วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

50 นิยามของความรักในเเต่ละอารมณ์ของคนเรา

1.ความรักคือ โชคอย่างหนึ่งเพราะใช่ว่าทุกคนจะมีได้

2.ความรักเป็นได้ทั้งมือเเละผ้าพันเเผลเวลาเสียใจ
3.ความรักคือ สิ่งเติมเต็มให้ชิวิตไม่รู้สึกขาดอะไรไปอย่างนึง
4.ความรักคือ ความหวัง กำลังใจ เเละศรัทธาในกันเเละกัน
5.ความรัก มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่าไม่ได้รักในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขเเต่มีความ สุขใน สิ่งที่เรารักต่างหาก
6.ความรักคือ ศิลปะ ที่คนมีรักเท่านั้นที่จะเข้าใจเเละเห็นคุณค่า
7.ความรักคือ โอกาส ที่เราจะได้พิสูจน์จิตวิญญาณของตัวเอง
8.ความรักคือ สิ่งที่ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคน** ทำให้คน**กลายเป็นคนฉลาด
9.ความรัก เมื่อสูญเสียไปเเล้วก็ยังดีกว่าไม่เคยรัก
10.ความรัก มิได้เป็นการก้าวนำหรือก้าวตามเเต่เป็นการก้าวไปพร้อมๆกัน

11.ความรักทำให้คนเราเป็นอิสระจาก กฎเกณฑ์เดิมๆของชีวิต
12.ความรักทำให้จดจำคืนพิเศษคืนเดียวไปตลอดชีวิต เพราะทุกคืนที่ไร้ความรักก็มิอาจเทียบเท่าได้กับคืนนี้เพียงคืนเดียว
13.ความ รักคือการยอมเป็นน้ำเย็นในขณะที่อีกฝ่ายร้อนเป็นไฟ
14.ความรักที่มีมา เป็นปีๆก็สามารถพังทลายลงได้เพียงเสี้ยววินาที
15.ความรักจะยาวนานหรือ จะเเสนสั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีที่รัก
16.ความรักกว่าจะพบเจอได้นั้น เเสนยากอย่าให้มันจบสิ้นเพียววันเดียว
17.ความรักสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ ตลอดเวลาเหมือนถ่านไฟเก่าที่กำลังคุโชน
18.ความรักต่อให้บอกกันทุกวัน ว่ารักก็ไม่มีคำว่ามากเกินไปหรอกเเต่ความเกลียดสิบอกกันครั้งเดียวก็คงไม่ อยากได้ยินอีกต่อไป
19.ความรักถ้าไม่รักเเล้วต่อให้พูดมากเท่าใดก็ไม่ สามารถรักกันได้
20.ความรักสามารถให้อภัยกันได้เสมอโดยไม่มีเงื่อนไขว่า กี่ครั้ง

21.ความรักรักได้เเต่อ ย่าหลงเพราะถ้าหลงเวลาเลิกเเล้วจะเจ็บปวด
22.ความรักอยู่เหนือคำทำนาย เเละจะไม่มีวันเป็นไปตามคำพยากรณ์ได้
23.ความรักคือสิ่งแปลกใหม่ที่จะทำ ให้มุมมองของคุณเปลี่ยนไปจากเดิม
24.ความรักทำให้คุณอยู่นิ่งๆเงียบๆได้ นานกว่าเดิม
25.ความรักคือสิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟในหัวใจ
26.ความ รักคือการเริ่มคิดเป้าหมายเเห่งชีวิต
27.ความรักคือการร่วมฝัน ร่วมปันใจเเละก้าวไปในชีวิต
28.ความรักคือการอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ ว่าอีกฝ่ายจะตกต่ำเพียงใด
29.ความรักไม่ว่าจะเป็นเเบบไหนยังไงมันก็ต้อง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
30.ความรักเป็นนามธรรมที่มองไม่เห็นเเต่สัมผัส ไได้ด้วยหัวใจ

31.ความ รักทำให้วันเลวร้ายไม่เป็นวันเลวร้ายที่สุด
32.ความรักทำให้วันที่เเสน เศร้ากลายเป็นวันที่สุขที่สุดได้
33.ความรักเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่ สามารถจะหาได้ง่ายตามท้องถนน
34.ความรักทำให้อะไรดีงามได้เสมอ
35.ความ รักที่รีบร้อนมักจะพบกับจุดสิ้นสุดได้รวดเร็วเสมอ
36.ความรักคือสิ่งที่ เเม้จะทำความเจ็บปวดให้เเต่ก็ไม่มีใครที่กลัวหรือเกลียดชัง ความรัก
37.ความ รักไม่ได้จบลงเเค่การเเต่งงานหรือมีSEXเท่านั้น
38.ความรักคือสิ่งที่ คุณจะพบได้เองโดยมิต้องเเสวงหา
39.ความรักคือสิ่งที่ยืนยาวกว่าชีวิตคน คนนึง
40.ความรักส่วนมากมักจะเติบโตมาจากความเป็นเพื่อนเเละมักจะยืนยาว เสมอ



41.ความรักในยามเเรกรักคือช่วงเวลาของ รักที่หวานหอมมากที่สุด

42.ความรักครั้งเเรกเเละครั้งสุดท้าย มักจะเป็นรักในตนเอง
43.ความรักทำให้คนกลายเป็นกวี และศิลปิน
44.ความ รักไม่ใช่การมองตากันเเต่เป็นการมองไปในทิศทางเดียวกัน
45.ความรักไม่ ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ไม่มีคำว่าสายไป
46.ความรักคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ เกิดขึ้นในชีวิตคุณ
47.ความรักทำให้ทุกอย่างสว่างเเละสดใส
48.ความ รักคือการพึงพอใจในสิ่งที่รัก
49.ความรักจะมีคุณค่าได้ต่อเมื่อคนที่รัก ต้องให้เกียรติ์ซึ้งกันเเละกัน
50.ความรักบางทีก็เป็นสะพานทอดไปสู่การ เเต่งงาน

รองเท้าแตะ และ หนุ่มๆ (คำแนะนำการเลือกรองเท้าไปทะเล)

อย่า...

- อย่า...เลือกรองเท้าปีนเขา
ฮิตอยู่พักใหญ่ รองเท้าที่ดูเหมือนแตะ แต่จริงๆ แล้วออกแบบมาเพื่อการปีนเขาที่สมบุกสมบัน หน้าตาของมันเหมือนกับนำเอารองเท้าปีนเขาฉบับเต็ม มาตัดด้านหน้า-หลัง-ข้างออกให้เห็นนิ้ว เห็นส้นเท้า ซึ่งถ้าไม่ได้จะไปทำกิจกรรมแบบที่ว่า ก็จะเป็นรองเท้าที่ประหลาดเกินจำเป็นสำหรับจะคีบไปเดินเล่นริมทะเล

- อย่า...เลือกรองเท้าแข็ง
ประเภทนี้ก็ไม่ต่าง จากแบบแรก รองเท้าพวกเบอร์เคนสต๊อกหรือเตวาสน่ะ เก็บเอาไว้สวมกับขาสั้นเสื้อยืดเวลาไปเดินช็อปปิ้งที่แห้งๆ เหอะ ก็รองเท้าแบบนี้แม้จะสวมสบาย ใส่เท่ แต่จริงๆ แล้วหาได้สะเทินน้ำสะเทินบกไม่ เจอน้ำทะเลเข้ามีพังนะครับ แถมพกด้วยการอมน้ำซึ่งทำให้กว่าจะแห้งต้องใช้เวลา และตามมาด้วยกลิ่นอับๆ อันน่าสะพรึง...อาจกลายเป็นที่รังเกียจของสังคมได้

- อย่า...เลือกรองเท้าแบรนด์กีฬา
เว้นเสียแต่ว่า คุณจะเป็นนักกีฬาทีมชาติที่หลบไปพักร้อน เหตุผลง่ายๆ ก็คือ มันมักจะดูไม่ดี ไม่เหมือนวันที่มาพักผ่อนนอนชายหาด แต่ดูราวกับคุณเพิ่งฝึกซ้อมกีฬาเสร็จ แล้วก็ออกมาเดินเล่นมากกว่า

- อย่า...สวมถุงเท้าแล้วใส่แตะ
ไม่รู้ว่าใครเป็น คนชักนำแฟชั่นแบบนี้เข้ามาในวงการ แต่ว่ามันดูขำมากเลย จะไปเที่ยวทะเลทั้งที ยังอุตส่าห์สวมถุงเท้าเต็มยศ แต่เพื่อความสบายเลยเลือกใส่รองเท้าแตะ เอาอย่างไหนก็เลือกสักทางเถอะนะ

ควร...

แตะ

- ควร...เลือกรองเท้ารูปตัวเอกซ์

รองเท้าแตะแบบที่คาดบนหลังเท้าเป็นรูปตัวเอกซ์ (X) นับว่าเป็นรูปแบบง่ายๆ แต่แอบเก๋ อย่างน้อยก็ไม่ “สิ้นคิด” หนีบมาได้แค่รองเท้าฟองน้ำละน่า รองเท้าแตะสวมๆ คาดเป็นรูปตัวเอกซ์สวมเข้า ถอดออกง่ายๆ ไม่มีออปชันมากมาย เลือกชนิดที่ไม่ลื่น โดยเฉพาะประเภทที่ทำจากหนังปลอมอย่าไปซื้อมาใส่ทีเดียว อาจจะลื่นเวลาเปียกน้ำให้เสียลุคได้ แถมยังอาจจะดูเหมือนขโมยรองเท้าคุณลุงมาใส่อีรกต่างหาก

- ควร...เลือกรองเท้าหนีบสไตล์บราซิล
รองเท้า แตะคีบๆ ที่เรียกกันติดปาก อย่าง ตราช้างดาว ก็ยังพอฮิตติดกระแสอยู่ แต่ถ้าจะให้อินสุดๆ ก็คือ รองเท้าคีบสไตล์ “บราซิลเลียน ธ็อง” (Brazilian Thong) ก็คือ ฟลิปฟลอปแบบที่มีสีสันสดใส รวมทั้งอาจมีลวดลายสนุกสนาน เหมาะกับบรรยากาศริมทะเลสุดๆ รองเท้าแบบนี้ถูกๆ ก็มี สามารถเลือกซื้อได้ครบเจ็ดสีเจ็ดวัน ใส่ไม่ซ้ำกันยังได้

- ควร...เลือกรองเท้าแตะคุณภาพ
นั้น ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปปิดบัญชีธนาคารมาทุ่มทุนซื้อรองเท้าแตะหนังแท้เก๋ๆ สักคู่ แต่รองเท้าแตะผลิตจากหนังแท้ สไตล์แกลดิเอเตอร์ จะเป็นรองเท้าแตะที่อยู่คู่เท้าพวกเราไปอีกนานแสนนาน ชนิด...คู่เดียว เปรี้ยวได้ทั้งชายหาดและริมฟุตปาทเชียว

ความลับของผู้ชาย




ความลับของผู้ชาย

โดย. ไดแอน เฮลส์
รีดเดอร์ส ไดเจสท์ มิถุนายน 2549 หน้า 81-87.

ใครๆ ก็บอกว่าผู้ชายมาจากดาวอังคาร (หนังสือขายดีของ ดร.จอนห์ เกรย์ ที่เขียนถึงความแตกต่างของหญิงชาย เพื่อให้เกิดการยอมรับและเข้าใจ ลดความขัดแย้ง ในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน) วันๆ คิดแต่เรื่องกีฬา เบียร์ และเรื่องบนเตียง (บางทีอาจสลับกันก็ได้) พวกผู้ชายไม่ยอมถามเส้นทางเมื่อหลง ไม่เปิดเผยความรู้สึกในใจจริงไหม รายงานพิเศษของเราจะตีแผ่ความลับของผู้ชายซึ่งคุณอาจต้องประหลาดใจ

ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง และความเชื่อเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของชาย

ใครสะอื้นไห้เวลาดู หนังเศร้า ใครจะเป็นจะตายเวลาอกหัก ไม่น่าเชื่อว่าคำตอบคือผู้ชาย ผลการศึกษาเผยว่าผู้ชายมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนและเข้าใจยากไม่แพ้ผู้หญิง บางครั้งอาจลึกลับจนแม้ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ นับประสาอะไรกับผู้หญิง

แม้อารมณ์จะเป็นจุด เด่นที่สุดของผู้หญิงแต่ผู้ชายก็มีความอ่อนไหวและมีประสบการณ์ด้านอารมณ์ได้ มากพอๆกัน ในการศึกษาภาวะด้านอารมณ์ของผู้ใหญ่ 500,000 คน กลุ่มตัวอย่างเพศชายระบุว่ารู้สึกอ่อนไหวสูงพอๆ กับกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง การศึกษาคู่สามีภรรยาพบว่าทั้งสองอ่อนไหวต่อความเครียดของคู่สมรสมากเท่าๆ กัน แต่ก็สามารถปลอบโยนอีกฝ่ายได้ดีไม่แพ้กัน

แม้หญิงชายอาจถอน หายใจ ร้องไห้ เฮฮา กราดเกรี้ยว ตะโกน หรือแสดงความรำคาญได้บ่อยพอกัน แต่ทั้งสองเพศมีวิธีแสดงอารมณ์ต่างกัน “อารมณ์เป็นฉากหลังในชีวิตของผู้ชายขณะที่เป็นฉากหน้าในชีวิตของผู้หญิง” ดร. จอช โคลแมน นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ สามีจอมขี้เกียจ กล่าวว่า “ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ชายซึ่งจัดหมวดหมู่สิ่งต่างๆ และมองทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ดูเหมือนหญิงจะโอนอ่อนตามอารมณ์มากกว่าชายซึ่งพยายามจัดการกับอารมณ์เหล่า นี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับทั้งสองฝ่าย ความสัมพันธ์ดีขึ้นและทั้งคู่ก็มีความสุขมากขึ้น”

กลไกในสมอง

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คริส ชโรเดอร์ นักธูรกิจวัย 48 มีชีวิตเพียบพร้อม สุขภาพแข็งแรงมีงานที่ชอบ มีภรรยาและลูกสุดที่รักสองคน แต่ภายในหนึ่งเดือน ทุกอย่างก็พังทลายลง เมื่อเขาป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบจนต้องเข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล จากนั้นก็ถูกปลดออกจากงาน ชีวิตแต่งงานอับปางลง เขาคาดไม่ถึงว่าชีวิตจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ คริสทวนความหลังว่า “ผมดำเนินชีวิตต่อไปแบบซังกะตาย แต่ไม่แสดงความรู้สึกในใจมากนัก ผมไม่เฉลียวใจเลยว่าเราควรปลดปล่อยความกลัดกลุ้มออกมาบ้าง และไม่รู้ด้วยว่าควรปล่อยอย่างไร”

ทำไมผู้ชายขาดความ ละเอียดอ่อนทางอารมณ์ คำตอบคือต้องโทษสมอง ดร. เดวิด พาวเวล ประธานศูนย์ปฏิบัติการด้านสุขภาพนานาชาติ อธิบายว่า สมองของหญิงมีการสื่อสารระหว่างซีกซ้ายซึ่งควบคุมระบบเหตุผลกับซีกขวาซึ่ง ควบคุมการทำงานของอารมณ์ได้ดีกว่าสมองของชาย

ทั้งหมดนี้อาจเป็น เหตุผลว่าทำไมผลการศึกษาในกลุ่มสังคมต่างวัฒนธรรม 125 ฉบับ จึงระบุว่าเด็กชายกับผู้ชายตีความสารที่ได้สื่ออกมาเป็นคำพูด เช่น อากัปกิริยา สีหน้า และน้ำเสียงของคู่สนทนาผิดพลาดกว่าผู้หญิง ผู้ชายยังมีปฏิกิริยาต่ออารมณ์น้อยกว่าและลืมได้เร็วกว่า การทดลองที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า ภาพสะเทือนอารมณ์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในสมองของหญิงมากกว่าชาย สามสัปดาห์ต่อมา ผู้หญิงยังจำรายละเอียดของภาพได้มากกว่า นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่าผลการศึกษานี้น่าจะอธิบายว่าทำไมผู้หญิงจึงพร่ำ บ่นเรื่องหยุมหยิมที่สามีลืมไปตั้งนาแล้ว

การหย่าร้างซึ่งที่ จริงส่งผลกระทบต่อจิตใจของชายมากกว่าหญิงนั้น บางครั้งทำให้ผู้ชายต้องสำรวจอารมณ์ของตัวเองเสียใหม่ “นานหลายปีที่ผมต่อสู้กับความกลัดกลุ้ม ซึ่งสุมแน่นอยู่ในใจโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อใด ที่คุณตระหนักว่ามีอารมณ์บางอย่างคุกรุ่นอยู่ในใจ คุณจะรู้สึกว่าเก็บกักไว้เหมือนเดิมได้ยาก ตอนนี้ผมใช้ชีวิตให้มีค่าขึ้น รับรู้สมองฝ่ายความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ถ้ารู้อย่างที่รู้ก่อนหน้านี้ ผมคงจะเป็นสามีที่ดีกว่านี้” นี่คือคำสารภาพของคริสซึ่งแต่งงานใหม่เมื่อไม่นานนี้หลังครองสถานะม่ายร่วม สิบปี

น้ำตาลูกผู้ชาย
ครั้งแรกที่โรเบิร์ต เวสต์โอเวอร์ วัย 41 เห็นพ่อร้องไห้ คือวันที่เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนาวิกโยธินซึ่งทั้งพ่อและปู่เคยเรียน มาก่อน เนื่องจากเติบโตมากับพี่น้องผู้ชายสามคนในครอบครัวทหาร โรเบิร์ตจึงได้รับการปลูกฝังให้กินเร็ว พูดดังฟังชัดชอบการแข่งขันและเก็บกดความรู้สึก “การแสดงอารมณ์เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ชาย” โรเบิร์ตกล่าว

เด็กชายทุกคนได้รับ การสั่งสอนแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก พออายุหนึ่งขวบก็เริ่มสบตาน้อยกว่าเด็กหญิง และหันไปสนใจกับสิ่งที่เคลื่อนไหว เช่น รถยนต์ มากกว่าจะมองหน้าคน พ่อ-แม่แสดงความรู้สึกกับลูกชายน้อยกว่ากับลูกสาว (ยกเว้นอารมณ์โกรธ) เด็กชายจึงรู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับ “อารมณ์” น้อยกว่าเด็กผู้หญิง เวลาอยู่ในสนามเด็กเล่นนอกบ้าน เด็กชายถูกสอนว่าต้องกลั้นน้ำตาและไม่ขี้ขลาด เมื่อเข้าโรงเรียนใบหน้าของเด็กชาย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปิดเผยไม่ต่างจากเด็กหญิงเริ่มแสดงอารมณ์น้อยลงเรื่อยๆ

พอโตเป็นผู้ใหญ่ ชายจะพูดน้อยลง อย่างน้อยเวลาอยู่หน้าสาธารณชน ชายจะพูดเพื่อแสดงว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น ตรงข้ามกับผู้หญิงซึ่งจะพูดเพื่อดึงดูดความสนใจคนรอบข้าง แม้แต่กับเพื่อนส่วนใหญ่ ผู้ชายก็อาศัยคำพูดเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานช่าง กีฬา รถยนต์ คอมพิวเตอร์ “ผู้หญิงพูดเพื่อให้หัวสมองปลอด โปร่ง แต่ผู้ชายคิดก่อนพูด” นายแพทย์มาร์ก กูลส์ทัน จิตแพทย์และผู้แต่งหนังสือ เคล็ดลับหกประการให้สัมพันธภาพยืนยาว (The 6 Secrets of Lasting Relationship) “ถ้าไม่คิดก่อนพูดผู้ชายอาจหลุดปากพูดอะไรโง่ๆ ออกไปจนเสียหน้า หรืออาจพูดไม่เข้าหูคนจนกลายเป็นเรื่องชกต่อย ทางที่ดีคือไม่พูดอะไรเลย”

อะไรซ่อนอยู่ภายหลัง หน้ากากเหล็กและความเงียบขรึมของผู้ชาย ความอ่อนแอไงละ ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าผู้ชายส่วนใหญ่รู้สึกไม่มั่นคงโดยตัวเองยากจะยอม รับ และไม่มั่นคงเกินกว่าที่ภรรยาคาดเดาไว้ “ผู้ชายทุกคนมีความกลัวลับๆ อยู่อย่างหนึ่งว่าจะไร้สมรรถภาพและความกล้าหาญ เรียกว่ากลัวตัวเองจะไม่เป็นชายอย่างที่ควรจะเป็น หมอกูลส์ทันกล่าว “ผู้ชายรู้ว่ามีหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าข้าวของในบ้านพังจะต้องซ่อมได้ เมื่อรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถก็จะถอยห่างและปลีกตัวออกไป”

กฎเกณฑ์และบทบาท ระหว่างชายหญิงเริ่มผ่อนปรนบ้างแล้ว ชายบางคนกล้าพอจะเปิดเผยความอ่อนแอของตน แต่หลายคนยังสับสนว่าควรเปิดเผยแค่ไหน “ผู้หญิงบอกว่าอยากให้พวกเราเปิดเผยความรู้สึก” โรเบิร์ตกล่าว “แต่เดี๋ยวก็บอกว่าอยากเห็นเราเป็นหลักอันมั่นคงให้เธอ เหมือนเรียกร้องให้เรากระโดดไปมาระหว่างความสุดโต่งสองขั้ว ซึ่งสับสนมาก ผู้ชายไม่มีแนวทางหรือตัวอย่างว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเปิดเผย ความรู้สึกและเข้มแข็งไปพร้อมกัน"

ทำไมผู้ชายระเบิดอารมณ์

แม้ผู้หญิงจะรู้สึก โกรธบ่อยพอๆ กับผู้ชาย แต่ความฉุนเฉียวก็ยังเป็นอารมณ์ประจำตัวเพศชายอยู่ดี “ลูกยังพูดถึงตอนที่ผม “เบรกแตก” อยู่เลย” คิม การ์เรทัน พนักงานบริษัทวัย 54 ปี ซึ่งเคยระเบิดอารมณ์สุดขีดในร้าน เมื่อพนักงานนำอาหารเย็นชืดมาเสิร์ฟ

แล้วทำไมผู้ชายหลายคน ถึงแสดงอาการกราดเกรี้ยว “ความโกรธมีสาเหตุมาจากจิตใจที่สับสนเมื่อต้องเก็บกดอารมณ์บางอย่างไว้ ชายทุกคนพยายามเก็บความรู้สึกเพราะกลัวว่าการเปิดเผยเพียงเล็กน้อยอาจนำไป สู่การปอกเปลือกจนหมดใจ” ดร. เคนแนท ดับเบิลยู. คริสเตียน นักจิตวิทยาและผู้เขียนศัตรูตัวร้ายของคุณ (Your Own Worst Enemy) กล่าว “ถ้าคุณไม่หาทางปลดปล่อยมันออกมาบ้างหรือหาวิธีจัดการอย่างถูกต้องอารมณ์ เหล่านี้จะเป็นเหมือนไฟคุกรุ่น รอเวลาลุกโหมขึ้นมาเมื่อชีวิตของคุณพังครืนลง เพราะปัญหาบางอย่าง”

ชีวิตคิมพังทลาย เมื่อสี่ปีก่อนหลังหมอลงความเห็นว่าเขาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สิ่งที่ตามมาก็เหมือนกับสิ่งที่เกิดกับชายหลายคนเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยหนัก คิมตระหนักว่าชีวิตเขาไม่มีอะไรต้องเสีย มีแต่ได้เท่านั้น ขอเพียงปล่อยให้ตัวเองมีอารมณ์ตามจริง “ผมกล้าแสดงอารมณ์ทุกอย่าง” คิมกล่าว “ถ้าโกรธ ผมก็ระบายด้วยคำพูดเจ็บแสบแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป ผมใช้อารมณ์ขันเป็นทางออกและกลับไปติดต่อกับเพื่อนเก่าๆ ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต แสวงหาความหมายทางจิตวิญญาณ ชีวิตผมเต็มไปด้วยความสุขและรื่นรมย์”

ลองวิธีนี้

ผู้ชายสามารถแสดง อารมณ์โดยไม่ต้องร้องไห้หรือรู้สึกกลัว ต่อไปนี้เป็นวิธีเริ่มต้น

หาวิธีแสดงอารมณ์ อย่างสร้างสรรค์หางานอดิเรกอย่างวาดรูปหรือเล่นดนตรีผลงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ จำนวนมากเป็นการสร้างสรรค์ของเพศที่ได้ชื่อว่าเก็บกดที่สุด

ระบายความเครียดและ โกรธด้วยการออกกำลัง “เมื่อรู้สึกกดดันสุดขีดจนอยากเอาหัวชนฝา ให้รีบหาทางออกกำลัง บางทีแค่สิบนาทีอาจยังไม่พอ”

แสดงอารมณ์ออกไป “นิดหน่อย” เริ่มจากความรู้สึกที่คุณควบคุมได้หาคนที่เข้าใจและใช้คำว่า “นิดหน่อย” เช่น เศร้า “นิดหน่อย” หรือ กลัว “นิดหน่อย” อย่างนี้จะปลอดภัยกว่าการเปิดเผยจนหมดเปลือก

เดินหน้าเข้าชน “แทนที่จะหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่คุณไม่แน่ใจว่าจะจัดการได้ ทางที่ดีคือเดินหน้าเข้าหา” ดร. ทราวิส แบรดเบอรี่ นักจิตวิทยา กล่าว “การจัดการกับอารมณ์ของตนเป็นเรื่องที่อาศัยเวลาและการฝึกฝนเพราะเป็นการฝึก สมอง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งง่าย”

ผู้หญิงต้องรู้

“ชายก็เหมือนปู เสฉวน” คริสกล่าว “ถ้าเปิดเผยความรู้สึกแล้วต้องเจ็บปวดเพิ่ม เราจะหดกลับเข้าไปในกระดองและไม่โผล่หัวออกมาอีก เราไม่ยอมให้ใครมาถากถางหรือเยาะเย้ยเราต้องบ่มตัวเองอยู่นานกว่าจะรู้สึก ปลอดภัย” ต่อไปนี้เป็นวิธีที่ผู้หญิงสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ผู้ชายข้างกายรู้สึกสบาย ใจที่จะแสดงความรู้สึก

เวลาพูด ให้อยู่”เคียงข้าง” แทนที่จะ “ประจันหน้า” นักจิตวิทยากล่าวว่า การยืนเผชิญหน้ากับผู้ชายจะทำให้เขารู้สึกว่าถูกท้าทายและยั่วยุ เพราะฉะนั้น แทนที่จะนั่งตรงข้ามกับสามี ควรนั่งข้างๆ เขา

ทำกิจกรรมประเภท กีฬาร่วมกัน เวลาปั่นจักรยานหรือเดินป่า ปราการในหัวใจผู้ชายจะอ่อนบางลง ดังนั้น จึงควรปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ผุดขึ้นมาอย่าเร่งเร้าให้พูดเวลาเดิน เพราะเขาอาจปิดปากเอาดื้อๆ

หัดดูหนังชีวิตแบบ ผู้ชาย หนังชีวิตเกี่ยวกับกีฬาทำให้ผู้ชายไม่น้อยซึ้งถึงกับน้ำตาซึม “กีฬาเป็นเครื่องยึดโยงระหว่างผู้ชายกับพ่อ สำหรับผู้ชายนี่คือรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อ” อย่าพยายามวิเคราะห์หรือวิจารณ์ชีวิตวัยเด็กของเขา

อย่ากดดันให้เขาพูด ว่าผจญอะไรมาบ้างในวันเลวร้ายสุดๆ “ถ้าวันไหนทุกอย่างแย่ไปหมด เขาเองก็ไม่อยากพูดถึงความเจ็บปวดแบบนี้หรอก” นักจิตวิทยากล่าว “จะมีประโยชน์อะไรกับการนั่งคุยเรื่องหดหู่ตลอดค่ำในเมื่อไม่ช่วยให้แก้ ปัญหาได้”

แสดงออกไม่ต้องพูด การพูดคุยอาจเป็นวิธีแสดงอารมณ์ที่ผู้หญิงนิยมใช้มากที่สุด “ผู้ชายแสดงอารมณ์ด้วยภาษากาย” นักจิตวิทยากล่าวว่า “เพศสัมพันธ์เป็นวิธีแสดงความรักอีกอย่าง” แทนที่จะบีบคั้นให้ผู้ชายถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดทางที่ดีควรหัดพูด ภาษาของเขา

หาทางทำให้เขาทราบเมื่อคุณต้องการกำลังใจ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทเลวิจัยพบว่าสามีอาจอ่อนแอและต้องการกำลังใจไม่ ต่างจากภรรยา เพียงขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาเท่านั้น “ผู้ชายไม่ถึงกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ภรรยาต้องทำให้เขาทราบว่าตัวภรรยาเองต้องการอะไรและเมื่อไหร่”

บอกสามีว่าเขามี ความหมายต่อคุณเพียงไร “เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังให้ถามสามีว่า “ทุกวันนี้ ฉันทำให้คุณรู้สึกชื่นชมและให้เกียรติคุณน้อยกว่าเมื่อตอนเจอกันครั้งแรก หรือเปล่า” จิตแพทย์แนะ “บอกเขาว่าคุณรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกโชคดีมากที่ทีเขามาร่วมชีวิตด้วย และขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกให้รู้เช่นนั้นบ่อยๆ เชื่อว่าคุณผู้ชายจะต้องถึงอ้าปากค้างแน่นอน”


*******************************************

ผิวหน้าของคุณอยู่ในประเภทไหนกันแน่

ถ้าคุณอยากให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง สดใสแบบสาวสุขภาพดี สิ่งแรกที่คุณต้องรู้อย่าง แน่ชัดให้ได้ก็คือสภาพผิวของคุณอยู่ในประเภทไหน


เพื่อที่จะได้รู้ทิศทางว่าจะต้องบำรุงดูแลอย่างไร ถ้าคุณมีผิวผสมแต่นึกว่าตัวเองเป็นคนผิวแห้ง แล้วเลือกใช้แต่ผลิตภัณฑ์สำหรับคนผิวแห้ง ก็อาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดีได้ฉะนั้น ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าผิวของคุณอยู่ในประเภทไหน เราก็มีวิธีตรวจสอบผิวมาบอกคุณแล้ว

ขั้นแรกก็ล้างหน้าด้วยเจลล้างหน้า สำหรับผิวธรรมดาทั่วไป โดยล้างผิวหน้าด้วยน้ำเย็น ซับหน้าให้แห้ง แล้วปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นประมาณ 20 นาที จากนั้นก็ตรวจดูผิวหน้าในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ

- ถ้าผิวหน้ามีความมันทั่วทั้งใบหน้า ก็แสดงว่าคุณเป็นคนผิวมัน

- ถ้าคุณเห็นความมันเฉพาะบริเวณที-โซน ก็แสดงว่าคุณมีผิวผสม

- ถ้าคุณมองไม่เห็นความมันเลย ก็แสดงว่าคุณยังมีผิวปกติ

- ถ้าผิวหน้าของคุณจะรู้สึกตึงๆ หรือลอกเป็นขุยขาวๆ ก็แสดงว่าคุณเป็นคนผิวแห้ง

ลองไปทดสอบกันดูนะค่ะ จะได้ทราบว่าเราผิวของคุณเป็นประเภทไหน และจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับผิวของคุรได้อย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพผิวที่ ดี

วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

12 ข้อชีวิตเปลี่ยน..(แน่นอน)

aa

>1. นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ15นาที (หรือเดินจงกรมก็ได้)

อานิสงส์---เพื่อ สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้าเพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจาก กิเลส
ปล่อยวางได้ง่าย จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน ผิวพรรณ
ผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล

>2.สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละ ครั้งก่อนนอน
อานิสงส์---เพื่อ ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า เงินทองไหลมาเทมา
แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา, พระคาถา
ชินบัญชร, พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง

>3.ถวาย ยารักษาโรคให้วัด, ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
อานิสงส์---ก่อให้เกิดสุขภาพ ร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืน
ทั้ง ภพนี้และภพหน้า ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา

>4.ทำ บุญตักบาตรทุกเช้า
อานิสงส์---ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร ตายไปไม่หิวโหย
อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

>5.ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะ แจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
อานิสงส์---เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาภ ยศ สุขสรรเสริญ
ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน

>6.สร้างพระ ถวายวัด
อานิสงส์---ผ่อน ปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป

>7.แบ่ง เวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย9วันขึ้นไป
อานิสงส์---ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่ อย่างเต็มที่ ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวรสร้างปัจจัยไปสู่ นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา จิตเป็นกุศล

>8.บริจาคเลือดหรือร่างกาย
อานิสงส์---ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยากเทพยดาปกปักรักษา ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้าส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง

>9.ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
อานิสงส์---ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป
ให้ ทำมาค้าขึ้น หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส เป็นอิสระ

>10.ให้ทุนการศึกษา, บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ,อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์---ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม

>11.ให้เงินขอทาน, ให้เงินคนที่เดือดร้อน (ไม่ใช่การให้ยืม)
อานิสงส์---ทำให้เกิดลาภไม่ ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน

>12.รักษา ศีล 5 หรือศีล 8
อานิสงส์---ไม่ ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริ ญ
รุ่งเรือง กรรมเวรจะไม่ถาโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษา

รวบผมตึง...ระวังโรคเครียดถามหา

สาวๆ ที่ชอบมัดผมแน่นตึงมากๆ แล้วเจอกับอาการมึนหัว งุงงง ปวดตึงบริเวณต้นคอและท้ายทอยอยู่บ่อยๆ ขอให้บอกตัวเองไว้เลยว่า นี่อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงความเครียดภายใต้หนังศีรษะก็เป็นได้

ใครที่ชอบมัดผมหรือคาดผมจนตึงแน่นอยู่เป็นประจำ ทรงผมสุดเนี้ยบนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรัง และทำให้เกิดโรคเครียดตามมาโดยไม่รู้ตัวนะค่ะ


การรัดผม คาดผม หรือมัดผมจนตึงแน่นเป็นประจำ จะทำให้หนังศีรษะถูกเหนี่ยวรั้งมากขึ้น นอกจากจะทำให้ความกว้างของหน้าผากมากขึ้น (อาจเป็นนางเอกหนังจีน "แมนจู" ได้โดยไม่รู้ตัวนะ) เพราะรากผมถูกทำลายจากแรงดึงแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่สะดวก นำไปสู่อาการปวดหัวเรื้อรังและโรคเครียดได้

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มุมมองใหม่ของความ รัก

คนเราทุกคนต้องการความรักเป็นความต้องการพื้นฐาน เมื่อมีความรักแล้วก็ต้องการความสุข จนเผลอไผลคิดไปว่า รักคือความสุข ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ความรักให้ได้ทั้งสุขและทุกข์ อยู่ที่เรารักอย่างไรและคาดหวังอะไรจากความรัก

ดังนั้นความรักสำหรับแต่ละคนจึง มีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่หากต้องการสร้างความสุขให้กับตัวเองแล้วล่ะก็ สาวๆ ควรสร้างมุมมองความรักใหม่ๆ ให้กับตัวเอง อย่าเอาความสุขทั้งชีวิตไปฝากไว้กับใคร มีความรักแค่เพื่อ "เติม เต็ม" ก็พอ

เด็กดีดอทคอม ::  มุมมองใหม่ของความรัก

>>> เวลา ที่มีความรักควรมีความสุขได้ด้วยตัวเอง คนอื่นที่เข้ามาเติมความสุขให้ ถือเป็นเพียงโบนัสที่เพิ่มเข้ามาก็พอค่ะ

>>> เวลา ที่มีความรักควรทำให้ผู้อื่นเกิดความสุขด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ความสุขของเราฝ่ายเดียว เช่น เมื่อคนที่เรารักไม่รักเรา แต่เขามีความสุขของเขา แม้เราจะเศร้าก็ยังคิดได้ว่า อย่างน้อยก็ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข

เด็กดีดอทคอม ::  มุมมองใหม่ของความรัก

>>> ลด ความคาดหวัง คนธรรมดาๆ อย่างเราคงตัดความคาดหวังไม่ได้ง่ายๆ แต่ถ้าเรายิ่งคาดหวังจากอีกฝ่ายน้อยลงเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสุขสมหวังก็ยิ่งมากขึ้น

>>> ยอมรับความแตกต่าง ทั้งด้านสรีระและความคิดของผู้อื่น ความคิดไม่ตรงกันนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ หากฝ่ายหนึ่งไม่พยายาม ทำให้อีกฝ่ายคิดเหมือนกัน และพยายามเข้าใจว่าเหตุใดจึงคิดต่างกัน ปัญหาก็จะไม่เกิด หากเข้าใจและยอมรับได้แล้ว เมื่อเห็นเขาทำตัวไม่ถูกใจ ไม่น่ารัก ขี้บ่น ใจร้อน เราก็จะปรับตัวให้เข้ากับเขาและมอบความรักให้ได้ง่ายขึ้น (เป็น เรื่องที่ดีมากๆ ถ้าใครทำได้)

>>> ยอม รับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ความรักจึงจะยืนยาว เพราะความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลก ความรักที่เคยจี๋จ๋าหวานแหวว อาจจืดจางลง แต่ยังคงความผูกพันและสัมพันธ์อันดี หรือแม้จะเลิกรา บางคู่ก็ยังเป็นเพื่อนรู้ใจต่อกันได้ (ข้อ นี้พี่เหมี่ยวคอนเฟิร์มค่ะ)

>>> ไม่ ควรทำแต่สิ่งที่ตัวเองชอบ หรือสิ่งที่ตนคิดว่าดีให้คนอื่นเพียงอย่างเดียว จะต้องมองถึงความต้องการของเขาด้วย จะได้ไม่ต้องมาน้อยใจว่าเราอุตส่าห์หวังดี ยอมเหน็ดเหนื่อยทำเพื่อเขา แต่เขากลับไม่เห็นคุณค่า

>>> ความ เกรงใจ เป็นองค์ประกอบสำคัญ ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะคนใกล้ชิดสนิทกัน มักคิดว่าจะสามารถทำอะไรตามใจ ตัวได้แทบทุกเรื่อง จนลืมนึกถึงความรู้สึกของอีกคนไป

>>> พูด จาชื่นชมในสิ่งดีของกันและกัน เป็นอีกหนึ่งวิธีมอบความรักที่ควรทำ บางคนละเลยว่าอยู่ด้วยกันมานาน เรื่องดีเขาคงรู้อยู่แล้วไม่ต้องชม จึงเอาแต่พูดถึงสิ่งไม่ดี หรืออยากให้อีกฝ่ายเปลี่ยนแปลง เอาแต่บ่นโดยไม่เคยชม คนฟังก็ท้อใจเหมือนกันนะคะ

>>> ถ้า รักแล้วไม่แสดงออกเลยอีกฝ่ายก็คงไม่รู้ เพราะเขาไม่มีตาทิพย์ แต่การแสดงความรู้สึกแค่ไหน อย่างไร คงต้องดูว่าเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการด้วย ส่วนความต้องการของเราก็ควรบอกตรงๆ ไม่ใช่คาดหวังให้คู่ของเราเป็นหมอดู คอยเดาใจ บอกไปตรงๆ ดีที่สุด

เลิกดื่มน้ำเย็นกันเถอะ

บางครั้งที่เหน็ดเหนื่อยมีเหงื่อมาก กระหายน้ำ การดื่มน้ำเย็นเข้าไปในทันทีอาจไม่ให้ผลดีต่อร่างกายนักการดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วต่อวันจะมีประโยชน์ เพราะน้ำช่วยหล่อลื่นให้ระบบต่างๆทำงานได้ดีขึ้น ระบบขับถ่ายดี ผิวพรรณสดใส แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่อุณหภูมิเดียวกับอุณหภูมิห้อง

การดื่มน้ำเย็นเกินไปเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง กว่าเซลล์จะปรับตัวและขยายตัวเพื่อดูดซึม ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับอุณหภูมิก่อนดูดซึม จึงมักเกิดอาการจุกหน้าอกเมื่อกระหายน้ำแล้วดื่มน้ำเย็นจัดเข้าไป ขณะที่น้ำธรรมดาที่อุณหภูมิห้อง ( 35 ºc ) ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้เลย

ปัญหาขอบตาดำ....แก้ไขยังไงดี

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ เป็นประโยคที่ได้ยินเป็นประจำ การที่เราจะมองใครคนหนึ่งว่าสวยหรือไม่ ตาก็เป็นจุดที่สำคัญจุดหนึ่ง ถ้าใครมีดวงตาที่ผ่องใส ผิวหนังรอบตาไม่มีมลทิน ก็ทำให้หน้าดูสวยไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าใครมีปัญหาขอบตาคล้ำ ก็ทำให้ใบหน้าดูหมอง ไม่สดใส ความสวยงามก็ลดลงไปแล้ว

ดังนั้น การรักษาผิวรอบดวงตาที่หมองคล้ำทำให้กลับมาสดใสจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ปัญหาใต้ตาคล้ำ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ ในคนไทย ก่อนจะมาถึงการรักษา ควรจะต้องทราบถึงสาเหตุเสียก่อน เพื่อให้การรักษาได้ผลดีขึ้น และเป็นการป้องกันไม่ให้รอยดำเป็นมากขึ้น

สาเหตุของขอบตาดำ

ขอบตาดำ มีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ บางคนมีสาเหตุจากหลายๆ สาเหตุ

- กรรมพันธุ์ ถ้าคนไทยมีขอบตาดำ แล้วลองหันไปมองญาติพี่น้อง พ่อแม่ของคุณดูว่าเป็นแบบเดียวกับที่คุณเป็นหรือไม่ ถ้าเป็นละก็ การรักษาและป้องกันอาจจะยาก

- ภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้ จะพบว่าเส้นเลือดดำที่อยู่รอบตาจะขยายใหญ่มากกว่าคนทั่วไป และเส้นเลือดดำเหล่านี้นี่เองที่เป็นสาเหตุให้ขอบตาของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ดูคล้ำกว่าคนทั่วไป

- การระคายเคืองแถวๆ รอบตา เช่น การขยี้ตาบ่อยๆ เพราะการขยี้ตาจะกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้เพิ่มจำนวนขึ้นบริเวณนั้น

- แพ้ครีมทารอบดวงตา บางคนอาจแพ้สารบางอย่างในครีม ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า ใครจะแพ้สารตัวใด ใครบ้างที่จะเป็น ถ้ารู้ว่าแพ้คงต้องหยุดการทาครีมดังกล่าว ถ้าไม่ทราบอาจต้องพึ่งการทดสอบว่าแพ้สารที่ต้องสงสัยหรือไม่

- อดนอน สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในสภาพสังคมปัจจุบัน ใครที่รู้ตัวว่าอดนอนบ่อยๆ หรือนอนดึก ก็ขอให้นอนเร็วขึ้น เพื่อที่ขอบตาจะได้ดูสดใสกว่าเดิม

- เป็นปานโอตะ ปานโอตะคือ เซลล์เม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังแท้ พบในบางคนที่มีความผิดปกติที่เซลล์สร้างเม็ดสีอยู่ผิดที่ ซึ่งมักพบบริเวณรอบๆ ตา โดยมากมักจะเป็นข้างเดียว แต่มีบางคนอาจเป็นได้ทั้ง 2 ข้าง ทำให้ขอบตาดูเขียวคล้ำ

การรักษาขอบตาดำ

ถ้าไม่ใจร้อน รักษาแบบได้ผลช้าๆ ก็ใช้เป็นยาทาใต้ตาที่มีส่วนผสมของ Whitening เช่น วิตามินซี แต่ถ้าต้องการให้เห็นผลดีมากขึ้น และได้ผลเร็วๆ การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือเครื่องแสงเข้มข้น เป็นวิธีที่ได้ผลดี เลเซอร์ที่ใช้รักษาขอบตาดำได้ ที่นิยมมากที่สุดคือ Nd-yag laser

นอกจากนี้เลเซอร์ตัวนี้ยังสามารถรักษาภาวะปานโอตะได้ด้วย หลังยิงเลเซอร์ ผิวบริเวณนั้นจะเป็นสะเก็ด และสะเก็ดจะหลุดออกภายใน 1-2 อาทิตย์ และผิวของตาที่คล้ำก็จะดูขาวขึ้น เครื่องแสงเข้มข้น คล้ายกับเลเซอร์ แต่ต่างกันที่หลังจากยิงเสร็จแล้วจะไม่เป็นแผล แต่อาจจะเป็นสะเก็ดฝอยๆ เล็กน้อย แต่เครื่องนี้ไม่สามารถรักษาภาวะปานโอตะได้

ขอบตาดำเป็นเรื่องที่ต้องรักษากันนาน และถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดี นอนหลับไม่เพียงพอ ไม่ช้าขอบตาก็กลับมาดำได้อีก ดังนั้น การดูแลเอาใจใส่รอบดวงตาเสียแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเริ่มเป็นจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

♣ ใครว่ารัก ..... จับต้องไม่ได้ ♣



ใครต่อใครอาจจะบอกว่า
...รัก...
เป็น นามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้
แต่ฉันว่าไม่ใช่...
ก็ รักของฉัน...จับต้องได้



มันไม่ใช่เพียงความรู้สึก อบอุ่น
ไม่สามารถบรรยายได้เป็นคำพูดใดๆเลย
แต่สามารถเข้าใจได้อย่าง ลึกล้ำ
โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดช่วยเหลือ



ถึงตอนนี้ใครๆก็คงสงสัย
แล้ว มันไม่ใช่นามธรรมตรงไหน
ในเมื่อได้เพียงแต่รู้สึก
ลองคิดดูดีๆ แล้วเธอจะเข้าใจ



ไม่ต้องสนใจว่ามันจะเป็นรักแบบไหน
ไม่ ต้องสนใจว่าจะได้รับรักนั้นมาจากใคร
ไม่ต้องสนใจว่าเราให้รักนั้นกับใคร
ทำไม ต้องสน...ในเมื่อมันคือรัก



จะรักเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง หรือใครคนใดในโลกนี้
"รักก็ยังเป็นรัก"
...มิใช่หรือ...



รักทุกรักล้วนก่อเกิดมาจากตัว เรา
ในเมื่อตัวเราจับต้องได้
แล้วทำไมรักจะจับต้องไม่ได้



ตอนนี้ฉันกำลังโอบกอดรักไว้ใน อ้อมแขนเล็กๆ
รักนั้นช่างอบอุ่น...ผ่อนคลาย
รักกำลังซึมผ่าน ผิวหนังเข้าไปสู่ภายใน
ส่วนลึกรับรู้ว่ารักเข้าถึง "ตัวตน" ของเราแล้ว



ทุกคนจับต้องรักได้
อยู่ที่ ว่าคุณอยากจับต้องมันไหม
วันนี้...คุณลองเอื้อมมือไปสัมผัส "รัก" แล้วหรือยัง


♣ ทำอย่างไรดี .. มีคนรัก แต่เห็นคนอื่นก็ห้ามใจไม่ไหว ♣



ความรักเป็น สิ่งที่ต้องการความเข้าใจจริงๆ ถ้าความรักจะนำมาซึ่งความทุกข์ ก็อาจจะเป็นเพราะเรารักไม่เป็น หรือเราอาจจะเป็นคนมากรักก็ได้ ความรู้สึกสับสนของคุณ มาจากความคิดที่ไม่ถูกต้องต่อสิ่งที่คุณรัก คุณจึงไม่กล้าหาญ


ความ รักที่ปราศจากความซื่อสัตย์จะนำมาซึ่งความทุกข์ เพราะการมากรัก และมากไปด้วยความทุกข์นั้น ขอให้คุณทบทวน อาจจะลองยืนดูความรักของคุณห่างๆ เพื่อให้เห็นชัดมากขึ้นว่า…ความไม่อาจหาญในรักที่ทำให้ต้องมากรักนั้น คุณขลาดกลัวตรงไหนหรือ . . . จึงต้องมีรักมากมาย



ถ้า เรามีความเหน็ดเหนื่อยกับความรักที่ไม่ซื่อสัตย์ ถึงจะมีความมาก แต่ก็เป็น "มาก" ที่ยัง "พร่อง" อยู่ อะไรที่มากเกินไป . . . น้อยเกินไป . . . ไม่พอดี . . . จะมีความสุขได้อย่างไร ฉะนั้น คนมากรัก . . . ก็มากทุกข์



เมื่อ ไม่นานมานี้มีจดหมายถามมาว่า "ถ้าจะนอนกับผู้ชายมากกว่าหนึ่งคน" แค่นอนกับผู้ชายหนึ่งคนได้โดยปราศจากความรัก . . . ก็ไม่ใช่เรื่องแล้ว และถ้าต้องนอนกับผู้ชายอีกหลายคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องความรัก แต่เพียงเพื่อให้ได้นอนกับใครสักคน สิ่งนี้มันไปเติมเต็มอะไรให้กับชีวิตคุณหรือ มันยิ่งเป็นความเหงาของคุณมิใช่หรือ
อย่าปฏิเสธ!



เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำ . . . ก็เพื่อเติมเต็มความเหงาเพื่อทำให้รู้สึกว่ายังคง มีคนต้องการ แต่ในความเป็นจริงคุณกำลังถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว แล้วเมื่อใดที่ถูกความคิดหลอก เมื่อนั้นมันคือความหลง แล้วเมื่อมันหลง . . . มันก็ไม่ใช่ความรักแล้วล่ะค่ะ



การ ที่คุณนอนกับใครสักคนด้วยความหลง มันจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นอย่างไร เพราะมันมีแต่จะเปลืองตัว ฉะนั้น หยุดเปลืองตัว แล้วหันกลับมารักตัวเองเถอะ

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โลกนี้มีกี่ภาษา?

หลายต่อหลายคนอาจยังคาใจว่าจริงๆแล้วโลกที่กว้างใหญ่แห่งนี้ มีภาษาสักกี่ภาษา ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นจึงจัดการค้นหาข้อมูล ค้นไปค้นมาเลยได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกว่าจริงๆแล้ว โลกเราเกือบมีภาษาของ โลกด้วนนะนั่นคือ ภาษาเอสเปรันโต (Esperanto)

จากการสำรวจ พบว่าทั่วโลกมีภาษาแตกต่างกันถึง ๕,๐๐๐ ภาษา ภาษาที่ใช้กัน มากที่สุดในโลกคือ ภาษาจีน มีคนพูดภาษานี้ ถึงพันล้านคนเศษ รองลงมาคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาฮินดี

ที่ปาปัวนิวกินีประเทศเดียว มีภาษาพื้นเมือง อยู่ประมาณ ๗๐๐ ภาษา ในประเทศอินเดีย มีภาษาแตกต่างกัน อย่างน้อย ๘๔๕ ภาษา เฉพาะที่รัฐอัสสัม ซึ่งอยู่ทาง ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ก็มีภาษาพูด นับร้อยภาษาแล้ว

เคยรู้มาว่า มีผู้พยายาม สร้างภาษาโลก (world language) ที่คนทั้งโลก สามารถสื่อสารกันได้ โดยไม่ต้องมี กำแพงภาษา นั่นคือ ภาษาเอสเปรันโต (Esperanto) ผู้คิดค้นคือ นักภาษาศาสตร์ และแพทย์ชาวรัสเซีย ชื่อ ดร. แอล. ซาเมนฮอปแต่ความตั้งใจของเขา ไม่บรรลุผล

ประวัติภาษาเอสเปรันโต (Esperanto)

ภาษาเอสเปรันโต (Esperanto) เป็นภาษาประดิษฐ์ที่ใช้กันมากที่สุดในโลก คิดค้นโดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ นามปากกาของจักษุแพทย์ชาวรัสเซีย (ในช่วงที่รัสเซียปกครองโปแลนด์ โดยมีพ่อแม่เป็นชาวยิว) โดยต้องการให้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาที่เรียนง่าย และเป็นภาษาที่สองสำหรับนานาประเทศ ชื่อเอสเปรันโตมาจากชื่อแฝงเรียก ดร. เอสเปรันโต ในช่วงที่เขียนหนังสือเรื่องภาษานานาชาติ

ถึงแม้ว่า ภาษาเอสเปรันโตยังไม่มีประเทศใดนำไปเป็นภาษาทางการ ในปัจจุบัน มีผู้ใช้งานประมาณ 1 แสนถึง 2 ล้านคน ซึ่งมีให้เห็นในคู่มือท่องเที่ยว คู่มือการเรียนการสอน ทางโทรทัศน์ วรรณกรรม การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และในบางโรงเรียนมีการเรียนวิชาเลือกเป็นภาษาเอสเปรันโต วันที่ 15 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันฉลองของภาษาเอสเปรันโต ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของซาเมนโฮฟ ซึ่งในวันนี้ผู้ใช้ภาษาเอสเปรันโตจะรวมตัวกันในฤดูหนาว และเลี้ยงฉลองกัน โดยบางคนจะซื้อหนังสือภาษาเอสเปรันโตเล่มใหม่ในวันนี้

ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาเดียวที่มีธงประจำภาษา โดยทั่วไปแล้วภาษาอื่นๆ จะไม่ใช้ธงชาติมาเป็นธงประจำภาษา เนื่องจากชาติหรือประเทศหนึ่งอาจมีได้หลายภาษา และภาษาหนึ่งอาจพูดในหลายชาติหรือประเทศ ธงประจำภาษาเอสเปรันโต พื้นธงเป็นสีเขียว มีรูปดาวสีเขียวบนพื้นที่สีเหลี่ยมสีขาวอยู่มุมบนซ้าย นอกจากธงแล้วยังมีเพลงประจำภาษาเอสเปรันโตอีกด้วย ชื่อเพลงว่า La Espero แปลว่า ความหวัง ซึ่งมีชื่อเหมือนกับเพลงชาติของอิสราเอล

เอสเปรันโตคิดค้นขึ้นช่วงปลาย คริสต์ทศวรรษ 1870 และต้น คริสต์ทศวรรษ 1880 โดย แอล.แอล. ซาเมนฮอฟ ในช่วงเวลาพัฒนา 10 ปีนั้น ซาเมนฮอฟได้ใช้เวลาในการแปลวรรณกรรมต่างๆ มาเป็นภาษาเอสเปรันโต รวมทั้งการเขียนและพัฒนาหลักไวยกรณ์ต่างๆของภาษา โดยหนังสือไวยกรณ์เล่มแรกในภาษาเอสเปรันโต ชื่อ อูนูอาลิโบร (Unua Libro ความหมายในภาษาเอสเปรันโตว่า หนังสือเล่มแรก) ตีพิมพ์ที่ วอร์ซอว์ ในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2430 ซึ่งหลังจากนั้นจำนวนผู้ใช้ภาษาเติบโตขึ้นอย่างรวเร็วภายใน 20 ปีต่อมา โดยเริ่มต้นจากจักวรรดิรัสเซีย และ ยุโรปตะวันออก และได้เข้าสู่ ยุโรปตะวันตก อเมริกา ประเทศจีน และ ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 การประชุมเอสเปรันโตโลก ได้จัดตั้งขึ้น โดยจัดครั้งแรกที่เมือง บูลอน ซู แมร์ (Boulogne-sur-Mer) ในประเทศฝรั่งเศส และหลังจากนั้นมีการจัดประชุมกันทุกปี (ยกเว้นช่วงสงครามโลก) โดยเปลี่ยนสถานที่จัดไปทั่วโลก

ในปัจจุบันภาษาเอสเปรันโตไม่ได้เป็นภาษาทางการของประเทศ ใด แต่ได้มีการเรียนการสอนในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 บริเวณฉนวนโมเรสเนต (Neutral Moresnet, 2359-2462) ได้ถือว่าเป็นรัฐแรกที่ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาทางการ ในปี พ.ศ. 2511 สาธารณรัฐโรสไอส์แลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิตาลี ประมาณ 11 กม. ได้ประกาศตั้งตัวเป็นประเทศเอกราช และได้ใช้ภาษาเอสเปรันโตเป็นภาษาทางการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม โรสไอแลนด์ ไม่ถือว่าเป็นประเทศจากชาติอื่น ในปี พ.ศ. 2454 ระหว่างช่วงการปฏิวัติซินไฮ้ ในประเทศจีน ได้มีนโยบายในการเปลี่ยนภาษาทางการจากภาษาจีน เป็นภาษาเอสเปรันโต ด้วยเหตุผลที่ว่าให้ประเทศเป็นสากล แต่ได้ถูกยกเลิกไป ในปี พ.ศ. 2467 ในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการใช้ภาษาเอสเปรันโตสำหรับวิทยุสื่อสาร โดยคาดหวังว่าจะใช้เป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แต่สุดท้ายไม่ได้รับการนิยมและได้ยกเลิกไป

การศึกษา ภาษาเอสเปรันโต
ในปัจจุบันมีอยู่บางโรงเรียนที่มีการสอนภาษาเอสเปรันโต มีมากใน จีน ฮังการี และ บัลแกเรีย นอกจากนี้คนส่วนมากเรียนรู้ภาษา โดยการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และมีการสอนโดยอาสาสมัครต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่นเว็บไซต์ lernu!

นักวิจัยหลายท่านได้ศึกษาว่าการเรียนรู้ภาษาเอสเปรันโต ช่วยให้ผู้ที่ใช้ภาษาในภาษากลุ่มอินโดยูโรเปียน (เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน) เรียนภาษาอื่นๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น อาจเนื่องมาจาก รูปแบบของภาษา ไวยากรณ์ และคำศัพท์ต่างๆ การวิจัยพบว่า เปรียบเทียบกลุ่มนักเรียน 2 กลุ่ม โดย กลุ่มแรก เรียนภาษาเอสเปรันโต 1 ปี และภาษาฝรั่งเศส 3 ปี กับกลุ่มที่สอง เรียนภาษาฝรั่งเศส 4 ปี ผลออกมาว่า กลุ่มแรกสามารถใช้ภาษาฝรั่งเศสได้ดีกว่ากลุ่มที่สอง ที่เรียนภาษาฝรั่งเศสมากกว่าหนึ่งปี

ว่านหางจระเข้ลดสิวอักเสบ

ถ้า คุณสาวๆตื่นเช้ามาแล้วเจอแต่สิวเม็ดใหญ่ขึ้นเด่นอยู่บนใบหน้า ทั้งคุณแม่และเพื่อนๆก็คอยเตือนว่าอย่าไปแคะแกะอย่างเด็ดขาด เพราะจะตกหลุมพราง ทำให้เจ้าสิวตัวป่วนได้ใจ ติดเชื้อบวมเป่งขึ้นไปอีก

แต่เชื่อไหมว่า เราทำได้ดีกว่านั้นถ้ามีว่านหางจระเข้ เพราะว่านหางจระเข้มีสารที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและสารออกฤทธิ์สมานแผล จึงทำให้สิวอักเสบยุบลงได้ทันใจลองสูตรนี้ดูดิ่
ส่วนผสม ว่านหางจระเข้

วิธีทำ ตัดว่านหางจระเข้ แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 10-15นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองไหลออกมา จากนั้นปอกเปลือกจนเหลือแต่วุ้นใสๆ นำไปล้างยางออกให้หมด นำวุ้นออกมาหั่นเป็นชิ้นบางๆหรือบดละเอียดคั้นเอาแต่น้ำวุ้นว่านหางจระเข้มา ใช้

กลางคืน ล้างหน้าให้สะอาด ใช้น้ำวุ้นทาบริเวณที่เป็นสิวแห้งและยุบลง
กลางวัน ล้างหน้าให้สะอาด ใช้น้ำวุ้นแต้มบริเวณหัวสิว (สามารถมาครีมบางๆทับได้)

12 ราศี กับการกิน


12  ราศี กับการกิน




ราศี มังกร ( 22 ธันวาคม - 19 มกราคม )

ชาวราศี มังกรเป็นคนหัวโบราณและขี้เหนียว จึงมักกินอาหารประหยัด ประเภท อาหารจานเดียวซะมากกว่าอาหารราคาแพงที่จัดแต่งสวยงาม ไม่ค่อยใส่ใจ เรื่องอาหารการกิน...

ถ้าพบว่าตัวเองเริ่มอ้วนขึ้นมานิ หน่อย ก็จะรีบลดทันที เนื่องจากชาวราศีนี้ไม่ค่อย ชอบลองของใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าไปเจออาหารที่มีการรับรองว่าช่วยลดน้ำหนักได้ ก็จะกินแต่อย่างนั้นจนกว่าจะเห็นผล

ราศี กุมภ์ ( 20 มกราคม - 18 กุมภาพันธ์ )

คนที่ เกิดในราศีกุมภ์รักการใช้ชีวิตที่คล่องแคล่ว และดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ เนื่องจากในวันแต่ละวันจะใช่พลังงานค่อนข้างมาก จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ชอบดื่มไวน์เคล้าอาหารเย็นรสเลิศ และถึงแม้ว่าจะกินมากแค่ไหน ก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องสุขภาพและความอ้วนเลย...

แต่ ถ้าเกิดอ้วนขึ้นมาบ้าง ก็คงจะไม่จำกัดเรื่องอาหารหรอก เพราะเกลียดการถูกบังคับ ชาวราศีนี้จึงเปลี่ยนเมนูอาหารสำหรับลดความอ้วนอยู่เรื่อยจนแทบไม่เห็นผล แต่ถ้าชาวราศีกุมภ์ที่อวบอ้วนตั้งใจจะควบคุมน้ำหนักอย่างจริงจังขึ้นมา นั่นเป็นเพราะไม่อยากกลับมาอ้วนอีกครั้งมากกว่า


ราศีมีน ( 19 กุมภาพันธ์ - 20 มีนาคม )

ชาว ราศีมันรักความรื่นรมย์ในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการดื่มและการกิน จนได้ชื่อว่า กินเก่ง ชอบลิ้มลองอาหารหรือขนมขบเคี้ยวใหม่ ๆ แล้วตามด้วยมื้อใหญ่เด็ด ๆ ไปบอกให้เค้าเพลา ๆ เรื่องกิน เค้าโกรธนะ...

ความเจ้าอารมณ์ของชาวราศีนี้ทำให้ต้องกินเพื่อดับความเศร้า ถึงจะพยายามจำกัดอาหาร แต่ก็อดดื่มไวน์สักแก้วไม่ได้ ... ชาวราศีมีนของแท้ เกลียดการลดน้ำหนักที่สุดเลยล่ะ แต่ชาวราศีนี้ สามารถลดน้ำหนักได้เหมือนกัน ถ้าจำเป็นและเต็มใจ ... วิธีไหนเหรอ.. ก็ชิมอาหารอร่อย ๆ หลายๆ อย่าง จานละ 2-3 คำ จะได้ไม่รู้สึกว่ากินเยอะ...


ราศี เมษ ( 21 มีนาคม - 20 เมษายน )

ชาวราศีเมษ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก เพราะมีอะไรให้ทำอยู่ตลอดเวลา ต้องทำโน่น ทำนี่ หรือไม่ก็เล่นกีฬา ถ้ามีปัญหาเรื่องการกิน เห็นจะมีอยู่เรื่องเดียว งานยุ่งจน ไม่มีเวลากินอาหารเป็นเรื่องเป็นราว...

ชาวราศี นี้รักษาความฟิตได้สบายๆ ส่วนข้อเสียที่แก้ไม่หาย คืออดทนกินอะไรติดต่อกันนานเกินควร ฉะนั้นควรดูแลตัวเองให้กินครบ 5 หมู่หน่อยแล้วล่ะ


ราศีพฤษภ ( 21 เมษายน - 21 พฤษภาคม )

การควบคุมอาหารเป็น เรื่องหนักหนาสาหัสสำหรับชาวราศีพฤษภ เหมือนกันต้องกินยาขม หม้อโตๆ อย่างงั้นแหละ..เพราะชาวราศีนี้รักการกิน.. โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารแปลก ๆ หรือ "ถึงเครื่อง" ชาวราศีพฤษภชอบคิดค้นทำเมนูอาหารใหม่ๆ อยู่เสมอเลย ถึงจะสนุกกับการกิน

แต่ถ้าต้องลดน้ำหนักก็ทำได้ไม่ยาก แต่ถ้าวันใดที่รู้สึก หดหู่ หรือรู้สึกแย่ จะทำให้ทานเยอะผิดปรกติ...จุ๊ จุ๊ ..นี่เป็นนิสัยอันตรายนะ..ระวังหน่อย... แต่ก้อยังนับว่าโชคดีนะ ที่ดาวพฤหัสในลัคนาทำให้ชาวราศีนี้รักสวยรักงาม คอยดูแลรูปร่างอยู่เสมอ ๆ จะควบคุมน้ำหนัก ได้สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ ถ้าจำเป็นจริงๆ


ราศีเเมถุน ( 22 พฤษภาคม - 21 มิถุนายน )

ชาว ราศีเมถุนไม่ค่อยปล่อยให้ตัวเองหิว แต่โชคดีที่สามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างรวดเร็ว จนไม่มีเหลือเก็บไปพอกตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย

นอกจากนี้ ชาวราศีเมถุนยังเป็นคนขี้เบื่อ ชอบเปลี่ยนรายการอาหารไปเรื่อย ๆ ฉะนั้น วิธีการกินที่เหมาะสม สำหรับชาวราศีนี้คือ กินมื้อละน้อย ๆ แต่กินบ่อย ๆ


ราศีกรกฎ ( 22 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม )

ชาว ราศีกรกฎชอบทานอาหารพื้น ๆ มากกว่าอาหารแปลก ๆ มักกินมังสวิรัติ หรือไม่ก็กินแต่อาหารธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ชาวราศีนี้มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย พอมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ ก็จะหลบไปหาอะไรทานให้สบายตามลำพัง

ชาว ราศีนี้ควรปฏิบัติตามแบบแผนการกินตัวเองจนเป็นนิสัย เมื่อจัดได้ว่าจะกินอะไร ช่วงไหน ก็ควรทำตามนั้น ซึ่งไม่ยากเลยเพราะชาวกรกฏเป็นคนมีระเบียบ และดำเนินชีวิตไปตามที่วางไว้อย่างง่ายดาย อาหารที่เหมาะกันชาวราศีนี้ คืออาหาร จำพวกปลาและอาหารเบาๆ


ราศี สิงห์ ( 23 กรกฎาคม - 23 สิงหาคม )

ชาว สิงห์ชอบกิน ต้องกินอย่างน้อยสามมื้อต่อวัน แถมยังมีนมเนยบ้างชอบกินของหนัก เน้นปริมาณมากกว่าอาหารหรูดูสวย

ชาวสิงห์ชอบกินข้าวนอก บ้านและกินได้ทุกสถานที่ ชาวราศีนี้อ้วนง่ายแต่ก็ลดได้เร็วเนื่องจากเผาผลาญพลังงานได้ดี จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก อาหารที่เหมาะกับชาวราศีสิงห์คืออาหารประเภทไขมันต่ำ


ราศีกันย์ ( 24 สิงหาคม - 22 กันยายน )

ชาว ราศีกันย์เป็นคนเจ้าหลักการ อะไรก็ต้องถูกต้องสมบูรณ์แบบ ก็เลยจู้จี้เรื่องอาหาร มักจะกังวลว่าตัวเองจะกินของไม่ดีเข้าไป ดังนั้นเราจึงมักเห็นชาวราศีนี้ชอบทานมังสวิรัติ นอกจากนนี้ยังวิตกเรื่องสุขภาพของตนจนเกินเหตุ จึงฉลาด เลือกอาหาร และใส่ใจ อาหารเพื่อสุขภาพเสมอ..

อย่างไรก็ตาม..ชาวราศีนี้มีปัญหา ในเรื่องความอ้วนและไม่ค่อยอดทนนัก... ควรเลิกทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ และหันมาทานอาหารที่มีกากใยเข้ามาแทน และที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกายนะ


ราศีตุลย์ ( 22 กันยายน - 22 ตุลาคม )

ชาว ราศีตุลย์ชอบทานอาหารดี ๆ ตามด้วยขนมหวาน ประเภทฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด แถมด้วยช็อคโกแล็ตล้างปากอีกต่างหาก ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมชาวราศีนี้มันมีปัญหาเรื่องส่วนเกินเสมอ ๆ

ถ้าจะต้อง ลดน้ำหนักจริงๆ ต้องอาศัย ความตั้งใจจริง แรงกระตุ้นอีกเป็นต้น ถึงจะทำได้นะจ๊ะ.. ถึงจะรวบรวมกำลังใจลดความอ้วนได้แล้ว ก็ยังอดแวบมาทานขนมหวานไม่ได้หรอก พอได้สติ ชาวราศีนี้จะรู้สึกผิดจนล้มเลิกโครงการลดความอ้วนที่ตัวเองทำอยู่ ถ้าฟังดู คุ้นๆ เหมือนตัวเองเคยทำล่ะก็...

คุณจะต้องรู้ขอบเขตของตัวเองบ้าง อย่าให้การกระหน่ำ กินเป็นครั้งคราวมาขัดขวางความพยายามที่ทำมาดีเสียแต่ต้นได้ล่ะ ชาวราศีตุลย์ชอบการใช้ชีวิตที่สวยงามและสมดุลเป็นที่สุด ทั้งๆ ที่รู้ว่าการตามใจปาก ไม่ดี แต่ก็อดใจไม่ได้ จนกว่าเข็มเบนเครื่องชั่งจะเพิ่มขึ้นนั่นแหละ ถึงจะพยายามเพลา ๆ ลง ....


ราศีพิจิก ( 23 ตุลาคม - 22 พฤศจิกายน )

ชาว ราศีพิจิก มองการกินอาหารเป็นเรื่องโรแมนติกที่แสนจะหวาบหวาม ทำให้กระเพาะครากอยู่บ่อย ๆ... ถ้าชอบกินอะไร ก็จะกินทีละเยอะ ๆ อาหารจานโปรดคือ พวกอาหารรสเครื่องเทศ ...

ชาวราศีนี้ยัง ชอบลงมือทำเอง ชอบลองทำอาหารใหม่ ๆ เปลี่ยนรสไปเรื่อย ๆ โชคดีที่ชาวราศีพิจิกแข็งแรง มีวินัย และควบคุมความอยากของตัวเองได้ ถ้ารู้สึกว่าตัวเอง เริ่มมีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ก็จะลดทันทีโดยไม่รีรอ แต่บางครั้งเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป จนทำให้หงุดหงิด


ราศีธนู ( 23 พฤศจิกายน - 21 ธันวาคม )

ชาว ราศีธนูไม่ค่อยอยู่กับที่และรีบเร่งตลอดเวลา ถ้าเดินทางไปประเทศไหน ก็ชอบ ชิมอาหารพื้นเมืองของประเทศนั้น เป็นประเภทกินเร็ว กินจุ...

เนื่อง จากไม่ค่อยมีเวลา ทำให้ชาวราศีนี้ไม่ค่อยคำนึงถึงคุณค่าทางอาหาร หรือเลือกกินเฉพาะอาหารแคลลอรี่ต่ำ เราจึงมักพบเห็นชาวราศีธนู ตามร้านฟาสต์ฟู้ดมากกว่า ชาวราศีอื่น

แฟลชไดร์ฟรุ่นทำลายตัวเอง!

ครที่ชอบหลงวางแฟลช ไดรฟ์กลาดเกลื่อนจนลืม ไม่ต้องกลัวว่าความลับจะรั่วไหลอีกต่อไป

เมื่อบริษัท ฟุจิทสึ เตรียมวางจำหน่าย แฟลชไดรฟ์ "ทามาเตะบาโกะ" ซึ่งมีความสามารถทำลายข้อมูลภายในหน่วย ความจำ 2 กิกะไบต์ของตัวเองได้หากใส่พาสเวิร์ดผิด หรือถูกนำไปเสียบกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าให้ผู้อื่นไม่สามารถถ่ายเทหรือทำซ้ำข้อมูลได้ โดยแฟลชไดรฟ์จะจดจำว่า ถูกเสียบใช้กับคอมพิวเตอร์ทั้งพีซีและแม็กอินทอชเครื่องใดประจำ

ข้อมูลภายในถูกใส่รหัสแบบ "เออีเอส 256 บิต" ซึ่งจะให้แคร็กเกอร์ทั้งหลายต้องเสียเวลานานมากกว่าจะถอดรหัสได้ คาดว่าจะถูกวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นภายในเดือนก.ค.นี้

----------------

วิธีทดแทนพลังงาน จากการ อดนอน

วิธีทดแทนพลังงาน จากการ อดนอน

อดนอน

อดนอน

วิธีทดแทนพลังงาน


มีวิธีดูแลร่าง กายสำหรับคนอดนอน แนะนำจาก พ.ญ.ลลิตา ธีระสิริ แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี ความว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับเสียก่อนว่าคนเราต้องนอนหลับในยามกลางคืน ไม่ใช่กลางวัน เพราะฮอร์โมนในร่างกายถูกธรรมชาติจัดสรรมาอย่างนั้น ในเวลากลางวันเมื่อมีแสงสว่าง ต่อมไพเนียล หรือต่อมเหนือสมอง จะหลั่งฮอร์โมนซีโรโตนินออกมาเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ากระฉับ กระเฉงเพื่อกิจกรรมดำเนินในยามกลางวัน

ราวๆ 4-5 โมงเย็น ตอนแสงสว่างลดลง ซีโรโตนินก็จะลดระดับลงเพื่อเตรียมให้ร่างกายได้พัก ในขณะเดียวกันต่อมไพเนียลก็หลั่งฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งชื่อเมลาโตนินออกมา ระดับเมลาโตนินในร่างกายจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ง่วงนอนในกลางคืน พอถึงประมาณตี 2 เมลาโตนินจะเริ่มลดระดับลง และซีโรโตนินก็จะถูกหลั่งออกมาในยามเช้ามืด พอดีเช้าเมลาโตนินหายไป ซีโรโตนินเพิ่มขึ้นมาได้ระดับเราก็ตื่นพอดี หากอดนอนก็เท่ากับฝืนวัฏจักรของฮอร์โมนตามธรรมชาตินี้ และว่ากันว่าทำให้ร่างกายเสียสมดุลและทำให้ป่วยได้ง่าย


ทางแก้หากต้องอดนอน มีดังนี้

1.กินอาหารที่อุดมด้วย วิตามินบีและซี เพราะเวลาอดนอนระดับฮอร์โมนจากต่อมไพเนียลปั่นป่วน ทำให้เกิดความเครียดแบบลึกๆ จึงต้องแก้ด้วยวิตามินคลายเครียดประเภทบีและซีปริมาณมาก ดังนั้นในระยะนี้ต้องกินข้าวกล้อง กินผัก ผลไม้ กินน้ำผลไม้คั้นสด น้ำส้มคั้นสดๆ หากกินอาหารประเภทดังกล่าวไม่ได้ ให้ใช้วิตามินบี 100 วันละ 1 เม็ด และกินวิตามินซี 1,000 ม.ก. วันละ 2 เม็ด หลังอาหารเช้า

2.ถึงกลางคืนจำเป็นต้อง เติมพลังงานให้กับตัวเอง เพราะส่วนอาหารที่เรากินเข้าไปจะ ใช้ได้ประมาณ 6 ช.ม.เท่านั้น หากกินอาหารเย็น 6 โมง ถึงเที่ยงคืนพลังงานก็หมดแล้ว จะต้องเติมอาหารที่ให้พลังงานเข้าไป ทั้งนี้ ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายประเภทข้าวต้ม โจ๊ก น้ำข้าว ธัญพืช จะดีกว่าอาหารที่มีไขมันสูงอย่างนมวัว หรือเครื่องดื่มประเภทโกโก้ หรือมอลต์ เนื่องจากเวลาที่จะนอนมีน้อยอยู่แล้วไม่ควรกวนกระเพาะให้ย่อยอะไรที่ย่อยยาก เพราะจะทำให้หลับไม่สนิทดีนัก และมีอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้หลับง่ายกว่า เช่น ข้าวเหนียว กล้วย หากเลือกกินยามดึกได้จะทำให้นอนเร็วกว่า

3.ควรนอนทันทีหลังจาก เสร็จจากดูบอล หรือดูหนังสือ ไม่ควรเสียเวลาออกไปหาข้าวต้มรอบดึกกินนอกบ้านเพราะจะยิ่งมีเวลานอนน้อย และควรระลึกไว้ว่าน่าจะมีเวลานอนติดกันประมาณ 4 ชั่วโมง สุขภาพจึงจะไม่เสื่อมทรุดในระยะนี้ ถ้าต้องนอนตี 3 ก็แปลว่าควรจะตื่นตอน 7 โมงเช้าจึงจะดี


4.ไม่ควรแก้ง่วง ด้วยการดื่มกาแฟ หรือชา เพราะกาแฟมีฤทธิ์ 6-8 ชั่วโมง หากกินกาแฟตอน 4 ทุ่มก็แปลว่าจะหลับได้เอาตอนตี 4 ซึ่งจะทำให้เวลาพักผ่อนไม่พอ หากง่วงก็ควรงีบหลับก่อนแล้วค่อยตื่นมาดูหนังสือหรือดูโทรทัศน์เอาตอนดึก

5.ตื่นเช้าหลังจากอดนอน ควรกระตุ้นตนเองให้กระปรี้กระเปร่าด้วยวิตามิน ดังที่ได้ กล่าวแล้ว หรือจะใช้โสมกินร่วมด้วยก็ดีกว่าดื่มกาแฟ เพราะการใช้วิตามินกับโสมจะทำให้สมองปลอดโปร่งกว่ากินกาแฟ

ชีวิตยิ่งใช้ ยิ่งได้กำไรกลับคืน



ถ้าเปรียบชีวิตกับเงินทุน คงทำให้เรามองเห็นภาพความจริงได้ชัดเจนขึ้น
สมมุติว่าเรามีเงินก้อนใหญ่ อยู่ในมือ และเงินนั้นคือต้นทุนทางธุรกิจ
แต่เพราะความเสียดายเพราะความ กลัว ว่าถ้าเอาเงินนั้นไปต่อยอด แล้วมีอะไรผิดพลาด
เงินก้อนนั้นก็จะไม่ อยู่กับเราอีก แล้วก็เฝ้าเก็บกอดเงินก้อนนั้นไว้โดยไม่แตะต้อง


ในความ รู้สึกเราอาจจะคิดว่าการเก็บเงินไว้เฉยๆ น่าจะปลอดภัยกว่า...
ทั้งๆ มีความจริงที่เราไม่อาจคาดคิดก็คือ
วันเวลาผ่านไปนับวันค่าของมันยิ่งลด น้อยลงไป
แต่ถ้าเอาไปต่อยอดด้วยวิธีที่ชาญฉลาด เงินนั้นก็จะพอกพูนเพิ่มขึ้น




คนทุกคนเกิดมาบนโลกนี้ ล้วนมีต้นทุนพกมาเท่ากัน เพียงแต่มันไม่ใช่ตัวเงิน
ต้นทุนนั้นก็คือการ ได้เกิด ได้เติบโต ได้มีชีวิต
และมีลมหายใจไปตามทิศทางของตนเอง

การ เก็บชีวิตไว้ในที่ที่ปลอดภัย
และเดินไปในทิศทางที่ถูกกำหนดไว้ด้วยความ รัก
แม้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เรามีชีวิตที่สวยงาม
แต่โลกนี้ไม่ได้สวย งานไปหมดทุกแง่มุม



การที่ชีวิต จะแข็งแรงได้นั้นก็มีอยู่วิธีเดียว
นั่นก็คือการได้ใช้ มันอย่างเหมาะสมตามวันเวลา
ให้ตัวเองได้ออกไปผจญภัยบ้าง เพื่อ สร้างภูมิต้านทาน
ให้ชีวิต
ต่อไปในวันข้าง หน้าเราจะได้มีเรื่องราวดีๆ เก็บไว้ต่อทุนให้ตัวเอง

♣ ความรัก .. ไม่มีวันศึกษาจบในวันเดียว ♣




หนังสือเล่มหนา ที่มีอยู่ . . .
เราต่างรู้ อ่านจบวันเดียวไม่ได้
ความรักและการคบ ใครก็เช่นกัน . . .
ไม่มีวันที่เธอจะศึกษาในวันเดียว



เวลาที่ผ่านไป . . . ต้องหมั่นทำความเข้าใจให้ดีๆ
ให้เราอ่านนิสัยกันนานๆ
ไม่ ใช่แค่มุมหวาน อย่างตอนแรกนี้
คนคนหนึ่ง มีด้านดีและไม่ดี
ให้เราเปิด ใจที่มี . . . ยอมรับกัน





แล้วความสัมพันธ์จะมั่นคง
ความ รู้สึกชื่อ "รัก" จะคงมั่น
แล้วหน้ากระดาษความผูกพัน
จะ ไม่มีวัน . . . ฉีกขาดยับเยิน



เวลาในชีวิตยังเหลืออีกเท่า ไหร่
อาจเศร้าเกินไป ที่จะคิดอะไรแบบนั้น
แต่อยากบอกเธอไว้ ไม่ว่าจะเหลือกี่คืนวัน
ขอให้ชีวิตเราได้มีกัน อย่างไม่เปลี่ยนใจ


+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++