วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

10 วิธีง่ายๆ ใช้ระงับความโกรธ

โกรธ, ระงับความโกรธ, ร้องไห้,  หัวเราะ, ดื่ม, ร้องเพลง

1. หลีกเลี่ยง "การหลีกเลี่ยง" กับ "การหลีกหนี" แตกต่างกันนะครับ การหลีกเลี่ยงไม่ได้หมายความว่าคุณขลาดกลัว หรือไม่เป็นลูกผู้ชาย ตรงกันข้ามวิธีนี้กลับเป็นสิ่งที่แสดงวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ของคุณต่าง หาก คุณอาจจะออกมาเดินเล่น ผ่อนคลาย ประนีประนอม หรือไม่ก็พับงาน - กิจกรรมนั้นไว้ว่ากันวันหลังที่อารมณ์ดีขึ้นแล้ว ต้องจำให้ขึ้นใจนะครับว่าไม่ใช่การหลีกหนีโดยไม่รับผิดชอบ หรือก่อความเสียหายไว้ให้คนอื่นต้องตามแก้

2. ระบาย นะครับ ไม่ใช่ "ระเบิด" และต้องรู้จักเลือกคนที่เราจะระบายด้วยนะ ควรเป็นคนที่เข้าใจ และไว้ใจได้ เพราะขืนไประบายกับคนที่ไม่เข้าใจ และพวกปากประชาสัมพันธ์แทนที่จะระบายจะทำให้คุณสบายใจ สบายหัว การระบายโดยไม่เลือกนิสัย และสันดานของบุคคลที่สาม อาจกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดตูมใหญ่ให้คุณดีๆ นี่เอง

3. กิน มีใครจะปฏิเสธบ้างว่าการกินคือ วิธีสร้างสุขอย่างดีวิธีหนึ่งของมนุษย์ โดยเฉพาะการกินอาหารอร่อยถูกปาก คุณเอ๋ย...สุขอย่าบอกใคร ทุกครั้งที่ลิ้นได้รับรสอันโอชะของอาหารจานโปรด เชื่อสิว่าความโกรธจะดับวูบลงราวกับโยนไม้ขีดไฟลงแม่น้ำเลยละ โดยเฉพาะอาหารจำพวกขนมหวาน เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่า สามารถดับพิษแห่งความโกรธได้ชะงัด อ้อ...อย่าโกรธบ่อยจนอ้วนก็แล้วกัน

4. ดื่ม โดยเฉพาะดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ รสซาบซ่า ฉ่ำใจ อาจจะเป็น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบสักแก้ว จะซดเฮือกๆ ให้หายโกรธ หรือค่อยๆ จิบละเลียดช้าๆ ก็ไม่ว่ากัน ตราบใดที่ความเย็นยังบรรเทาความร้อนได้ น้ำเย็นก็สามารถบรรเทาความโกรธได้ตราบนั้น ที่สำคัญถ้าคุณระงับความโกรธด้วยแอลกอฮอล์เย็น อย่าเมาแล้วขับ หรือหลับข้างถนนก็แล้วกัน

5. หัวเราะ มีหลายอย่างที่จะทำให้คุณหัวเราะได้ การพูดคุยกับคนที่มีอารมณ์ขัน การอ่านหนังสือ ดูตลกในทีวี หรือแม้แต่การส่องกระจกดูหน้าตาตัวเองที่กำลังโกรธเกรี้ยวเป็นไอ้บ้าอยู่ก็ ตาม เอาเป็นว่าทุกเรื่อง ทุกคนที่กระตุ้นต่อมฮาของคุณได้ก็โอเค ทุกครั้งที่โกรธ จงหัวเราะดังๆ ให้เท่ากับความโกรธที่มันจุกอกอยู่ รับรองว่าต่อมฮาฆ่าความโกรธกระจาย (แต่อย่าเผลอหัวเราะตอนเจ้านายกำลังด่าคุณก็แล้วกัน)

6. ร้องไห้ การร้องไห้เป็นกลไกของร่างกายตามธรรมชาติ ที่ช่วยระบายความเครียด ความคับข้องในจิตใจให้หมดสิ้นไป รวมทั้งการระบายความโกรธ ดังนั้น ผู้ชายร้องไห้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะแหกปากร้องไห้ หรือสะอื้นฮักๆ ต่อหน้าธารกำนัล ถ้าโกรธตอนอยู่คนเดียวแล้วไม่รู้จะทำยังไงหรืออยากจะร้องไห้ ลองปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องบังคับดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าร้องไห้ช่วยไล่ความโกรธได้จริงๆ

7. ร้องเพลง เพลงอะไร กับใคร ที่ไหน ร้องไปเถอะ จะร้องเบาๆ หรือแหกปากร้องก็เอาเลย สังคมไทยไม่เคยรังเกียจคนร้องเพลง (ยกเว้นร้องเพลงรักในงานศพ) นักจิตวิทยาบอกว่า การร้องเพลงจะช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดผ่อนคลาย และหายโกรธได้ ถ้าโกรธจนนึกไม่ออกว่าจะร้องเพลงอะไร ขอแนะนำว่าให้ร้องเพลงไทยยอดนิยมตลอดกาล "เพลงชาติ" หรือ "เพลงช้าง" ที่ร้องได้ตั้งแต่ชั้น ป. 1 รับรองว่าทั้งคนร้อง คนฟังฮาครืน ครื้นเครง

8. พักผ่อน หากิจกรรมที่คุณทำแล้วเพลิดเพลิน ออกกำลังกายช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง อะไรก็ได้ที่ทำแล้วคุณรู้สึกว่าได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ความโกรธ และไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อนทำไปเถอะ มีข้อแม้อยู่นิดเดียวว่าการพักผ่อนนั้น อย่าทำให้คุณเสียงาน และเสียเงินจนเกินไปก็แล้วกัน

9. นอนหลับ เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่คุณโกรธ หรือเครียดมากๆ เป็นเวลานานๆ คุณจะรู้สึกหนักหัว และง่วงนอนมากๆ นั่นแหละคือ สัญญาณที่ร่างกายต้องการบอกคุณว่า ถ้าได้หลับเต็มอิ่มสักงีบ อารมณ์โกรธของคุณจะได้รับการปลดปล่อยโดยกลไกธรรมชาติ หากจะพูดถึงกระบวนการระบายความโกรธในขณะนอนหลับคงจะยืดยาวน่าเบื่อ เอาเป็นว่าถ้าไม่เชื่อลองนอนหลับดูก็แล้วกัน

10. ให้อภัย ฟังดูแล้วอาจจะพระเอ๊กพระเอก แต่ทุกครั้งที่เราให้อภัยคนที่ทำให้โกรธ เชื่อสิว่าถึงไม่ได้อะไร แต่เราก็ภาคภูมิใจ สบายใจอยู่ลึกๆ การให้อภัยคือ การปล่อยวาง และให้โอกาสทั้งตัวเองและผู้อื่น ให้โอกาสผู้อื่นได้แก้ตัว ปรับปรุงตัว ให้โอกาสตัวเองได้เป็นผู้ให้ ได้ฝึกนิสัย และจิตใจตัวเองให้เย็นลง และรู้จักปล่อยวาง รู้สึกดีทั้งผู้ให้ และผู้ได้รับการอภัย

6 วิธีง่ายๆ เพิ่ม IQ

IQ,ไอคิว,อีคิว,สมอง,ฉลาด,โง่,  ความรู้

1. ช็อกโกแลตช่วยได้ ดื่มช็อกโกแลตร้อนๆ แล้วคุณอาจรู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ลองเปลี่ยนจากกาแฟแก้วเดิมมาเป็นช็อกโกแลตหอมกรุ่น จะช่วยให้สมองมีพลังวังชาขบคิดปัญหาเครียสๆ แบบผู้ใหญ่ได้ดีทีเดียว นักวิจัยมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมพบว่า สารฟลาโวนอยด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในช็อกโกแลตที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียน เลือดไปเลี้ยงสมองใด้นานถึง 3 ชั่วโมง นพ.เอียน แมคโดนัลด์ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่าข้อดีของช็อกโกแลตคือ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองในช่วงที่การรับรู้ของคนเราจะแย่ลง เช่น ในขณะที่เหนื่อยล้าหรือนอนน้อย ยิ่งถ้าเป็นดาร์คช็อกโกแลตก็จะยิ่งมีฟลาโวนอยด์เข้มข้นขึ้น ลองซดช็อกโกแลตอุ่นๆ สักแก้วก่อนเข้าประชุม 10 โมงเช้ารับรองว่าสมองคุณจะแล่นปรู๊ดปร๊าดเลยเชียวล่ะ

2. ดนตรีกล่อมสมอง "ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาลเป็นคนชอบกลนัก" ก็ขนาดคนใช้สมองเยอะๆ อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาปริญญาเอกยังนิยมฟังเพลงกันเลย ปัญญาชนเหล่านี้บอกว่าฟังเพลงคลาสสิกของบีโทเฟนแล้วทำให้สมองผ่อนคลายได้ ทว่าผลการศึกษาครั้งใหม่กลับพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิกอย่างโมสาร์ตหรือเฮฟวีเมทัลกระแทกหูอย่างวงสอเตอร์ เฮดก็เพิ่มพลังให้สมองได้ทั้งนั้น สถาบัน วอทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์กหรือ NYAS (New York Academy of Sciences) พบว่า การฟังดนตรีสุดโปรดไม่ว่าจะเป็นแนวไหนก็ตาม ล้วนส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้ ขณะที่วารสาร Nature รายงานว่า ถ้าให้ผู้เข้าทดสอบฟังเพลง 10 นาทีก่อนทำแบบทดสอบ พวกเขาจะทำคะแนนได้ดีขึ้น เห็นได้ชัดว่าดนครีมีส่วนอย่างมากต่อการเพิ่มระดับไอคิว ทีนี้คุณก็มีข้ออ้างในการควักกระเป๋าลงทุนกับเครื่องเสียงแจ่มๆ ที่ไพเราะเสนาะหูแล้วสิ

3. นั่งให้ปลอดโปร่ง คุณเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม ยิ่งนั่งจมปลักอยู่บนเก้าอี้ทำงานนานๆ สมองยิ่งตีบตันคิดอะไรไม่ค่อยออกเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้สมองโปร่งโล่งสบาย คือการนั่งเก้าอี้แสนสบาย ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า เก้าอี้นั่งที่ไม่ค่อยสบายอาจทำให้ความคิดของคุณโดนปิดกั้นไปด้วย ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยลันด์ในสวีเดนระบุว่า คนส่วนใหญ่ต้องเจอปัญหาเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอซึ่งเป็นผลจากการนั่งผิด ท่า การบีบอัดกระดูกสันหลังด้วยการนั่งหลังค่อมขณะใช้แป่นคีย์บอร์ดจะทำให้เส้น เลือดที่ไปเลี้ยงสมองหดตัว ผลคือสมองคุณจะขาดออกซิเจน ดังนั้นการเลือกเก้าอี้ทำงานดีๆ สักตัวที่ช่วยให้คุณนั่งยืดหลังตรงได้ขณะทำงาน จึงสำคัญพอๆ กับงานบนหน้าจอของคุณเลยก็ว่าได้

4. พลังจากเนื้อ ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ถ้ำหรือมนุษย์ทำงานจอมแกร่งกองทับต้องเดินด้วย ท้องอยู่วันยังค่ำ คุณย่อมไม่มีเรี่ยวแรงพอนัใส่เกียร์ห้าหนีเสือป่าที่จ้องจะขย้ำคอหรือเคาะ ตัวเลขในรายงานการขายให้สวยหรูได้แน่ถ้าท้องคุณร้องโครกครากดังเซ็งแซ่แบบ นี้ การหม่ำเบอร์เกอร์ดีๆ เติมกระเพาะและพลังงานให้สมองย่อมช่วยได้ ซีโมน พาร์กินสัน นักโภชนาการ แนะนำว่า "เนื้อลูกแกะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ซึ่งดีต่อการฟื้นฟูสมองที่อ่อนล้าให้กลับมากระปรี้กระเปร่า และถ้าได้แซมไข่แดงลงไปในเบอร์เกอร์ คุณจะได้โคลีนไปเสริมสร้างการรับรู้ของสมอง ส่วนผักต่างๆ จะช่วยป้องกัยการเกิดภาวะเครียสจากการที่ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระมากเกินไป"

5. กินหนึ่งได้ถึงสอง บางคนที่ไปยิมนอกจากจะเวิร์กเอาต์ให้ได้รูปร่างสมส่วน ยังอาจกินอาหารเสริมควบคู่กันไปเพื่อบำรุงกล้ามเนื้อ สำหรับใครที่เลือกอาหารเสริมเป็นครีเอทีนขอบอกว่าคุณตาแหลมมาก เพราะผลการศึดษาครั้งใหม่พบว่า ครีเอทีนไม่ใช่แค่ดีกับกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อสมองของคุณ เพราะทั้งช่วยเสริมสร้างสมาธิและความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและตัวเลข ต่างๆ พญ.แคโรไลน์ เร จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ บอกว่า "อาหารเสริมชนิดนี้เพิ่มพลังให้สมองสามารถรับมือกับงานด้านการคำนวณ ตลอดจนกระบวนการคิดต่างๆ ให้ดีขึ้น" อาหารเสริมในรูปแคปซูลจะมีปริมาณครีเอทีนต่อหน่วยน้ำหนักมากกว่าแหล่งอื่นๆ ดังนั้นพกแคปซูลครีเอทีนติดตัวไปกินตอนเวิร์กเอาต์ช่วงเที่ยงก็เข้าท่าดี เพราะนอกจากจะทำให้สมองปราดเปรื่องแล้วยังทำให้กล้ามคมโตสมใจอีกต่างหาก

6. หลับฟื้นความจำ นี่คงเป็นข่าวดีสำหรับคนชอบนอน เพราะการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอทำให้คุณฉลาดขึ้น ผลการศึกษาร่วมระหว่างคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบว่า การนอนหลับพักผ่อนช่วยกระตุ้นให้คุณดึงความทรงจะในเรื่องที่พึ่งเรียนรู้ไป ไม่นานกลับคืนมาได้ แม้ว่าความทรงจำนั้นจะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ๆ ไปแล้วหลายชั่วโมงก็ตาม นพ.เจฟฟรีย์ เอลเลนโบเกน หัวหน้สทีมวิจัย บอกว่า "นี่แสดงให้เห็นว่า การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงช่วยปกป้องความจำแต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเก็บรวบ รวมความทรงจำเข้าด้วยกันอีกด้วยครับ" พูดง่ายๆ คือ ความทรงจำในสมองไม่แตกแถวนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า หมอนก็มีผลต่อการนอนเช่นกัน เพราะหมอนที่รองรับสรีระร่างกายในขณะที่หลับได้ดี จะช่วยลดปัญหาการหายใจซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหลับที่ต่อเนื่องยาวนาน ใครที่อยากนอนหลับสนิทและตื่นขึ้นมารับวันใหม่ด้วยความสดชื่นสมองแจ่มใส เห็นทีต้องลองใช้หมอนเมโมรีโฟม (Memory Foam) ซึ่งทำจากวัสดุเมโมรีโฟมที่ผ่านกระบวนย่อยเป็นปุยๆ ชิ้นเล็กๆ เสมือนเส้นใยไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติอ่อนนุ่มและแน่น

เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกแล้วกับ Nokia E72 White Edition



เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกไซเบอร์ กันแล้วสำหรับ Nokia E72 White Edition ซึ่งภาพดังกล่าวมาพร้อมข้อมูลจากเว็บไซต์ NokiaE72WhiteEdition โดยมีแหล่งข้อมูลยืนยันว่ารูปภาพที่ปรากฎในเว็บดังกล่าวเหมือนกับภาพที่ปราก ฎในงาน Nokia Music India Launch Event ที่ประเทศอินเดียอีกด้วยโดยจากข้อมูล datasheet ดังกล่าวรายงานว่าจะมีการเริ่มวางจำหน่าย Nokia E72 WhiteEdition ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ในราคา 327 USD (ประมาณ 10,500 บาท) ซึ่งราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าภาษีและค่าขนส่งของแต่ละ ประเทศ

นอกจากคุณสมบัติอันครบครันที่จะได้รับจาก Nokia E72 เหมือนอย่างเช่นเดิมแล้ว ในชุดจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์เสริมต่างๆที่มาในเซ็ทของสีขาวหรือ White Edition ซึ่งจะประกอบด้วย ซองหนังสีขาว , Nokia Bluetooth Headset BH-216 สีขาว , หูฟัง Nokia StereoHeadset WH-205 สีขาว และสายคล้องโทรศัพท์สีขาว งานนี้ต้องขอบอกว่าถูกใจใครที่ชื่นชอบสีขาวอย่างแน่นอน

เขามีความรักแบบไหน ดูได้จากอายุ

คุณ เคยรู้ ไหมว่า คู่รักของคุณจะมีความรักแบบไหนเมื่อเขาอายุมากขึ้น เรามีข้อมูลจากแพทย์ซึ่งเขาได้แจกแจงวัยแต่ละวัยไว้ดังนี้

วัยรุ่น
เป็น ช่วงที่ฮอร์โมนคลุ้มคลั่งก็ว่าได้ ทั้งฝ่ายชายและหญิงต่างก็ต้องการที่จะรับรู้รส การสัมผัส การกระตุ้นและแรงปราถนาลึกๆ วัยรุ่นบางคนอาจจะรู้สึกชื่นชอบเซ็กซ์มากจนเกินขนาดนั้น แพทย์ได้ให้ความว่าอาจจะเป็นเพราะพวกเขามีฮอร์โมนที่สูงกว่าอัตราปกติ ด้วยเหตุที่เป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ทำให้ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนแปลง วุ่นวาย แต่บางครั้ง "ความรักที่แท้จริง" ก็กอบกู้สถานการณ์ได้เช่นกัน

วัย 20 - 29 ปี
ผู้ชายและผู้หญิงในวัยนี้ ส่วนมากจะยังไม่ค่อยเข้ากันได้ในเรื่องอารมณ์ ทำให้คู่รักบางคู่ที่อายุในช่วงนี้อาจจะเปลี่ยนคู่บ่อยกว่าวัยอื่นๆ

วัย 30 -39 ปี
ด้วยวัยนี้ ผู้หญิงวัยสามสิบยังแจ๋วนั้น ฮอร์โมนต่างๆ จะปรับตัว ซึ่งจะส่งผลให้สามารถถึงจุดสุดยอดได้เร็วขึ้น ทำให้เธอตื่นตัวเรื่องเซ็กซ์ได้มากกว่าเดม ผู้หญิงบางคนอาจจะเป็นฝ่ายรุกและมุ่งความสนใจกับตัวเองมากขึ้น แต่ฝ่ายชายกลับตรงข้ามกัน ผู้ชายในวัยนี้เริ่มที่จะต้องการมีชีวิตแบบคู่สามีภรรยาเดียว

วัย 40 -49 ปี
เป็นครั้ง แรกที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ปรับสมดุลได้มากขึ้น เพราะผู้ชายจะเริ่มให้คุณค่ากับการพูดคุย แสดงออกถึงความรักและการสัมผัส ส่วผู้หญิงก็จะรู้สึกมั่นใจ รู้สึกมั่นคงและพึ่งตัวเองได้มากขึ้น

วัย 50 - 59 ปี
ในวัยนี้ แพทย์บอกว่า "เป็นช่วงเวลาที่ชายและผู้หญิงจะเข้ากันได้ดีมากกว่าที่เคยเป็นมา" ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ผู้ชายจะเติบโตเต็มที่ทางอารมณ์ ทำให้เขาเป็นคู่รักที่ยิ่งใหญ่ เขาจะเพลินกับบท "โหมโรง" การโอบกอด เช่นเดียวกับฝ่ายหญิงที่อาจจะเป็นฝ่ายที่เป็นคนนำบทรัก และแสวงหาความแปลกใหม่มากขึ้น เพราะความมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ข้อเสียเพียงข้อเดียวของฝ่ายหญิงในวัยนี้ก็คือ เนื่องจากหมดประจำเดือนทำให้เธออาจจะรู้สึก หดหู่ รู้สึกร้อนตามผิวและขาดสารหล่อลื่นในช่องคลอด ทำให้เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้น แต่ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการปรึกษากับแพทย์

วัย 60 - 69 ปี
ความรักของคนวัยนี้จะสืบต่อมา จากช่วงที่แล้ว และเพราะฮอร์โมนต่างๆ เริ่มที่ลดลงมาก ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับความรักมากกว่าเซ็กซ์ เน้นความสุขจากการใกล้ชิดและโอบกอด รวมไปถึงการพูดคุยและแบ่งปันซึ่งกันและกันมากขึ้น แต่ก็มีอีกหลายๆ คนที่ยังพอใจกับเซ็กซ์ที่ร้อนแรงอยู่

ไปเที่ยวกับ MAPLE











อันนี้อยากไปสัมผัสมาก


















คนบางคนเกิดมาเพื่อให้เรารัก แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา

สักวัน...

สักวัน...















แนวคิดของชีวิต

แนวคิดของชีวิต









ออมสินเวลา...




จุดอ่อนอย่างหนึ่งของมนุษย์ผู้เจริญแล้ว

(วัด ด้วยการมีกติกา ระบบ ระเบียบในสังคม) ก็คือการยึดติดกับกฎกติกานั้นแบบ "คาบไม่ปล่อย"

เคยไหมที่คุณไปใช้บริการของหลายองค์กรที่มีกำหนดเปิดทำงาน เวลา 09.00 น. คุณไปก่อนเวลาและรอที่เคาน์เตอร์หน้าประตู แม้ว่าเจ้าหน้าที่มาทำงานแล้ว
แต่ไม่ยอมทำงาน จนเข็มวินาทีแตะเลข 09.00 น. เจ้าหน้าที่จึงเริ่มขยับเขยื้อนกาย

มนุษย์เงินเดือนไม่ น้อยชอบทำตัวเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ หากไม่ถึงกำหนดเวลาทำงาน ลานที่ฝังตัวจะยังไม่ทำงาน

สัจธรรม หนึ่งของการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ก็คือ กฎเกณฑ์กติกาใดๆ ก็ตามที่มนุษย์เป็นผู้สร้างนั้นลบทิ้งได้เสมอ แต่ไม่ค่อยมีใครยอมเข้าใจสัจธรรมนี้ (หรือเพราะมันเป็นสัจธรรม ไม่ใช่กฎ?)

แปลก! กลัวขาดทุน แต่ไม่กลัวเสียเวลา

คน เรามีเวลาในโลกนี้เฉลี่ยราว 60 ปี หมดไปกับการเล่นก่อนวัยเรียนราว 5 ปี การเรียนราว 20 ปี เหลือเวลาอีกเพียง 35 ปี หักเวลาเกษียณหรือนอนรอความตายอีก 10 ปี หักเวลาพักผ่อน นอนหลับ สร้างครอบครัว ขับรถ ฯลฯอีกครึ่งหนึ่ง ก็เหลือเวลาทำงานจริงๆ แค่สิบสองปีครึ่ง หรือราว 4,500 วัน หรือประมาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นชั่วโมงเท่านั้น

ไม่ยาวเมื่อเทียบกับเวลาของโลก หรืออายุของสัตว์บางชนิด ต้นไม้บางพันธุ์

แต่ยาวพอสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ

นี่ คือเวลาที่จะสร้างความแตกต่างกันระหว่างมนุษย์แต่ละคน

เพียง รู้จักประหยัดเวลา เก็บเกี่ยวมันเพิ่มจากช่วงยามที่ผ่านไปอย่างไร้ค่า ก็อาจเพิ่มจำนวนชั่วโมงแก่ชีวิตได้อีก เพียงวันละสิบนาทีก็ได้เวลา "สร้างความแตกต่าง" ในชีวิตเพิ่มมาอีกถึงสองพันกว่าชั่วโมง และมากกว่านี้อีกหลายเท่าหากรู้จักเก็บเวลาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใส่กระปุก ออมสินแห่งชีวิต

เลิกเสียเวลาไปกับ เรื่องขยะ เช่นนินทา บ่น ด่า โทรศัพท์คุยเล่น ท่องเน็ตขยะ แค่ลดละเลิกเวลาพวกนี้ลงบ้างก็ได้เวลามาเยอะแยะ

ความ หมายของ "ตรง เวลา" ไม่ใช่ซื่อสัตย์กับนาฬิกา แต่ซื่อสัตย์กับเวลาที่เรามี

เงินทองมีน้อย ก็ไม่เสียมันไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เช่นเดียวกัน เวลามีน้อย ก็อย่าโยนมันทิ้งไปเปล่าๆ

ทำอะไรสักอย่าง แต่อย่าอยู่เฉยๆ

*******************************************

...ทำไมคนเราถึงต่างกัน?...



๑) อายุยืน-อายุสั้น คนที่เกิดมาแล้วอายุยืนก็เพราะไม่ได้ฆ่าสัตว์ในชาติก่อนและชาตินี้...... ส่วนคนที่เกิดมาอายุสั้นก็เพราะเคยฆ่าสัตว์ในชาติก่อนและชาตินี้...คำว่าฆ่า สัตว์หมายถึง......ทั้งคนและสัตว์เดรัจฉานที่เรียกรวมๆว่าสัตว์โลก ผู้ที่ต้องการจะมีอายุยืนนอกจากจะต้อง......ไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิดแล้ว ยังต้องช่วยให้สัตว์อื่นๆ มีอายุยืนด้วย นั่นคือการให้อาหารเป็นทาน......การปล่อยสัตว์ ช่วยสัตว์ที่ตกอยู่ในอันตรายต่างๆ...

...๒) โรคมาก-โรคน้อย เป็นคนที่เคยเบียดเบียนสัตว์ ในชาติก่อนและชาตินี้...
...คนที่มีโรค น้อยก็เพราะไม่ได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งในชาติก่อนและชาตินี้...

...วิธี แก้ให้มีโรคน้อย ควรถวายยารักษาโรค ช่วยคนเจ็บป่วยให้ได้รับความสุข...
...พบ เห็นคนหรือสัตว์ที่เจ็บป่วยก็ควรจะช่วยรักษาพยาบาลตามกำลัง...
...ควรงด เว้นการกักขังสัตว์ต่างๆทุกชนิด...ถ้าจะเลี้ยงสัตว์ก็ต้องให้ได้รับ...
...ความ สุขสบายมากที่สุด และจะต้องไม่ใส่กรง...

...๓) ผิวพรรณสวย-ไม่สวย คนที่ผิวพรรณสวย ก็เพราะไม่เป็นคนขี้โกรธง่าย ไม่อาฆาต พยาบาทคน......คนที่ผิวพรรณไม่สวย ก็เพราะเป็นคนที่มักโกรธ ใครทำอะไร หรือพูดอะไรขัดใจนิดหน่อยก็โกรธ...

...ความ โกรธ เกิดจากการหงุดหงิด รำคาญ แล้วก็ฟักตัวมาเป็นความโกรธ แค้นเคือง อาฆาต......และพยาบาท จนถึงการจองเวรกันข้ามภพข้ามชาติ อารมณ์หงุดหงิดที่ทำให้สีหน้าไม่ผ่องใส.....จิตใจไม่เบิกบาน จนถึงหน้านิ่วค้วขมวด เป็นเหตุให้หน้าย่น แก่เกินวัย ไม่สวย ไม่มีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น...

...แม้แต่ผู้ที่สวยอยู่แล้ว(เพราะบุญ เก่า) แต่ถ้าเป็นคนที่โกรธอยู่ประจำ ก็จะทำให้หน้าไม่สวย......ไร้เสน่ห์ ความโกรธ มีทั้งโทษต่อร่างกายและจิตใจ เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ เช่น......โรคความดัน โรคกระเพาะ โรคประสาท โรคเครียด เป็นต้น...

...วิธี แก้โรคโกรธที่ได้ผลทันตาก็คือ ต้องใช้การเจริญเมตตา แผ่ความรัก...
...และ ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น...นึกถึงแต่สิ่งดีๆของเขา ก็จะเห็นความน่ารัก...
...น่า สงสารของเขา ก็จะทำให้จิตใจของเราสบาย กินได้นอนหลับ...

...๔) มีอำนาจมาก-อำนาจน้อย คนที่ไม่ริษยาผู้อื่น ไม่มุ่งร้ายผู้อื่น...
...ไม่ริษยาในลาภในสักการะ ตลอดจนการไหว้ การบูชาคนอื่น จะเป็นคนมีอำนาจ...
...ในทางตรงกันข้ามก็ จะมีอำนาจน้อย คนที่อิจฉา ริษยา ในลาภหรือความดีของคนอื่น...
...อาการ ของความริษยาก็คือ เห็นใครเขาดีกว่าตนแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ คับใจ...
...อด ที่จะแสดงกิริยาหรือพูดเสียดสีนินทาเขาไม่ได้...

...วิธีแก้หรือ ทำลายตัวริษยามีทางเดียวคือสร้างมุทิตา คือพลอยยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี...

๕) ร่ำรวย-ยากจน คนที่เกิดมาแล้วมีฐานะดี ไม่อดอยากยากจน ในชาติก่อนได้ทำทานไว้มากเช่น......ข้าว น้ำ ผ้า ยา ตลอดจนที่พักอาศัย และแสงสว่าง ส่วนคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน.....หรือร่ำรวยแล้วยากจนภายหลัง ก็แสดงให้เห็นว่า ตระหนี่ ขี้เหนียว.....ไม่มีจิตเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แก่คนหรือสัตว์ เห็นแก่ตัวจัด...

...วิธีแก้ก็คือ ให้ทำทาน มีน้อยก็ทำน้อย จะทำอย่างไรก็ได้...
...แต่ทำแล้วต้องไม่เดือดร้อนตัว เองและครอบครัว...

...๖) เกิดในตระกูลสูง-ตระกูลต่ำ คนที่มีโอกาสเกิดในตระกูลสูง เป็นคนไม่เย่อหยิ่ง...
...อ่อนน้อมถ่อมตน ไหว้คนที่ควรไหว้ บูชาคนที่ควรบูชา ส่วนคนที่เกิดในตระกูลต่ำ...
...มักเป็นคนกระด้าง ถือตัว จองหอง ไม่รู้จักอะไรควรไม่ควร ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ...

...วิธี แก้ ให้แก้ด้วยการสร้างค่าสำนึกว่า คนที่เกิดมาในโลกเดียวกันนี้ ย่อมมีศักดิ์ศรีเท่ากันหมด......เรื่องความมี ความจน ความฉลาด โง่ สวย ขี้เหร่ เป็นเพียงค่าสมมุติเท่านั้น ที่เหมือนกันคือ......ทุกคนต้องแก่ แล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครเอาสิ่งต่างๆ ใส่โลงไปได้ นอกจาก บุญ และ บาป เท่านั้น...

...๗) ฉลาด-โง่ คนที่เกิดมาฉลาด มีปัญญาดี เขาจะต้องสั่งสมปัญญาไว้ในชาติก่อน...
...ศึกษาเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ อะไรดี อะไรชั่ว เป็นผู้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม......ส่วนคนโง่เขลาเบาปัญญา ก็คือคนที่ไม่ใฝ่รู้การศึกษา ดังคำที่ว่า...

...ไม่เรียนก็ไม่รู้...ไม่ดูก็ไม่เห็น...ไม่ทำก็ไม่เป็น... ไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดผล...

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ถอดรหัสคนพิเศษของคุณ

เพียงเลือกภาพที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ 1 2 3 หรือ 4 ก็จะ ถอดรหัสได้ว่าสเปคคนพิเศษที่คุณปลี้ม


เด็กดีดอทคอม :: ถอดรหัสคนพิเศษของคุณ; tags:  ความรัก,คนรัก,รัก,วัยรุ่น,ทายใจ,ดูดวง,ดวง

1 ถ้าคุณเลือกภาพนี้ แสดงว่าคนที่จะทำให้คุณประทับใจได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีอายุมากกว่าคุณ คนที่มีความอบอุ่นดูเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือ จึงจะพิชิตใจคุณได้ ในสายตาเพศตรงข้าม คุณเป็นคนที่เฉลียวฉลาด คนที่รู้จักเอาอกเอาใจ รู้จักทำโรแมนติกเท่านั้นที่คุณจะแพ้ใจเขา แต่คุณก็ชอบปิ๊งคนแบบรักแรกพบ มากกว่าจะรักคนที่คบหากันนาน จนเกิดความผูกพันรักใคร่ภายหลัง คุณเป็นคนที่มีสเป็กมากมายหลายสไตล์ แต่คนที่ดูแลคุณอย่างดีที่สุดเท่านั้น ที่คุณจะรักเขาตลอดไป และยินดีที่จะปรับตัวเข้าหาเขาอย่างใจกว้างอีกด้วย



2 เป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีอารมณ์เพ้อฝัน หวั่นไหวได้ง่ายนัก คุณมักจะปิ๊งคนที่ดูดีทั้งบุคลิกและนิสัยใจคอ คุณไม่ใช่คนที่ชอบปิ๊งใคร แบบแรกพบสบตาก็รักเลย แต่คุณจะค่อย ๆ เลือก ค่อย ๆ ดูว่าคนที่คุณปิ๊งคนนั้นนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ถ้าไม่ถูกใจคุณก็จะเลิกมองเลิกสนใจ เพศตรงข้ามมักมองว่าคุณเป็นคนดี มีความเป็นแมนเต็มตัว หรือมีความเป็นผู้หญิงเต็มเปี่ยม คนที่จะเอาชนะใจคุณได้ ถ้าเป็นหนุ่มก็ต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษ ถ้าเป็นหญิงก็ต้องมีเสน่ห์ของผู้หญิง มิใช่มาดมั่นห้าวหาญจนน่าขยาด

เด็กดีดอทคอม ::  ถอดรหัสคนพิเศษของคุณ; tags: ความรัก,คนรัก,รัก,วัยรุ่น,ทายใจ,ดูดวง,ดวงถอดรหัสคนพิเศษของคุณ




3 คุณมักจะปิ๊งคนที่ดูน่ารัก อ่อนโยน เป็นคนดีมีน้ำใจ มีอารมณ์ขัน และมีสติปัญญาความสามารถ คนที่ค่อนข้างโดดเด่นกว่าใคร ๆ มักจะเป็นคนที่คุณสนใจ และยิ่งถ้าเป็นคนช่างเอาใจ พูดจาไพเราะก็ยิ่งถูกสเป็กนัก แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ชอบคนดูสวยดูหล่อ แต่ถ้าจิตใจไม่ดีนิสัยงี่เง่า คุณก็เดินหนีได้เสมอ คุณแคร์คนที่ใจและความรู้สึก เพศตรงข้ามมักมองว่าคุณเป็นคนตรง ไม่เจ้าเล่ห์เจ้าเหลี่ยม คุณชอบคนที่พูดคุยกันรู้เรื่อง รสนิยมใกล้เคียงกัน แม้จะเป็นรักแรกพบแต่คุณก็คบกับแฟนได้ยั่งยืน นานกว่าคนที่เลือกภาพอื่น ๆ ในเกมชุดนี้



4 ถ้า คุณเลือกภาพนี้แสดงว่า สเป็กของคุณนั้น ต้องเป็นคนเร้าใจมากเป็นพิเศษ คุณมักเป็นคนที่มีความเก๋หรือความเท่ โฉบเฉี่ยวสะดุดตา คุณพร้อมที่จะเดินเข้าไปขอเบอร์โทร และก็ออกเดทกับใครคนนั้นอย่างภาคภูมิใจ โดยไม่คิดถึงเรื่องนิสัยใจคอ หรือความรู้สึกอันแท้จริงของความรัก เพศตรงข้ามมักมองว่าคุณเป็นคนเสน่ห์แรง เพราะคุณมีมนุษยสัมพันธ์ดี รู้จักพูดจา มีคารมคมคาย คุณเป็นคนใจร้อนใจเร็ว ซึ่งคนแบบเดียวกับคุณนั่นแหละ ที่จะทำให้คุณหลงไหล และคิดว่ามันน่าท้าทายนัก แต่คนรักของคุณก็พร้อม ที่จะปะทะอารมณ์กับคุณได้เสมอ ไม่มีใครยอมใคร!

ข้อคิดดีๆ...ของคำว่า " รัก "

มะม่วง...ผลไม้คู่แม่ท้อง

หากพูดถึงผลไม้ยอดนิยมของว่าที่คุณแม่แล้ว ‘มะม่วง' คงจะเป็นผลไม้อันดับต้นๆ ที่นึกถึง เพราะเป็นผลไม้ที่มีหลากรสทั้งเปรี้ยวหรือหวาน นอกจากจะอร่อยแล้วยังมากด้วยคุณค่าด้วยค่ะ


กินมะม่วง..ตอนตั้งครรภ์

ในมะม่วงอุดมด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะกินแบบดิบหรือสุกก็ได้คุณค่าไม่แพ้กัน
* ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันของคุณแม่ให้แข็งแรง ไม่เปราะหรือหักง่าย และยังช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้กับทารก
* วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันโรคหวัด เลือดออกตามไรฟัน
* วิตามินบี 1 ป้องกันอาการเหน็บชา และตะคริว
* วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด
* เบตาแคโรทีน บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส และช่วยบำรุงดวงตาให้สดใส
* เส้นใย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ป้องกันอาการท้องผูกหรือริดสีดวงทวารระหว่างตั้งครรภ์

มะม่วงดิบ...มะม่วงสุก
ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงดิบหรือมะม่วงสุกก็มีปริมาณน้ำตาลเท่าๆ กัน แต่จะอยู่ในรูปของแป้งและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อตอนสุกแล้ว ดังนั้น มะม่วงดิบจะมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า ส่วนมะม่วงสุกมีน้ำตาล ผลไม้และเบตาแคโรทีนมากกว่า

แม้ว่ารสเปรี้ยวของมะม่วงดิบจะช่วยแก้อาการแพ้ท้องและ คลื่นไส้อาเจียนได้ แต่หากกินในปริมาณมากเกินไปร่วมกับเครื่องเคียงต่างๆ เช่น กะปิ น้ำปลาหวาน อาจทำให้คุณแม่ปวดท้องหรือท้องเสียได้ จึงควรระมัดระวัง

สำหรับมะม่วงสุกนั้น นอกจากจะมีรสหวานจากน้ำตาลผลไม้ที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว ยังสามารถใช้บำรุงผิวหน้าได้ โดยการนำไปปั่นแล้วนำมาพอกหน้า สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ซึ่งในมะม่วงสุกมีวิตามินซีมากกว่ามะนาวถึง 3 เท่า จะช่วยให้ผิวหน้าเรียบ นุ่ม ชุ่มชื่นและสดใสด้วย


แพ้ท้องต้องกินเปรี้ยว?

ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในช่วงสร้างรกทำให้ร่างกายของคุณแม่เปลี่ยน อาจมีอาการแพ้ท้อง ซึ่งในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงคือความอยากอาหาร เช่น อยากกินรสเปรี้ยว ของหวาน อาหารหมักดอง หรือของแปลกๆ แต่รสเปรี้ยวมักจะเป็นรสชาติพื้นๆ ที่คุณแม่มักจะเอ่ยถึงในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งถ้าไม่กินรสเปรี้ยวจัดจนไปกระตุ้นการกัดของกระเพาะอาหารก็สามารถกินได้ และไม่เป็นอันตรายใดๆ กับการตั้งครรภ์

4 ของกินเล่นที่ให้ประโยชน์และโทษจริงจัง

ความสงสัยไม่ให้ประโยชน์เท่าการค้นหาความจริง และถ้าคุณเคยสงสัยเสมอว่า ของกินเล่นที่ชอบรับประทาน บ่อยๆ แท้จริงนั้นมอบคุณประโยชน์ หรือให้โทษกับร่างกาย นี่คือ 4 ความจริงของ 4 อาหารยอดนิยมที่ควรอัพเดท


ดื่มโซดา ระวัง !ซ่าไม่ออก
โซดา และเครื่องดื่มอัดแก๊สไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลยสักนิด เนื่องเพราะส่วนประกอบหลักที่เกิดจากน้ำเชื่อมข้าวโพดนั้นมีระดับน้ำตาลฟรุ คโตสสูง และสารให้ความหวานที่นิยมใช้ในอาหารลดน้ำหนัก ล้วนส่งผลโดยตรงให้ตับอ่อนทำงานหนัก ทำให้ระดับอินซูลินในกระแสเลือดสูง ส่งผลให้ร่างกายมีน้ำหนักเพิ่ม งานวิจัยเมื่อปี 2009 ของสถาบัน American Chemical Society ยังพบอีกว่าการบริโภคสารเคมีปรุงแต่ง และฟรุคโตสที่มีระดับสูงในน้ำเชื่อมข้าวโพด (Carbonyls)เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังรวมถึงสารคาเฟอิน และกรดโฟสโฟริคในน้ำอัดลม ยิ่งดื่มมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้กระดูกในร่างกายเปราะบางเร็วขึ้นเท่านั้น การเลิกรับเครื่องดื่มปรุงแต่ง และอัดแก๊สทุกชนิด นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพ

รักสุขภาพต้องดื่มกาแฟ
การติดกาแฟเล็กๆ น้อยๆ อย่างบางคนที่ต้องดื่ม Americano สัก 2 ชอต เพื่อความกระปรี้กระเปร่าในช่วงเช้า ไม่ใช่ความผิดที่คุณต้องละอายอีกต่อไป เพราะผลวิจัยในวันนี้มีแต่จะช่วยสนับสนุนและยกระดับให้มันกลายเป็นหนึ่งใน เครื่องดื่มสุขภาพมากขึ้นทุกที หนึงในการศึกษาแสดงว่า กาแฟช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ นิ่วในถุงน้ำดี โรคพาร์คินสัน นิ่วในไต และตับแข็ง แต่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟดำโดยเฉพาะในผู้หญิง เพราะจะทำให้กระดูกบางลง ทางที่ดีควรผสมนมลงไปด้วย

ช็อคโกแลตกับสมดุลของกระแสเลือด และอารมณ์
Dark Chocolate ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาล และนมน้อย คือหนึ่งในของกินเล่นที่ดีที่สุด เพราะประกอบด้วยโกโก้สูงถึง 70% ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามอบคุณประโยชน์มากมายให้ร่างกาย ในฐานะแหล่งรวมสารสุขภาพมากมาย เช่น โพลีฟีนอลส์ และฟลาโวนอยด์ แอนไทออกซิแดนส์ ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุของมะเร็งและความไม่ปกติในร่างกาย ซึ่งพบในชาเขียว ผลการศึกษาเสริมว่าแม้กระทั่งการรับประทาน Dark Chocolate ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถลดความเสี่ยงของเส้นเลือดอุดตันที่ทำให้เกิดอาการหัวใจวาย หรือเส้นเลือดตีบในสมอง และอาจลดความดันเลือดได้ ยิ่งเมื่อรวมกับคุณประโยชน์ที่รู้จักกันดีในฐานะของกินเล่นที่กระตุ้น พลังงาน และยกระดับอารมณ์ให้สงบ ผ่อนคลาย จึงยิ่งกลายเป็นหนึ่งในอาหารวิเศษที่ไม่ควรพลาด มีข้อจำกัดอยู่นิดเดียวว่าควรรับประทานไม่เกินวันละ 2 ออนซ์ต่อวัน เพราะอุดมด้วยแคลอรี่สูง และไขมันอิ่มตัวซึ่งไม่ค่อยเป็นมิตรกับร่างกาย


ข้าวโอ๊ต...ยิ่งกินยิ่งโหย
หลายคนมักเข้าใจ ว่าข้าวโอ๊ตคืออาหารสุขภาพสำหรับมื้อเช้าที่ดี แต่คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะผลการวิจัยแบบควบคุมกลุ่มทดลองของโรงพยาบาลเด็ก Boston Children's Hospital ที่แบ่งเด็กออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มเด็กที่รับประทานข้าวโอ๊ตในมื้อเช้า และกลุ่มเด็กที่รับประทานไข่เจียว ผัก และผลไม้ พบว่ากลุ่มเด็กที่รับประทานข้าโอ๊ตจะรู้สึกโหย และมีความต้องการอาหารมากขึ้นกว่ากลุ่มที่สองถึง 80% เนื่องจากข้าวโอ๊ตส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและทำให้เด็กอยู่ในภาวะอารมณ์ ตึงเครียด และมีความต้องการอาหารมากกว่าปกติ ทางที่ดีกว่า จึงดีควรให้เด็กบริโภคอาหารเช้าที่ประกอบด้วยโปรตีนซึ่งจำเป็นในการเริ่มต้น ของวัน

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++