วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กล้องวิดิโอใต้น้ำฟูลไฮเดฟตัวแรกของโลก

รายงานข่าวล่าสุด ซันโย (Sanyo) เปิดตัว Sanyo Xacti DMX-CA100 กล้องบันทึกวิดีโอดิจิตอล และภาพนิ่งทีมาพร้อมกับระบบกันน้ำ อีกทั้งยังสามารถถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับฟูลไฮเดฟฯ (1080p) ที่อัตราเฟรม 60 fps ขณะอยู่ใต้น้ำได้อีกด้วย

Sanyo Xacti DMX-CA100 แคมคอร์เดอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทางบริษัทอ้างว่า มันเป็นกล้องถ่ายวิดีโอตัวแรกของโลกที่สามารถบันทึกคลิปวิดีโอคุณภาพระดับ 1080p Full HD ได้ ประเด็นมันไม่ได้แค่การทำให้กล้องรุ่นนี้กันน้ำได้เท่านั้น แต่มันอยู่ที่ความสามารถในการบันทึกวิดีโอใต้น้ำที่ระดับความลึก 10 ฟุตที่ความละเอียด 1080p (H.264) ด้วยอัตราเฟรมที่สูงถึง 60 เฟรมต่อวินาที ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นอกจากคุณจะสามารถใช้ Sanyo Xacti DMX-CA100 ถ่ายคลิปฟูลไฮเดฟใต้น้ำได้แล้ว คุณยังสามารถใช้มันถ่ายภาพดิจิตอล (ซูมออปติคัลได้ 6 เท่า) ที่ความละเอียด 14 ล้านพิกและสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 22 ภาพด้วยอัตราเฟรม 7 fps ที่ความละเอียด 2 ล้านพิกเซลใน Burst mode ได้อีกต่างหาก ซันโยตั้งใจที่จะวางตลาดกล้องถ่ายวิดีโอรุ่นนี้ในเดือนมิถุนายน โดยมีให้เลือก 3 สีด้วยกันได้แก่ ดำ เหลือง และชมพู อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องราคาของมันให้ทราบแต่อย่างใด



ชีวิตยังมีทิศตะวันออก



บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่
เรา มักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น
ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์…ให้ เสียใจ…


และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่ เสมอ

ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน ” ไม่ใช่ความจริง”…
ที่จะทำให้เราหลุด พ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย…

เราจึงยอมติดกับ ดักความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว…

รู้ว่าเสียใจแต่ก็ ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา
และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้


แต่ ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ
และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่า เดิมทุกวันๆ…

ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด

เพราะ ” เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น”…
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความ ผิดพลาดของชีวิต

สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้น ใหม่ไม่ได้…
ไปไม่เป็น…เหมือนจะมองเห็นทาง…

แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ
เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน

ตอก ย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น…


ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ..ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน
เพราะ รู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน
แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิต ทุกชีวิต…” ยังคงมีชีวิต”…


แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย…
ก็ยังคง ทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต…
งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง


เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง…
แล้ว จมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้

อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ…
แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหล ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย…

จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน…
แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ

อับจนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวัน
ก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก

“ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก”…

แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ
ก็ จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ

หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ …
เมื่อ เราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
และ พร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต…
เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วย บอกทางแก่ชีวิต เพราะ…


” ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
ข้อเสียคือ ทำให้เราโศกาอาดูร
แต่ข้อดีของมันคือ…
สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิด พลาดตรงนี้อีก
เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก…”


ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิต…
เพราะ ฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด
สามารถเศร้าเสียใจ กับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด
และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่น เดียวกัน…

ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่ พร้อมจะรักษาตัวเอง
และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า…
จะ ผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า …

” เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น…”

ข้อคิดดีๆ เพื่อ..ตัวเอง









ถ้าไม่รักก็อย่าให้ความหวัง




แม้ว่าคนเราจะมีอยู่เป็น พัน ๆ ล้านคนบนโลกใบนี้ แต่การที่เราจะคลิกกับใครสักคนนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย บางครั้งคนที่เราชอบ เขาอาจจะไม่ได้ชอบเรา ในขณะที่มีคนมาชอบเรา แต่เราก็อาจจะไม่ได้ชอบเขา


การที่เราชอบใคร สักคน แต่เค้าไม่ได้ชอบเราตอบนั้น มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บอย่างบอกไม่ถูก แต่การที่เขามาให้ความหวังเราแล้วจากไปนั้นเจ็บยิ่งกว่า ........


บางครั้งการกระทำบางอย่างของเราอาจจะเป็นการให้ความหวังใครบางคน เข้าได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว อย่างเช่น


การโทร หาเขาหลังสี่ทุ่ม เวลานี้ถือว่าค่อนข้างดึกนะ และเป็นเวลาที่คนพิเศษเขาจะโทรหากัน ดังนั้นถ้าไม่มี ธุระอะไรที่จำเป็นก็อย่าโทรหาเขา/เธอในเวลานี้ เพราะเค้าอาจจะคิดได้ ว่าเขาน่าจะได้ขยับเป็นคนพิเศษได้บ้าง


ไม่ควร ซื้อของขวัญที่พิเศษกว่าเพื่อนคนอื่นให้เขา หรือ เป็นของขวัญที่คนพิเศษน่าจะมอบให้กัน เพราะเขาอาจจะเข้าใจผิดได้ ว่าคุณเริ่มมีใจให้เขาบ้างแล้ว แม้ว่าบางทีคุณอาจจะ แค่อยากซื้อให้เขาก็เท่านั้น แต่เขาอาจจะไม่คิดอย่างที่คุณคิดก็ได้





อย่าพูดในทำนองว่าช่วงนี้คุณเหงามาก อยากมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ให้เขาฟังบ่อย ๆ เพราะเขาอาจจะคิดว่าคุณบอกเขาเป็นนัย ๆ ว่าคุณหมายถึงเขาได้ เรื่องแบบนี้ทางที่ดีควรจะคุยกับเพื่อนสนิท ๆ หรือก๊วนเพื่อนที่คบกันอยู่ประจำมากกว่า


อย่า สัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกันโดยใช่เหตุ แม้ว่าคุณจะเห็นว่าเขาเป็นเพื่อน แต่การเดินแตะแขน หรือกอดคอ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องโดนตัวกันโดยไม่จำเป็นนั้น มันอาจจะทำให้เขาคิดไปไกลไหนถึงไหนได้


พยายาม ทำตัวกับเขาให้เหมือนกับที่ทำกับเพื่อนคนอื่น ๆ พยายามทำให้เขาเห็นว่าคุณเองรู้สึกกับเขาแค่เพื่อน คุณ อาจจะพูดย้ำเสมอ ๆ เวลาอยู่ด้วยกันทั้งกลุ่มว่าคุณรู้ดีแค่ไหนที่ได้อยู่กับเพื่อน ๆ (ซึ่ง ก็มีเขาอยู่ ณ ที่นั้นด้วย) และอย่าพยายามถามว่าเขารู้สึกกับคุณเช่นไร เพราะหากว่าคำตอบคือ เค้าอยากเป็นมากกว่าเพื่อนกับคุณ แต่คุณไม่ได้คิดอะไรกับเขา นั่นเท่ากับคุณเป็นฝ่ายให้ความหวังเขา แล้วก็จากไป


หากมีใครสักคนที่เข้ามาชอบคุณ แต่คุณไม่ชอบเขาก็อย่าลังเลที่จะปฏิเสธเขาอย่างนุ่มนวล อย่ากลัวว่าเขาจะเสียใจ เพราะถ้าคุณไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ ไม่ว่าจะปฏิเสธเขา ตั้งแต่แรก หรือตอนไหน ๆ เขาก็เจ็บอยู่ดี เพียงแต่การบอกเขาตั้งแต่เนิ่น ๆ เขาอาจจะยังรู้สึกดีกว่าที่คุณทำเหมือนมีใจ แต่แล้วก็ทิ้งไปอย่างไม่ใยดีในตอนหลังเสียอีก


ที่ ใดมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์ แต่หลายคนก็ยอมทุกข์ เพื่อให้รู้จักความรัก

ปรับจิตตนเอง เพื่อลดความรุนแรงในสังคม


ปรับจิตตนเอง เพื่อลดความรุนแรงในสังคม

นายแพทย์ธนู ชาติธนานนท์
นายกสมาคมฯ


ความ วุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยระยะนี้
ย่อมทำให้คนไทยโดย เฉพาะอย่างยิ่งคนกรุงเทพฯ เครียดมากขึ้น
ซึ่งความเครียดที่มากเกินไป ย่อมมีผลเชิงลบต่อสุขภาพกาย
และสุขภาพจิตของบุคคล ทำให้ความสามารถในการใช้เหตุผล
การควบคุมอารมณ์ และการควบคุมพฤติกรรมของตนเองลดลง
คนที่เครียดมากๆ จึงมักคุยกันไม่รู้เรื่อง ตกลงอะไรกันไม่ได้
และจะใช้อารมณ์มากกว่า เหตุผล ซึ่
งทำให้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ต่อกันแก้ไขไม่ได้
แต่อาจจะ ยิ่งขัดแย้ง รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงขอเสนอ
แนวทาง ปฏิบัติเพื่อบุคคลที่อยู่ในภาวะเครียด
ใช้เป็นแนวทางในการลดความเครียด ที่กำลังเผชิญอยู่ต่อไป ดังนี้



1. บุคคลต้องรู้ทันความเครียดที่มีอยู่ใจตน :
ความ เครียดเป็นสิ่งที่จับต้อง ไม่ได้ แต่รู้สึกได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูป ของความรู้สึกวิตกกังวล กระวนกระวาย
หงุดหงิด เบื่อหน่าย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
ในคนที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิม เช่น ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง
โรคกระเพาะ โรคปวดศรีษะ โรคปวดหลัง เป็นต้น
อาการ ของโรคเหล่านั้นก็จะกำเริบขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น
ปวดท้องบ่อยขึ้น ปวดศรีษะ ปวดหลัง รุนแรงชึ้น เป็นต้น
ส่วนคนที่มีนิสัยเดิมเป็นคนใจเย็น หนักแน่น
ก็อาจกลายเป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เป็นต้น
ดังนั้นใครที่รู้สึกอย่างข้างต้น ก็ควรตระหนักว่า
ตนกำลัง อยู่ในภาวะเครียดที่สมควรได้รับการแก้ไข


2. ปรับร่างกายให้ดี :
ความ เครียด มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย
การปรับสภาพร่างกายให้เข้มแข็ง
เพื่อ ให้สามารถเผชิญกับความเครียดได้ดีขึ้น เป็นเรื่องสำคัญ
เริ่มตั้งแต่การ เลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง เหมาะสม
หลีกเลี่ยงของมึนเมา เช่น สุรา ยาเสพติด
เพราะจะยิ่งทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง
และเสียความสามารถในการ ควบคุมตนเอง
ต้องพยายามนอนพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย หก ถึง แปด ชั่วโมง ต่อวัน
หาโอกาสออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
ถ้ามีเวลาน้อยก็อาจปรับการทำ ภาระกิจประจำวันของตน
เป็นการออกกำลังกาย เช่น การให้การเดินขึ้นลงบันได้ แทนการใช้ลีฟท์
ใช้การเดินติดต่องานกับผู้ ร่วมงานแทนการใช้โทรศัพท์ เป็นต้น


3. ปรับใจตนเองให้ดี:
ความ เครียดมีผลต่อสมรรถภาพของจิตใจเป็นอย่างมาก
การลดความเครียดสามารถทำได้ โดยวิธีการต่าง ๆ
ตั้งแต่การตัดถอนสาเหตุที่เข้ามากระทบ เช่น
โดยการ ลดการเสพข่าวสารที่ทำให้เครียด
โดยการไม่หมกมุ่นกับข่าวเหล่านั้นมากเกิน ไป
แต่หันไปเสพข่าวสารที่ทำให้สบายใจบ้าง เช่น ดูข่าวกีฬา
ดูสารคดี ที่ให้ความรู้ ความบันเทิง ฟังเพลง เล่นกีฬา
ทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ดูแลสัตว์เลี้ยง
และแน่นอน สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อ


4. ปรับบรรยากาศและความสัมพันธ์ในครอบครัวและในที่ทำงานให้ดี :
สถานการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ไม่ได้มีผลต่อตัวท่านเท่านั้น แต่มีผลต่อบุคคลที่ใกล้ชิดท่านด้วย
ทุกคนกำลังรู้สึกเครียด และแย่ไม่น้อยไปกว่าท่าน
การให้กำลังใจ ให้ความเข้าใจ ให้ความรักความอบอุ่นแก่กันและกัน
จะช่วยให้ทุกคนรู้สึกดีชึ้น แต่ละคนอาจมีความคิดเป็นที่แตกต่างกัน
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ และเป็นธรรมชาติของมนุษย์
ควรยอมรับความแตกต่างโดยไม่ต้องโกรธกัน
เวลา จะช่วยคลี่คลายความแตกต่างให้จางลงไปได้ในที่สุด
สมาคมสุขภาพจิตแห่ง ประเทศไทยฯ

หวังว่าแนวทางที่เสนอมานี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำไปปฏิบัติ
ช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นลงได้ ไม่มากก็น้อย จิตใจที่ปลอดโปร่งขึ้น
ย่อมทำให้บุคคลพูดจากันรู้เรื่อง มากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
ปัญหาที่มีต่อกันก็จะลดลงหรือหมดไปได้ในที่สุด

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

1 มิถุนายน "วันดื่มนมโลก"


ตั้งแต่เด็กๆ เราคงคุ้นเคยกับประโยคเชิญชวนที่ว่า "ดื่มนมเยอะๆ ตัวจะได้สูงๆ" แต่ในความเป็นจริงแล้ว "นม" ไม่ได้ให้คุณประโยชน์แค่ความสูงสำหรับเด็กๆ เท่านั้น นมยังเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย คุณค่าของนมมีมากมายและมีความสำคัญสำหรับผู้คนทั่วโลก โดยมีการกำหนดให้เป็นวันสากลของการดื่มนมระดับโลกเลยทีเดียว

องค์การ อาหารแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization หรือ FAO กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กรที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม ด้วยการให้ความรู้และคุณประโยชน์ของนมแก่ประชาชน

ปัจจุบันมีมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลกที่จัดกิจกรรมวันดื่มนมโลก เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม อังกฤษ ออสเตรเลีย สวีเดน เดนมาร์ก เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทย กิจกรรม "วันดื่มนมโลก" จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในปีนี้ โดยบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด บริษัทผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ในกระบวนการผลิตและบรรจุอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์แบบปลอดเชื้อ หรือกล่องยูเอชที ร่วมกับมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และบริษัทผู้ผลิตนมพร้อมดื่มในประเทศไทย จัดกิจกรรมเผยแพร่เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการบริโภคนม เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคนมเพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

นางกลอยตา ณ ถลาง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2550 มีการบริโภคนมประมาณ 242,000 ล้านลิตร สำหรับชาติในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศอินเดียและจีนมีอัตราการบริโภคนมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในอินเดียมีอัตราการบริโภคนมในปี 2550 ประมาณ 5 หมื่นล้านลิตร สูงเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ประมาณ 1,400 ล้านลิตร ส่วนจีน 17,500 ล้านลิตรเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ประมาณ 1,500 ล้านลิตร ในขณะที่ญี่ปุ่นมีอัตราการบริโภคมากกว่า 6,000 ล้านลิตรในปี 2550

สำหรับ ไทย อัตราการบริโภคนมยังค่อนข้างน้อย โดยรวมเพียง 1,600 ล้านลิตร แบ่งเป็นการบริโภคนมยูเอชทีเฉลี่ย 10 ลิตรต่อคนต่อปี ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดแคลเซียม ส่งผลให้ต้องเผชิญภาวะโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อยู่ในวัยทำงานและผู้สูงอายุ

ด้านมูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) ระบุว่า นมและผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ เป็นอาหารพร้อมบริโภคที่หาได้ง่าย จัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่มีแร่ธาตุแคลเซียมสูงที่สุด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง โดยเป็นแคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดีที่สุด และยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะให้ทั้งโปรตีนและเกลือแร่ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน

นมช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกตั้งแต่อายุยัง น้อยๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกแตกหักได้ง่ายเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ร่างกายของคนเราจะค่อยๆ เริ่มสูญเสียกระดูกมากกว่าที่จะสร้างกระดูก วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยรักษากระดูก และเกิดการสูญเสียกระดูกน้อยที่สุดคือการดื่มนมเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพฟันที่ดี

ขณะเดียวกัน ธาตุอาหารในนม ทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ล้วนมีส่วนช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ

สำหรับ สาวๆ มีข้อมูลน่าสนใจว่า นมไม่ได้ทำให้อ้วน ไม่ว่าจะเป็นนมสด นมพร่องไขมัน หรือนมไม่มีไขมัน มีปริมาณไขมันแค่เพียง 3.9%, 1.7%, และ 0.3% เท่านั้น

การดื่มนมเป็นประจำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุยังน้อยๆ จนอายุมากขึ้น ยังป้องกันโรคกระดูกพรุนซึ่งกำลังเป็นโรคที่คุกคามประชากรทั่วโลก โดยโรคนี้มีผลกระทบต่อผู้หญิงหนึ่งในสามคน และผู้ชายหนึ่งในห้าคนทั่วโลกที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และคาดการณ์กันว่า ในปี 2599 จะมีผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนในแถบเอเชียเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 50 นมจึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะสารอาหารที่มีอยู่ในนมมีคุณค่าต่อการสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง

ผู้ สนใจร่วมกิจกรรมวันดื่มนมโลกกับเต็ดตรา แพ้ค พบกันที่ลานด้านหน้าสยามดิสคัฟเวอรี่ เซ็นเตอร์ ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป


ที่มาจาก หนังสือพิมพ์

ตั้งกระทู้ คนที่อาจใช่...


เราทุกคน ต่างก็รอคอยใครคนนั้นของตัวเองกันทั้งนั้น
แต่ถ้าเราจะรอเพียงโชคชะตาให้พาเขามาพบ เจออย่างเดียว
เราก็ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน..
หรือบางทีอาจเคยพามาแล้ว ?
แต่เรากลับมองผ่านเลยไป ..


ความสัมพันธ์ของคนคู่หนึ่งคง เริ่มต้นไม่ได้...
ถ้า ไม่มีการลองเปิดใจให้กันดู

ลองเปิดใจตัวเอง แล้วมองดูใกล้ๆ ตัว
ว่า มีใครที่เราเคยมองข้ามไปหรือเปล่า

ใครคนนั้น...ที่เราเคยคิดว่า ไม่ใช่คนที่เรากำลังตามหา
แต่ถ้าเราลองมองเขาให้ลึกกว่าเดิม
ลองที่จะเรียนรู้จักกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่

บางทีส่วนหนึ่งในตัวเขา
อาจเป็นคนๆ เดียวกับที่เราเคยแอบเก็บซ่อนอยู่ในหัวใจก็ได้


อย่าได้คิดว่า การเปิดใจรับใครสักคนเข้ามานั้น
เป็นแค่การให้โอกาสกับคนอื่น
แต่ความจริงแล้ว
เป็นการให้โอกาสกับตัวเองต่างหาก

ลองแลกใจให้กับใครสักคน
ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันในวันนี้
อาจพัฒนากลายเป็นความรักที่เรารอคอยก็ ได้...ใครจะรู้


และถึงแม้ว่า มันอาจจะไปไม่ถึงตรงนั้น
ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายหรือผิดหวังตรงไหน
เพราะคงไม่น่าจะมี อะไรแล้วที่แย่ไปกว่า
การ ปิดโอกาสตัวเอง...
ไม่ ให้ได้รู้จักรักใครอีกเลยมากกว่า


ความรักก็เหมือนอากาศ
ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่จริง
และมันก็คงมาอยู่ใกล้ๆ ให้เราได้สัมผัส
พร้อมกับ "คนที่ใช่" ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...

เลือกนาฬิกาอย่างไร ให้เหมาะรับข้อมือ

ผู้หญิงอย่างเราๆ นอกจากจะสวยด้วยการแต่งหน้าและดูแลผิวพรรณแล้ว เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณสาว ๆ ทั้งหลายเปล่งประกายความสวยได้อย่างใจปรารถนา แต่ก็ต้องเลือกแต่งให้เหมาะเข้ากับบุคลิกและรูปร่างของเราด้วยนะคะ

ฉะนั้นเมื่อพูดถึงเครื่องประดับ ผู้หญิงหลายคนชอบที่จะใส่ตุ้มหู สร้อยคอ แหวน ประดับบนร่างกายเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเสื้อผ้าที่สวมใส่ รวมถึงเครื่องประดับอย่างหนึ่งที่มักจะขาดไม่ได้ นั่นคือ นาฬิกา ซึ่งนาฬิกาสมัยนี้ ไม่ว่าจะมีราคาถูกหรือแพงก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีดีไซน์เก๋ ๆ ดูหรูและมีค่า การซื้อนาฬิกาข้อมือสักเรือนหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกซื้อ นาฬิกาข้อมืออย่างไรให้แลดูเหมาะและรับกับข้อมือของคุณมากที่สุด

ผู้หญิงข้อมือเล็ก นาฬิกาที่ไม่เหมาะและไม่ควรจะเลือก คือนาฬิกาที่เป็นสายเหล็กหรือสายหนัง เพราะทำให้คุณต้องตัดสายนาฬิกาหลังจากซื้อแล้ว ถ้าลองใส่แล้วหลวมขนาดต้องตัดสายจนหมดระยะบังคับแล้วก็ยังหลวมอยู่มาก ทำให้คุณต้องตัดสายเกินกว่าที่กำหนด สายจะบิดไปด้านใดด้านหนึ่งและไม่อยู่กึ่งกลางของข้อมือ ดังนั้นเวลาใส่จะทำให้ เคลื่อนไหวข้อมือไม่ถนัด และที่สำคัญคือทำให้นาฬิกาแลดูไม่สวย ดังนั้นนาฬิกาที่เหมาะสมสำหรับคนข้อมือเล็กมากที่สุดก็คือ นาฬิกาแบบกำไล

โดยปกติแล้วนาฬิกาแบบกำไล ที่ได้มาตรฐานจะมีแบบให้เลือก 3 ขนาดคือ เล็ก กลาง ใหญ่ คุณควรเลือกแบบ ที่พอดี คือไม่แน่นหรือหลวมจนเกินไป เมื่อใส่แล้วควรเลื่อนขึ้นเลื่อนลงได้สะดวก สำหรับตัวเรือนนั้น สาว ๆ ที่มีข้อมือเล็กควรเลือกนาฬิกาที่มีหน้าปัดแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือแบบวงรี เล็ก เพราะเวลาใส่จะทำให้มีที่เหลือบนข้อมือ ทำให้ข้อมือไม่ดูเล็กเกินไป และที่สำคัญไม่ควรเลือกหน้าปัดแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพราะขนาดตัวเรือนที่ทั้งยาวและใหญ่จะบังพื้นที่บนข้อมือหมด และทำให้ข้อมือดูเล็กกว่าปกติ ส่วนสีของหน้าปัดนั้นควรเลือกโทนสีขาวหรือสีครีม เพราะ จะช่วยให้ข้อมือดูสว่างขึ้น

ผู้หญิงข้อมือใหญ่ การเลือกนาฬิกาสามารถเลือกได้ทุก แบบ ถือเป็นข้อดีของสาวข้อมือใหญ่ทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าปัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะทำให้ข้อมือใหญ่ ๆ ของคุณดูสวยเรียวงามเป็นธรรมชาติ แต่ ถ้าสาวคนไหนเป็นสปอร์ตเกิร์ลละก็ ขอแนะนำให้เลือกใส่ขนาดเดียวกับของหนุ่มๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 มม. เพียงแต่ต้องเลือกแบบให้เหมาะสมกับบุคลิกและการแต่งตัวด้วยเท่านั้น

เคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลรักษานาฬิกาของคุณ หากคุณต้องการให้นาฬิกาเรือนโปรดของคุณ สามารถใส่ไปได้นาน ๆ โดยไม่ต้องซ่อมหรือซื้อใหม่บ่อย ๆ คุณควรหมั่นเช็กนาฬิกาเรือนโปรดว่า เข็มหรือตัวเลขบอกเวลายังเดินเป็นปกติหรือเปล่า ซึ่งถ้านาฬิกาหยุดเดินหรือเดินช้าไป อาจสันนิษฐานได้ว่าถ่านอาจจะหมด ควรเปลี่ยนถ่านนาฬิกาล่วงหน้าก่อนที่มันจะหมดลานนะคะ เพราะการทิ้งถ่านเก่าไว้นาน ๆ สารจากถ่านจะรั่วและกัดกร่อน ทำให้เฟืองนาฬิกาเสียได้

บางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากสาเหตุอื่น เช่น ฝุ่นละอองและน้ำ โดยเฉพาะน้ำ ถึงแม้ว่าจะเป็นนาฬิกากันน้ำก็เถอะ คุณไม่ควรใส่นาฬิกาเวลาอาบน้ำ ว่ายน้ำหรือดำน้ำ เพราะการโดนน้ำบ่อย ๆ ทำให้ความชื้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปเกาะอยู่ในตัวเรือนนาฬิกาได้ ทำให้เกิดคราบออกไซด์ เมื่อสะสมนาน ๆ อาจทำให้นาฬิกาคุณเสียไปเลยก็ได้

ขณะใส่นาฬิกาอยู่ควรระมัดระวังเรื่องกระแทกหรือทำให้นาฬิกาเรือนโปรดเกิด รอยร้าว โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะจะทำให้ฝุ่นหรือความชื้นเล็ดลอดเข้าไปตามรอยร้าวเล็ก ๆ พวกนั้นได้

10 ภาพลวงที่คุณไม่ควรเชื่อสายตาตัวเอง

“อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น" เป็นคำอธิบายดีที่สุดสำหรับ 10 "ภาพลวงตา" ที่ไซแอนทิฟิกอเมริกันคัดมานำเสนอจากภาพดีที่สุด 169 ภาพ












ความสว่างและสีสันมีผลอย่าง มากต่อการรับรู้ สำหรับภาพนี้สร้างขึ้นโดย เอ็ดวาร์ด เอช.อเดลสัน (Edward H. Adelson) จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ส (Massachusetts Institute of Technology) ซึ่งสี่เหลี่ยม A และ B เป็นสีเทาเฉดเดียวกัน แต่หากใครไม่เชื่อสามารถปริ้นท์นี้ออกมา แล้วตัดสี่เหลี่ยมทั้งสองมาเทียบเฉดสีกันได้ เหตุที่เราเห็นเฉดสีสี่เหลี่ยมทั้งสองต่างกัน เพราะสมองของเราไม่ได้รับรู้ความสว่างและสีที่แท้จริงของสี่เหลียมแต่ละอัน หากแต่เราประเมินความสว่างและสีของสี่เหลี่ยม A และ B จากการเปรียบเทียบกับสี่เหลี่ยมอื่นที่อยู่รอบๆ











ภาพหอเอียงเป็นหนึ่งในภาพลวง ตาอย่างง่ายๆ และเป็นหนึ่งในภาพที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องการรับรู้ความลึกได้มากที่สุด โดยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เฟรเดอริก คิงดอม (Frederick Kingdom) อาลี ยูนเนสซี (Ali Yoonessi) และ เอลีนา เจออร์กิว (Elena Gheorghiu) จากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ (McGill University) สังเกตว่าภาพหอเอนเมืองปิซาที่เหมือนกันทุกกระเบียดนั้น ดูคล้ายเอนในมุมที่แตกต่างกัน ที่เราเห็นเช่นนี้ เพราะหอเอนในสองภาพไม่เอนเข้าหากันและไม่เอนห่างออกจากกัน สมองจึงเกิดการรับรู้ที่ผิดพลาดว่า หอเอนทั้งสองไม่ขนานกันและกำลังแยกห่างจากกัน











เมื่อเราจ้องไปที่ภาพนี้ เส้นประสาทที่จอเรตินาจะปรับเข้ากับสิ่งกระตุ้นที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้และจะ หยุดตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น หากเราเบือนสายตาไปที่อื่นเรายังจะได้เห็นภาพหัวกะโหลกไปสักพัก ก่อนที่เส้นประสาทของจอเรตินาจะเปลี่ยนไปตอบสนองต่อสภาวะกระตุ้นใหม่ ทั้งนี้ลองจ้องที่ตัว x ตรงดวงตาขวาของหัวกะโหลกนาน 30 วินาที แล้วมองไปที่กระดาษเปล่าหรือผนังว่างๆ เราจะเห็นภาพหัวกะโหลกปรากฏขึ้น











บางครั้งเรามองเห็นสีที่ไม่ ได้ปรากฏอยู่ อย่างภาพนี้บริเวณที่กากบาทเล็กๆ สีสันต่างๆ ปรากฏเหมือนมีสีสันกระจายรอบๆ ที่ว่างซึ่งกากบาทตัดกัน เป็นปรากฏการณ์ที่รู้จักว่า "การกระจายสีนีออน" เพราะคล้ายกับเปล่งแสงของนีออน ซึ่งมีการรายงานการค้นพบนี้โดย ดาริโอ วาริน (Dario Varin) จากมหาวิทยาลัยมิลาน (University of Milan) อิตาลี เมื่อปี 1971 และมีการค้นพบอีกครั้งหลังจากนั้นไม่กี่ปีโดย แฮร์รี วาน ทุยจ์ล (Harrie van Tuijl) จากมหาวิทยาลัยนิจเมเกน (University of Nijmegen) เนเธอร์แลนด์ แต่สาเหตุโดยธรรมชาตินั้นยังเป็นที่ทราบ











สมองของเราถูกปรับให้รับรู้ ระลึกและจดจำใบหน้าไปอย่างประหลาด จากการศึกษาภาพที่บ่งบอกเพศของ ริชาร์ด รัสเซลล์ (Richard Russell) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเกตตีเบิร์ก (Gettysburg College) นั้น ภาพใบหน้าด้านซ้ายถูกรับรู้ว่าเป็นภาพของผู้หญิง ขณะที่ภาพด้านขวาถูกรับรู้ว่าเป็นภาพของผู้าย ทั้งๆ ที่สองภาพนี้เหมือนกัน ยกเว้นการปรับความต่างของแสงระหว่างตาและปาก และส่วนอื่นของภาพหน้าด้านขวาที่เข้มกว่าภาพหน้าด้านซ้าย ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าความต่างของแสงมีความสำคัญต่อการตีความเพศบนใบหน้า และอาจจะอธิบายได้ว่าเหตุใดเครื่องสำอางจึงทำให้ผู้หญิงดูเป็นหญิงมากขึ้น











ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม มนุษย์มีความสนใจจดจ่อต่อจุดที่คนอื่นกำลังมอง ปวัน สิงห์ (Pawan Sinha) นักวิจัยด้านการมองจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ส (Massachusetts Institute of Technology) แสดงให้เราเห็นด้วยภาพนี้ว่า สมองของเราประเมินทิศทางการจ้องมองจากการเปรียบส่วนที่มืดของดวงตา ซึ่งเป็นม่านตาและตาดำกับส่วนที่เป็นสีขาวของดวงตา ในภาพซ้ายซึ่งเป็นสีปกติเราเห็นชายในภาพมองไปด้านซ้ายของเขาเอง แต่อีกภาพที่ปรับสีตรงกันข้าม เราเห็นเขามองในทิศทางตรงกันข้าม แม้ว่าหน้าเขาจะหันไปทางซ้ายของเขาเองก็ตาม ถึงเราทราบว่าท่านม่านตาของภาพขวานั้นคือตาขาวจากการกลับสีของภาพ แต่เราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของเราได้











วิธีที่เรามองสิ่งต่างๆ นั้นขึ้นอยู่กับกรอบความคิดของเรา ในภาพ "ข้อความรักจากโลมา" นี้ หากให้ผู้ใหญ่มอง เขาจะเห็นคู่รักเปลือยกอดกันอย่างรักใคร่ แต่หากให้เด็กๆ มองแล้วพวกเขาจะเห็นแต่โลมาเท่านั้น











ศิลปะ "ออพอาร์ต" (op art) เป็นภาพเคลื่อนไหวของโครงสร้างที่หยุดนิ่ง ซึ่งทำให้เกิดการรับรู้ของการเคลื่อนไหว ในภาพนี้เป็นภาพ "อินิกมา" (Enigma) อันโด่งดังของ อิเซีย เลอเวียงท์ (Isia Léviant) ศิลปินฝรั่งเศส ซึ่งถูกนำมาตีความอีกครั้งโดย จอร์จ โอเตอโร-มิลลัน (Jorge Otero-Millan) นักประสาทวิทยาและวิศวกรจากสถาบันประสาทวิทยาแบร์โรว์ (Barrow Neurological Institute) ในฟีนิกซ์ สหรัฐฯ ซึ่งวงแหวนสีเขียวเหมือนกำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ราวกับรถยนต์เล็กๆ นับล้านกำลังขับเลี้ยวหักศอก การเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างรวดเร็วนี้ซึ่งเรียกว่า "ไมโครแซคเคดส" (microsaccades) นี้ตอบสนองกับภาพนี้











ภาพที่ไม้น่าจะเป็นไปได้อย่าง ภาพสามเหลี่ยม "เพนโรส" (Penrose) นี้ให้ภาพ 3 มิติที่ฝืนกฎของธรรมชาติ โดยแต่ละมุมของสามเหลี่ยมดูน่าจะเป็นจริง ดังนั้นสมองจึงยอมรับวัตถุนี้ทั้งหมด แม้จะไม่สามารถเป็นจริงได้

อยาง ไรก็ดี เบรน แมคเกย์ (Brian McKay) ศิลปินรายหนึ่งได้สร้างสามเหลี่ยมที่ไม่น่าจะมีอยู่จริงที่ว่านี้ขึ้นมา ณ เมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย ด้วยความร่วมมือกับอาหมัด อาบัส (Ahmad Abas) ซึ่งเป็นสถาปนิก แต่มีบางมุมเท่านั้นที่จะมองเห็นสถาปัตยกรรมนี้เป็นรูปสามเหลี่ยม











สมองของเรานั้นค่อยพัฒนาให้ ตรวจตราสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วซึ่งมีความสำคัญต่อการอยู่รอด ในภาพ "ฟูดสเคป" (foodscape) ที่สร้างขึ้นโดยคาร์ล วอร์เนอร์ (Carl Warner) นั้น มีเนื้อและขนมปังที่กระตุ้นวงจรในสมองของเราให้ระลึกถึงอาหาร ขณะเดียวกันก็นึกถึงภูมิทัศน์อื่นๆ เ่น ต้นไม้ถนน และสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น

ยัง มีภาพลวงตาที่น่าทึ่งรวม 169 ภาพที่ไซแนทิฟิกอเมริกันรวบรวมไว้ในวารสาร "มายด์" (MIND) ในฉบับพิเศษ "169 สุดยอดภาพลวงตา" (169 Best Illusions)


คุณคิดว่า "คุณค่า" คืออะไร





คุณ = มีประโยชน์

ค่า = ระดับการเปรียบเทียบ การให้ความสำคัญ

ชัดเจน ว่า ทั้งสองคำ ขึ้นอยู่กับบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม



ตัวอย่างประกอบ


- น้ำดื่มจำนวนน้อยนิด จะมีค่ามาก เมื่ออยู่ในที่กันดาร หาน้ำกินได้ลำบาก

- น้ำมัน หากว่าใกล้จะหมด หามาเพิ่มหรือทดแทนไม่ได้ ราคาย่อมสูงขึ้นๆ

... แต่ผู้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่พึ่งน้ำมัน ไม่พึ่งเทคโนโลยี แต่พึ่งตนเอง พึ่งธรรมชาติ ย่อมไม่มีผลกระทบกับการที่น้ำมันมีราคาแพง

- เพชร ทองคำ มีราคาสูงมากขึ้นๆ ... แต่ก็มีคนจำนวนมาก ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับ เพชร หรือ ทองคำเลยแม้แต่น้อย

มีตัวอย่างมากมาย รอบตัวเรา ทุกอย่างที่เราเกี่ยวข้อง
จะ เกี่ยวกับการให้ "คุณค่า" อยู่ตลอดเวลา

- การเดินแบบ แฟชั่นโชว์ มีคุณค่า เกี่ยวข้องกับใครบ้าง

- การแข่งขันฟุตบอลอาชีพ ฟุตบอลของสโมสรต่างๆ ของประเทศอังกฤษ หรือประเทศอื่นๆมีคุณค่าอะไร เกี่ยวข้องกับใครบ้าง

- การทำละครทีวี เรื่องซ้ำๆเดิมๆ วนๆกลับมา ครั้งแล้วครั้งเล่า มีคุณค่า เกี่ยวข้องกับใครบ้าง
ฯ ล ฯ

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้น คงอยู่ แปรเปลี่ยนไป
เสื่อมหรือหายตายจากไปได้
ตามแต่เหตุปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
เป็นไปตามหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

คุณค่าที่แท้จริง อยู่ที่ใจของเรา ... หาใจของเราเองให้พบ ก็จะพบความจริง

*** เราคิดอยู่ตรงไหน รู้สึกอยู่ตรงไหน
... จิตใจของเราก็อยู่ตรงนั้น โลกทั้งโลก
คุณค่าต่างๆ ก็รับรู้ ปรุงแต่ง เกิด ดับ เสื่อมสลาย อยู่ตรงนั้น ***

♣ ความรักพูดกันไม่มีวันจบสิ้น ♣



เพราะ รักในแบบของใคร ก็เป็นแบบของมันไม่มีแบบแผนตายตัว
อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคบใครสักคนเพียงเพราะ อยากจะมีใครสักคน
อย่าชิงสุกก่อนห่าม เพราะผู้ชายที่ไม่รู้จักอดทนอดกลั้นเพื่อถนอมหญิงที่รัก แสดงว่าเขาไม่ได้รักคุณหรอก เค้ารักตัวเองมากกว่า
อย่าเปลี่ยนตัวเอง เพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน วันนึงคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรัก ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
อย่าหลง ในรสชาติของความรัก เสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว
คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณโดยที่คุณไม่ต้อง เปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย
คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า
คน ที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ
คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง ขอเพียงเดินเคียงข้างหรือนำหน้า
คนที่ไม่บังคับให้คุณ ทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ
คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์ และให้เกียรติ คุณ
...นั่นแหล่ะ คือคนที่รักคุณจริง.....
จงถนอมคน เหล่านี้ไว้ อย่าปล่อยให้เขาไปจากคุณ..
เพราะคุณจะเสียใจหากเขาเปลี่ยน ไปหยิบยื่นความโชคดี
ที่ควรจะเป็นของคุณไปให้คนอื่น
คนที่รักคนที่ เปลือกนอกมีอยู่เยอะเหลือเกิน.
ชีวิตคนคนนึงจะมีคนที่รักคุณจริงผ่านมา สักกี่คน
ใครที่บอกว่ารักคุณ แล้วพยายามจะเปลี่ยนคุณ ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา
เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง
จง เชื่อในพรหมลิขิต
จงเชื่อในเหตุการณ์ที่นำพาความรักมาให้
จงเชื่อ ว่าในโลกนี้ไม่มีเส้นขนาน
อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่สามารถสบตาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจได้
อย่าบอกว่ารัก ถ้าคุณไม่รู้สึกวูบวาบเวลาอยู่ใกล้ๆ
อย่าบอกว่าไม่คิดถึง ถ้า หัวใจไม่อาจลืม
อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้า เพิ่งจากกันไม่ถึง1นาที
อย่า ทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต
อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน
อย่าคิด ว่าไม่มีพรุ่งนี้
อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน
ทุกชีวิตยังมีความหวัง อยู่เสมอ

จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป..วันนึงถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ ทางสายเก่าที่เคยทำให้

คุณมีความสุขระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว..จง อย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก
เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพเดิมเพื่อรอ ให้คุณเดินย้อนกลับมา..
ลองเดินต่อไปสิ..บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณ ค้นหามาตลอดชีวิต
ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้...

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

8 เคล็ดลับเปลี่ยนเช้าวันจันทร์...เป็นวันสดชื่น





โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เงินเดือนที่มีอาการอีเดียดวันจันทร์ พอจะถึงวันจันทร์ทีไร พาลจะครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหัวตัวร้อน เพราะนั่นหมายความว่าวันหยุดสุดสัปดาห์อันแสนหอมหวานกำลังจะหมดไป แล้ววันที่การทำงานดำเนินไปอย่างแสนสาหัสมากที่สุดในรอบสัปดาห์กำลังจะเริ่ม ขึ้นนั่นเอง

ขอต้อนรับคุณกลับสู่โลกแห่งความจริงด้วยเคล็ด ลับรีเฟรชพลังงาน 8 ประการให้กลับมาฟิตปั๋ง ดึ๋งดั๋ง พร้อมสู้กับภยันตรายที่แฝงมาในรูปแบบความเบื่อหน่ายนานา เริ่มจาก....


1.ร่ายลิสต์ งานจิปาถะ จุกจิกจุ๊กจิ๊ก ร้อยแปดพันอย่างที่จะต้องทำในสัปดาห์นี้ซะตั้งแต่เย็น วันอาทิตย์
เขียนลงสมุดออร์กาไนเซอร์หรือจดลงปาล์ม เรียงลำดับความยาก-ง่าย หรืองานเร่งด่วน-งานที่ไม่มีเดดไลน์ เพื่อความสะดวกสบายในการเริ่มต้นงานที่ได้รับมอบหมายในสัปดาห์นี้ อาทิ เขียนหมายการประชุมให้เรียบร้อย, จัดการอีเมลในเมล บ๊อกซ์ซะที่ต้องเขียนตอบกลับก็จัดการให้สิ้นซาก การจัดการกับสิ่งเบ็ดเตล็ดเล็กน้อยเหล่านี้ในอารมณ์สบาย ๆ ไม่ต้องรีบเร่ง จะช่วยให้คุณผ่อนคลาย ขึ้นและสามารถควบคุมทุกอย่างไม่ให้ยุ่งเหยิงได้ตลอดสัปดาห์


2.มีเหมือนกันประเภทที่เกลียด วันอาทิตย์พอ ๆ กับเกลียดเช้าวันจันทร์ หากคุณเป็นประเภทนี้ ยิ่งต้อง ทำลิสต์สิ่งที่ต้องทำไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วหา กิจกรรมเบา ๆ ทำในวันอาทิตย์ เพื่อไม่ให้รู้สึกเหนื่อยจนกระทั่งเกิดอาการ ‘ล้า’ ในวันรุ่งขึ้น ที่ต้องทำลิสต์ไว้ก่อนอื่นก็เพื่อเป็นการค่อย ๆ ปรับทัศนคติของคุณให้รู้สึกดี ขึ้นกับวัน อาทิตย์ ให้คุณรู้สึกปล่อยวางกับวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างแท้จริง เพราะ ถ้าคุณวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างไว้เสร็จสรรพแล้ว คุณจะได้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรมาบีบรัดความรู้สึกของคุณอีกต่อไป


3.ทำความสะอาดโต๊ะทำงาน ตั้งแต่บ่าย ๆ วันศุกร์ได้เลย ข้อนี้สำคัญไม่ใช่เล่น อย่าเผลอมองข้ามไป ส่วนมากช่วงเวลาสุดท้ายของการทำงานในสัปดาห์นั้น ๆ จะไม่ค่อยมีงานยุ่งมากแล้ว ใช้เวลาช่วงนี้ทำความสะอาดพื้นที่ทำงานของคุณดีกว่า แยกงานหรือเอกสารที่สำคัญ ๆ ให้เรียบร้อยสะอาดตา อะไรที่ควรจะทิ้งได้ก็ทิ้งซะจะได้ไม่รกหูรกตารกใจอีกต่อไป อัพเดทลิสต์งานใหม่ ๆ ที่จะต้องลงมือในวันจันทร์ การเคลียร์พื้นที่แบบนี้จะ ทำให้คุณปลอดโปร่งโล่งสบาย เมื่อกลับมาทำงานต่อในวันจันทร์หน้า คุณจะได้โฟกัสกับงานตรงหน้าอย่างเดียวไม่มีเรื่องหงุดหงิดกวนใจ


4. มาถึงกลยุทธ์ด้านสุขภาพกันบ้าง เริ่มต้นวันด้วยการออกกำลังกายแบบเบา ๆ วิ่งอยู่ กับที่สัก 100 ที ก่อนออกจากบ้านหรือวิ่งเหยาะ ๆ เบา ๆ สัก 30 นาทีในสวนสาธารณะระหว่างทางไปออฟฟิศ การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ชัวร์มากที่สุดที่จะทำวันจันทร์หม่น ๆ ของคุณให้สดใสได้ มีการวิจัยพบว่า การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลั่งสาร ‘เซโรโทนิน’ สู่สมองของคุณ ซึ่งสารเคมีตัวนี้ จะป้องกันไม่ให้คุณซึมเศร้ามัวหมองได้ จากนั้นเพิ่มระดับดีกรีการออกกำลังกายให้เพิ่มขึ้น จากแค่วิ่งเหยาะ ๆ ก็เพิ่มระดับเป็นวิ่งแบบจริงจังสัก 30 นาทีจนเหงื่อออก เพียงครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอสำหรับ การบริหารกล้ามเนื้อหัวใจ ให้หัวใจได้สูบฉีดเสียบ้าง ผลพลอยได้อีกอย่างที่คุณจะได้ก็คือ คุณจะมีผิวพรรณเปล่งปลั่งเป็นยองใย ก็ถ้าคุณมีผิวพรรณที่ผุดผาดขนาดนั้น แล้วยังเหนื่อยหน่ายอยู่ได้อีกก็ให้ มันรู้ไป


5. รับประทานอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพกันเถอะ หลายคนมองข้ามว่าอาหารเช้ามักไม่สำคัญทั้งที่นักโภชนาการก็ออกมาประกาศปาว ๆ แล้วว่า มื้อเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน การที่คุณเลี่ยงมื้อเช้า (จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่) จะทำให้คุณรู้สึกเฉื่อยชาและสติสตังไม่อยู่กับเนื้อ กับตัว ทางที่ดีควรเพิ่มคุณค่าในอาหารเช้าด้วยจะดีกว่า อาหารที่จะกระตุ้นให้คุณคึกคักมีพลังตลอดทั้งเช้าวันทำงาน ได้แก่ ไข่เจียวใส่ผักนี่แหละค่ะ ง่าย ๆ แต่ล้นเหลือด้วยคุณค่าทางโภชนาการ, ข้าวโอ๊ต, ลูกเกด แต่ถ้าไม่กลัวอ้วน ก็ลองทานชีส เพราะในชีสมีขุมพลังงานอยู่มาก พวกผลไม้ต่าง ๆ ก็ดีไม่น้อย


6.จบกลยุทธ์ด้านสุขภาพ ก็อย่าลืมใส่ใจกับข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ประดับอยู่บนตัวคุณ เสื้อผ้าหน้าผม อันนี้คุณผู้ชายอาจจะไม่คุ้น ถ้าต้องมาใส่ใจเป็นพิเศษกับเรื่องพวกนี้ แต่ก็อย่าละเลยค่ะ
คุณ ๆ ขา เชื่อหรือไม่ว่าการแต่งตัวมีผลต่อสภาพของอารมณ์คุณจริง ๆ สำหรับการเริ่มต้นในเช้า วันจันทร์ลองคิดแบบตั้งใจจริงจังว่าคุณจะใส่ชุด ไหนในวันจันทร์ดี สร้อยสีอะไร ตุ้มหูคู่ ไหนจะแมตช์กัน เนกไท รองเท้า เอา ให้เฟี้ยวฟ้าวหล่อ-สวยมั่นกัน เป็นแถว ๆ เวลาคุณก้าวเดินออกจากบ้านแล้วให้รู้สึกดีที่จะได้ไป พบเจอผู้คน แต่งตัวให้รู้สึกว่าคุณเป็นจุดสนใจ (ในทางชื่นชม) แก่ผู้พบเห็น จัดเตรียมตั้งแต่ตอน กลางคืน รีดให้เรียบตรวจดูความเรียบร้อย เพราะถ้าตื่นเช้ามาล่ก ๆ จัดเสื้อผ้าในเวลาเร่งรีบแบบนั้น จะทำคุณประสาทเสียเอาเปล่า ๆ


7.นัดเพื่อน ๆ ทานมื้อกลางวัน หรือทำอาหารกลางวันมาทานเอง
การได้นัดเจอเพื่อน หรือหวานใจในตอนกลางวันจะทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นขึ้นในตอนเช้า ถ้าเรื่องเงินเป็นปัจจัยใหญ่ในการนัดทานอาหารก็ลองตื่นเช้ากว่าเดิมอีกหน่อย แล้วทำอาหารจากบ้านไปเอง หาสวนสาธารณะใกล้ออฟฟิศนั่งกินกลางวันกัน หรืออาจจะหาที่เหมาะ ๆ ในออฟฟิศนั่นแหละ แต่อย่าเม้าท์เพลินจนเลยเวลาพักซะล่ะ มิเช่นนั้นล่ะได้เครียดของจริงแน่ ๆ แต่ถ้าไม่มีเวลาพัก จริง ๆ อาจจะเลื่อนเป็นช่วงคอฟฟี่เบรกตอนบ่าย 3 โมงก็ยังดี


8. ชาสารพัดความสุข ชาเขียวที่ชงสด ๆ ร้อน ๆ จะทำให้คุณสดชื่นระหว่างวันได้ดี
ไม่น่าเชื่อ การดื่มชาจากถ้วยอุ่น ๆ ตามแบบพิธีการดื่มชาในสมัยโบราณ มีคุณสมบัติช่วยทำให้ผ่อนคลาย ได้ในตัวของมันเอง โดยเฉพาะชาเขียว ซึ่งผลการวิจัยบอกว่าชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสารป้องกันมะเร็งและโรคอื่น ๆ ได้ ที่ หลาย ๆ คนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว อย่าให้มันเป็นแค่กระแสที่พัดมาวูบไป เพราะเจ้าชาเขียวมีประโยชน์อนันต์จริง ๆ ถ้าเบื่อแล้วลองเลือกหยิบชาสมุนไพร จะเป็นชามะนาวหรือชาเป๊ปเปอร์มิ้นท์ก็ได้ เลือกเอา ที่มีกาเฟอีนน้อยที่สุด เพราะตอนนี้คุณกำลังบำบัดอาการเบื่อโลกอยู่ ถ้ายิ่งรับกาเฟอีนเข้าไปเยอะ ก็จะยิ่งมีผลเสียในระยะยาวเข้าไปใหญ่


ลองปฏิบัติแบบจริงจังดู ไม่แน่ว่า...วันจันทร์อาจกลายเป็นวันที่คุณรอให้มาถึงเร็วที่สุดก็เป็นได้!

ชีวิตเราเปรียบเสมือนเกมโยนบอล 5ลูก




หากชีวิตเราเปรียบ เสมือนเกมโยนบอล 5ลูก สลับกันไปในอากาศคล้ายนักเล่นกล บอลทั้ง 5 เปรียบได้กับ งาน, ครอบครัว, สุขภาพ, เพื่อน และจิตใจ เราคงต้องบอกว่า

งาน นั้นคงต้องเป็นลูกบอลยาง ซึ่งแม้ว่าเราจะพลาดพลั้งทำตกกี่ครั้ง มันก็สามารถที่จะกระเด้งกระดอนกลับมาให้เรานำกลับมาเล่นต่อได้

แต่บอลอีก 4 ลูกที่เหลือ คือ ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตใจนั้นเป็นเช่นลูกแก้ว การพลาดพลั้งทำลูกใดลูกหนึ่งตกไปนั้น แม้เป็นเพียงแค่รอยถลอก รอยตำหนิเล็กๆ รอยหัก แหว่ง หรือแตกละเอียด
ก็ล้วนแต่เป็น สิ่งที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันกลับมาเป็นลูกแก้วที่แววใสดังเดิมได้

ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า..... ชีวิตเราคือ.....การต่อสู้ประคับประคองบอลทั้ง 5 ลูก ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงให้สมดุลมากที่สุด.....ทำอย่างไรน่ะหรือ ??

อย่าง แรก.....

** จงอย่าประเมินค่าของตัวเองให้ต่ำต้อย โดยการเปรียบเทียบกับคนอื่น พึงระลึกเสมอว่าเราทุกคนล้วนแตกต่างกัน และทุกคนก็มีความพิเศษเป็นของตนเองโดยเฉพาะ อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ค่า โดยการปล่อยเวลาให้ผ่านไป

** จงคิดว่าทุกๆ วันที่ผ่านพ้นไปคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา อย่าเพิ่งละความพยายามเมื่อเจอปัญหา

** จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นเมื่อคุณทิ้งความพยายามของคุณเอง อย่ากลัวที่จะยอมรับว่าเราไม่ใช่คนที่สมบูรณ์พร้อมในทุกอย่าง เพราะการหลงตัวเองจะเปรียบเสมือนผมเส้นบางๆ ที่บังตาไม่ให้คุณมองเห็นผู้คนรอบข้าง

** จงอย่ากลัวการเสี่ยง เพราะมันคือโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ถึงความกล้าหาญ อย่าทิ้งความรักไปจากชีวิต โดยการบอกว่ามันไม่มีทางที่จะหาพบ หนทางที่ง่ายที่สุดที่จะได้รับ

...ความรักคือการรู้จักให้ และการรักษาความรักที่ดีที่สุดคือ ...การให้อิสระกับมัน

จำไว้ว่า ยิ่งคุณพยายามไขว่คว้ามันไว้กับตัวคุณมากเท่าไร มันก็ยิ่งจะจากไปจากคุณได้เร็วเท่านั้น ...อย่าพิจารณาชีวิตของคุณเร็วเกินไป จนคุณลืมที่จะนึกว่าคุณมาจากที่ไหนและ... คุณกำลังจะไปที่ใด พึงตระหนักว่าความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราต้องการคือ... ความประทับใจ

** จงอย่ากลัวการรับรู้ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ความรู้นั้นไร้น้ำหนัก...แต่เป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่มันจะติดตัวคุณไป และจะไม่มีใครที่สามารถขโมยมันไปจากคุณได้ ** จงใช้เวลาและคารมอย่างระมัดระวัง เพราะทุกสิ่งที่ผ่านไปจะไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้ เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันจะไหลย้อนกลับ

** จงรู้ว่า ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน แต่ชีวิตคือ.. การเดินทางคือ...การสัมผัสรับรู้ในแต่ละก้าวที่เดินไป

** และสุดท้าย จงจำไว้ว่า ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง

♣ รักทางไกล ทำอย่างไรให้ไปรอด ♣



ที่เคยได้ยินว่าความ รักต้องการความใกล้ชิด แนบสนิทกันตลอดเวลานั้นไม่จริงเสมอไป ที่รักกันเป็นคู่ปาท่องโก๋ มีกันและกันอยู่ในลมหายใจตลอดเวลา ก็ใช่ว่าจะรักกันเช่นนั้นได้ยืนยาว เพราะฉะนั้น เมื่อถึงคราวที่ความรักต้องอยู่ห่างจากอก ด้วยเหตุผลของชีวิตต่าง ๆ นานา จะแค่ข้ามโรงเรียน ข้ามบริษัท ข้ามจังหวัด หรือข้ามประเทศ ในเมื่อขึ้นชื่อว่ารักแล้ว แค่ระยะทางหาใช่อุปสรรคไม่ เพียงแค่เกิดสะดุดและขัดข้องทางเทคนิคเท่านั้น แต่ถ้ามีวิธีการรับมือกับความรักที่อยู่ห่างไกล เรื่องหัวใจก็ไม่ใช่ปัญหา แค่คุณปรับหัวใจให้ชินกับระยะทางด้วยการ...

วางแผนชีวิต

จะช่วยลดอาการฟุ้งซ่านและความคิดถึงได้เป็นอย่างดี แถมยังได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่ามานั่งปล่อยลมหายใจแห่งความคิดถึงให้ ฟุ้งไปวัน ๆ ระหว่างที่ยุ่งวุ่นวายกับการจัดการชีวิตของตัวเอง ก็ ขีดปฏิทินนับวันเวลาที่จะได้เจอคนรักไปด้วย นอกจาก นั้นก็อาจจะหาอะไรทำเพื่อจะทำให้คิดถึงคนรัก หรือเพราะได้เขาหรือเธอคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจ เป็นการคิดถึงอย่างมีเป้าหมาย การรอคอยก็จะไม่เปล่าเปลี่ยวอีกต่อไป

ตั้งกฎระหว่างกัน

ในการที่จะคุยกับคนใหม่ หรือเปิดรับใครเข้ามา ไม่ใช่ข้อห้าม เพราะบางทีการห่างไกลกัน แล้วยังมัวเห็นแก่ตัวเอง ไม่ให้ใครผ่านเข้ามาในชีวิตของ อีกฝ่ายเลย นอกจากอึดอัดแล้ว ก็อาจดีแตกได้ง่ายมาก เพราะความห่างไกลหาใช่ความสัมพันธ์นั้นจะเปราะบางลง หากแต่คือบทพิสูจน์ข้อหนึ่ง ดังนั้นการตั้งกฎขึ้นมา จึงถือเป็นการทดสอบการเคารพและ การซื่อสัตย์ต่อทั้งตัวเองและต่อคนรัก และเป็นการเปิดโอกาสให้กันอย่างแฟร์ ๆ ทั้งสองฝ่าย ลองตั้งกฎที่เปิดโอกาสให้ขนาดนี้แล้วยังผิดกฎ กติกา มารยาทแล้ว ก็คงต้องปล่อยให้ระยะทาง (และความไม่มั่นคงทางจิตใจ) ชนะความรักครั้งนี้ไปเถอะ

ขัดใจเมื่อไหร่ให้รีบเคลียร์

ก็ขนาดใกล้กันแล้วทะเลาะขัดใจกันยังอันตรายอยู่ นับประสาอะไรกับการอยู่ห่างไกลกันขนาดนี้ เห็นทีต้องรีบเคลียร์ให้ไวที่สุด อย่าปล่อยให้ค้างเนิ่นนาน เพราะยิ่งไกลหูไกลตากันอยู่แล้ว จะมีอะไร ผ่านเข้ามาที่จิตใจต่างก็ว้าวุ่นกันอยู่ก็ไม่รู้

แบ่งปันเรื่องราวในชีวิตประจำวัน

ห่างแต่ตัว...หัวใจใกล้ รับรู้เรื่องราวของกันและกันผ่านช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่มากมายประดามี เสมือนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แถมเวลาหงุดหงิด เพราะต้องการเวลาส่วนตัวก็ยังมีอีกต่างหาก แม้คุณจะต้องเดินอยู่คนเดียว แต่ก็รับรู้ไว้อยู่กับตัวและหัวใจไว้ได้เลยว่า คุณไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะคนรักคุณอยู่ในใจและใกล้ชิดกันตลอดเวลา ไม่แพ้ใคร บอกเล่าเรื่องราว สิ่งที่พบเจอในแต่ละวันด้วยกัน ไม่ว่าจะฟ้าร้อง ลมแรง แดดเปรี้ยง ฝนตก หรือว่าหนาว จับใจ จะหิว หรือจะอิ่ม อ้วนขึ้น ผอมลง บอกเล่ากับเขาหรือเธอ ให้ต่างคนต่างได้จินตนาการถึงกันและกัน

อย่าถือสาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

จริงอยู่ที่ทุกครั้งที่เกิดเรื่องบาดหมางหัวใจเมื่อไหร่ เป็นต้องรีบเคลียร์ในทันใด แต่ก็ใช่ว่าจะยึดถือทุกเรื่องทุกสิ่งเป็นประเด็นสำคัญไปเสียหมด ไม่เช่นนั้นรักจะยิ่งขม ด้วยสาเหตุจากทั้งระยะทางบวกกับทัศนคติ ปล่อยวาง ทำใจ และยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น มองอะไรให้เป็นเรื่องขำ ๆ เพราะจริง ๆ ก็เรื่องขำทั้งนั้น เมื่อมองย้อนกลับมา หากแต่อารมณ์ ณ ขณะนั้นมันนำพาให้คุณเดือดดาลไปก่อนแล้ว โกรธข้องหมองใจอยู่คนเดียว เสียสุขภาพจิตเปล่า ๆ คนไกลเขาไม่รู้หรอก

กระชับสัมพันธภาพกับคนรอบข้างของคนรัก

ถึงตัวเขาหรือเธอจะไม่อยู่ใกล้ ๆ แต่ความสัมพันธ์และสายใยต่าง ๆ ที่เขามีกับครอบครัว หรือเพื่อน ๆ ก็ยังคงต้องสานต่อโดยคนรักที่เป็นตัวแทนเขาได้ ทำให้หายคิดถึงแถมมิตรภาพและสายสัมพันธ์ยังอบอวลด้วย และในวันที่เขาหรือเธอกลับมา คนรู้ใจของชีวิตทุก ๆ คน ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมสลายและห่างหายไปไหนเลย

มองโลกในแง่ดี แง่จริง ไม่กลิ้งกลอกหลอกตัวเอง

เชื่อมั่นในตัวเองและในความรัก แม้จะได้ยินมาหลายปากว่า “รักแท้แพ้ระยะทาง” เสมอ โอ้ฟังอย่างนี้เห็นทีใจฝ่อตั้งแต่ยังไม่ถ่อเดินทาง ให้คิดว่าล้านคน ล้านคู่ก็ล้านรายละเอียด ใช่ว่าทุกความรักที่มีระยะทางมากั้นขวาง ไว้จะจบลงแบบแซดเศร้าเสมอไป คุณต้องดึงพลังความเชื่อมั่นออกมาบริหารจัดการความรักระยะทางไกลแบบฉบับของ คุณเอง พอใจในวิถีชีวิตของคุณ โดยที่อย่าไปเอาบรรทัดฐานที่คุณตั้งขึ้นเองมาวัดตัดสินความรักของคุณ

ให้ความคิดถึงได้ทำงาน และเป็นแรงผลักดันให้ความมั่นคงและเชื่อใจของกันและกันได้ไหลลื่น เพิ่มรสชาติของความรักให้กลมกล่อม มีคิดถึง มีตื่นเต้น มีห่วงหา เพราะบางทีบางครั้งความรักที่ไกลห่าง ก็อาจเพิ่มประสิทธิภาพของความรักได้ลงตัวกว่าความใกล้ชิด ใช้ “ที่ ว่าง” ระหว่างกันให้เป็นประโยชน์

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++