักส่งผลมาจากลักษณะทางกายภาพของส่วนกระดูกและข้อต่อที่ไม่ค่อยมีความ ยืดหยุ่น ทำให้เมื่อยิ่งแก่ตัว หรือเริ่มเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของชีวิต จะเป็นโรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูก ทางที่ดีควรบริโภคแคลเซียม วิตามินดีและออกกำลังกายเป็นประจำ แต่จะให้เจ๋งกว่าควรรีบทำก่อนอายุ 35 ไม่งั้นจะสายเกินแก้

โรคข้ออักเสบ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความอ่อนเพลีย ทรมานและเจ็บปวดมากที่สุดโรคหนึ่งสำหรับชาวราศีมังกร เพราะไม่สามารถรักษาได้โดยตรง ทำได้เพียงให้ยาลดอักเสบและบวมตามข้อเท่านั้น ดังนั้นการเลือกอาหารบริโภค ฝึกโยคะ ทำสมาธิ สร้างจินตนาการจะเป็นตัวช่วยในการบรรเทาปวดอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมทีเดียว

ราศี กุมภ์ (20 มกราคม - 18 กุมภาพันธ์)
โรคข้อเท้าบวม ข้อเท้าเคล็ด หลอดเลือด (ดำ) ขอด จากทิศทางของดวงดาวทำให้ชาวราศีกุมภ์ มักมีอาการบวมที่ข้อเท้า หรือบริเวณต่ำกว่าหัวเข่าลงมา

ดังนั้นจึงควรนวดขาทุกวัน ตั้งแต่นิ้วเท้าจนถึงต้นขาด้วยน้ำมันวิตามินอี หรือน้ำมันหอมระเหยมะนาวผสมกับลาเวนเดอร์ เพื่อบริหารให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

ราศี มีน (19 กุมภาพันธ์ - 20 มีนาคม)
ชาวราศีมีนมัก มีระบบต่อมน้ำเหลืองทำหน้าที่หลักในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับระบบต่อมน้ำเหลือง ได้มาก แต่ทางแก้ไม่ยาก แค่ดื่มน้ำ สมุนไพร ชาและเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย จากการที่โหมงานหนัก ชอบคิดมากในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำให้ชาวราศีมีนจะรู้สึกเหนื่อยอ่อนและเวียนศีรษะอยู่บ่อยๆซึ่งเป็นส่วน หนึ่งของภาวะเลือดจางและขาดธาตุเหล็ก แต่เพียงแค่รับประทานอาหารทดแทนธาตุเหล็ก เสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงก็จะบำบัดได้มาก

ช่วงเวลาที่รัก .. หายไป

ภาพความทรงจำ
เป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนบางคน
โดย เฉพาะคนที่มีความรักและมันคงเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ใครบางคนมอบให้กับคนที่รัก
ยิ่ง เป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้เป็นอย่างดี

ฉันเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ เคยมีภาพแห่งความทรงจำดีๆ เหล่านั้น
ถึงแม้ว่าภาพแห่งความ ทรงจำในวันนั้น ฉันจะยังตัดใจมันไม่ได้ซักเสียที ในวันนี้
เพราะว่ามี ความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆ ที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดิน จากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า “เสียดายเวลา” ที่คบกันมา

หลายๆ คนหรือใครบางคนคบกันมานาน
จนแทบจำไม่ได้ว่า เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์ จนนึกภาพความสุขไม่ออก
แต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะ ยังคิดถึงวันเก่าๆ แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า
ทุกๆ วันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย
และ…เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้น
และจริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย
นอกจากมีไว้ให้ นึกถึง อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้

เพียงเราหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับมา
หรือไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็น ปัจจุบัน
หรือเรากำลังหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม
ขอ ให้ยอมรับมันเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว
ความทรงจำเป็น เพียงภาพลวงตาเท่านั้น

วลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะเนิ่นนานเท่าไรก็ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า..
หนึ่ง วันข้างหน้า ที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่
ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่
ถึง แม้ว่าวันนี้เขาจะไม่ได้อยู่เคียงข้างเราอีกแล้ว
แต่ขอให้เรานึกย้อนกับ ไปว่าเมื่อก่อนทำไมเราถึงอยู่ได้โดยไม่มีเขาล่ะ

"หากจะเสียดายวันเวลาคบกัน
ให้ เสียดายเวลาในวันข้างหน้า ที่จะอดทนคบไป ทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วที่จะดีขึ้นไปกว่า
แล้วเรายังจะมาเสียดายเวลาใน อดีตทำไม"

เราต้องอยู่กับปัจจุบัน เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองให้คิดเสียว่า เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น 1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต ให้ ดีกว่าที่เป็น

ในวันหนึ่งเราอาจรอคอยใครบาง คนอยู่

ใครที่เขาเข้ามาเปลี่ยนแปลง ชีวิตเราไปจากเดิม

เราอาจจะเดินไปเจอใครอีกฝั่ง ของปลายขอบฟ้า

หรือเขาอาจจะอยู่เคียงเพียง หางตา

ไมมีใครรู้หรอว่า ปลายขอบฟ้าของความรักจะเป็นเช่นไร

ถ้าเราโชคดี อาจจะมีความรักที่ดี ทำให้มีความสุข

แต่ถ้าเราโชคร้ายล่ะ คนที่เคยรู้สึกเสียใจกับความรักเหล่านั้น

อาจจะชดใช้วันเวลาที่เคยผิด พลาดด้วยความเจ็บปวด

อย่างที่ใครบางคนไม่เคยเข้าใจ

ในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
เรา อาจจะเสียใจกับสิ่งไม่อาจหวงคืนมาได้
แต่ในวันหนึ่งข้างหน้า เราจะต้องขอบคุณความเจ็บปวด
เราจะขอบคุณวันที่ไม่มีใคร และไม่ว่าวันที่ผ่านมาจะเจ็บสักเพียงใด
โอบกอดตัวเองเอาไว้ในวันที่ไม่มี ใคร
ปลอบตัวเองว่าในวันที่รักเปลี่ยนไป
โชคชะตาอาจพาใครอีกคนเข้ามา
คน ที่จะมองย้อนกลับมา มองเห็นหัวใจที่มีค่า ของความรักเรา

สิ่งที่ควรรู้
















         Credit     :       FWM

รักให้เป็น รักยังไง




“ความรัก” ต้องวางอยู่บนรากฐานแห่งความมีสติ
รักอย่างมีปัญญา เพราะจะทำให้ผู้รักมีความสุข เป็นอิสระ
ไม่มีจิตใจที่คับแคบ ที่จะผูกมัดรัด “เขา” เอาไว้เป็นของ “เรา”


คงต้องหันกลับมามองความรักกันใหม่…

เริ่มจาก “ใจ” ของเราก่อน ลองหันกลับมามองตัวเองอย่างจริงใจ
และมีเมตตา ว่าเรา “รัก” ตัวเราเองเป็นหรือเปล่า…

ลองมองดูซิ ว่าเราดูแลกาย จิตและวิญญาณ ของเราดีอยู่หรือไม่…
เราเบียดเบียนตัวเรา เองจนเกิดทุกข์บ้างไหม…

เราต้องเริ่ม “รัก” ตัวเองให้เป็นเสียก่อน…
ถ้าเรา “รัก” ตัวเรา เราจะมีเมตาต่อตัวเอง…

เราจะไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายใจของ เราให้ขุ่นมัว…
แล้วเราจะรักตัวเองอย่างไม่เห็นแก่ตัว แต่ระมัดระวังใจเราอย่างดี..
ใจอย่างนี้จะเข้มแข็งและมีพลังแห่งความรัก กว้างขวางยิ่งใหญ่…

ต้องเตือนใจเราเองอยู่เสมอว่า “เราจะรักอย่างมีสติ”….
พร้อมด้วย ปัญญา จะต้องไม่ติดอยู่ในความหลงไหลไร้สติ…
ที่มุ่งคิดแต่จะให้เขากลับ มาตอบสนองเรา เราจึงจะมีความสุข…
เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เรานั่นเองแหละที่จะเจ็บปวดและเกิดทุกข์…

จงเป็นสุขที่ได้รักเถิด รักอย่างไม่มีเงื่อนไข…
รักอย่างไม่คิดยึดครองไว้เป็นของตน..
และ รักอย่างไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน…

ถ้าทำได้…จะเป็นความรักที่ยิ่ง ใหญ่…
ไม่คับแคบหากแต่ งดงามอย่างกว้างขวาง ….
ไม่มีที่สุด…ไม่มี ประมาณ…..

“รักใด ยิ่งรัก ยิ่งทุกข์ ตายอยู่บนกองทุกข์ อย่าบุกต่อ
รักใด ยิ่งรัก ยิ่งหมดทุกข์ เยือกเย็น อยู่เหนือทุกข์ ขอให้รุก ให้ดี…”

รักแท้แพ้ระยะทาง...จริงหรือ?




"รักแท้..แพ้ระยะทาง" ...จริงหรือ?!?

คำตอบที่ได้สำหรับแต่ละคู่รักเกี่ยวกับเรื่องนี้คงแตกต่างกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านักต่อนักแล้วที่หลายคู่รัก มีอันต้องเลิกรากันไปเพราะความห่างเนื่องจากระยะทางเป็นตัวแปร...และความ เหงาก็ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยถัดมาที่ทำให้ใจคนอ่อนไหว โลเล จนเข้าตำรา "รักแท้ แพ้ใกล้ชิด" ในที่สุด!!!

ความห่างเป็นปัจจัยที่อันตรายที่สุด ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้?

การ ที่คนสองคนคบกัน มันก็ย่อมเหมือนลิ้นกับฟันที่จะต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อคุณอยู่ไกลกันแล้ว มันง่ายมากที่จะทำให้ความสัมพันธ์กับคนรักต้องระหองระแหง หากคุณทั้งสองคนไม่มั่นคงเพียงพอ

ถ้า ถามว่าอยู่ด้วยกันแล้วจะไม่กระทบกระทั่งกันเลยหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่

หาก แต่ว่าถ้าคุณอยู่ด้วยกัน คุณคงทำอะไรได้มากกว่าอยู่ไกลกันเป็นแน่ เพราะถ้าคุณต้องอยู่ห่างกันคนละประเทศ สิ่งที่คุณจะทำได้คือ โทรศัพท์.. คุณจะทำได้แค่พูดและรับฟัง โต้ตอบการสนทนา แต่คุณไม่สารมารถรับรู้ืถึงอารมณ์ หรืออวัจนะภาษากริยา สีหน้า ของฝ่ายตรงข้ามเลย และแน่นอน คุณก็ไม่สามารถใช้มันได้เช่นกัน (คุณสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของฝ่ายตรงข้ามได้จากน้ำเสียง แต่มันเทียบกับการคุยกันซึ่งๆ หน้าไม่ได้เลย) ซึ่งในบางครั้งการมีปากเสียงกันด้วยเรื่องเล็กๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เมื่อคุณอยู่ไกลกัน

นอกจากเรื่องของการกระทบกระทั่งกัน คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า ความรู้สึกของอีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะความไกลกัน "ระแวง"

คำ นี้คงผุดขึ้นในใจของคุณเมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ใช่แล้ว..ต่อให้รักกันขนาดไหน ไว้ใจกันแค่ไหนแต่เมื่ออยู่ไกลกัน สิ่งนี้มันต้องเกิดขึ้นในใจของคุณไม่มากก็น้อย หรือไม่จริง?? หากแต่ว่าคุณทั้งสองคนจะสามารถให้ความมั่นใจต่อกันได้มากแค่ไหน ถ้าคุณเป็นคนที่มั่นคงในความรักของคุณ บางครั้งคุณต้องบอกให้คนรักของคุณทราบ เพราะถ้าไม่บอก ไม่ให้ความมั่นใจกับอีกฝ่ายแล้ว คนรักของคุณจะทราบได้อย่างไร นี่เป็นอีกกรณีหนึ่งคือ การไม่พูด

ต่างคนต่างคิดกันเอง เข้าใจกันไปคนละอย่างจากการที่คิดว่า "เค้าน่าจะรู้น่า" แต่จะบอกให้ว่าสำหรับบางเรื่องนั้น "ไม่ใช่!!" ฉะนั้น การพูดกันคือสิ่งที่ดีที่สุด ความรู้สึกที่เคยมีให้ การให้อภัย การมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ความคิดถึง ที่เคยมีให้ครั้งเมื่ออยู่เคียงข้างกัน อาจจะถูกบั่นทอนลงได้ เนื่องจากระยะทาง และความห่างกัน ความรักความทุ่มเทที่เคยมีให้ ก็จะลดน้อยลงก็เป็นได้

การรักษา ระยะห่างให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าอยู่ใกล้กันตลอด อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะป้องกันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้

แต่ มันจะทำได้มากแค่ไหน มันก็ต้องขึ้นอยู่กับคนทั้งสองคน บางครั้งการแสดงออกถึงการให้ความสำคัญกับอีกฝ่าย ก็เป็นสิ่งสำคัญ มันก็เป็นเหมือนกับการให้ความมั่นใจกับคนรักของคุณ การบอกรัก การกล่าวคำว่า คิดถึง บางคนมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

ใน เมื่อคบกันแล้ว ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ว่า.. เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องบอกหรอก.. หากคุณเคยรู้สึกหัวใจพองโต ยามเมื่อคนที่คุณรักบอกรักหรือคิดถึงคุณบ้าง..

และ คุณมีความสุขเมื่อได้ยินเช่นนั้น แน่นอนว่าอีกฝ่ายคงจะรู้สึกไม่ต่างอะไรจากคุณ หากคุณได้บอกกับเค้า และหมั่นรดน้ำต้นรักของคุณ มากกว่าปล่อยให้มันแห้งตายเถอะนะ คุณจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

10 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ที่เราไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่)

เรียงจาก 10-1

10. Banaue Rice Terraces

บันไดข้าวที่บานาเวนั้นเป็นการเกาะสลักภูเขาทั้งลูกในการอยู่ในจังหวัดอี ฟูเกา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อใช้ในการปลูกข้าว จากประวัตินั้นมันมีอายุกว่าพันปี สมัยก่อนนั้นการทำนาจะต้องใช้พื้นที่ราบ หากแต่พื้นที่ภูมิประเทศนี้เต็มไปด้วยเขาสูงมีที่ราบน้อย น้ำและเนื้อที่ในการทำการเกษตรจึงเป็นปัญหา ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงได้คิดวิธีทำนาแบบขั้นบันไดขึ้นตามไหล่เขา โดยสกัดไหล่เขาให้เป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได เพื่อช่วยเพิ่มเนื้อที่ในการเพาะปลูก เป็นการรักษาหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไป อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งในแง่การชลประทานโดยการเก็บกักน้ำฝน และยังช่วยป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยนาข้าวที่บานาเวนั้นเป็นภูเขาสูงอยู่เหนือน้ำทะเล 5,000 ฟุต นาข้าวแต่ละแห่งมีเนื้อที่ 10,360 ตารางกิโลเมตร และในปี ค.ศ.1985 องค์การยูเนสโกได้จัดสถานที่นี้เป็นมรดกของโลก

9. Sigiriya

คีริยา เป็นเมืองใหญ่โบราณมหึมาของศรีลังกา สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากัสสัปปะ ประมาณ ค.ศ. 470 โดยพระองค์ได้สร้างเมืองนี้ขึ้นอยากให้มันเป็นโลกศักดิ์สิทธ์ของพระองค์ เป็นสวรรค์ตนเองอยู่บนตำแหน่งสูงสุด และมันก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ เพราะมันที่ใหญ่อลังการมาก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,300,000 ตารางเมตร มีถนน มีระบบชลประทาน และสถานที่เกี่ยวกับศาสนามากมาก หนึ่งในนั้นนั่นก็คือถ้ำที่พระองค์ทรงสร้างเพื่อมอบแก่พุทธสาวกได้ปฏิบัติ ธรรม0 แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือที่ใจกลางเมือง มีภูผาหินขนาดยักษ์ ที่เป็นที่ตั้งของพระราชวังกับป้อมปราการอันน่าเกรงขามและทิวทัศน์ตระการตา สวยงาม ฐานของป้อมที่ก่อด้วยอิฐ มีอายุมากกว่า 1,500 ปี ฮินดู และเป็นหนึ่งในมรดกโลกของศรีลังกา

8. Torun


เมืองทอรูน เป็นเมืองทางเหนือในประเทศโปแลนด์ ที่ยังคงสภาพเป็นเมืองเก่าสมันกลางไว้ได้ ที่นี้เป็นบ้านเกิดของนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส( Nicolaus Copernicus)นักดาราศาสตร์ที่เสนอทฤษฏีว่าโลกเป็นจุดศูนย์กลาง โดยอายุของเมืองนี้มีมาอย่างยาวนานถึง 1,100 ปี ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานเก่าของโปแลนด์ โดดเด่นคือเป็นเมืองศูนย์กลางค้าและสถานที่เก่าแก่มากมาย และไม่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยแต่อย่างใด

7. Tower of Hercules

10  สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ประภาคารเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารและสถานที่ทางเข้าของ 'ลา คอรุญญา' ท่าเรือสำคัญ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชาวโรมันมาถึงบริเวณเมืองนี้ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ผู้อาศัยในนิคมนี้ได้สร้างตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ไว้ และในไม่ช้าเมืองนี้ก็มีความสำคัญขึ้นในการค้าทะเล และหอหอเฮอร์คิวลิส เป็นประภาคารที่เปิดทำการต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 1,900 ปี ซึ่งในบริเวณเดียวกันมีสวนประติมากรรม หินแกะสลักจากเหล็กและสุสานมุสลิม ในยุคที่อาณาจักรโรมันยังเรืองอำนาจ ถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงประภาคารโบราณสมัยกรีก-โรมัน ซึ่งยังคงให้เห็นความสมบูรณ์แบบของรังวัดในโครงสร้างและการทำหน้าที่แต่ละ ส่วนสอดคล้องต่อเนื่อง

6. Ajanta Caves

10  สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ถ้ำอชันตา ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน ในบริเวณฝั่งตะวันตกของที่ราบสูงเดกกัน โดยวิธีการสร้างนั้นเป็นขุดเจาะเข้าไปในหินบาซอลต์ (แกรนิตแข็ง) โดยขุดจากหินก้อนเดียวจนเป็นวิหารขนาดใหญ่โดยใช้สิวและค้อนเท่านั้น ระยะเวลาการเจาะทั้งหมด 800 ปี เริ่มเจาะตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 3 จนกลายเป็นถ้ำมากกว่า 30 ถ้ำ เรียงตัวต่อเนื่องกันยาวหลายร้อยเมตรบนเชิงเขาสูงวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว ภายในมีวิหารขนาดใหญ่ภายในเต็มไปด้วยงานแกะสลักหิน เป็นเจดีย์ เป็นพระพุทธรูป เป็นเรื่องราวต่างๆ ในพุทธประวัติและชาดกเต็มไปหมด โดยไม่ผุพังตามกาลเวลาแม้แต่น้อย โดยสถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของสงฆ์เพื่ออยู่อย่างสันโดษ แต่แล้วสถานที่แห่งหนึ่งก็เริ่มหมดความสำคัญลง เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อม ขาดการดูแล และถูกทิ้งร้างไปในที่สุด และได้เลือนหายไปจากความทรงจำของชาวอินเดีย จนมาถูกค้นพบโดยกองทหารอังกฤษ นำโดยร้อยเอกจอห์น สมิธ เมื่อ 1819

5. Valley of Flowers


เป็นสถานที่มาท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ในรัฐ Uttaranchal ซึ่งอยู่ทางเหนือของอินเดีย ประเทศอินเดีย ที่ถูกยอมรับว่าเป็นสถานที่มีชื่อเสียง สวยงามอย่างกับสวรรค์บนดินจนถูกนำมาบรรยายในวรรณคดีมาหลายศตวรรษและปรากฏใน ศาสนาฮินดูมาช้านานเพราะที่นั้นมีทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์เฮ็มกุน (Hemkund Sahib)ที่พวกพราหมณ์ชอบนำน้ำในแม่น้ำนี้มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาประจำ(ใคร เคยดูสารคดีตามรอยพระพุทธเจ้าอาจคุ้นๆ) อีกทั้งนักพฤษศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะที่นั้นเต็มไปด้วยพรรณไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์ และสถานที่แห่งนี้ได้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี 1982 และเป็นมรดกโลก

4. Metéora

10  สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เมทิโอร่า ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศกรีซ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมเป็นจำนวนมา ด้วยความเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างอยู่บนก้อนหินใหญ่สูงสง่า โดยอดีตสถานที่แห่งนึ้ถูกใช้เป็นที่พํานักของนักบวชคริสตนิกายออร์โธด็อก ซ ซึ่งไดสร้างอารามไว้บนยอดเขาด้วยมีความเชื่อที่ว่า จะได้ใกล้ชิดกับสวรรค และเป็นการง่ายต่อการป้องกันศาสนาอื่นมารุกรานอีกด้วย ด้วยความโดดเด่นของการสร้างสรรค์ของศิลปะแบบไบแซนไทน์ เมทิโอร่า จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ใน ปี 1988

3.Bagan

10  สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

พุกาม เป็นเมืองในประเทศพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม (1044 - 1287) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่า ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ (Mandalay Division) อยู่ห่างประมาณ 90 ไมล์ หรือ 145 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมัณฑะเลย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอทุกช่วงปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน เนื่องจากพุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ที่สวยงามและมีคุณค่า หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์ น่าเสียดายตอนนี้พุกามเป็นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเต็มพร้อม ปัจจุบันรัฐบาลทหารพม่ากำลังพยายามเร่งเสนอชื่อและเตรียมความพร้อมให้เป็น มรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งต่อไป

2. Leptis Magna

10  สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เมืองเลปติส เมกนา ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงทริโปลีในประเทศลิเบียถูกขนาม นามว่าเป็น อาณาจักรโรมันที่มีชื่อเสียงและงดงามมากที่สุดในแอฟริกา ซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพ ความรุ่งโรจน์ ด้วยเพราะอาณาจักรถูกสร้างโดยหินปูน จึงทำให้ทนต่อการเกิดแผ่นดินไหวนับครั้ง ไม่ถ้วน จุดเด่นของเมืองมิใช่เพียงแค่ความงาม เท่านั้น แต่ผังเมืองที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ไม่ว่า จะเป็นถนน, อาคารซึ่งถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม, โรงอาบน้ำโรมัน ซึ่งถูกวางผังไว้ในตำแหน่ง เหมาะสม, สภาประชุม, หอประชุมสำหรับขุนนาง หรือไม่ว่าจะเป็น โรงละคร หรือคอมเพล็กซ์

สำหรับการพักผ่อนเพลิดเพลินของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร เล ปติส เมกนา ในช่วงเวลา ปี 111 ก่อนคริสต์กาล จนถึงช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ปี ค.ศ. 211 โดยกษัตริย์ Septimus Severus อาณาจักรเริ่มเสื่อมสลายในช่วงศตวรรษที่ 4 และท้ายที่สุดโดนทรายแห่ง อาหรับลบเลือนไปจากโลกภายนอกปัจจุบัน อาณาจักรเลปติส เมกนา ถูกค้นพบอีกครั้งโดยนัก โบราณคดีชาวยุโรป และยังคงสภาพสมบูรณ์ไว้อย่างชัดเจน จน องค์การยูเนสโก้ประกาศเป็น มรดกโลกในปี ค.ศ.1982

1.The Library of Celsus

10  สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ห้องสมุดเซลซุสตั้ง เมืองเอเฟซุส ประเทศตุรกี ซึ่งเมืองเอเฟซุสเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยปลายยุคโลหะ ในราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ภายใต้การปกครองของอาณาจักรลิเดีย เอเฟซุสเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรมัน เป็นเมืองใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของจักรวรรดิโรมัน และใหญ่ที่สุดในเขตเอเชีย... และห้องสมุดเซสซุสก็เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ ปัจจุบันเหลือเฉพาะด้านหน้าของอาคารเท่านั้น ห้องสมุดเซลซุส เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างในปี ค.ศ.114-117 โดย ดิเบริอุส จูลิอุส อาควิลา เพื่ออุทิศให้กับ 'ดิเบริอุส จูลิอุส เซลซุส' ผู้เป็นบิดา โดยฝังโลงศพหินเอาไว้ที่ใต้หอสมุดและใช้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ในอดีต ห้องสมุดแห่งนี้มีทางเข้า 3 ทาง โดยบริเวณประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี 4 องค์ประดับอยู่ ได้แก่ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ รูปแกะสลักเทพีทั้ง 4 องค์นี้เป็นของจำลอง ส่วนของจริงนักโบราณคดีชาวออสเตรียได้นำกลับไปออสเตรีย และตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา

10 พฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุล




บางครั้งสิ่งต่างๆ ที่เราทำเป็นประจำทุกวันก็ทำร้ายโครงสร้างของร่างกายให้เสียมสมดุลโดยที่เรา ไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมของคนทำงานแทบทั้งสิ้น เรามาดูกันค่ะว่าพฤติกรรมที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง แล้วลองตรวจเช็คดูนะคะว่าคุณทำในสิ่งเหล่านี้กี่ข้อ

1. ใส่รองเท้าส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง สาวๆที่นิยมใส่รองเท้าส้นสูงเกินกว่า 1 นิ้วครึ่งคงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่แล้วล่ะค่ะเพราะการสวมรองเท้า ส้นสูงๆ จะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ทำให้โครงสร้างของร่างกายผิดปกติและทำให้มีอาการปวดหลังตามมา


2. นั่งไขว่ห้า นี่ก็เป็นอีกพฤติกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก แต่ทราบไหมคะว่าการนั่งไขว่ห้างเป็นการทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ก้นข้างใดข้าง หนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้กระดูกคดอย่างแน่นอนค่ะ


3. นั่งกอดอก
เวลาที่รู้สึกว่ามือไม้เกะกะ ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี การกอดอกไว้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก ซึ่งการกอดอกจะทำให้หลังช่วงบนสะบัก และ หัวไหล่ ถูกยืดออก หลังช่วงบนจะค่อมและงุ้มไปด้านหน้าทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า ซึ่งมีผลต่อเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงแขน จึงอาจทำให้มืออ่อนแรง หรือมีอาการชาได้ นอกจากนี้ยังมีผลต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองด้วย เพราะถ้ากระดูกคอผิดรูปไปก็จะทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็ง การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจึงถูกจำกัด ซึ่งจะนำไปสู่อาการปวดศรีษะ หรืออาจทำให้เป็นไมเกรนเรื้อรังได้


4. นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น
หลายคนคงจะเคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาแล้ว การนั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้นจะทำให้กล้ามเนื้อหลังต้อทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ ในทางตรงข้าม ถ้านั่งเก้าอี้ให้เต็มก้นคือเลื่อนก้นให้เข้าไปถึงด้านในสุดจนติดพนักพิง จะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานน้อยลง และเกิดการรองรับน้ำหนักตัวได้เต็มที่


5. นั่งหลังงอ
บางครั้งเราไม่ได้ตั้งใจที่นั่งหลังงอแต่พอนั่งไปนานๆ เราก็ค่อยๆ งอหลังลงโดยที่ไม่รู้ตัว การนั่งทำงานหลังงอหรือนั่งกลังค่อมเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลกติค ทำให้มีอาการเมื่อยล้า ปวด และมีปัญหาเรื่องกระดูกผิดรูปตามมา


6. สะพายกระเป๋าหนักๆ ด้วยไหล่ข้างเดียว
มักจะเป็นกลุ่มคุณผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีของจุกจิกใส่ไว้ในกระเป๋ามากมาย การสะพายกระเป๋าหนักๆ ด้วยไหล่ข้างเดียวนานๆ จะทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเพียงซีกเดียว ซึ่งจะส่งผลให้กระดูกคดได้ ทางที่ดีควรสลับข้างกันสะพายบ้างหรือเปลี่ยนมาใช้วิธีถือแทนการสะพายพยายาม ทำให้ร่างกายทั้งสองซีกมีความสมดุล และถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรสะพายหรือหิ้วของหนักๆ นานๆ


7. หิ้วของหนักๆ ด้วยนิ้ว
โดยเฉพาะคนที่ชอบใช้เพียงบางนิ้วในการหิ้วของ การใช้นิ้วหิ้วของหนักบ่อยๆ จะทำให้เกิดพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ เพราะจริงๆ แล้วกล้ามเนื้อมือและนิ้วเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กมีหน้าที่หลักคือ ใช้หยิบ, จับของเบาๆ หากต้องใช้จับหรือหิ้วของหนักๆ จะทำให้เส้นเอ็นมีการเสียดสีและเกิดพังผืดขึ้นในที่สุด ถ้าหิ้วของหนักมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ถูกรั้ง และเกี่ยวโยงไปถึงกระดูกคอ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งมากกว่าปกติ ซึ่งจะมีผลต่อการทรุดของกระดูกและกดทับเส้นประสาทได้


8. ยืนหลังแอ่น และ ยืนหลังค่อม
จำทำให้แนวกระดูกช่วงล่างแอ่นและทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา การยืนที่ถูกต้องคือ ยืนหลังตรง แขม่วท้องเล็กน้อย รวมถึงขณะเดินและนั่งก็ให้แขม่วท้องเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการักษาแนวกระดูกช่วงล่างไม่ให้แอ่นและทำให้ไม่ปวดหลัง


9. ยืนพักขา
เป็นการยืนโดยทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว ทำให้กล้ามเนื้อขาข้างนั้นๆ ต้องแบกรับน้ำหนักมากเกินไป และทำให้กระดูกเชิงกรานบิดเบี้ยว ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้การยืนที่ถูกต้องคือต้องลงน้ำหนักที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน โดยยืนให้ขากว้างเท่าสะโพก จะทำให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกายกล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างจะไดรับ น้ำหนักเท่าๆ กัน


10. นอนขดตัว หรือ นอนตะแคง
จะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในแนวตรง ท่านอนที่ถูกต้องที่สุดคือ ท่านอนหงาย โดยให้หน้าขนานกับเพดาน ไม่หงายไปด้านหลัง หรือ งอมาด้านหน้ามากเกินไป หมอนหนุนศรีษะก็ต้องไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป ควรมีหมอนรองใต้เข่าเพื่อลดความแอ่นของกระดูกสันหลังช่วงล่าง หากจำเป็นต้องนอนตะแคง ให้หาหมอนข้างมาก่าย โดยก่ายให้ขาทั้งหมดอยู่บนหมอนข้างเพื่อรักษาแนวกระดูกให้อยู่ในแนวตรง

เป็น อย่างไรบ้างคะสำหรับพฤติกรรมทั้ง 10 ข้อนี้ คุณมีกี่ข้อคะยิ่งมีมากข้อเท่าไหร่ โครงสร้างของร่างกายก็เสียสมดุลมากเท่านั้นเพราะฉะนั้นมาปรับพฤติกรรมใน ชีวิตเสียใหม่ เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย



ที่มา
ผู้หญิงนะคะ

มองโลกในแง่ดี กายสดใส ใจเป็นสุข

ในสังคมปัจจุบันนี้มี สิ่งที่เข้ามากระทบชีวิต ความเป็นอยู่ ความรู้สึก นึกคิดของเราทุกวินาที หากเราสัมผัส รับเข้ามาแล้วเราไม่มีสติ ปรับเปลี่ยนไม่เป็น เราก็อาจจะเผลอตัว เผลอใจ เกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งนั้นทันที การตอบสนองที่เป็นความดีนั้นก็น่าชื่นชม..แต่การตอบสนองที่ไม่ดีเป็นเรื่อง ที่เราควรระวังให้มาก เพราะทำไปแล้ว ตอบสนองไปแล้วเป็นเรื่องที่จะตามแก้ยาก แม้จะแก้ จะขอโทษไปแล้วแต่ก็มีร่องรอยแผลเป็นในใจของเขาไปตลอดชีวิต..หรือบางเรื่อง อาจจะบอกต่อ เป็นมรดกถ่ายทอดไปยังลูกหลานของเขาด้วย



วันนี้ เรามาฝึก สติ มาฝึกควบคุมปฏิกิริยาการตอบสนองกันหน่อยดีไหม โดยเริ่มจากการฝึกคิดในแง่ดี หรือ การคิดเชิงบวกต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาหาเรา..ถ้าสิ่งที่เข้ามาหาเราแล้วเราไม่ชอบ เราโมโห เราโกรธ..เรามาลองฝึกควบคุมสติ ฝึกปรับเปลี่ยนความคิดของเราตามตัวอย่างต่อไปนี้


1.
เพื่อนนินทาเราในเรื่องที่ไม่จริง

เป็น โอกาสดีแล้วที่เพื่อนคนนั้นเป็นกระจกเงาส่องดูตัวเรา อย่างดี ว่าเราอาจจะมี หรือเผลอตัวไปทำอย่างที่เพื่อนคนนั้นว่าก็ได้ เราจะได้มีโอกาสปรับปรุงตัวเอง… หรือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มีโอกาสชี้แจงความจริงให้คนอื่นเข้าใจเรามากขึ้น ต้องขอบคุณเพื่อนที่สร้างงโอกาสนี้ให้ ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง เพื่อนคนนั้นถ้าเขายังนินทาเราหรือคนอื่น ๆ ไม่หยุด คนอื่นจะไม่คบเขาอีกเลย เพราะกลัวถูกนินทา เขาจะเป็นคนที่น่าสงสารในวันข้างหน้า

2. เพื่อน ยืมเงินแล้วไม่คืน

ไม่ เป็นไร..ขอ กันกินมากกว่านี้ สงสัยชาติที่แล้วเรายืมเขามา ชาตินี้เขาจึงมาเอาคืน ว่าแล้วก็ไปทำบุญกรวดน้ำให้เขาเป็นสุข ให้เราได้บุญกุศล หมดกรรมซะ หากไม่มีเวรกรรมต่อกัน ก็แสดงว่าเขาก่อเวรเอง ชาติหน้าเขาต้องมาใช้เรา ถือว่าทำบุญไว้เผื่อชาติหน้าก็แล้วกัน …พฤติกรรมแบบนี้ถ้าเราไม่ชอบก็ถือเป็นบทเรียนว่าเราอย่ายืมใคร หรือ เราอย่าโกงใคร…คง ไม่มีใครหรอกที่จะไว้ใจคนที่หักหลัง คดโกงเพื่อนแบบนี้...คราวต่อไปอย่าให้ยืมอีก หรือถ้าจะช่วยเหลือคนอื่นก็ช่วยตามที่สมควร เราไม่เดือดร้อน เราไม่เสียใจภายหลัง

3. แฟน บอกเลิก

ก็ดีนะ ได้เรียนรู้ชีวิตนี่ เป็นการพิสูจน์สัจธรรมอีกครั้งว่า ไม่มีใครที่รักเราเท่าพ่อ แม่ของเรา ..เธอไปก็ดีแล้วหละเราจะได้ว่างเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่รักเรา ที่เลี้ยงเรามา..เราเพิ่งจะรู้จักกันไม่กี่วันนี้เอง ไม่มีเขามาตั้งนานเรายังอยู่ได้ วันนี้ไม่มีเขาเราก็อยู่ของเราคนเดียวได้เหมือนเดิม .. เลิกกันวันนี้ก็ดีแล้ว ไม่ต้องเสียเงินแต่ง ไม่ต้องมีภาระเลี้ยงลูก เป็นโสด ไปไหน มาไหนได้สบายดี จะได้มีเวลาพัฒนาตนองให้ดีขึ้นกว่าเดิมเดี๋ยวก็มีคนที่ดีกว่าเธอมาชอบเราเอง แหละ ..ขอบคุณจริง ๆ ที่เลิกกับฉัน

4. รักเขา แต่เขาไม่รักเรา

ไม่ เป็นไร พระท่านว่า ความสุขอยู่ที่การให้ ถ้าเราให้ความรักเขาอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว เราก็มีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ.. อย่าไปหวังอะไรจากเขาเลย เขาก็มีความรู้สึกรัก ไม่รักของเขาเอง บังคับเขาไม่ได้ เรารักเขา ทำความดีกับเขาอย่างสม่ำเสมอเราก็จะมีความสุขสม่ำเสมอแล้ว..ความรักไม่จำ เป็นต้องลงเอยด้วยการแต่งงานเสมอไปหรอกนะ...หรือหากเขาเห็นความดี เขาก็จะรักเราเอง หรือ ถ้าเขาไม่รัก ก็จะมีคนอื่นมารักความดีของเราเอง รักคนที่เขารักเราดีกว่านะ..

5. ช่วยเพื่อนทุกครั้ง แต่เพื่อนยังคิดร้ายกะเราอีก

ปลงซะเถอะโยม..คิดว่าช่วยหมาตกน้ำให้รอด ตายสักตัวก็แล้วกันหมาบางตัวไม่รู้คุณคน ก็ปล่อยมันไปเถอะอย่าไปเลี้ยงดู คบหากับมันอีก เจ้า เพื่อนคนนี้ก็เหมือนกัน เราช่วยแล้วก็แล้วไป ปล่อยเขาไปเถอะอย่านำเรื่องของเขามาคิดให้ใจเราขุ่นมัวเลย เราคิดใจเราก็ เศร้า ใจเรานี่แหละเป็นทุกข์เอง ตัวเพื่อนคนนั้นมันไปหัวเราะมีความสุขที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แล้วเราจะนำเรื่องของเขามาทุกข์ มาทำร้ายใจเราเองทำไม ถ้าคิดถึงเรื่องสุข ใจเราก็เป็นสุข เราเลือกที่จะคิด เลือกที่จะทำ ด้วยตัวเราเองได้นี่นา รักษาความสงบสุขในใจเราไว้ดีกว่านะ

6. เราสอนงานหลายครั้งแล้ว เพื่อนก็ยังทำงานผิดอีก

นี่แหละ พระเจ้ากำลังทดสอบความอดทน อดกลั้นของเรา กำลังสอนเราให้เข้าใจคำว่า " คน" มันก็มีดี มีเสียอย่างนี้แหละ บางเรื่องเข้าใจยาก บางเรื่องเข้าใจง่าย ทำง่าย ..ตัวเราเองก็เคยทำผิดหลายครั้ง.. อย่าโกรธ อย่าโมโหเขาเลยนะ เราน่าจะยิ้มให้ใบหน้าเราสวย ๆ ดีกว่า…หรือ ว่าบางทีเราอาจจะสอนเขาไม่ดี..ลองสอนใหม่ ละเอียดขึ้น ทำให้เขาดูก่อน สอบถามเขาเป็นระยะๆ ให้เขาลองทำให้เราดูว่าเขาเข้าใจไหม ติดตามใกล้ชิดขึ้นอย่ารองานเสร็จแล้วค่อยถาม..เขาน่าจะเข้าใจและไม่ทำผิดอีก

7. หัวหน้าให้มาทำงานวันหยุด

ดีแล้ว เราจะได้ทำงานให้เสร็จก่อนคนอื่น ทำงานมาก บริษัทขายดีมีกำไร เราก็มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงลูก เลี้ยงพ่อแม่ของเรา …วัน หยุดคนน้อย มีสมาธิทำงานดีกว่าวันปกติ ..ไม่มีคนกวนใจ ได้แต่งตัวสวย ๆ ตามสบายไม่ต้องอยู่ในระเบียบ...หัวหน้ากำลังสอนเรา กำลังปั้นเราให้เก่ง ให้รู้หลายเรื่อง เพิ่มความสามารถ เพิ่มประสบการณ์ให้เรา ที่โรงเรียน ที่บ้านไม่มีสอนหรอกนะ ได้ฝึกตัวเองให้เป็นคนสู้งานหนักถ้าเราทำได้ ทำดีในวันนี้ เราก็อาจจะได้ดีในวันหน้า...

8. พนักงานมาเบิกของในเวลาพัก ขณะงัวเงียจะหลับ

ดี แล้วน้อง ถ้ามัวแต่รอ มัวแต่เกรงใจงานจะไม่ทัน จะเสียเวลาทำงาน บริษัทของเราจะเสียหาย งานของน้องก็เป็นงานของพี่เหมือนกัน หรือวันอื่นพี่จะไปขอความช่วยเหลือจากน้องบ้าง ..พวกเราคนกันเองด้วยกันทั้งนั้น..ไหนมาดูซิเบิกอะไร พี่ช่วยถือไป ส่งไหม...

9. หัวหน้าให้ไปเรียนงานกับคนเราไม่ชอบ

โอกาส ดีที่สุดมาถึงแล้ว ที่เราจะได้มีโอกาสเปิดใจกับเขาตรงไป ตรงมา ที่ผ่านมาเราอาจจะทำไม่ดีกับเขา หรือเราจะไม่เข้าใจกัน จะได้มีโอกาสขอโทษเขา เท่าที่ดูเขาก็เป็นคนดีนะ น่าจะมีความดี ความรู้หลาย ๆ อย่าง ที่เราน่าจะเรียนรู้จากเขา เราจะได้มีเพื่อนเพิ่มอีกคนหนึ่ง ยิ้มและเต็มใจที่จะรับโอกาสดีที่จะเกิดขึ้นกับเรา..ยิ้มและสวัสดีทักทายกับ เขาก่อนดีว่านะ..

10. บริษัทประกาศปิดกิจการ

โอ.. ก็ดีนะ อาจจะเป็นโอกาสที่เราจะได้ลองไปประกอบอาชีพอื่นดูบ้าง หรืออาจจะถึงจังหวะชีวิตที่เราจะได้เป็นเจ้าของกิจการเองแล้วหละ..ลองนั่ง ทบทวนดูว่าเราชอบทำอะไร ..อะไรที่เราทำได้ดี ..อะไรที่เราอยากทำ นั่นแหละคืออนาคตของเรา ..คิดและลงมือทำเลย ถ้าคนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ..ไหน ลองตะโกนบอกตัวเองดัง ๆ 3 ครั้งซิว่า.เราทำได้ เราทำได้และเราทำได้..สู้ ๆ ชีวิตนี้เป็นของเรา..เห็นไหม ความรู้สึกดีขึ้นเยอะเลย...

หลักการสังเกตและจดจำลักษณะบุคคล

บ่อยครั้ง ที่เราจำเป็นต้องบรรยาย บอกเล่าลักษณะของบุคคล
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนร้าย หรือคนทั่วไป
เราจะมีหลักในการจดจำเพื่อนำมาถ่ายทอดให้เห็นภาพได้ถูกต้อง ตามหลักการอย่างไรบ้าง

ข้อมูลต่อไปนี้ น่าจะเป็นประโยชน์
เก็บมาจากเว็บไซท์ของตำรวจ ในหมวดที่เป็นสาระน่ารู้สำหรับประชาชน
ที่น่าสนใจคือข้อมูลเกี่ยวกับตัว คนร้าย




มีวิธีการสังเกตและจดจำคนร้ายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำได้ อย่างไรบ้าง?

ผู้ประสบเหตุมักมีเวลาน้อยมากในการ สังเกตและจดจำคนร้าย เนื่องจากเหตุการณ์จะเกิดขึ้นและจบลงด้วยความรวดเร็ว อีกทั้งคนร้ายมักจะพยายามไม่เปิดเผยโฉมหน้าของตนให้คนอื่นเห็นได้โดยง่าย

ผู้ ประสบเหตุจึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องพยายามมองให้เห็นใบหน้าของร้ายให้ได้ เป็นลำดับแรกก่อน เพราะใบหน้าเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้ทราบได้ว่าคนร้ายเป็นใคร หรือมีหน้าตาอย่างไร

เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการออกหมายจับ และส่งตัวคนร้ายไปดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป

เนื่องจากข้อจำกัดในระยะเวลาที่สั้น และการปกปิดใบหน้าของคนร้ายดังกล่าวแล้ว ผู้ประสบเหตุจึงต้องมีเทคนิควิธีในการสังเกตและจดจำใบหน้าคนร้าย ดังนี้คือ

1. พยายามจ้องมองให้ได้เค้าใบหน้าของคนร้ายโดยรวมไว้ก่อน
แล้วจดจำไว้ใน มโนภาพเหมือนกับการใช้กล้องกดชัตเตอร์ถ่ายภาพไว้บนฟิล์ม

2. พยายามระลึกถึงเหตุการณ์และภาพใบหน้าคนร้ายไว้อย่างต่อเนื่องกันเลือนหาย
จน กว่าจะมีโอกาสให้ข้อมูลแก่ตำรวจเรียบร้อยแล้วเนื่องจากสมองของเราไม่ใช่แผ่น ฟิล์มในกล้องถ่ายภาพ ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่ระลึกภาพไว้บ่อยๆ

ภาพ เหตุการณ์และภาพใบหน้าของคนร้ายก็จะค่อยๆ เลือนหายไปโดยอัตโนมัติ และจะไม่มีวันหวนคืนมาได้อีก นอกจากจะได้มีโอกาสพบเห็นภาพเหตุการณ์และภาพใบหน้าคนร้ายซ้ำอีกครั้ง

3. หากบังเอิญใบหน้าคนร้ายเหมือนหรือมีความคล้ายคลึงใกล้เคียงกับคนที่เคยเห็น หน้าหรือรู้จักมาก่อน ก็ควรพยายามเทียบเคียงกันไว้จะทำให้การจดจำใบหน้าคนร้ายมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น

4. หากมีโอกาสจ้องมองใบหน้าของคนร้ายได้นานมากขึ้น ควรสังเกตเน้นไปที่รายละเอียดขององค์ประกอบของใบหน้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนประกอบที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก คือสีผิว หน้าผาก คิ้ว ตา จมูก ปาก คาง รูปหน้า ใบหู แผลเป็นและรอยสัก
นอกจากนี้ก็ควรสังเกตไว้ ประกอบ เช่น
สีผม ทรงผม หมวก แว่นตา ตุ้มหู สร้อยคอ
เสื้อ เข็มขัด กางเกง ถุงเท้า รองเท้า ขนาดรูปร่าง ความสูง และอายุ


หลักในการบอกเล่าลักษณะบุคคล






















ขอบ คุณบทความจากอรุณสวัสดิ์

มุมหนึ่งของความคิดที่ทำให้ชีวิตดู ง่ายขึ้น






"Bad day is just a day"
ไม่ต้องกลัวหรอกว่าวันร้ายๆจะอยู่กับเรานาน
ตราบใดที่โลกยังหมุน อยู่ตลอดเวลา
ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาก็จะต้องผ่านไปทั้งนั้น
จะ เป็นไรไป หากชีวิตจะมีวันร้ายมากหน่อย
วันดีน้อยหน่อย ดีเสียอีกที่เป็นอย่างนี้
เราจะได้เรียนรู้คำว่า "ชีวิต" ได้อย่างเต็มที่
ให้คุ้มค่ากับที่ได้เกิดมาเป็นคน




"Call of miss"
แค่ ครั้งเดียวที่เราได้โทรหาใครบางคน
อาจทำให้หัวใจเปี่ยมล้นด้วยกำลังใจไป อีกยาวนาน
บางที call of miss ครั้งนี้อาจทำให้เช้าวันต่อไปของเรา
เป็น เช้าที่สวยงามที่สุด
ในรอบหลายๆปีที่ผ่านมาก็ได้


"ความเหงา...ไม่เคยทำร้ายใคร"
ความเหงา...มีสิ่งดีๆบางอย่างซ่อนอยู่
ถ้าหากเราเรียนรู้ที่จะอยู่ กับความเหงาให้เป็น
เราก็จะได้เห็นสิ่งนั้น
ความเหงา...เพียงต้อง การให้เราลองฝึกที่จะอยู่กับตัวเอง
เพราะถ้าเราอยู่กับตัวเองยังไม่ได้
จะ อยู่กับใครก็ไม่มีความสุข


"หลักไกลจากคนที่ทำให้เรารู้สึกไร้ค่า"
ดอกไม้ ที่งดงาม...ต้องถูกปักลงในแจกันที่เก่ากรุ
ความงดงามของดอกไม้นั้น...ก็ อาจเลือนหายไป
หากเราเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง
เราก็จะเป็นดอกไม้ ที่งดงามที่สุดได้..แม้ไม่ต้องมีแจกัน


"ให้อภัย...ง่ายที่สุด"
ความ โกรธ...ก็เหมือนกับไฟร้อนที่สุมอกเรา
ถ้าไม่รีบเอาน้ำมาดับเสีย..ใจเรา คงมอดไหม้ไปในที่สุด
โกรธไป ก็เปลืองใจ
แก้แค้นไป ก็เปลืองเวลา
ให้ อภัยเสียดีกว่า เพื่อตัวเราเอง


"อ้อมกอดของตัวเอง"
จะ หากำลังใจจากใครนั้น...แสนยากลำบาก
เห็นจะมีแต่กำลังใจจากตัวเองนี่แหละ ที่พร้อมใช้งานเสมอ
เข้มแข็งเสียทีแล้วจะรู้ว่าโลกนี้ไม่โหดร้ายเลย



จากหนังสือ "มุมหนึ่งของความคิดที่ทำให้ชีวิตดูง่ายขึ้น"

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Nokia X2-00 : พบกับมิวสิคโฟนครบเครื่อง ในราคาแค่ 4 พันบาท !!

Nokia X2-00


Nokia X2-00

เมื่อก่อนมิวสิคโฟนรุ่นประหยัดๆ หน่อย จะอยู่ในซีรี่ส์ 5xxx แต่พอโนเกียปฏิวัติรหัสรุ่นใหม่ ทุกอย่างก็เลยเปลี่ยนไป โดยใช้รหัส Xseries แทนอย่างที่คุณเห็นใน X3-00, X6-00 ไปแล้ว สำหรับ X2-00 เป็นมิวสิคโฟนระดับล่าง ที่จะมาทดแทนรุ่นฮิตอย่าง "5130 XpressMusic" ด้วยคุณสมบัติที่ถูกอัพเกรดขึ้นมาจากเดิม แม้ราคาจะสูงขึ้นอีกนิดหน่อย แต่นั่นดูเหมือนว่าคุณจะได้ลูกเล่นที่ดีกว่าเดิมมาก ตามรายการที่จะเห็นด้านล่าง ....

คุณสมบัติเด่น


- รองรับคลื่นความถี่ GSM Quadband (850/900/1800/1900 MHz)

- หน้าจอ TFT-LCD 2.2 นิ้ว ความละเอียด 240x320 พิคเซล แสดงผล 262,000 สี

- ระบบปฏิบัติการ S40 6th Edition

- ปุ่มเล่นเพลงด้านข้างเครื่อง

- เมมโมรี่ภายใน 48 MB (เพิ่ม MicroSD ได้สูงสุด 16GB)

- เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน GPRS, Edge สามารถทำเป็นโมเด็มได้

- รับส่ง SMS/MMS/Email พร้อมโปรแกรม Nokia Messaging 2.0

- โหลดโปรแกรมเสริมเพิ่มเติมได้ผ่าน Ovi Store

- ถ่ายโอนข้อมูลผ่าน MicroUSB, Bluetooth 2.1

- วิทยุ FM ในตัว สามารถเปิดฟังได้เลยโดยไม่ต้องเสียบหูฟัง

- เครื่องเล่น MP3/MP4 รองรับหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

- กล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล (Full-Focus) พร้อมแฟลช (ใช้เป็นไฟฉายได้) บันทึกวิดิโอความละเอียด 240x320 พิคเซล

- แบตเตอรี่มาตรฐาน 860 mAh (BL-4C)

อาหารล้างพิษ 20 ชนิด

1. กล้วย มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหารในขณะเดียวกันก็ ให้เกลือแร่ทีจำเป็นแก่ร่างกายเช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลวหรือสารพิษส่วน เกิน ออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเปลวหรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูกทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 2. อัลมอนด์ เป็น ถั่วที่มีใยอาหารสูงมีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกายแม้จะมีไขมันแต่ก็ เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกิน อัลมอนด์นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออกไม่สามารถควบคุมตัวเองได้และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่าไฮโป ไกลซีเมีย ( Hypoglycemia ) จะทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรงคิดอะไรไม่ออก อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 3. แอปเปิ้ล ประกอบไปด้วยเพกตินสูงเพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและ โลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหารเช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมองนี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเปิ้ลเพื่อล้างสารพิษออก จากร่างกายนอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งฆ่าเชื้อ แบคทีเรียและเชื้อไวรัสจากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิ้ลช่วยขับสารเคมีที่ ปนเปื้อนในอาหารซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็กและทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ ได้ อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 4. ตำลึง ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อย ๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า แกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบและมีหมูสับเต็มไปหมดซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้นนอกจากนี้สาร ที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 5. อะโวคาโด อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักแต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จาก ตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน ( Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตันทำให้หลอดเลือดมีความ ยืดหยุ่นทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิดและขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมี และโลหะหนักซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กินและมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 6. บีตรูต ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งประกอบไปด้วยไพโรเคมีคอ ล ( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิดซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรคทำความ สะอาดเลือดทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลืองอีกทั้งมีคุณสมบัติพิเศษที่ส่ง เสริมให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้นจึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็ว ขึ้นซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรดและด่างใน เลือดให้สมดุลด้วย้ อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 7. กะหล่ำ เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกายทั้งยังช่วยทำความสะอาด ระบบย่อยอาหารรักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆพืช ตระกูลกะหล่ำ ได้แก่กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลีและกะหล่ำปมผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสีย จากสิ่งแวดล้อมเช่น ของเสียจากควันบุหรี่ควันจากท่อไอเสียและช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้ เพียงพอในการกำจัดของเสีย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 8. บลูเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่ง และถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรคเนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพริน ตามธรรมชาติซึ่งช่วยลดการระคายเคืองสารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัด ขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 9. กระเทียม จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือการกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัสโดยเฉพาะทำความสะอาดเลือด และทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิตนอกจากนี้ยังต่อต้านการ เกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไปซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มี กลิ่นกระเทียมไปด้วย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 10. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต เป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุตสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอร อลในเส้นเลือดก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือดนอกจากนี้เพ กตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหาร และมะเร็งตับอ่อนสารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็น อันตรายต่อร่างกาย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 11. มะเขือพวง คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภทผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิและน้ำพริกสมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วยใส่ไก่ น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้างแกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือและคนก็เลือกกินแต่ ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อนมะเขือพวง เป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหารโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 12. แครอท เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน (Alpha and Beta-carotene) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษใน สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาทสายตา ผิวหนังที่ต้องสัมผัสแสงแดเป็นประจำและจากการวิจัยพบว่าสารในแครอทช่วยลดการ เกิดมะเร็งและช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 13. ขึ้นฉ่าย ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิตสำหรับ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำหรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำ คั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้าเพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ใน ขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็งและสารที่ช่วยขับของเสียจาก บุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 14. พืชตระกูลถั่ว เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วยพืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟ เบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำ ไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 15. ทับทิม ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้เนื่องจากในทับทิมมี สารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้าง พิษลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายและลดอาการอักเสบสำหรับผู้ที่ มีอาการไขข้ออักเสบปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิมเพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูงซึ่ง ช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 16. กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดิน ปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปนหรือมี อาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้ อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 17. เมล็ดแฟลกซ์่ ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมองช่วยบำรุงความจำและมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอ เลสเตอรอลนอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 18. มะนาว เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูงน้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้งก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษใน ลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 19. หัวหอม ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยทำความสะอาดเลือดช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจนอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทาง เดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ อาหารล้างพิษ, ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, ต้านโรค 20. สาหร่าย เป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกายในปัจจุบันเราไม่ สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่างๆจากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ซึ่งพลังงาน ความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกายก่อให้เกิดมะเร็งได้ซึ่งสาหร่ายจะ ช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้นและสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วยนอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก โดย: พี่ทิพ ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก: http://www.teenpath.net/

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++