วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข้อควรปฏิบัติ ในการรับประทาน อาหารเจ

อาหาร อาหารเจ

1.) พืชผักและผลไม้ เป็นของคู่กันเสมอ นอกจากผักสดๆ ที่นำมาปรุงเป็นอาหารแล้ว คนกินเจจำเป็นต้องรับประทานผลไม้สดๆ หลังอาหารทุกมื้ออย่างสม่ำเสมอ การเลือกซื้อผักผลไม้เพื่อนำมาปรุง และการบริโภคในแต่ละวันควรจัดให้ได้ครบตามสีของธาตุทั้ง 5 ดังนี้

1. สีแดง (แดงส้ม, แสด, ชมพู) สัญลักษณ์ ธาตุไฟ

2. สีดำ (น้ำเงิน, ม่วง) สัญลักษณ์ ธาตุน้ำ

3. สีเหลือง (เหลืองแก่, เหลืองอ่อน) สัญลักษณ์ ธาตุดิน

4. สีเขียว (เขียวเข้ม, เขียวอ่อน) สัญลักษณ์ ธาตุไม้

5. สีขาว (ขาวนวล, ขาวสะอาด) สัญลักษณ์ ธาตุโลหะ

ผักผลไม้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงหรือเป็นประเภทยาก เช่น พวกผักผลไม้เมืองหนาว ควรยึดหลักราคาถูก ประหยัด แต่มีคุณประโยชน์สูง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รู้จักฉลาดกิน ฉลาดใช้ ประหยัดยอด ประโยชน์เยี่ยม

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยผักผลไม้หลายหลาก ตลอดปีเราสามารถหามาบริโภคได้ไม่ขาดแคลน จึงควรเลือกซื้อมาปรุงและบริโภคให้ครบทั้ง 5 สี โดยสลับเปลี่ยนหมุนเวียนนำมาบริโภคในแต่ละวันโดยไม่ซ้ำกัน และไม่ควรเลือกทานเฉพาะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ตนชอบ โดยไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์หลายๆ ท่านเลือกรับประทานผักผลไม้เฉพาะอย่างเพื่อความอร่อยเท่านั้น เป็นการรับประทานอาหารเจที่ยังไม่ถูกหลัก

2.) เมล็ดธัญพืช นอกจากผักผลไม้ที่ต้องรับประทานให้ครบทุกสีเป็นประจำแล้ว เมล็ดธัญพืชได้แก่ ถั่ว ถั่วแปลกแข็งทุกประเภท พืชที่เป็นหัวในดิน เช่น เผือก มัน กลอย มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก โดยเฉพาะเมล็ดถั่วมีสารอาหารครบทุกหมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต คือแป้งและน้ำตาล โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่หลายชนิด คนที่กินเจควรรับประทานถั่วทั้ง 5 สีเป็นประจำ ได้แก่ ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่งเหลือง ถั่วเขียว ถั่วขาว

ถั่วทั้ง 5 สีนี้ ราคาไม่แพงมีอยู่แพร่หลาย บางทีก็ทำเป็นของหวานต่างๆ เช่น ถั่วดำบวช ถั่วแดงต้มน้ำตาล ถั่วเหลืองน้ำกะทิ (เต้าส่วน) ถั่วเขียวต้มน้ำตาลกรวด ถั่วลิสงอบ หรือเคลือบน้ำตาล ลูกเดือยบวช ถั่วขาวกวน ฯลฯ สำหรับถั่วขาวไม่ค่อยจะมีการปลูกแพร่หลายในประเทศไทย แต่ก็สามารถรับประทานถั่วลิสงซึ่งให้ประโยชน์ทดแทนกันได้

ทุก คนควรรับประทานถั่วดังกล่าวหมุนเวียนไปให้คบทุกสีจะทำให้ร่างกาย ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และช่วยเสริมให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น

เนื้อเมล็ดในของพืชผัก อันได้แก่ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม มันฮ่อ นับเป็นของขบเคี้ยวที่คนกินเจรู้จักดี เนื้อในของเมล็ดพืชดังกล่าว เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมายหลายชนิด ซึ่งทรงคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่ง

อาหารเจ

ถั่วทั้ง 5 สีที่ให้คุณประโยชน์ต่ออวัยวะหลักภายใน

1. ถั่วแดง (RED BEANS) ให้คุณต่อหัวใจ

2. ถั่วดำ (BLACK BEANS) ให้คุณต่อไต

3. ถั่วเหลือง (SOY BEANS) ให้คุณต่อม้าม

4. ถั่วเขียว (GREEN BEANS) ให้คุณต่อตับ

5. ถั่วขาว (WHITE BEANS) ให้คุณต่อปอด

ธาตุทั้ง 5 สี ถั่วแต่ละสี บำรุงอวัยวะ ธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไม้ ธาตุโลหะ แดง ดำ เหลือง เขียว ขาว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วขาว หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด

3.) การได้รับประทานสาหร่ายทะเลทั้งสดและแห้งพร้อม ทั้งใช้เกลือทะเลมาปรุงลงในอาหาร ทั้ง 2 อย่างนี้มีไอโอดีน ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคคอพอกได้เป็นอย่างดี

4.) งาขาวและงาดำ ในอาหารและขนมคนกินเจควรใช้งาปรุงผสมด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงาขาวหรืองาดำ เพราะในเมล็ดงามีกรดไขมันไลโนเลอิค (LINOLEIC ACID) ซึ่งจำเป็นต่อร่างกายมากแต่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้

สำหรับผู้ทำอาหารเจรับประทานเอง ให้นำงาขาวมาล้างเอาผงฝุ่นออกจนสะอาดดี ตักใส่ตะแกรงทิ้งไว้ให้หมาดแล้วใช้ไฟอ่อนๆ คั่วในกระทะจนสุกเหลืองพอเย็นจึงนำมาโขลกหรือ ปั่นให้แตกด้วยเครื่อง จะทำให้ได้ประโยชน์จากน้ำมันที่อยู่ในเมล็ดดียิ่งขึ้น งานที่บดแล้วจะมีกลิ่นหอมสามารถนำใช้ปรุงอาหาร และขนมได้ทุกประเภท ทำให้มีรสดี หอมน่ารับประทาน โดยปกติผู้ที่กินเจควรรับประทานงานในปริมาณวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก็นับว่าเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย

5.) ผู้ที่กินเจ ไม่ควรรับประทานรสจัดเกินไป เช่น เผ็ดจัด เค็มจัด ขมจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด รสชาติที่จัดมากๆ จะส่งผลไปถึงอวัยวะหลักดังนี้

รสขม ส่งผลต่อ หัวใจ
รสเค็ม ส่งผลต่อ ไต
รสหวาน ส่งผลต่อ ม้าม
รสเปรี้ยว ส่งผลต่อ ตับ
รส เผ็ด ส่งผลต่อ ปอด


6.) หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง เครื่องกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ควรหันมารับประทานอาหารสดที่ปรุงใหม่ๆ จะให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า

7.) เครื่องดื่ม คนกินเจควรดื่มน้ำผลไม้สดๆ ตามธรรมชาติ เช่น น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำสับปะรด น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำใบบัวบก น้ำมะตูม ฯลฯ น้ำผลไม้ดังกล่าวจะทำให้ร่างกายและผิวพรรณสดชื่นเปล่งปลั่ง เราควรงดน้ำหวานที่ปรุงแต่งรสและเจือสีสังเคราะห์ เพื่อหลีกเลี่ยงพิษภัยจากสิ่งปลอมปน

นอกจากการดื่มน้ำผลไม้สดๆ แล้ว ทุกคนต้องดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8 แก้ว เป็นประจำ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นหลักความรู้ในการปรุงและบริโภคอาหารเจ ซึ่งคนกินเจต้องยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลานามัยที่สุขสมบูรณ์พร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ


ขอบคุณเนื้อหาจาก บ้านฝัน.คอม

7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง




วิธีที่ 1 ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จอ
เพราะ ระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างดวงตาของเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 20-24 นิ้ว ดังนั้นถ้าเรายื่นหน้าเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น ดวงตาเราก็จะได้รับทั้งรังสีปริมาณมาก และได้เพ่งจอใกล้ๆ ด้วย ผลที่จะได้ระยะสั้นคือปวดหัว ปวดตา ส่วนระยะยาวคืออาจจะเป็นต้อหินและตาบอดได้ในที่สุดค่ะ
 วิธีที่ 2 ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าตา
พยายาม หันหน้าจอให้มีแสงจ้าๆ สะท้อนเข้าตาเรา เช่น วางจอไว้ใกล้หน้าต่างตอนกลางวัน หรือตั้งโคมไฟไว้ใกล้ๆ หน้าจอ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากจอคอมพิวเตอร์สามารถทำให้ดวงตาของเราเมื่อยล้าได้ ง่ายๆ สมใจค่ะ
 วิธีที่ 3 จ้องจอนานๆ 
พยายาม จ้องจอคอมพิวเตอร์ให้มากกว่าครั้งละ 30 นาที ถ้าเริ่มรู้สึกปวดตาเมื่อไหร่แสดงว่าใช้ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึงดวงตาเริ่มล้าแล้ว ทำบ่อยๆ คุณภาพตาจะแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่กระพริบตาเลยจะยิ่งดี เพราะจะทำให้ตาแห้ง แล้วก็แสบตาในที่สุด ส่วนแผนกระจกกรองแสงถ้ามีก็ถอดออกเสีย เพราะจะเป็นการกรองรังสีจากจอ ดวงตาจะปลอดภัยเกินไปค่ะ
 วิธีที่ 4 นั่งให้ผิดท่า
ชุดเก้าอี้และ โต๊ะที่ใช้ถ้าหาแบบที่ต่างระดับกันได้มากๆ จะทำให้ท่านั่งผิดสุขลักษณะ ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรงต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกที่แขน ไหล่ หลัง และคอ และเราสามารถเพิ่มระดับความอักเสบของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นด้วยการนั่งที่ผิด ท่า นั่นก็คือเวลาใช้คอมพิวเตอร์อย่านั่งหลังตรง ให้นั่งค้อมไปข้างหน้าบ้าง แอ่นไปข้างหลังบ้าง
 วิธีที่ 5 วางคีย์บอร์ดให้ผิดทาง
เวลาพิมพ์งาน ลองหามุมวางคีย์บอร์ดแล้วทำให้ต้องวางมือยากๆ ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น การพิมพ์ก็ให้กดแป้นพิมพ์ควรกดแป้นพิมพ์แรงๆ เพราะเมื่อทำต่อเนื่องไปนานๆ จะเมื่อยและเจ็บนิ้ว และยังของแถมคือคีย์บอร์ดจะเจ๊งเร็วขึ้น เก้าอี้ที่ใช้ให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีที่ให้วางแขน เพื่อที่แขนจะได้เกร็ง เมื่อเกร็งมากๆ ก็จะเมื่อยแขน ปวดไหล่ ปวดนิ้ว ลามไปถึงคอและหลังได้ด้วย
 วิธีที่ 6 กินขนมหน้าคอมฯ
ให้หาขนมมากิน ขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปด้วย เพราะมีโอกาสที่เศษขนมหรือเกล็ดน้ำตาลจะหล่นลงไปในแป้นคีย์บอร์ด แล้วกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ซึ่งถ้าเราใช้คีย์บอร์ดสลับกับกินขนมครั้งแบบนี้อีก เราอาจจะโชคดีได้ท้องเสีย เพราะนิ้วของเราย่ำยีอยู่กับแหล่งเพาะเชื้อตลอดเวลานั่นเอง
 วิธีที่ 7 แช่แข็งตัวเองอยู่หน้าจอ
พยายามหาเรื่อง อะไรมาทำให้ตัวเองเพลินๆ จะได้นั่งอยู่หน้าเครื่องนานๆ จะได้ลืมให้หมดว่าการที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เครียดจนเมื่อยจนปวด จะได้ลืมว่าควรกินน้ำชั่วโมงละ 1 แก้ว จะได้ลืมว่าถ้าปวดฉี่แล้วไม่ยอมไปห้องน้ำจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

'เปลือกกุ้ง' ทำให้ผิวขาว



ทีมวิจัย ม.เชียงใหม่ ค้นพบสารทำให้ผิวขาวโดยไม่เกิดอาการแพ้ จาก 'เปลือกกุ้ง' เตรียมพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิจัยและค้นพบสารให้ความขาวแก่ผิว ที่ทำจากเปลือกกุ้ง ปู และแกนปลาหมึก ซึ่งสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางที่ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ โดยเตรียมพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาด

น.ส.พอใจ รัตนปนัดดา เภสัชศาสตรมหาบัณฑิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทีมวิจัยทำการวิจัยเรื่อง 'การประยุกต์ใช้ไคโตซานในการเตรียม อาร์บูตินไมโครพาร์ติเคิลเพื่อทำให้ผิวขาว' เพื่อพัฒนาสารเพื่อผิวขาว โดยการวิจัยต้องการค้นหาวัตถุดิบเพื่อมาสกัดเอา สารต่างๆ ออกมา ให้ได้พอลิเมอร์ที่จะนำมาใช้ในการสกัดให้ได้ไคโตซาน เนื่อง จากไคโตซานมีข้อดีหลายด้าน เช่น มีความเป็นพิษต่ำ สามารถผสมได้ทางชีวภาพ สลายตัวได้ทางชีวภาพ ยึดติดทางชีวภาพและมีคุณสมบัติเพิ่มการแทรกผ่าน เพื่อใช้เป็นระบบนำส่งเข้าสู่ผิวหนัง





การสกัดเอาไคโตซานออกมาสามารถนำมาได้จากหลาย แหล่ง แต่เนื่องจากการวิจัยต้องการค้นหาสิ่งดีที่สุด จึงมีการทดลองหลายอย่าง สุดท้ายพบว่า เปลือกกุ้ง เปลือกปู และแกนปลาหมึก สามารถนำมาสกัดเอาสารไคโตซานออกมาได้ดีและเป็นวัสดุเหลือใช้ที่มีจำนวนมากใน ประเทศไทย

การทดลอง ใช้วิธีไอออนิกเจเลชั่น ที่มีไคโตซานและไตรพอลีฟอสเฟตเป็นตัวก่ออนุภาคในการกักเก็บอาร์บูตินไว้ เมื่อนำอาร์บูตินที่ได้มาจากไคโตซานไมโครพาร์ติ เคิล ด้วยการสกัดทางวิทยาศาสตร์ ก็นำสารดังกล่าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ครีม เพื่อทำให้ผิวขาวและทดสอบประสิทธิภาพในอาสาสมัคร 20 คน หลัง การทาวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า สารอาร์บูตินมีความเข้ากันได้ดีกับไคโตซาน โดยบีต้าอาร์บูตินแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีค่าความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 5.5

ผลการทดสอบประสิทธิภาพในการใช้ อาร์บูตินครีมและครีมที่มีอาร์บูตินไมโครพาร์ติเคิลในอาสาสมัคร พบว่า สามารถลดปริมาณเม็ดสีเมลานินได้สำเร็จและมีความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง มีประสิทธิภาพในการรักษาฝ้าและทำให้ผิวขาวได้ดีและนานขึ้น

ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าว สืบเนื่องมาจากมีผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวแข่งขันกันในตลาดอย่างมาก ซึ่งบางตัวผสมสารปรอทและไฮโดรควิโนนอันเป็นสารห้าม ใช้ในเครื่องสำอางเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ทีมวิจัยจึงต้องการค้นพบสารให้ความขาวที่ไม่เป็นอันตราย พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกให้ผู้บริโภคโดยได้รับการสนับ สนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ซึ่งการวิจัยดังกล่าวได้รับรางวัลจากการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีวัสดุแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6



ที่มา VoiceTV

สิ่งที่เป็นอันตรายต่อผิวของคุณ



ถ้าคุณอยากมีผิวหน้าเนียนใสและ ห่างไกลจากริ้วรอยละก็ คุณควรอยู่ให้ไกลจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อผิวพวกนี้

1. การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่จะทำให้ปริมาณคอลลาเจนในผิวลดลง และทำให้ผิวขาดการยืดหยุ่น ส่วนนิโคติน จะทำให้เส้นเลือดเกิดการหดจนเป็นปัญหาต่อระบบหมุนเวียนของเลือด ส่งผลให้ผิวแลดูไม่เปล่งปลั่งสดใส และเกิดริ้วรอยตามมา

2. การอาบแดด : การโดนแดดมากเกินไปคือสาเหตุอับดับหนึ่งของริ้วรอยก่อนวัย รวมทั้งสร้างความเสียหายให้แก่คอลลาเจนและดีเอ็นเอในผิวหนัง ซึ่งนำไปสู่ริ้วรอย จุดด่างดำ และความหม่นหมอง

3. การอดนอน : การนอนคือวิธีเติมความงามที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องเสียเงินซักบาทเดียว แถมยังช่วยให้ระบบภูมิต้านทานทำงานดีขึ้นด้วย แต่การอดนอนจะทำให้ผิวหนังขจัดสารพิษออกไปได้ยาก ส่งผลให้ผิวหน้าดูหม่นหมอง และมีรอยคล้ำใต้ตา

4. ความเครียด : ความเครียดจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ทิโซลออกมา ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะมีผลต่อผิวอย่างมาก รวมทั้งทำให้ผิวหนังผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป จนทำให้เกิดสิวอักเสบและสิวหัวดำได้ นอกจากนี้ ยังทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายขึ้นด้วย

10 อันดับ ‘โดเมนเนม’ ที่แพงที่สุดในโลก

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อาหารจำพวกแป้งอันตรายต่อหัวใจผู้หญิง

มีรายงานน่าสนใจจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในประเทศอิตาลีว่า การบริโภคอาหารประเภทแป้งเป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจในสตรี โดยความเสี่ยงที่ว่านี้จะไม่เกิดกับเพศชาย


ทีมวิจัยระบุว่า แม้ผู้ชายจะกินแป้งเท่ากับผู้หญิง แต่ไม่มีอันตราย เพราะร่างกายของผู้ชายดูดซึมแป้งได้ช้ากว่า ใน ขณะที่ผู้หญิงกินเท่าไหร่ก็ได้รับไปเท่านั้น เมื่อแป้งเข้าสู่ร่างกายของผู้หญิงและผ่านการย่อยจนเป็นน้ำตาล โมเลกุลของน้ำตาลจะเข้าสู่เส้นเลือดยิ่งกินแป้งมากยิ่งได้รับน้ำตาลเข้าสู่ เส้นเลือดมากไปด้วย นำไปสู่อันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด

ตามสถิติพบว่า ผู้หญิงที่บริโภคอาหารประเภทแป้งมากกว่าประเภทอื่นๆต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะมีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจมากกว่าปกติถึง 2 เท่า ยิ่งหากชอบกินขนมหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตามไปด้วย เป็นข้อมูลและคำเตือนที่ดี สำหรับสาวๆ ผู้ชื่นชอบอาหารประเภทแป้ง

● สิ่งที่ไม่ควรทำในขณะที่กำลังเมา ●



1 พยายามทำงาน
อย่า มาแสดงความรับผิดชอบต่องาน เมื่อคุณกลับจากวงเหล้า แม้ว่าตอนนั้นยังไม่เที่ยงคืนก็ตาม แต่ฤทธิ์ความเมา มันทำอะไรก็ได้ แถมยังเป็นงานที่คุณรับผิดชอบ ส่งผลโดยตรงต่ออนาคตการทำงานคุณแน่ๆ ยิ่งเป็นตอนตี 3 ตี 4 แล้วละก่อน รุ่งเช้าเจ้านายคุณต้องเรียกไปคุยด้วยแน่นนอน

2 สนทนากับสมาชิกในครอบครัว
เมื่อคุณกลับมาบ้านไนสภาพขาดสติ แล้วต้องมาเจอกับครอบครัวที่คอยยัดข้อมูลอะไรก็ไม่รู้ใส่เข้ามาในหัวคุณ คุณก็จะทำได้เพียงแค่ตอบ "อืมๆ" ตามน้ำไปก่อน แต่ตอนเช้าคุณอาจจะต้องตกใจกับสิ่งที่คุณรับปากไป ว่าจะทำนู้น ทำนี่ แถมอาจจะมีรายการไปธุระตอน 6 โมงเช้า ทั้งที่คุณเพิ่งจะได้นอนไปแค่ 3 ชั่วโมงเอง

3 เปลี่ยนรหัสผ่านของคุณ
เป็นสิ่ง ที่คนขาดสติไม่ควรทำเด็ดขาด ในสภาพเมาๆ การไปเปลี่ยน password เหมือนเป็นการบล็อคตัวเองชัดๆ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล์ หรือ หนักสุดคือ เกี่ยวกับธนาคาร ดีไม่ดี password อันใหม่ของคุณอาจจะเป็น "dmol64d45gmdpflm" คงไม่มีใครในโลกจำได้แน่ ในสภาพเมาๆ

4 ใช้บัตรเครดิตของคุณ
นอกจากจะปวดหัวเพราะเมาแล้ว คุณอาจจะต้องปวดหัวเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ตอนเมาดันไปซื้อของทางอินเตอร์เนต โอนเงินไปให้ใครก็ไม่รู้ หรือ พยายามไปรูดซื้อของ แต่โดนพนักงานใส่ตัวเลขเกินเข้าไป งานนี้มีหมดตูดเพราะความเมา

5 อธิบายคนอื่นว่าคุณไม่เมา
เกือบ 100% คนเมามักจะพูดว่า "ไม่ได้ เมา ใครเมาฮะ" พร้อม กับอธิบายนู้นนี่เต็มไปหมด ว่าไม่ได้เมาอย่างนู้น อย่างนี่ เรียกคนู้นมาคุยที เรียกคนนั้นมาคุยที แต่สิ่งที่พูดคุยกลับหาใจความไม่ได้เลย นอกจากคุณจะไม่ได้หลุดพ้นจากข้อหา เมา แล้ว คุณเองยังกลายเป็นตัวตลกในวงเสียอีก

6 คุยกับเหล่าบรรดาเพื่อนเก่า แฟนเก่า
เพื่อนเก่า แฟนเก่า มันเหมือนว่าจะนึกได้ฉะเพราะตอนกำลังเมาซะด้วยสิ ไม่ รู้เป็นอะไร เมาได้ที่ทีไร อยากจะคุยกับคนที่ไม่ได้คุยกันมาเป็นเวลานาน แต่เพียงแค่ลืมไปว่าสติของคุณมีไม่พอที่จะพูดคุยให้รู้เรื่อง แถมอีกฝ่ายยังมีสติครบถ้วน จะเกิดความรำคาญมากกว่าที่จะรู้สึกยินดี

7 ส่งข้อความตลกๆ
ไม่ว่าจะเป็น sms, chat หรือไปนั่งโพสข้อความใน facebook คนส่งจะตลกอยู่ฝ่ายเดียว สนุกสนาน แต่ข้อความนั้นมันไม่ตลกกับคนรับเลย แถมพอคุณสติกลับมาเมื่อไหร่ ต้องมานั่งเครียกับเรื่องที่ทำไว้อีก

8 ถ่ายวิดีโอเก็บไว้

ความ เมาทำให้อยากทำอะไรก็ได้ แถมมือถือสมัยนี้เก็บภาพวิดีโอได้ง่ายๆ สภาพเมาๆ โวยวาย แถมมีอ้วกโชว์แบบนั้น คนทั่วไปเค้าไม่อยากนั่งดูกันหรอก ด้วย ความคึกคะนอง มีเพียงคุณเท่านั้นแหละที่อยากดู ไม่ต้องทำเป็นแบ่งปัน ไปโพสลงเว็บในชาวโลกได้ดู ออกแนวไปหาเรื่องให้คนอื่นเค้าด่ามากกว่า

9 โหลดภาพโป๊ หนังโป๊
เข้าใจอยู่ ว่าบางทีว่าเมาแล้วต้องการ "ปลดปล่อย" แต่ แบบที่ไปนั่งเปิดเว็บโป๊ในตอนเมาเนี้ย คุณจะเจอกับเหล่าบรรดาไวรัสคอมพิวเตอร์ และพวกแฮกเกอร์ที่จ้องขโมยข้อมูลคุณอยู่ ด้วยสติแบบน้อยๆ เจออะไรก็คลิก เจออะไรก็กด ตื่นเช้ามาต้องตกใจกับกองทัพไวรัสเต็มเครื่องคุณอัดแน่นไปหมด

10 การเมือง, ศาสนา

โดยปกติเรื่องพวกนี้เค้าจะไม่คุยกัน อยู่แล้ว แต่ทำไงได้ความเมาไม่เข้าใครออกใคร หยิบเรื่องการเมือง หรือ ศาสนา ขึ้นมาพูดกันในวงเหล้า นี้ไม่ใช่เวลาที่ดีแน่ๆ อยู่ดีๆจะมานั่งด่ารัฐบาล หรือ ฝ่ายค้าน เพราะด้วยฤทธิ์ความเมา มันจะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ไม่เชื่อลองดูข่าวหน้าหนึ่งสิ นั่งกินเหล้าด้วยกันอยู่ดีๆ แต่มาฆ่ากันเพราะเรื่องการเมือง

อย่าทำทุกอย่างให้สายไป




เคยคิดมั้ย?

ว่าใครคนหนึ่งที่คุณไม่ได้คาดฝันเค้าจะมารักคุณ... อย่ามองข้าม! เพราะบางทีสิ่งที่คุณค้นหาอาจจะอยู่ในตัวของคนๆนั้นก็ได้... ถ้าคิดว่า
”รู้สึกดีๆ” กับใครคนนั้นอย่าลืมบอกเค้า ก่อนที่มันจะสายไป วันเวลาอาจจะจำเป็นในการศึกษาใครซักคนหนึ่ง แต่สิ่งทีสำคัญมากกว่านั้นคือ “เราเข้ากันได้หรือเปล่า เวลาเราอยู่ด้วยกัน เวลาเราได้คุยกัน เค้าทำให้เราสบายใจได้หรือเปล่าเวลาเราไม่สบายใจ และสุดท้าย เค้ารับเราได้หรือเปล่าที่เราเป็นเรา” มันไม่ง่ายเลยที่คุณจะเจอกับใครซักคน ที่คุยกับคุณแล้วสร้างความรู้สึกสบายใจให้กับคุณ เพราะว่าคนทุกคนไม่เหมือนกัน.. ถ้าวันนี้คุณเจอคนๆนี้คนที่คุณรู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้ๆกับเค้า อย่าลืมบอกเค้า..อย่าคิดแค่ “รอ”
ต้องรอจนแน่ใจ เพราะวันเวลาไม่ได้ช่วยให้ความรักสมหวังซะทีเดียว บางทีเวลาอาจจะเป็นตัวทำลายสิ่งดีๆนีด้วยซ้ำ ที่แน่ที่สุดคือ “ตัวคุณ” อาจจะเป็นคนผลักสิ่งที่ดีที่สุดไปจากชีวิตของคุณเอง!!!

? อย่าอยู่กับอดีต เพราะอดีตคือวันเวลาที่ผ่านไป

? อย่าฝันกับอนาคต เพราะไม่มีอะไรที่แน่นอน

? จงอยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันยังอยู่กับคุณ

เพราะฉะนั้นแล้ว หากวันนี้คุณเจอใครคนหนึ่งที่คุณรู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้เค้า อย่าแคร์ใคร เพราะบางทีคุณอาจจะรักเค้าเข้าแล้วด้วยซ้ำ อย่าลืมบอกเค้านะ ก่อนที่มันจะสายไป แต่หากว่าคุณยังไม่เจอ อย่าลืมจำไว้..

“การลดทิฐิมานะ ความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองลงหน่อย จะดีมาก
เพราะความรักไม่ได้ ต้องการให้มีใครแพ้ใครชนะ ไม่มีใครผิดและไม่มีใครถูก
แต่ถ้าคุณคิดว่าชัย ชนะเป็นสิ่งสำคัญ คุณคือนักพนัน ไม่ใช่นักกีฬา แล้วก็อย่าเห็นความรักเป็นเกมกีฬาด้วย..”


บางทีคน ที่ “เค้ารักคุณ” อาจจะรอฟังคำๆหนึ่งจากคุณอยู่ก็ได้...

สำรวจดูเร็วว่าใครคนนั้นอยู่ ไกลหรือใกล้คุณหรือเปล่า ในเวลานี้...

อย่าทำทุกอย่างให้สายไปโดย ที่คุณไม่ได้สร้างสรรค์อะไรขึ้นมาเลย...



ขอบคุณที่มา

สาระแนดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

Panasonic กลับมาพร้อมโน้ตบุ๊คพันธ์อึด Toughbook S9 หนักเพียงกิโลกว่าๆ!

:: Panasonic กลับมาพร้อมโน้ตบุ๊คพันธ์อึด Toughbook S9 หนักเพียงกิโลกว่าๆ! ::

หลายๆคนคงรู้กันดีว่าโน้ตบุ๊คในตระกูล Toughbook ของ Panasonic นั้นแม้จะอึดและแกร่งสมชื่อเป็นไหนๆ แต่ข้อเสียใหญ่ของมันก็คือขนาดบิ๊กเบิ้มและน้ำหนักเหมือนแบกหินไปไหนมาไหนของมันด้วยนั่นเอง

แต่หนนี้ต้องบอกว่า Panasonic ตอบโจทย์คำถามในเรื่องนี้ได้อย่างดีมากหลังเตรียมนำเสนอ Panasonic Toughbook S9 ที่คราวนี้มาพร้อมน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น! โดย Toughbook S9 ตัวนี้สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัมเลยทีเดียว เรียกว่าถ้าลูกคุณเผลอวิ่งเล่นแล้วไปเหยียบมันละก็แค่นี้จิ๊บๆมาก

ไม่เพียงแต่ Toughbook S9 จะทนทายาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังมาพร้อมสเปกภายในตัวเครื่องที่แกร่งไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็น โปรเซสเซอร์ Intel Core i5, แบตเตอรี่ยาวนานถึง 11 ชั่วโมง และหน้าจอ LCD ขนาด 12.1 นิ้วพร้อมรองรับความละเอียดสูงสุดถึง 1280*800 อีกด้วย

สนนราคาของโน้ตบุ๊คพันธ์แกร่งตัวนี้อยู่ที่ $2500 (75,000 บาท)

10 วิธีช่วยให้คุณทำข้อสอบได้ดีขึ้น

10 วิธีที่จะช่วยให้คุณทำข้อสอบได้ดีขึ้น

Don't cram
วิธีนี้ไม่ได้ผลหรอกการเร่งดูหนังสือในเวลาอันสั้นๆจะทำให้คุณเหนื่อยเปล่า คุณควรเตรียมตัวอ่านและทบทวนหลายๆสัปดาห์ก่อนที่จะสอบ

Practice
ถ้า หากคุณเรียนเฉพาะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงคุณก็จะลืมมัน ได้อย่างรวดเร็ว คุณจำเป็นต้องมีการฝึกฝนเช่นในวิชาภาษาอังกฤษ คุณจะต้องเอาคำศัพท์ใหม่ที่เรียนมานั้นแต่งประโยคและพูดออกมาดังๆ สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์คุณจำเป็นจะต้องทำหลาย ๆ แบบฝึกหัดเท่าที่คุณจะทำได้ การฝึกจะทำให้คุณเข้าใจข้อเท็จจริงดีขึ้น

Read with your eyes closed
อันดับ แรกคุณก็อ่านจากสมุดจดและหนังสือเรียนด้วยความระมัดระวัง จากนั้นให้ปิดหนังสือและให้หากระดาษมาหนึ่งแผ่น และเขียนหัวข้อสำคัญๆที่อ่านมาแล้ว ซึ่งจะช่วยทำให้คุณเข้าใจว่าคุณจำเป็นจะอ่านทบทวนส่วนไหนเพิ่มเติม

Get the big picture
ทำ เป็นโน๊ตย่อหัวข้อที่สำคัญๆโดยดึงเนื้อหาจากสมุดจดหรือจากหนังสือเรียน แบบฝึกหัดหรือสิ่งอื่น ๆ ที่ได้จากห้องเรียน เรียบเรียงลำดับเนื้อหาใหม่ซึ่งจะทำให้คุณเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหาและยัง ทำให้คุณจดจำเนื้อหาได้เป็นเวลานานอีกด้วย

Talk
ให้ถามรุ่นพี่ที่เรียนมาแล้วเกี่ยวกับคำถามหรือเกี่ยวกับ แนวข้อสอบเก่าๆว่าเป็นอย่างไรแล้วคุณจะได้เตรียมถูก หรือพร้อมมากยิ่งขึ้น

Get help
ยาม ใดที่คุณไม่เข้าใจอะไรสักอย่างขอให้ถามอาจารย์ซึ่งท่าน จะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือคุณได้อย่างดีหรืออาจจะเป็นเพื่อน หรือใครก็ได้ที่เข้าใจวิชานั้นเป็นอย่างดีไม่ต้องรอกระทั่งจะถึงวันสอบพรุ่ง นี้แล้วค่อยถาม มันอาจจะเป็นว่าสายเกินไปแล้ว!!!

Triage Principle
ถ้า หากคุณเห็นว่าเวลาเรียนไม่พอแล้ว คุณควรจะทำอย่างไรดี ? ควรจะอ่านในส่วนที่คุณเข้าใจเพียงน้อยนิดหรือควรที่จะอ่านในส่วนที่คุณพอมี ความรู้บ้างคุณควรจะอ่านในส่วนที่คุณพอมีความรู้อยู่บ้างซึ่งจะทำให้คุณรู้ มากยิ่ง ๆ ขึ้น เป็นการดีที่รู้ในบางส่วนที่รู้อยู่แล้วให้รู้มาก ๆ ยิ่งขึ้นดีกว่าการรู้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ

Focus on objectives
ให้ กลับไปอ่านจุดประสงค์การเรียนอีกรอบ จากนั้นให้ทดสอบรายจุดประสงค์แบบ Pre-test ว่าคุณทำผ่านเกณฑ์ไหม ถ้าจุดประสงค์ไหนทำไม่ได้หรือได้คะแนนน้อย ให้กลับไปเรียนใหม่ตามจุดประสงค์ที่คุณยังไม่รู้เรื่องดีพอ

Manage time
คุณ จะต้องดูหนังสืออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวันในวิชาที่ยากๆอย่างเช่นวิชาเคมี คุณจะต้องจัดตารางเรียนขึ้นมา และจะต้องอ่านตามตารางที่จัดไว้ ให้จัดระบบการอ่านหนังสือกับเพื่อนและจะต้องอ่านตามตารางที่จัดไว้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นบังคับคุณไปในตัวไม่ให้ขี้เกียจ

Relax
พยายาม พักผ่อนหรือทำตัวสบายๆอย่าดูหนังสือกับเพื่อนที่ทนงตน หลงตัวเองคิดว่าตัวเองเก่งแล้วไม่ต้องอ่านก็สอบได้ เด็ดขาด คืนก่อนสอบให้เตรียมหนังสือ ปากกาและจัดกระเป๋าให้เรียบร้อยและเขัานอนแต่หัวคํ่า ถ้าหากคุณยังดูหนังสือดึกจะทำให้คุณเหนื่อยและยิ่งทำให้คุณเครียดมากขึ้น เมื่อเข้าสอบจะยิ่งทำให้คุณเบลอไปเลยแหละ!!

ไข่ขาว ดูดสิวได้ดีเยี่ยม

ไข่ขาวมีประโยชน์ต่อผิวหน้า โดยเฉพาะถ้าต้องการขจัดสิวสิวเสี้ยนหรือสิวหัวดำ แบบใบหน้าไม่ต้องช้ำด้วยมือกด หรือใช้มือบีบให้ผิวช้ำ เริ่มต้นด้วย การล้างหน้าให้สะอาด ซับให้แห้ง แล้วใช้แผ่นสำลีไม่หนาหรือบางจนเกินไป ชุบไข่ขาว แล้วนำมาแปะบนใบหน้ายกเว้น รอบดวงตาและริมฝีปาก แล้วนอนรอ


เมื่อสำลีที่ชุบไข่ขาวบนใบหน้าแห้งสนิทดีแล้ว (ต้องแห้งจริง ๆ ) จึงลอกออก สังเกตสำลีที่ถูกลอกจะเห็นสิวหัวดำติดออกมา และหัวสิวขาว ๆ เหลืองออกมาเต็มเลย จากนั้นใช้น้ำอุ่นเช็ดใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำเย็น เพื่อปิดรูขุมขน

ถ้าเป็นคนหน้ามัน และสับปะรดยังเหลืออยู่อีก ก็หั่นสับปะรดบาง ๆ วางบนใบหน้า หรือจะใช้ส้อมยีให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็ได้ แต่มันจะทำให้หกเลอะเทอะ ทว่าได้ผลในการดูดซึมได้ดี ทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่าสะอาด ผิวหน้าจะเนียนนุ่ม สดใส และช่วยลดความมัน

100 กำลังใจ ของคนพ่ายแพ้ แค่เมื่อวาน


100 กำลังใจ ของคนพ่ายแพ้ แค่เมื่อวาน

มีความพ่ายแพ้ เป็นรางวัลปลอบใจ

“ท้องฟ้ายังมีดวงตะวัน พระจันทร์ยังรอสายแสง

ยังหายใจก็ยังพอมีแรง ต้องยืนแข่งกับวันเวลา”

ยอมรับในปัญหา แต่อย่ายอมจำนนต่อปัญหา

ปัญหาแก้ได้โดยปัญญาที่เหนือกว่าระดับความคิดที่ทำให้เกิดปัญหา

อย่าเอาปัญหามาแก้ปัญหา

บางทีวิกฤตก็มาจากการแก้ปัญหา

อย่าฝากความสุขไว้กับคนอื่นมากจนเกินไป

อย่าอยู่กับอดีต หรืออนาคตมากเกินไป เพราะเราอยู่ที่นี่ ตรงนี้ ที่มีอะไรให้เราต้องทำอีกตั้งเยอะ

บางทีเราเปลี่ยนแปลงปัญหาไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

อย่ากลัว!!! ใจตัวเอง…

“มีสองมือไว้ปาดน้ำตา มีสองขาไว้ลุกขึ้นสู้

มีสองตายังมีอนาคตให้ดู มีหนึ่งใจคงอยู่..ต้องยืนสู้ให้ไหว”

ชีวิตยังพอมีลม..ชีวิตยังพอมีแรง

อยู่ได้ด้วยตัวเราเอง

ความเจ็บช้ำที่สุด คือ การทำร้ายตัวเอง

ก้าวให้ข้าม ผ่านให้พ้น ทนให้ได้ ไปให้ดีกว่าเดิม

อย่าจุดไฟเผาตัวเอง

คิดบวกและคิดเบรก

วางใจให้เย็น เย็นใจให้วาง

ยิ้มเพื่อสู้ อยู่เพื่อชัย ไปเพื่อดี

กำมือสิ!!! สู้ๆ!!!



ในยามที่ท้อแท้ ลำบาก ไร้ที่พึ่ง กำลังใจจากคนรอบข้าง คือสิ่งสำคัญ

เราก็คนหนึ่งที่อดทน ได้ไม่น้อยกว่าใครเลย

“เหนื่อยไม่เท่ามื่อวาน นานไม่เท่าพรุ่งนี้

สำคัญไม่เท่าวันนี้ ดีไม่เท่าทุกๆวัน”

ความล้มเหลวสร้างได้จากตัวเราเอง

ต้องเรียนรู้จากปัญหา หรือว่าสิ่งที่เรามี

ปัญหา คือ สิ่งที่บอกให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และที่สำคัญกว่านั้น คือการมองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง

ไม่มีคำว่าล้มเหลวสำหรับคนที่ไม่ยอมล้มเหลว

กับคำถามที่ว่า “เมื่อไหร่จะผ่านมันไป ?” มันก็ผ่านมันมาแล้วกี่ครั้ง

ความ ผิดหวัง ความเจ็บปวด ก็คงยังฝังในอดีต สิ่งที่จะเจอก็จะเหลือแต่ร่องรอยความบอบช้ำที่ผุพัง ที่เราไปขุดค้นมันขึ้นมาทำร้ายตัวเราเอง

เราไม่สามารถย้อนเวลากับเหตุการณ์ได้ แต่ย้อนไปเห็นคุณค่าของเวลากับเหตุการณ์ได้

ทนอดคน คือ คนอดทน

หาก เหนื่อยท้อแท้ หมดหวัง หมดกำลังใจ อ่อนล้า หมดเรี่ยวแรง และถอนหายใจมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ปัญหาต่างๆเราก็ผ่านมันมา ความเจ็บปวดก็ไม่น้อยกว่าใครเลย แค่นี้คงมากพอ ที่จะทำให้ความอดทนเหล่านั้น ยังคงมีแก่เราต่อไป ให้ได้กัดฟันสู้ จะได้รู้ว่า เราก็อดทนมาไม่น้อยกว่าใครเลย..

แรงที่มี..ก็ตราบเท่าที่ใจหมดแรง

แม้ดาบหัก มันก็ยังมีคมอยู่ แม้ดาบหลุดมือ ก็ยังมีมือกับเท้าอยู่

ลุกขึ้นยืน แล้วเงยหน้าขึ้น แล้วจะเห็นสิ่งที่สวยงาม

พักตรงนี้ก่อน…มีแรงแล้วค่อยก้าวเดินต่อไปใหม่

“สิ่งสำคัญบนกระดาน ก็สามารถถูกลบด้วยสิ่งเล็กๆน้อยๆ คือ แปลงลบกระดานได้

ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยที่สิ่งสำคัญบนจิตใจคน จะถูกลบด้วยใจลบ เพียงเล็กๆน้อยๆ ก็ลบใจได้”

จงมั่นใจในความดีเราทำ

ถามตัวเองให้รู้ว่าสู้อยู่กับอะไร? ปัญหา หรือ ใจตนเอง แล้วเอาชนะมันให้ได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆหัวใจ..

กินอย่างไร ? เมื่อเป็นโรคกระเพาะ



แต่ ก่อนนี้ถ้าใครเป็นโรคกระเพาะถือว่าโชคร้ายเพราะ เป็นแล้วรักษาหายยาก แต่เมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริงแล้วโรคกระเพาะรักษาไม่ยาก และปัจจุบันโรคกระเพาะสามารถรักษาให้หายได้ภายในเวลา 2-4 สัปดาห์ด้วยยาปฎิชีวนะและยาลดกรดเป็นหลัก

สาเหตุของโรคกระเพาะ
ก่อนนี้ความเครียดกินอาหารผิดเวลาอยู่เป็นนิจและอาหารรสเผ็ดจัดจะถูกจัดเป็น สาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะ แต่ปัจจุบันวงการแพทย์ปะจักษ์กันดีกว่าตัวสาเหตุที่แท้จริงคือเชื้อ แบคทีเรีย ที่มีลักษณะเหมือนเกลียวจุกคอร์ก ชื่อว่าเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร เรียกย่อๆว่าเอช.ไพโลไร (H.pylori)เป็นตัวที่ทำให้กระเพาะเป็นแผลอักเสบ

นอกจากเชื้อแบคทีเรียที่ว่ายังมีสาเหตุรองอื่นๆของโรคกระเพาะ คือการใช้ยาแก้ปวดประเภทแอสไพริน หรือยาประเภทสเตียรอยด์ซึ่งใช้รักษาโรคข้ออักเสบหรือยาประเภทต้านการอักเสบ เรียกย่อๆว่า "เอ็นเสดส์" (NSAIDS) = Nonsteroidal anti-imflamatory) การใช้ยานี้เสมอๆอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคกระเพาะในคนที่ติดเชื้อเอช.ไพโลไรได้ นอกจากนี้ผู้ที่สูบบุหรี่จัดก็จะเพิ่มความเสี่ยงโรคกระเพาะ เพราะสารนิโคตินในบุหรี่เพิ่มปริมาณกรดและความเข้มข้นของกรดในกระเพาะ และในคนที่เป็นโรคอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมเลิกบุหรี่ก็จะทำให้การรักษาได้ผลน้อย




โภชนบำบัดสำหรับโรคกระเพาะ
สมัยก่อนเมื่อยังไม่ทราบสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารที่ใช้รักษาโรคกระเพาะคือ ซิปปี้ไดเอ็ท (Sippy diet) ซึ่งใช้นมและอาหารประเภทครีมเป็นหลัก ซึ่งแพทย์สมัยนั้นเชื่อว่าจะช่วยเคลือบแผลในกระเพาะหรือลำไส้ แต่ปัจจุบันพบว่าอาหารดังกล่าวกลับทำให้อาการโรคกระเพาะแย่ลง เนื่องจากแคลเซียมในนมกระตุ้นการหลั่งของกรดทำให้แผลในกระเพาะหายช้าเข้าไป อีก

ปัจจุบันอาหารไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะช่วยรักษาโรคกระเพาะ แต่จะใช้ยาเป็นหลักอาหารจะเป็นปัจจัยเสริมที่ใช้รักษาร่วมกับยาเพื่อลดอาการ

หลักโภชนบำบัดในปัจจุบัน คือ การกินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่อย่างสมดุล เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน เพื่อช่วยรักษาเนื้อเยื่อแผลในกระเพาะให้หายเร็วขึ้น และเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการหลั่งของกรดมากเกินไป มีปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้องกับนิสัยการบริโภคที่ผู้มีปัญหาโรคกระเพาะต้องปรับเปลี่ยนดังนี้

กินอาหารเป็นเวลา กินน้อยๆวันละ4 ถึง 5 มื้อ ไม่กินจุบจิบโดยเฉพาะก่อนนอน เพราะทุกครั้งที่อาหารตกถึงท้องจะ กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ
ปริมาณอาหาร ไม่กินอิ่มมากเกินไป มิฉะนั้นจะมีกรดหลั่งออกมามากเกินควร
เลี่ยงการดื่มนมบ่อยๆ นอก จากนี้ ผู้ที่มีปัญหาการย่อยน้ำตาลในนม (แลคโตส) อาจเกิดอาการท้องอืด มีแกส ปวดท้อง ท้องเสียได้เพราะระบบย่อยขาดเอ็นไซม์แลคเตสซึ่งใช้ย่อยน้ำตาลนม
ระวังการใช้เครื่องเทศรสเผ็ดจัด เช่น พริกต่างๆ กินเท่าที่ระบบย่อยของตัวเองจะรับได้โดยไม่เกิดอาการ ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะบอกได้
กินอาหารที่มีกากใยสูง เช่นผัก ผลไม้ และธัญพืช โดยเฉพาะใยอาหารประเภทละลายน้ำ เช่น กล้วย มะละกอ แอปเปิล ซึ่งมีใยอาหารชนิดเพคตินมาก ช่วยป้องกันโรคกระเพาะและมะเร็งในกระเพาะอาหาร นักวิจัยพบว่าในกล้วยมีสารชนิดหนึ่งซึ่งช่วยกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลใน กระเพาะอาหารทำให้กระเพาะแข็งแรงขึ้น ทนต่อกรดได้ดี

กินผักใบเขียวจัดให้มากขึ้น เนื่องจากผักใบเขียวจัดมีวิตามินเคสูง ช่วยให้แผลในกระเพาะหายเร็วขึ้น ป้องกันเลือดออกในกระเพาะ ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร มีข้อมูลรายงานว่าผู้ที่มีโรคกระเพาะมักพบการขาดวิตามินเค ผักสีเขียวจัดบางชนิดเช่นบร็อคโคลี มีสารซัลโฟราเฟน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะอ่อนๆ นักวิจัยพบว่าสารสะกัดซัลโฟราเฟน ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเชื้อเอช.ไพโลไร และอาจป้องกันมะเร็งได้
ผักผลไม้ที่มีเบตาแคโรทีนสูง เช่น แครอท ฟักทอง ผักใบเขียวจัด แคนตาลูป ช่วยป้องกันเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ เร่งให้แผลหายเร็วขึ้น การกินผักผลไม้ยังช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ซึ่งช่วยให้แผลในกระเพาะหายเร็วและป้องกันการติดเชื้อ
เลี่ยงกาแฟ รวมทั้งชนิดไม่มีคาเฟอีน เนื่อง จากกาแฟกระตุ้นการหลั่งกรดและอาจทำ ให้อาหารไม่ย่อย ชาอาจจะพอรับได้สำหรับบางคนแต่ก็ยังมีส่วนกระตุ้นการหลั่งกรดอยู่ดี แม้จะน้อยกว่ากาแฟก็ตาม
เลี่ยงน้ำส้มน้ำมะนาว ถ้าทำให้ไม่สบายท้อง เนื่องจากกรดไหลย้อนกลับทางทำให้เกิดอาการแสบร้อนในลิ้นปี่
เลี่ยงอาหารทอด อาหารเค็มและน้ำอัดลม
เลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัด ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการ ทำให้ไม่สบายท้องได้
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์และไวน์ เพราะจะทำให้กระเพาะหลั่งกรดได้มากขึ้น
งดบุหรี่
เคี้ยวช้าๆในเวลากินไม่เร่งรีบ
ควรสังเกตตัวเองว่าอาหารชนิดใดที่ก่อให้เกิดปัญหาในระบบย่อย เพราะการตอบสนองต่ออาหารในแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้แต่อาหารชนิดเดียวกันถ้ากินคนละเวลาร่างกายก็จะตอบสนองต่างกัน
หลีกเลี่ยงความเครียด ถึงแม้ความเครียดจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ แต่อาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้อาการโรคกระเพาะเลวร้ายลงไปอีกโดยทำให้หายช้า




ข้อควรระวัง ไม่ ควรใช้ยาลดกรดมากเกินควร เนื่องจากกรดในกระเพาะจะช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหารเช่นเพิ่มการดูดซึม ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิดามินบี 12 ลดการเจริญของเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะ แบคทีเรียในอาหารเมื่อตกถึงกระเพาะจะถูกกรดทำลาย จึงช่วยป้องกันแบคทีเรียที่ก่อสารเกิดมะเร็ง การใช้ยาลดกรดมากจึงไม่ดีต่อระบบย่อย

สรุป แล้ว หลักใหญ่ก็คือการมีโภชนาการดี กินอาหารให้หลากหลาย เป็นเวลาสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบในการกิน ระวังอาหารที่กระตุ้นการหลั่งกรดมากเกินควร อย่าทำตัวเป็นคนช่างเครียด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินยาตามแพทย์สั่งโรคกระเพาะก็จะหายได้

มะม่วงป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม



อาจ จะถึงเวลาที่ต้องเพิ่มมะม่วงในรายชื่ออาหารชั้นเยี่ยมเพราะนอกจากจะเป็นผล ไม้ที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใย โพแทสเซียม และวิตามินซีสูงอีกด้วยและในขณะนี้ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ ค้นพบว่ามะม่วงอาจช่วยป้องกันหรือทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมได้

การ ศึกษาจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์วิจัยTexas AgriLife โดยทำการทดสอบสารสกัดโพลีฟีนอลในมะม่วง(สารธรรมชาติที่พบในพืช ซึ่งเชื่อว่าช่วยส่งเสริมสุขภาพ) กับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ ผล การศึกษาพบว่าสารสกัดจากมะม่วงมีผลต่อมะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมากบ้าง เล็กน้อย แต่กลับมีประสิทธิภาพมากกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ตายได้ รวมทั้งยังไม่ทำอันตรายกับเซลล์ที่ดีซึ่งอยู่ติดกับเซลล์มะเร็งด้วย

จาก ผลการศึกษานี้นักวิจัยวางแผนต่อไปว่าจะทำการทดลองเล็กๆ ทางคลินิกกับอาสาสมัครที่มีการอักเสบของลำไส้เล็กและมีความเสี่ยงต่อการเป็น โรคมะเร็ง เพื่อดูว่ามีผลทางคลินิกหรือไม่?



สำหรับ ประโยชน์ของมะม่วงนั้น นอกจากมีวิตามินซีสูงแล้ว ยังมีวิตามินเอ(เบต้าแคโรทีน) และมีวิตามินอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น วิตามินอี บี และเค ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นสำหรับหัวใจ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและยังอุดมไปด้วยเส้นใย ช่วยรักษาอาการท้องผูกและกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่แข็งเกร็งได้อีกด้วย

17 เรื่องไร้สาระของผู้หญิง ...ที่ผู้ชายควรเข้าใจ





1.บ้าดูดวง...ถึงจะรู้ว่างมงายก็เถอะ แต่เธอก็ดูได้ทุกหมอ ทุกรูปแบบ ดูครั้งเดียวไม่พอ ยังขอเบิ้ลตลอด

2.ต่อมน้ำตาตื้น...แค่หนังซึ้งๆ เพลงเศร้าๆ น้ำตาก็ทะลักออกมาได้ไม่ยากเย็น โฆษณาหรือการ์ตูน ยังเอามาเลียนแบบกันบ่อยๆ

3.ติดละครเหลือเกิน...ละคร โปรดมาเมื่อไหร่ นั่งติดทีวี ไม่ไปไหนเลย หรือถ้าอยู่นอกบ้านก็ต้องรีบกลับมาอย่างเร่งด่วน ทั้งที่อ่านเรื่องย่อจากหนังสือพิมพ์ไปก่อนแล้ว

4.เมาธ์แตก...เจอเพื่อนทีไรเป็นอันจ้อไม่หยุดจนลืมโลกทุกทีซิน่า และไม่พลาดเรื่องนินทาอีกด้วย โดยเฉพาะนินทาแฟนหรือสามีล่ะก็ ชอบนักเชียวแหละ

5.ห้ามอยู่เรื่อย...เวลาคุณทำอะไร เธอก็มักจะห้ามอยู่เรื่อย ห้ามมองผู้หญิง ห้ามซื้อของแพง ห้ามโน่นห้ามนี่ แต่กับตัวเอง เธอทำทุกอย่างเต็มที่

6.มีปัญหากับการขับรถบ่อยๆ....ขับรถไปไหนต่อไหนที ไม่ผิดกฎจราจรก็ต้องหลงทางสักอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

7.เจออาหารจานโปรดทีไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน ไม่รู้กริยาหญิงหายไปไหน...ไดอ่งไดเอท ไม่สนแล้ว

8.ชอบใช้มารยาหญิงเอาตัวรอด

9.ปากก็บอกว่ารักคุณคนเดียว แต่ก็ชอบแอบปิ๊งคนอื่นอยู่เรื่อยๆ แถมยังแก้ตัวอีกว่าเป็นการเช็กเรตติ้งแค่นั้นเอง

10.แกล้งทำตัวเป็นสาวบอบบาง...อยากให้คุณทะนุถนอม แต่ตอนเธออารมณ์บ่จอย ทำไมแรงเยอะชะมัด

11.เห็นของลดราคาเป็นไม่ได้...เหมือนมีแม่เหล็กมาดึงดูด อยู่ไกลถึงฮ่องกง ยังดูดเงินจากกระเป๋าเธอได้ จริงไหมล่ะครับ

12.ขี้หึงได้ทุกสถานการณ์ และทุกสถานที่ด้วย

13.ชอบเรียกร้องความสนใจด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดดังเกินเหตุ โดยไม่จำเป็น

14.ถึงจะเป็นกุลสตรีอย่างไร แต่ถ้าเจอภาพนู้ดก็ชอบดูเหมือนกันแหละครับ เพียงแต่ไม่อยากให้ใครรู้เป็นอันขาด เสียภาพพจน์หมด

15.กลัวน้ำหนักขึ้นจนหน้ามืด...เลย ไปสักขีดจะเป็นจะตายให้ได้ แต่มักมีข้อแก้ตัวเสมอ ถ้าเจอขนมถูกใจ เช่น เค้กผลไม้, เค้กลูกพรุน, หรือคุกกี้ ที่มักจะมีคำว่า Low fat อยู่ด้วย จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ถูกใจเป็นใช้ได้แล้ว

16.อยากผิวขาว หน้าขาว อ่อนเยาว์ อ่อนวัย เครื่องสำอางหน้าขาวถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

17.และยังมีอื่นๆ อีกมากมายเสียจนจาระไนไม่หวาดไม่ไหว

3 วิธีไดเอทแบบล้างพิษ (ที่ต้องระวัง)



เมื่อ ร่างกายได้รับการล้างพาออกไปจะทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานดีขึ้น ซึ่งระบบเผาผลาญก็เช่นกัน ดังนั้นทำให้ คุณผู้หญิงสามารถลดน้ำหนักได้เร็วกว่าเดิม

และนี่คือการไดเอทแบบล้างพิษ แต่ก็มีทั้งข้อดี และข้อเสียที่สาว ๆ ควรทราบไว้ก่อนจะตัดสินใจทำ โดยมีด้วยกัน 3 วิธีดังต่อไปนี้

Cleanse Diet

คือการกินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเมนูเดียวตลอดวัน เช่น ถ้ากินฟักทองต้มก็ต้องกินฟักทองทั้งวัน วันรุ่งขึ้นกิน แกงจืดก็ต้องแกงจืดอย่างเดียว อีกวันกินแอปเปิ้ลก็ต้องแอปเปิ้ลทั้งวัน เป็นต้น

ข้อดีของวิธีนี้คือ ผอมแน่ ๆ ต่อให้คุณเป็นคนผอมยากขนาดไหน ยังไง ๆ วิธีนี้ก็เอาอยู่
แต่ข้อเสียคือ ทำยาก และ น้ำหนักที่หายไปก็ไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นน้ำและกล้ามเนื้อมากกว่า ถ้าไม่ออกกำลังกายร่วมด้วย ผิวพรรณจะเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด และถ้ากลับมากินอาหารตามปกติ น้ำหนักก็จะกลับมาใหม่

Row Food Diet

คือการกินแต่ของดิบ ๆ เท่านั้น เช่น ปลาดิบ ผักสด ผลไม้สด โดยอาจจะทำตารางรายการอาหารให้ตัวเองไปเลยว่า มื้อ เช้ากินปลาดิบกับสลัดผลไม้ มื้อกลางวันกินสลัดผักจานโต ๆ พอมาถึงมื้อเย็นก็กินแต่ผลไม้รวมมิตร หรือถ้าเบื่อผักสดจะใช้วิธีนึ่ง ต้ม หรือตุ๋นก็ได้ แต่ต้องใช้ความร้อนไม่เกิน 100 องศา เพื่อรักษาคุณค่าอาหารของผักเอาไว้

ข้อดีคือ ได้เส้นใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มท้องนานใกล้เคียงกับการกินข้าว และทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดี จึงช่วยขจัด ไขมันออกไปได้มาก คนที่ทำวิธีนี้จะรู้สึกว่าผอมลงตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ลงมือทำ
ส่วนข้อเสียคือ รสชาติของอาหารไม่หลากหลาย ทำให้เบื่อง่าย

Master Cleanse Diet

คือ ต้องไม่กินอะไรเลยนอกจากน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า น้ำเปล่าบีบมะนาว น้ำแกงจืด น้ำผลไม้ และสารพัดน้ำอื่น ๆ ตามใจชอบ

ข้อดีของวิธีการนี้คือ น้ำหนักจะลดลงไป 2 - 3 กิโลภายในหนึ่งอาทิตย์ แถมยังช่วยล้างสารพิษที่หมักหมมในร่าง กายอย่างได้ผลด้วย
ข้อเสียก็คือ ทำยากมากถึงมากที่สุด และสาว ๆ จะมีอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิด เครียดอยู่ตลอดเวลา

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++