วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

เบื่อเรียนจะแย่ แก้ยังไง


ฝ่าด่านอรหันต์สู้อารมณ์เบื่อ!

สีกระชากอารมณ์
การ จดโน้ตเป็นวิธีเยี่ยมที่ช่วยให้เราตื่นตัวเสมอ แต่เพื่อให้น่าสนใจขึ้นอีก ควรจดแบบมีลูกเล่นสักหน่อย อย่างเปลี่ยนสีปากกาที่ใช้จดทุกๆ 15 นาที หรือเขียนตัวใหญ่บ้างเล็กบ้างสลับกัน อีกอย่าง ถ้าได้เบรกพักระหว่างชั่วโมงเรียนบ้าง ก็จะช่วยให้เวลาผ่านไปเร็วเหมือนติดปีก และทำให้คุณตั้งใจเรียนมากขึ้นได้!

สดชื่นด้วยมินต์
ถ้า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนละก็ ลูกอมเปปเปอร์มินต์เย็นซ่าช่วยได้มากทีเดียว เลือกแบบที่รสซ่าแรงๆ ไปเลย ปลุกสมองให้ตื่นตัว ช่วยให้สดชื่นกระปรี้ประเปร่าดีนักแหละ

วาดไปเรื่อยเปื่อย!
คุณ อาจจะคิดว่า ตัวเองกำลังใจลอยวาดสะเปะสะปะไปสารพัดตอนที่ฟังครูสอน แต่การวาดอะไรไปเรื่อยเปื่อยมันก็คือการจดโน้ตอย่างนึงนั้นเอง ซึ่งจริงๆ แล้วช่วยให้สมองซึมซับรายละเอียดได้ดีเชียวละ เพราะสมองจะจำเป็นภาพแล้วก็จำได้แม่นด้วย ลองฟังในสิ่งที่ครูพูดแล้วปล่อยปากกาพาไปสิ

จดเรื่องฟุ้งซ่านเก็บไว้ก่อน
คุณ ไม่สามารถหยุดนั่งฝันกลางวันได้ใช่มั้ย ถ้างั้นก็เก็บเอาความคิดนอกเรื่องออกจากหัวเขียนลงบนกระดาษซะ เอาแบบสั้นๆ เป็นคำๆ หรือแค่ประโยคเดียวพอ ไว้ค่อยเอามาปะติดปะต่อกันทีหลัง เหมือนเป็นจิ๊ดซอว์ความคิดไง ทีนี้คุณก็จะเลิกฝันหันมามีสมาธิกับสิ่งที่ครูกำลังจะพูดมากขึ้น โดยไม่พลาดทุกฉากทุกตอนที่กำลังฝันหวานไปไงล่ะ

อะไรไม่ใช้เคลียร์ซะ
เมื่อ คุณเก็บแบบเรียนวิชาเคมี การบ้านพีชคณิต รวมทั้งมือถือลงจากโต๊ะ มีเฉพาะหนังสือที่กำลังเรียน ก็ไม่เหลืออะไรมาทำให้คุณวอกแวกอีกแล้ว ของที่วางเกลื่อนบนโต๊ะทำให้รวบรวมสมาธิยาก เพราะใจคุณจะมัวคอยจดจ่อกับทุกอย่างไปซะหมด

ผู้ชายเริ่มจากร้อย ผู้หญิงเริ่มจากศูนย์

เมื่อผู้ชายเริ่มรักผู้หญิงของตัวเอง . .

ทุกอย่างที่เป็นเธอ จะดูสวยงามและเพียบพร้อม

ไม่มีอะไรที่เขาไม่ชอบ ไม่พอใจ

,,,

วันเวลาผ่านไป. . .

เมื่อความเคยชินเข้ามาแทนที่ สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวัน

อาจกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ
เธอไม่สวยงาม และน่าทะนุถนอมเหมือนแต่ก่อน
ทำไมเวลาจับต้องเธอแล้ว รู้สึกไม่เหมือนเดิม
ทำไมนิสัยไม่ดีของเธอ ถึงได้ผุดขึ้นมามากมายแบบนี้
เขารับเธอไม่ได้อีกต่อไป และทนไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงของเธอ

ในขณะที่ความรักของผู้หญิงเริ่มต้นจากศูนย์
เขายังมีสิ่งที่เธอคิดว่าเธอไม่ชอบทุกอย่างของเขา
แต่เมื่อเธอตัดสินใจลองคบหาเพื่อที่จะศึกษาสิ่งที่ดีในตัวเขา
,,,

วันเวลาผ่านไป . .
ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่สุดบนโลกนี้
คะแนนที่มากมายมันเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร
ถึงขั้นนี้ . . .ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเขา
ช่างดูดีและน่าหลงใหล
จนรู้สึกว่า . . .เขาแทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวในชีวิต
ที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ได้ เธอพร้อมที่จะสละทุกอย่างที่มีอยู่
เพื่อที่จะให้เขาและเธออยู่ด้วยกันตลอดไป

,,,

วันนี้...ความรักของเธอเกินร้อย
ในทางกลับกัน ความรักของเขากลับลดลงจนเหลือศูนย์
ความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในใจของคนทั้งคู่
เหมือนกันคือ คำถามที่ว่า "ทำไม . . .อีกฝ่ายถึงเปลี่ยนไป"?

,,,
หากตัวแปรของความสัมพันธ์ ระหว่างคนสองคน อยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงแล้ว
คงเร็วเกินไปที่จะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงคนเดียว |
เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “คนเรานั้น เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา”
และนี่คือ สัจธรรมที่แท้จริงบนโลกใบนี้เสียด้วย

คุณว่าจริงไหม....

http://webboard.yenta4.com/topic/390083

ความรักของผู้หญิง ไมได้เกิดขึ้นง่ายๆ

แฟนเก่ากลับมา ควรกลับไปหาไหม

คน ไม่ใช่สิ่งของ วางไว้แล้วกลับมาเอาเมื่อไหร่ก็ได้ มนุษย์มีความรู้สึก คำว่ารักคำเดียวกัน บอกคนละวันยังซึ้งใจไม่เท่ากันเลย นับประสาอะไรวันที่รอความรัก ความเห็นใจ เธอยังเดินไปอย่างไม่ใยดี วันนี้กลับมานึกหรือว่าความรู้สึกนั้นยังเหมือนเดิม แม้จะรักเธอแทบตาย แต่ฉันตายไม่ได้จริง ๆ เพราะเธอไม่ได้คู่ควรขนาดนั้น อุตส่าห์ขึ้นมาจากเหวได้แล้ว ถ้าจะตัดสินใจไปเดินเล่นบนปากเหวอีกสักที รักจริงเขาต้องรอไหว นอกซะจากว่าโดนทิ้งมา เลยโหยหาความมั่นใจ กลับมาหาคนที่ไม่มีวันทิ้งเขาไป แม้ว่าจะโดนทิ้งขว้างยังไงก็ตาม ลองคิดดูดี ๆ ไม่ต้องรีบ หรือจะลองพิจารณาจาก 7 ข้อ ดังนี้... ผู้หญิงนะคะดอทคอม

1. ถามตัวเองว่าไม่มีเขา เราอยู่ได้ใช่ไหม
ถ้า อยู่ได้อยู่ไปก่อนอย่ารีบร้อน วันที่เราเจ็บปางตายเขากับเดินหนีไปอย่างหน้าตาเฉย คนเข้มแข็งกลายเป็นคนอ่อนแออาจใช้เวลาแค่วันเดียว แต่กว่าที่คนอ่อนแอจะกลับมาเป็นคนเข้มแข็งเหมือนเดิม อาจใช้เวลาเป็นปีกว่าหัวใจดี ๆ จะฟื้นคืนสภาพ เราเท่านั้นที่รู้ อย่าปล่อยให้มันเจ็บซ้ำ ๆ จากคนเดิม ๆ

2. ให้เวลาทั้งเขาและเรา
ช่วง เวลาของการกำลังจะได้มา กับช่วงเวลาที่กำลังจะสูญเสียไป เป็นช่วงเวลาที่หอมหวานที่สุดของความรัก มันเป็นแค่ความตื่นเต้นของช่วงตะกายฝัน พออยู่ด้วยกันจริง ๆ กลับเฉย ๆ “เวลา” จะบอกได้เองว่าเขากลับมาเพราะรักเราหรือว่าเหงา มีเราก็ยังดีอยู่ เดี๋ยวพอมีแรงก็ไปหาคนอื่นอีก

3. เป็นเพื่อนไปก่อน
ตำแหน่ง บรรดาศักดิ์ที่บางคนอาจไม่ควรค่าด้วยซ้ำ ไม่ไหน ๆ ก็เคยรักกัน หยวน ๆ คบกันแบบเพื่อน คุยกันในเวลาที่สะดวก ไม่ทุรนทุราย ในเมื่อรักครั้งเก่าเราเร่มจาก 1 มาถึง 100 แล้วเธอก็พังมันซะราบ ถ้าจะกลับมาเราคงไม่นับ 1 ใหม่ แต่ต้องถอยไปถึงขั้นติดลบ

4. ฟอร์มกินไม่ได้ แต่สวย
ต่อ ให้ใจอยากวิ่งถลาเข้าไปกรี๊ดใส่ กอดเขาให้หนำใจ แต่ยังไงก็ต้องทำหน้าไม่ไว้ใจ เนียน ๆ เก็บความดีใจเอาไว้ให้ลึกสุดใจ อย่าให้เขาจับได้ว่าเรารอเวลาให้เขากลับมาทุกลมหายใจเข้าออก เล่นตัวบ้างอะไรบ้าง อย่าว่างทุกครั้งที่เขาชวน อย่า Cancel ทุกคนเพื่อรอเขาคนเดียว

5. หาข้อมูลแวดล้อม
จะ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค หรือจากเพื่อน ๆ เช็กให้ดี ประวัติชีวิตรักก่อนซมซานกลับมาหาเรา เขาถูกทิ้งมาหรือเปล่า ยังไงความลับก็ไม่มีในโลก

6. ปฎิเสธอย่างไวแบบไม่ต้องคิด
ก็ แค่ลองวัดใจเฉย ๆ ถ้าเขาเปลี่ยนใจเดินหนีไปเลย แปลว่าเขาไม่ได้อยากกลับมาจริง ๆ ถ้าเราเป็นคนที่เขามั่นใจว่ายังไงก็ตัดสินใจไม่ผิด เขาคงมีวิธีที่ทำใหเรารู้ได้ว่าครั้งนี้เขาเอาจริง ผู้หญิงนะคะดอทคอม

7. พร้อมจะเจ็บอีกครั้งไหม
ถ้า รู้ว่ายังไงเจ็บแค่ไหนก็ไม่ตายอยู่ดี เดินกลับหลังหันเริ่มต้นใหม่กับคนที่เป็นหัวใจคนเดิมได้เลย ใช้เวลาด้วยกันอย่างเต็มที่ อาจจะดีก็ได้ เพราะต่างได้เรียนรู้แล้วว่าการไม่มีกันและกันมันแย่ขนาดไหน แต่ถ้าเขาทิ้งเราไปอีกรอบ ก็ถือซะว่าอย่างน้อยเราได้ให้โอกาสแล้วทั้ง 2 ฝ่าย

ถ้า วันนี้เราพร้อมเสี่ยง ค่อย ๆ รักไปอย่างใช้สติ คนเคยทำให้เราเจ็บแล้วครั้งหนึ่ง ทำไมจะทำให้เราเจ็บอีกไม่ได้ แต่ถ้าเขาใช้โอกาสที่เราให้เขาอย่างดี ก็ขอให้มีกันและกันตลอดไป แต่ว่าหากทุกอย่างเกิดผิดพลาด ก็ไม่ต้องตกใจ เราเคยรอดมาได้แล้วครั้งหนึ่ง

ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สุขได้ด้วยการให้ 108 วิธี




ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สุขได้ด้วยการให้ 108 วิธี

แม้ วันแม่เพิ่งจะผ่านพ้นไปเพียงหนึ่งวัน แต่เชื่อว่าหลายๆครอบครัวพร้อมที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆหรือทำอะไรดีๆต่อไป เรื่อยๆเพื่อให้แม่และทุกคนในครอบครัวมีความสุข และหากทุกคนมีความสุขแล้ว รู้จักการให้แก่คนในบ้านมาพอสมควร วันนี้ลองมาปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็นผู้ให้แก่คนอื่นบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

ทั้งนี้วิธีมอบน้ำใจให้แก่ผู้อื่น เราสามารถเริ่มต้นด้วยการมองและยิ้ม ต่อจากนั้นก็ใช้การทักทาย ฟัง และพูด น้ำใจสามารถส่งถึงกันได้ด้วยการเขียน และการกระทำ ทั้งต่อคนที่รู้จักกันแล้ว และที่ยังไม่รู้จักกัน ไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ สามารถมอบน้ำใจให้แก่กันได้ทั้งสิ้น

วันนี้ทางทีมงาน Life and Family จึงขอเสนอ วิธีการ 108 วิธีเพื่อมอบน้ำใจให้แก่บุคคลอื่น ซึ่ง มันจะทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เป็นที่รัก และชื่นชมสำหรับบุคคลอื่นเพิ่มขึ้น และโลกนี้จะน่าอยู่ น่าชื่นอยู่ขึ้นอีกมากทีเดียว


มองและยิ้ม

1.มองทุกคนที่พบกันด้วยสายตาที่เป็นมิตร อย่าคิดว่าคนอื่นจะประสงค์ร้ายต่อเราทั้งหมด แต่ก็ต้องระวังคนหลอกลวงไว้บ้าง

2.ยิ้มให้ทุกคนที่พบกัน ยิ้มด้วยสายตา ยิ้มด้วยใบหน้า ยิ้มด้วยจิตใจ อย่าทำหน้าบึ้งหน้างอ ถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดี ลองมองดูหน้าตนเองในกระจกเงาบ้าง

3.ทำความรู้จักกับคนที่ไม่รู้จัก โดยพยายามยิ้มให้และกล่าวคำทักทาย

4.โบกมือส่งยิ้มให้เด็กๆ ในรถนักเรียนที่แล่นผ่านไป ยิ้มให้เด็กๆในรถข้างๆ หรือเด็กที่มองตาของท่านผ่านกระจกหลังของรถคันหน้าที่ติดไฟแดง

5.มองคนในแง่ดี มองคนในแง่บวก พิจารณาว่า เขาทำอะไรด้วยความหวังดีอย่างไรบ้าง อย่ามองคนในแง่ร้าย หรือมองในแง่ลบ อย่าเพิ่งคิดว่าเขาจะทำความชั่ว ความเลวเสียทั้งหมด น่าจะมีความดีอยู่บ้าง หรือเขาอาจทำไปเพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดก็ได้

6.มองว่าคนเราสามารถเป็นมิตรกันได้ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกัน หรือมีความเชื่อต่างกัน มองว่าการกระทำบางอย่างอาจทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นว่ามีวิธีหนึ่งที่ถูกต้องแล้ว อีกวิธีหนึ่งจะผิด


ทักทาย

7.ทักทายกับคนอื่น เมื่อได้พบกัน ด้วยการกล่าวคำสวัสดี ยกมือไหว้ ยิ้ม หรือก้มหัว ตามความเหมาะสม พยายามเรียกชื่อของเขา เพราะทุกคนมีความภูมิใจในชื่อของตน ระวังอย่าเรียกชื่อผิดคน

8.สนทนาทักทายกับเพื่อนร่วมงาน ถามไถ่ทุกข์สุข คุยเรื่องที่เขาสนใจ อย่านั่งใกล้กับใครโดยไม่พูดกัน


ฟัง

9.ตั้งใจฟังคนอื่นพูด ให้เวลาเขาพูด อย่าเพิ่งขัดคอ ขัดใจ อย่าพูดสอดแทรกขัดจังหวะ อย่าทักท้วงให้เขาเสียหน้า ต่อคนหมู่มาก

10.รับฟังสิ่งที่เขากำลังทำ หรือที่เขากำลังสนใจ แล้วหาทางสนับสนุนสิ่งที่ดี รับฟังความทุกข์ของเขา แล้วหาทางช่วยแก้ปัญหา บรรเทาความทุกข์ รับฟังความสำเร็จและความสุขของเขา แล้วร่วมยินดีด้วย


พูด

11.ใช้ คำพูดสี่คำให้ติดปาก คือ ขอบคุณ ขอโทษ ดี ช่วย กล่าวคำขอบคุณ เมื่อมีใครทำดีต่อตน ขอโทษเมื่อทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ ดี เมื่อผู้อื่นทำความดี และช่วย เมื่อต้องการให้ผู้อื่นช่วยเหลือ

12.พูดด้วยคำสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวานมีคำลงท้าย ครับ หรือ ค่ะ ตามความเหมาะสม ไม่ใช้คำหยาบคาย ดุด่าเสียดสี ขู่ตะคอก หรือพูดเหน็บแนม อย่าจี้จุดอ่อนให้ช้ำใจ หาเรื่องที่สนุกสนาน ตลกขบขันมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ถ้าพูดตลกไม่เป็น ให้พยายามจดจำมุขตลกที่คนอื่นเล่าแล้วนำไปเล่าต่อ

13.พูดชมเชยบุคคลอื่นเป็นประจำ เพื่อสร้างกำลังใจ อย่าเอาแต่ตำหนิต่อว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบุตร ภรรยา สามี และผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ชมว่ามีความพยายามสูงมาก ทำงานได้ดี เอาใจใส่บ้านดี ทำงานรอบคอบดีมาก อย่าพูดแต่เรื่องของตนฝ่ายเดียว เพราะคู่สนทนาจะเบื่อหน่าย

14.พูดถึงคนอื่น และหัวหน้าผู้บังคับบัญชาในด้านดีกับคนที่เขารู้จัก อย่านินทาว่าร้ายผู้บังคับบัญชากับผู้อื่น เพราะอาจจะมีคนเก็บไปรายงานให้ท่านฟังภายหลัง

15.รู้จักขัดแย้งโดยไม่ให้เขาเสียน้ำใจ โดยใช้เทคนิค "ใช่...แต่..." เช่น "ที่คุณว่ามานั้นก็ถูกต้อง แต่อาจจะมีอีกวิธีหนึ่ง..." หรือ "ที่คุณคิดนั้นก็ใช่ แต่คนอื่นเขาอาจคิดอีกอย่างหนึ่งก็ได้กระมัง" หรือ "ของบางอย่างอาจจะมิใช่มีสีดำหรือสีขาว แต่อาจเป็นสีเทาที่จะว่าขาวก็ได้ ดำก็ได้" หรือ "วิธีที่ถูกต้องอาจะมีมากกว่าหนึ่งวิธีก็ได้" หรือ "ร้านก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยอาจมีมากกวาหนึ่งร้านก็ได้"

16.หาเรื่องพูดคุยกับคนที่ขาดเพื่อน คุยกับคนที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนที่น่าสงสาร และต้องการความช่วยเหลือ

17.พูดด้วยเสียงดังพอสมควร ไม่พูดแผ่วเบา หรือ ตะโกนให้ดังเกินไป การพูดด้วยการขึ้นเสียง ก่อให้เกิดความโมโห และนำสู่การทะเลาะวิวาท

18.พูดคุยในสิ่งที่เขาสนใจ เช่น เรื่องเกี่ยวกับลูกของเขา หรือสิ่งที่เขามีความเชี่ยวชาญ เช่น เรื่องฟุตบอล กอล์ฟ ละครโทรทัศน์ หรือ หัวข้อข่าวที่เขาสนใจ ระวังไม่คุยคุ้ยเขี่ยสิ่งที่เขาอับอาย หรือต้องการปกปิดไม่ให้ใครรู้

19.หาข่าวเรื่องดีๆ หรือ เรื่องคนที่กระทำความดีมาคุยกันบ้าง เพื่อให้จิตใจเบิกบานอย่าคุยแต่ข่าวร้าย ข่าวลือ หลอกลวง หรือข่าวที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง

20.ไม่พูดหาเรื่องจับผิดคนอื่น ถ้าจะพูดถึงความดีของตนก็ว่าไป แต่ไม่ควรนินทาว่าร้ายคนอื่น หรือคุยว่าคนอื่นสู้ตนเองไม่ได้

21.หาทางพูดคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักพูดคุยด้วย โดยการแนะนำตัวเอง หรือ หาผู้อื่นแนะนำ

22.โทรศัพท์หรือเขียนจดหมายไปหาเพื่อน หรือคนรู้จักที่ไม่ได้ติดต่อนานเกินหนึ่งปี รวมทั้งเมื่อได้รับข่าวที่น่ายินดี หรือข่าวที่น่าเสียใจ

23.ละเว้นการพูดคำที่ไม่ดี และไม่โกรธ โมโห อย่างน้อยหนึ่งวันต่อสัปดาห์ เช่น วันจันทร์ หรือวันศุกร์


เขียน

24.เขียนจดหมาย หรือไปเยี่ยมคนที่กำลังกลุ้มใจเสียใจ หรือประสบปัญหาชีวิต

25.เขียนจดหมายหรือส่งบัตรแสดงความขอบคุณผู้ที่มีน้ำใจไมตรี ผู้ที่ทำคุณกับเรา

26.เขียนจดหมาย หรือส่งบัตรแสดงความยินดีในวันคล้ายวันเกิด หรือเมื่อมีคนที่รู้จักได้ข่าวดี เช่น ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้รับการยกย่องรางวัล

27.เขียนจดหมาย หรือส่งบัตรแสดงความเสียใจ เมื่อคนรู้จักได้รับความเสียใจ เช่น เมื่อเจ็บป่วย หรือญาติมิตรเสียชีวิต

28.เขียนคำชมเชยหรือมอบรางวัล แก่คนที่ให้บริการดีเป็นพิเศษ พนักงานบริการ แม่ครัว หรือยาม โดยอาจส่งผ่านไปทางผู้จัดการ เพื่อเขาจะได้นำไปประกาศชมเชย หรือให้รางวัลต่อ

29.เขียนจดหมายชมเชยการกระทำความดีเป็นพิเศษที่ได้พบเห็นในที่สาธารณะ ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อเป็นตัวอย่างของบุคคลอื่น แล้วส่งไปลงข่าวหนังสือพิมพ์หรือวิทยุ (เช่น วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน หรือ จส. 100)

30.เขียนป้ายเตือนอันตรายติดไว้ในที่เหมาะสม เพื่อมิให้ผู้อื่นเป็นอันตราย เช่น ระวังพื้นลื่น ระวังผึ้งต่อย ระวังหมาดุ ระวังไฟดูด ระวังคนล้วง-กรีดกระเป๋า

31.ดูชื่อเพื่อนเก่าในหนังสือรุ่น หรือรูปญาติในรูปเก่าๆ แล้วเขียนจดหมาย ต่อโทรศัพท์ถึง หรือส่งบัตรอวยพรปีใหม่



ปิด

32.ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ไม่ควรพูดโทรศัพท์ เช่น อยู่ในห้องประชุม รับแขก อยู่กับผู้ใหญ่ อยู่ในพิธีการ หรืองานศพ

33.ปิดหรือหรี่ เสียงดัง จากวิทยุโทรทัศน์ ที่อาจไปรบกวนเพื่อนบ้านข้างเคียง เขาอาจไม่ชอบเพลงชนิดที่เราชอบฟังก็ได้

ทำ

34.เลื่อนจานอาหารไปให้คนอื่นที่เอื้อมไม่ถึง โดยไม่ต้องรอให้เขาขอร้อง

35.หาทางปลอบใจคนที่กำลังมีความทุกข์ เช่น มีคนในครอบครัวเสียชีวิต ใช้วิธีปลอบว่า พระพุทธเจ้ายังมีปรินิพาน มนุษย์ก็ต้องมีความตายเป็นธรรมดา

36.ทำความประหลาดใจให้แก่บางคน ด้วยการใช้ความพยายามเป็นพิเศษในการหาสิ่งของที่เขาต้องการมาก แต่เขาไม่สามารถหาได้ ด้วยวิธีปกติธรรมดา แล้วจัดส่งไปให้ เช่น ผลไม้นอกฤดูกาล ของที่ต้องการอย่างรีบด่วน ของที่ต้องสั่งทำพิเศษ หรือของที่หายาก ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด

37.พยายามทำศัตรูให้กลายเป็นมิตร ด้วยการให้ของขวัญ การพูดคุย การเป็นเพื่อน การเห็นอกเห็นใจ การไม่เอาเปรียบ และการยอมลดราวาศอกกันบ้าง

38.ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ทำให้ผู้รับบริการเกิดความพอใจด้วยความเต็มใจ

39.ทำความประทับใจด้วยบริการที่เป็นพิเศษกว่าธรรมดา เช่นที่โรงแรมโอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ นั้น พนักงานโรงแรมจะสร้างความประทับใจโดยการทักทายเรียกชื่อแขกที่มาพักทุกคนได้ และหาข้อมูลว่าลูกค้าชอบอะไรจากการสังเกตสิ่งที่เขากิน เขาใช้ในวันแรก

ช่วยเหลือคนที่รู้จัก


40.สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเล่นกับลูก ช่วยน้อง หรือลูกทำการบ้าน พยายามลดงานประจำวันในวันหยุด เพื่อจะได้มีเวลาสำหรับสร้างความอบอุ่นในครอบครัว พาลูกหลานครอบครัวไปเที่ยวด้วยกันอย่างน้อยปีละครั้ง

41.ช่วยรับคนที่รู้จักกันขึ้นรถ เมื่อจะไปทางเดียวกัน หรือจะกลับบ้านทางเดียวกัน ชวนคนข้างบ้านที่ไม่มีรถ นั่งรถไปซื้อของที่ตลาดพร้อมกัน

42.ทักทาย แนะนำตัวทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่ย้ายมาใหม่ เช่นแนะนำเรื่องรถขยะ เรื่องการเก็บค่าไฟฟ้า ประปา

43.ส่งอาหารหรือผลไม้ไปให้เพื่อนบ้าน เป็นครั้งคราว

44.ให้คนสวนกวาดใบไม้หน้าบ้านของเพื่อนบ้านด้วย

45.ชวนเพื่อนบ้านและลูกของเพื่อนบ้านไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุด

46.รับฝากดูแลเด็กเล็กข้างบ้าน เมื่อพ่อแม่ของเด็กไม่อยู่ ชวนลูกเพื่อนบ้านที่พ่อแม่กลับบ้านดึก มาดูแลก่อนพ่อแม่กลับ ชวนมาเล่นที่บ้านเล่านิทาน ให้อ่านหนังสือการ์ตูน ทำการบ้าน (ระวังแจ้งพ่อแม่เด็กให้ทราบเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด)

47.ให้ความสนใจกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน ถ้าขาดกิจกรรมที่เล่นที่พักผ่อน ควรรวมกลุ่มชาวบ้านหารือกันกันเพื่อช่วยเหลือ ถ้าทำเองไม่ได้ควร ติดต่อกลุ่มที่สามารถช่วยได้ หรือจะเขียนจดหมายถึงอำเภอ/หนังสือพิมพ์/โทรทัศน์ หาผู้มีจิตศรัทธาช่วยเหลือ ช่วยป้องกันยาเสพติดในหมู่บ้าน

48.ไปเยี่ยมคนแก่ที่อยู่ใกล้บ้านเดือนละครั้ง

49.จ่ายเงินค่าอาหารหรือเครื่องดื่มให้เพื่อนร่วมงานเป็นครั้งคราว อย่าให้เขาเลี้ยงฝ่ายเดียว

50.ช่วยคนขาดแคลน ถ้ารู้ว่าคนรู้จักคนหนึ่งขาดแคลนเงินมาก ลองใส่ธนบัตรใบละร้อย หรือห้าร้อย ส่งทางไปรษณีย์ไปให้เขา โดยไม่ต้องบอกว่าส่งมาจากใคร

51.ตัดหนังสือพิมพ์ส่งไปให้คนรู้จัก เพราะว่ามีข่าวของเขา หรือมีเรื่องที่เขาน่าจะสนใจ

52.ส่งอาหารเครื่องดื่ม หรือขนมไปให้เจ้าหน้าที่บริการประชาชน เช่น ตำรวจสายตรวจที่มาหน้าบ้าน พนักงานดับเพลิง บุรุษไปรษณีย์ ยามหมู่บ้าน หรือพนักงานขยะ

53.ซื้อตั๋วดูภาพยนตร์/ดนตรี/กีฬา หรือหนังสือการ์ตูนให้เด็กข้างบ้าน

54.เมื่อเห็นว่าของบางอย่างเหมาะสมสำหรับบางคนที่รู้จัก ควรซื้อ หรือหาไปฝากเขา

55.ส่งหนังสือวารสารที่อ่านแล้วไปให้คนที่เราคิดว่าเขาต้องการ หรือบริจาคให้ห้องสมุดกรมการศึกษานอกโรงเรียน เพราะดีกว่าชั่งกิโลขาย

56.จ่ายเงินค่าสมัครสมาชิกวารสารที่เหมาะสมส่งไปให้โรงเรียนเก่า
57.หาของฝากหรือของขวัญปีใหม่ไปให้คนที่ติดต่อประจำ เช่น แม่ค้าขายผลไม้ แม่ครัวร้านอาหาร ช่างตัดผม คนขับรถ หรือภารโรง

58.หาของขวัญของฝากให้ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงาน เช่น บัตรกินอาหารฟรี บัตรลดราคา บัตรเติมน้ำมันฟรี บัตรดูละครการแสดง หรือตั๋วทัศนาจร แจกเงินหรือขนมให้ลูกของเพื่อนร่วมงานที่มารอพ่อแม่ที่ที่ทำงานหลังเลิก เรียน

59.มอบจักรยาน ลูกฟุตบอล หรือขลุ่ย แทนพวงหรีดในงานศพ เพื่อเจ้าภาพจะได้นำไปมอบให้เด็กบ้านไกลโรงเรียนในชนบท หรือมอบผ้าไตรแทนพวงหรีดในงานศพ เพื่อเจ้าภาพจะได้นำไปถวายพระ หรือใช้ในการอุปสมบทพระใหม่

60.ชดใช้หนี้ให้ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือให้ยืมเงินไม่เสียดอกเบี้ย โดยหวังจะให้เขามีกำลังใจในการสู้ชีวิต และทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป (ระวังอย่าเป็นนายประกัน)

ช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จัก

61.ช่วยทุกคนที่ประสบความยากลำบาก มีปัญหา มีความทุกข์ เช่นคนหลงทาง คนกำลังหิว คนที่กระหายน้ำ คนกำลังประสบอุบัติเหตุ

62.ส่งเงินและสิ่งของไปช่วยคนที่ประสบสาธารณะภัย เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้

63.บอกเตือนสิ่งผิดปกติของคนอื่น เช่น ยางรถแบน ซิปกางเกงไม่ได้รูด (เขียนใส่กระดาษไปบอก)

64.ช่วยจับประตูที่เปิดเดินออกไปแล้ว เพื่อไม่ให้ตีคนที่กำลังตามมาข้างหลัง

65.ช่วยชี้ทาง นำทาง ให้คนต่างถิ่นมาถามทาง หากอยู่ใกล้ๆ พอนำไปส่งได้จะวิเศษมาก

66.ช่วยคนที่กำลังหาของที่หาย หาไม่พบ หรือเมื่อเก็บของได้ส่งคืนเจ้าของ

67.ช่วยถือของให้คนที่หอบของพะรุงพะรัง (แต่ควรระวังอย่าถือของให้คนไม่รู้จักที่นำมาฝาก เพราะอาจมีของที่ขโมยมา หรือยาเสพติดอยู่ในถุงนั้น ทำให้ต้องตกเป็นผู้ต้องหาได้ ไม่ควรรับฝากของใครไปต่างประเทศ)

68.ช่วยคนที่กำลังจะเอื้อมหยิบของบนชั้นสูงไม่ถึง (ระวังของตกใส่หัว หรือของหนักเกินกำลัง เวลายกของต้องใช้กำลังขา อย่างอหลัง มิฉะนั้นจะปวดหลังไปนาน เพราะกระดูกสันหลังอาจเคลื่อน หรืออักเสบ)

69.ช่วยเข็นรถยนต์ของคนอื่นที่เครื่องเสีย ต้องหลบเข้าข้างทาง (ระวังถูกรถที่ผ่านไปมาชนเอา)

70.หาดอกไม้หรือของไปฝากคนป่วยไม่รู้จัก ที่ไม่ค่อยมีคนเยี่ยม เมื่อไปที่โรงพยาบาล มอบกระดาษเขียนจดหมาย ปากกา และซอง พร้อมแสตมป์ให้ผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาลนานๆ เพื่อเขียนจดหมายถึงญาติมิตร (ผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาลนานๆ มักมีคนมาเยี่ยมน้อย)

71.ช่วยนำคนเจ็บหรือผู้ประสบอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาล (ระวังต้องยกตัวในท่าที่ถูกต้อง มิฉะนั้น อาจทำให้เป็นอัมพาต และควรหาพยานที่จะยืนยันว่าท่านมิใช่ต้นเหตุของอุบัติเหตุไว้ด้วย)

72.ช่วยผายปอดคนตกน้ำ (ระวังไม่ควรลงไปช่วยคนตกน้ำในน้ำ หากไม่เก่งจริง เพราะอาจถูกดึงให้จมไปด้วยกัน ควรโยนเชือกหรือวัตถุลอยน้ำให้)

73.ช่วยแนะนำหางานให้ตกงาน (ระวังไม่ควรลงนามรับประกันความเสียหาย หรือประกันเงินกู้ให้ผู้อื่น เพราะถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ นายประกันอาจต้องตามไปชดใช้หนี้ภายหลัง)

74.แนะนำวิธีประกอบอาชีพ หรือฝึกอาชีพให้คนที่ต้องการอาชีพ โดยอาจจัดอบรม นำวิธีทำมาหากินส่งไปให้

75.จัดงานเชิญเด็ก คนชรา คนพิการ มาสนุกสนาน หรือไปเที่ยวในวันสำคัญ เช่น วันสงกรานต์ วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันสถาปนาหน่วยงาน เดินทางไปเยี่ยมบ้านคนชราบ้านเด็กกำพร้า หรือเด็กพิการ เพื่อเลี้ยงอาหาร และนำของไปเยี่ยม เน้นผู้ที่ไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยม ไปอ่านหนังสือให้คนแก่ฟัง เล่นดนตรี หรือเล่านิทานให้เด็กฟัง

76.ไปเยี่ยมบ้านแรกรับเด็กอ่อน บ้านราชวิถี บ้านกรุณา บ้านมุทิตา บ้านอุเบกขา เพื่อเยี่ยมเด็กที่ขาดผู้อุปการะ หรือ เด็กที่เคยกระทำความผิดซึ่งไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยม เพราะอีกไม่นานเขาจะได้ออกไปอยู่ร่วมกับสังคม ถ้าเขาได้น้ำใจไมตรีที่ดี อาจกลับตัวเป็นคนดีได้ (หากจะไปเยี่ยมนักโทษภายในเรือนจำ ต้องระวังถูกจับเป็นตัวประกัน)

77.ช่วยป้องกัน หรือห้ามปราม คนที่กำลังจะทะเลาะวิวาทโกรธเคืองกัน หรือจะทำร้ายกัน แต่ต้องระวังลูกหลง (พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคนที่ช่วยให้คนที่ทะเลาะกันกลับคืนดีได้ เหมือนที่ทรงห้ามพระญาติไม่ให้ทะเลาะกันคราวแย่งน้ำแม่น้ำโรหิณี)

78.สนับสนุนช่วยเหลือหน่วยงานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม เช่นกาชาด วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน มูลนิธิร่วมกตัญญู ลูกเสือชาวบ้าน โรตารี่ ไลออนส์ เป็นต้น

79.จัดกลุ่มอาสาสมัครช่วยทำงานส่วนรวมนอกเหนือหน้าที่ปกติ เช่นกลุ่มฮักเมืองน่าน กองลูกเสือนอกโรงเรียนวชิรชัย ชมรมอาชีวะบำเพ็ญประโยชน์ แล้วหากิจกรรมไปทำ เช่น ไปทาสีลบรอยขีดเขียนตามกำแพง (ที่เขียนว่าใครเป็นบิดาใคร ฯลฯ) เก็บเศษแก้วของมีคมตามหาดทรายชายทะเล เพื่อป้องกันคนอื่นมาเหยียบเท้าทำให้บาดเจ็บ

80.สนับสนุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เช่น บริจาคเงินหรือเวลาช่วยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลอาสากาชาด โรงเรียนสอนคนตาบอด โรงเรียนสอนคนพิการ บ้านราชวิถี บ้านแรกรับเด็กอ่อน บ้านเมตตา กรุณา หรือรับคนตาบอดมาเป็นพนักงานโทรศัพท์


ยอม/เสียสละ/ให้

81.เมื่อ เข้าห้องน้ำ ควรหยิบกระดาษเช็ดอ่างน้ำ หรือเช็ดที่นั่งส้วมให้สะอาดก่อนออกไป เพื่อให้คนที่มาใช้ทีหลังจะได้เข้าห้องน้ำสะอาด

82.เมื่อเข้าคิวกดเงินจากเอทีเอ็ม จ่ายเงินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือที่โรงพยาบาล ถ้าไม่รีบร้อนนัก เชิญให้คนที่รอข้างหลังที่รีบเร่งกว่าได้ใช้บริการก่อน

83.เมื่อขับรถติดอยู่แต่ไม่รีบเร่งมากนัก โบกมือยอมให้คันหลังที่รีบเร่งกว่าแทรกเข้าหน้าไปได้ก่อน

84.เมื่อเข้าคิวส้วม ยอมให้คนข้างหลังที่ปวดมากกว่าได้เข้าส้วมไปก่อน

85.ออกเงินซื้ออาหาร เช่นข้าวหน้าเป็ดให้ขอทานที่หิวโซ

86.ออกเงินให้คนที่ไม่มีเงินหยอดโทรศัพท์สาธารณะ หรือเข้าส้วมสาธารณะที่ต้องจ่ายเงิน โดยทิ้งเหรียญบาทที่เหลือไว้ในช่องทอนเงิน

87.หาของขวัญปีใหม่ หรือของขวัญวันเกิดให้คนที่ไม่เคยได้รับอะไรเลยเมื่อปีก่อน

88.ส่งของขวัญให้คนที่เห็นแก่ตัวไม่คิดคนอื่น โดยไม่ให้รู้ว่าใครส่งมา

89.ให้ความเห็นใจ ปลอบใจ คนที่กำลังมีความทุกข์ กลุ้มใจหาทางออกไม่ได้

90.บริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะหรือเงิน ให้สภากาชาดไทย หรือโรงพยาบาลต่างๆ และชวนให้คนอื่นบริจาคด้วย


มีความเกรงใจ

91.เมื่อโทรศัพท์ไปถึงใคร ควรถามว่าเขากำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า ถ้าเขากำลังมีธุระควรถามว่า จะให้โทรกลับอีกเมื่อไหร่

92.เมื่อมีคนโทรศัพท์มาถึงและฝากหมายเลขไว้ ควรรีบโทรกลับทันทีเมื่อสะดวก

93.ไม่ขอหรือยืมเงิน ของรักของหวงของเพื่อน หรือ ของที่อาจทำให้เพื่อนลำบากใจ เช่น รถยนต์ หรือปืน

94.เมื่อยืมของจากผู้ใด ต้องรีบคืนทันทีเมื่อเสร็จงาน ไม่ต้องรอให้ทวง


น้ำใจของเด็กเล็ก

เด็กๆ สามารถมอบน้ำใจไมตรีให้ผู้อื่นได้เหมือนกับผู้ใหญ่ได้ ตัวอย่าง เช่น

95.ยิ้มหวาน และพูดเพราะกับทุกคน

96.ทักทาย ไหว้ สวัสดี ผู้ใหญ่อย่างเหมาะสม

97.เก็บเสื้อผ้า และของเล่นในห้องตนให้เรียบร้อย ไม่ต้องให้คนอื่นมาตามเก็บให้ทำเตียงตนเอง กวาดห้องตนเอง

98.รักษาความสะอาดห้องน้ำ ทิ้งขยะลงถัง ไม่ทิ้งสิ่งสกปรกลงพื้น ถนน หรือแม่น้ำลำคอลง

99.ช่วยทำงานบ้าน เช่น ช่วยแม่ล้างจานกวาดบ้าน เช็ดสิ่งสกปรกที่พื้น ไม่ทำบ้านรก

100.มอบน้ำใจให้ทุกคนในบ้าน เช่น ยกน้ำเย็นไปให้พ่อ แบ่งขนมให้น้อง เล่นกับน้อง ช่วยสอนน้องทำการบ้าน สอนน้องอ่านหนังสือ ช่วยน้องผูกเชือกรองเท้า ติดกระดุมเสื้อ และหวีผมให้น้อง

101.ยอมให้พ่อดูข่าวโทรทัศน์ขณะที่ตนอยากดูการ์ตูน

102.ร้องเพลงให้คุณย่าฟัง อ่านหนังสือพิมพ์ นวดขาให้คุณยาย

103.เขียนจดหมายพร้อมส่งรูปถ่ายไปให้ญาติผู้ใหญ่

104.ช่วยปลอบเพื่อนที่ร้องไห้ หรืออยู่ในภาวะเสียใจ

105.พาเพื่อนที่ไม่สบายไปห้องพยาบาล

106.แบ่งขนมให้เพื่อน เพื่อกินด้วยกัน ไม่กินคนเดียว

107.ช่วยครูยกสมุดการบ้านไปห้องพักครู

108.ตั้งใจทำตัวเป็นเด็กดีที่มีน้ำใจ


เรียบเรียงข้อมูลจาก
thaiparents

ที่มาข้อมูล: หนังสือ "108 วิธีมอบน้ำใจให้แก่กัน"
โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

ไม่ต้องรักกันเพิ่มขึ้น แค่อย่าให้ความใส่ใจลดน้อยลง




ความรัก...มักจะหวือหวาในตอนแรก

แต่เมื่อคนสองคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ระดับความตื่นเต้นก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

พอเป็นแบบนี้ หลายคนเริ่มมีคำถามโผล่ขึ้นมาในใจว่า "เขายังรักเราอยู่หรือเปล่า"

เริ่มรู้สึกว่าตัวเอง "ไม่ค่อยมีความสำคัญ" สำหรับเขาเหมือนเดิมแล้ว


เมื่อคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองได้รับความเอาใจใส่จากคนรักน้อยลง

มักจะคิดว่าความรักที่เขามีต่อตัวเองก็ "น้อยลง" ตามไปด้วย


ฉันคิดว่าคนเราไม่จำเป็นต้องแสดงออกตลอดเวลาว่ารักมากหรือรักน้อย

เพราะถ้าความรักยังอยู่กับเราเหมือนเดิม ก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่าเป็นห่วง

ลองคิดดูสิว่า หากเขาดูนิ่งๆ ไม่ค่อยใส่ใจ แต่เขาก็ไม่ได้นอกใจเราแม้แต่นาทีเดียว

กับการที่เขามีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้เราตื่นเต้น และคอยเอาใจเราเป็นอย่างดี

แต่เขาแอบคบคนอื่นไปพร้อมๆ กันอีกสามคน

ถ้าให้เลือก…เราจะเลือกคนแบบไหนล่ะ

ก็ต้องเป็นคนที่ "รักเราคนเดียว" อยู่ดีนั่นแหละถูกไหม

ดังนั้นการที่เราให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาแสดงออก

แล้วตัดสินใจว่าเขารักน้อยลง เพราะทำดีกับเราน้อยลง อาจทำร้ายจิตใจกันและกันทั้งสองฝ่าย


แต่ถ้าเรายอมรับความจริงจุดนี้ได้ แต่เขาก็ยังเอาใจใส่เราน้อยลงอยู่ดี

ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องกล้าพูดในสิ่งที่เราค้างคาใจ

ก่อนจะเปิดใจคุยกัน เราต้องรู้เสียก่อนว่า "เราต้องการอะไร" แล้วพูดออกไปตามที่รู้สึก

ฉันมั่นใจว่าเขาต้องยอมรับฟัง และเก็บเอาไปแก้ไขปรับปรุงแน่


ไม่มีอะไรที่คนรักกันจะทำให้กันไม่ได้

หากเรื่องที่ร้องขอ…ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยากลำบากอะไร

เขาอาจโทร.หาเราบ่อยขึ้น หากเขารู้ว่าเราจะไม่สบายใจ ถ้าเขาหายไปทั้งวันโดยไม่บอกกล่าว

หรือเขาคงเลือกที่จะอยู่กับเราให้มากกว่าเดิม

หากรู้ว่าเราน้อยใจ ที่เขาเอาแต่ออกจากบ้านไปเจอเพื่อนฝูง


ทุกปัญหาล้วนมีทางออก แต่เราต้องค้นให้เจอก่อนว่าอะไรคือปัญหา

ผู้หญิงจะชอบคิดว่า "เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ทำไมทำให้กันไม่ได้"

ผู้ชายจะคิดว่า "เขาก็เป็นของเขาแบบนี้แหละ"

บางทีผู้ชายก็เบื่อที่จะเอาอกเอาใจแฟนตัวเอง เพราะเจอกันทุกวัน บางคนก็อยู่ด้วยกันทุกวัน

เขาอาจจะคิดว่า "ทุกอย่างก็ดีอยู่แล้ว"

ยิ่งเราไปโวยวายจะให้เขาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าถูกออกคำสั่ง

ซึ่งผู้ชายจะ "เกลียดที่สุด" ถ้าผู้หญิงมาสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ตามใจชอบ


ตราบใดที่ความรักเคลื่อนไหวอยู่ในหัวใจของคนสองคน

ก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่ามันจะ "มาก" หรือ "น้อย"

แต่เราควรดีใจที่ได้รู้ว่า ในหัวใจของเรายังมี "ความรัก" ให้กันและกันอยู่

เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ


ที่มา
FWDDER

ให้ความรักเป็นหนังสือ



เค้าว่ากันว่า....
อ่านหนังสือสักเล่มต้องใช้เวลา
เช่นเดียวกัน เราคงไม่รู้จักใครสักคนได้ดีตั้งแต่วันเรก

เค้าว่ากันว่า....
อย่าตัดสินหนังสือดีๆ แค่ปกมันสวย

เช่นเดียวกัน คนหน้าตาดี อาจจะไม่ใช่คนดีเสมอไป

เค้าว่ากันว่า....
คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย

ก็ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มเรกในชีวิตที่ชอบไม่ได้
เช่นเดียวกัน คนที่เราไม่คิดจะอยากรู้จัก
อาจจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิตของเราก็ได้

เค้าว่ากันว่า....
การชอบหนังสือสักเล่ม

ไม่ได้หมายความว่า หนังสือเล่มนั้น เนื้อหาดีทุกหน้า
เช่นเดียวกัน การรู้สึกดีกับใครสักคน
ไม่จำเป็นว่าเขาต้องไม่มีข้อเสียอะไรเลย

เค้าว่ากันว่า....
อย่ารู้สึกเสียดายเวลา

กับการอ่านหนังสือบางเล่มจนจบ
แล้วพบว่าเป็นหนังสือที่ไม่ชอบ

เช่นเดียวกัน จงรู้สึกดี
กับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็มที่

แม้ว่าวันหนึ่งจะรู้ว่า!! เค้าคนนั้นไม่ใช่เลยสักนิด
เพราะอย่าน้อย ต่อจากนี้ไป...

เราจะได้เลือกทางที่ถูกและคนที่ใช่สะที

วิธีอยู่กับคนที่เราเกลียด <โดย ว.วชิรเมธี>

รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน

ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า

วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ
หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์
ปราชญ์จีนบอกว่า ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา
แต่จงย้ายตัวเอง ''
ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?

โดย ว.วชิรเมธี

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

คนสายตาสั้นควรสนใจวิตามินใดบ้าง

อย่าคิดว่าเมื่อสายตาสั้นแล้วก็ต้องสั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เสมอไป

เนื่องจากเซลล์ประสาทตานั้นจะไม่เสื่อมลงไปถ้าได้รับการบำรุงที่ดี โดยมากเราจะเคยได้รู้เพียงว่าคนที่รับประทานวิตามินเอเป็นประจำสม่ำเสมอจะ มีดวงตาสวย สายตาดี เพราะวิตามินเอเกี่ยวข้องกับสายตาโดยตรงอยู่แล้ว

แต่ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นคว้าพบว่าวิตามินบี1 และวิตามินอีมีคุณสมบัติช่วยบำรุงเรื่องตาของคนเราได้เป็นอย่างดี

การขาดวิตามินอีทำให้จอรับภาพของตาเสื่อม

การขาดวิตามินบี 1 ประสาทที่ทำหน้าที่นำภาพไปสู่สมองก็จะเกิดผิดปกติ มีผลทำให้ประสามเสื่อม

อาหารที่เป็นแหล่งวิตามินอีและ บี1 ที่ดี ได้แก่ ตับ นม ถั่วลิสง ถั่วต่างๆ ไข่แดง ข้าวซ้อมมือ เต้าหู้ เนื้อหมู งา กระเทียม และสาหร่าย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : thai-healthcare.com

ภาพประกอบจาก : www.photos.com

ล้างหน้าอย่างไรให้ถูกวิธี



ขั้นตอนที่ 1

อย่าถูผิวแรง ๆ เป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดริ้วรอยย่นก่อนวัยนะคะ ควรสัมผัสผิวหน้าเบา ๆ วิธีการล้างหน้าที่ถูกต้อง คือ บีบครีม หรือโลชั่นล้างหน้าลงที่ฝ่ามือ แลัวใช้นิ้วนวดครีมให้ทั่วหน้า ลักษณะเป็น วงกลม และลูบขึ้นจากคางถึงตีนผม บริเวณหน้าผาก อย่าลูบลงเป็นอันขาดนะค่ะ

เมื่อทาทั่วแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที ค่อยเช็คออกด้วยสำลี หรือล้างออกด้วยน้ำสะอาดค่ะ และสำหรับการล้างเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา ให้ใช้สำลีชุบโลชั่นสำหรับล้างเครื่องสำอางที่ตาโดยเฉพาะ วางแปะไว้สักครู่แล้วจึงลูบออกเบา ๆ จากสันจมูก ไปหาขมับ

ขั้นตอนที่ 2

สมานผิว หรือที่เรียกว่า โทนเนอร์ ซึ่งทำหน้าที่ช่วยชำระคราบเครื่องสำอางที่ค้างอยู่บนใบหน้า และปรับสภาพผิวหน้าให้สมดุลย์ตามปกติ การใช้โทนเนอร์ที่ถูกต้องคือ เทน้ำยาลงบนสำลีให้ชื้น พอประมาณ และตบเบา ๆ จากคอไปหาไรผม บริเวณหน้า ผาก ส่วนบริเวณสองแก้ม ให้ตบเบา ๆ ในแนวนอนไปหาสันจมูก

สิ่งสำคัญควรใช้โทนเนอร์เป็นประจำ หลังใช้ ครีมหรือโลชั่นล้างหน้าและใช้ทุกครั้งค่ะ หรือเมื่อมีการมาส์คและขัดหน้า

ขั้นตอนที่ 3

เป็นหน้าที่ของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อคืนความชุ่มชื้น และเก็บกักน้ำในผิวให้คงอยู่นานที่สุดค่ะ และยังช่วยป้องกันฝุ่นละออง ไม่ให้เข้าถึงผิวโดยง่ายอีกด้วย มอยส์เจอร์ที่ดี ควรมีลักษณะโปร่งบาง เพื่อให้ผิว ได้รับออกซิเจน การทามอยส์เจอร์ให้ลูบขึ้นจากคางไปจดหน้าผาก ควรทาบาง ๆ โดยเฉพาะบริเวณใต้ตานะคะ

ข้อแนะนำ ควรใช้ครีมขัดหน้า ทำความสะอาด และมาส์คหน้า อาทิตย์ละ 1 ครั้ง นะค่ะ เพื่อช่วยขจัดเซลส์ ที่ตายแล้ว ให้ผลัดตัวหลุดลอกออกง่ายขึ้น

- มาส์คที่มีลักษณะเป็นโคลน หรือที่ทาแล้วแห้งติดผิวนั้น เหมาะกับผิวมันค่ะ
- มาส์คที่มีลักษณะเป็นครีม เหมาะกับคนผิวแห้ง
- ครีมขัดหน้า ควรเลือก ที่ผสมเม็ด ขัดที่ เล็ก ๆ ทำจากสารธรรมชาติ เช่น ข้าวโอ๊ต หลังจากขัดแล้วควรล้างออกด้วยน้ำอุ่น และเช็คให้แห้งนะคะ จากนั้น ตามด้วยการทาโทนเนอร์ และมอยส์เจอร์

ได้เห็นตัวเป็นๆ แล้ว LG LEX8 Nano LED TV

วันนี้มีโอกาสได้เห็นเครื่องที่ว่ากันว่าบางที่สุดในตอนนี้แล้ว ที่จริงๆ อาจจะดูแปลกๆ หน่อยถ้าจะบอกว่า ตัวฐานมันใหญ่เพราะว่าอุปกรณ์อะไรต่างๆ มันไปกองอยู่ตรงนั้น แต่เครื่อง LG LEX8 ที่มีความหนาแค่ 8 มิลลิเมตร ก็น่าประทับใจมากๆ ทั้งตัวขนาดและภาพที่ได้ เพราะเป็น Nano LED เริ่มๆ มีคนจะเอาไปเทียบความบางแข่งกัน iPhone ล่ะ ต่อไปคงต้องบางเท่าใบมีดกันแล้วมั้ง

ที่มา : Engadget

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ จาก : lcdspec

มหัศจรรย์น้ำผึ้ง

กว่า 8,000 ปีมาแล้วที่มนุษย์รู้จักและนำน้ำผึ้งมาใช้เป็นสารให้ความหวาน น้ำผึ้งมีสรรพคุณทางยา และมีประโยชน์ต่อสุขภาพจึงทำให้มีการนำน้ำผึ้งมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลาก หลาย บางคนนิยมรับประทานน้ำผึ้งเพียงอย่างเดียว หรืออาจจะนำน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำนมหรือผลไม้ นอกจากนี้น้ำผึ้งมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ จึงมักนำมาให้เด็กที่มีอาการท้องผูกรับประทาน รวมทั้งยังมีสรรพคุณในการป้องกันหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ จุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ด้วย

น้ำผึ้งเกิดขึ้นได้อย่างไร.... น้ำผึ้งเป็นน้ำหวานที่ได้จากดอกไม้ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลซูโครส กลูโคส และฟรักโทสเป็นส่วนประกอบหลัก โดยผึ้งงานจะเก็บสะสมน้ำหวานจากดอกไม้ไว้ในรังผึ้ง และผึ้งจะสร้างและปล่อยเอนไซม์ที่ชื่อว่า "invertase" ลงไปในน้ำหวานที่เก็บมาจากดอกไม้ ซึ่งจะทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพและโครงสร้างทางเคมีของ น้ำหวานจากดอกไม้

เอนไซม์ invertase จะเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสซึ่งเป็นไดแซ็กคาไรด์ ให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นมอนอแซ็กคาไรด์ และส่วนหนึ่งของกลูโคสที่มีอยู่ในน้ำหวานจากดอกไม้ก็จะเกิดปฏิกิริยาเคมีกับ เอนไซม์ glucose oxidase ที่สร้างจากผึ้ง โดย glucose oxidase จะเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นกรดกลูโคนิค (gluconic acid) และ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide)

กรดกลูโคนิคจะทำให้น้ำผึ้ง มีความเป็นกรดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะที่ ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด ในขณะเดียวกันไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก็มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ จุลินทรีย์บางชนิดได้เช่นกัน ส่วนความหนืดของน้ำผึ้งนั้นเกิดจากการที่น้ำที่อยู่ในน้ำหวานจากดอกไม้ ระเหยออกจากช่องเก็บน้ำผึ้งในรังผึ้ง ด้วยการกระพือปีกของผึ้งภายในรังซึ่งช่วยทำให้น้ำระเหยออกจากน้ำหวานได้เร็ว ขึ้น จึงทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นมาก ซึ่งสภาวะดังกล่าวจะไม่เหมาะกับการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ จะเห็นได้ว่าผึ้งมีวิธีการที่ทำให้น้ำหวานที่เก็บจากดอกไม้เปลี่ยนสภาพทั้ง โครงสร้างทางกายภาพและโครงสร้างทางเคมีได้อย่างน่ามหัศจรรย์

การที่ น้ำผึ้งเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะในน้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลมอนอแซ็กคาไรด์ ที่ร่างกายของเราสามารถดูดซึมน้ำตาลมอนอแซ็กคาไรด์ไปใช้ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยอาหาร ทำให้เวลาที่เรารับประทานน้ำผึ้งจะรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าอย่างรวด เร็ว แต่ในเด็กการดูดซึมน้ำตาลฟรักโทสในน้ำผึ้งไปใช้จะทำได้ไม่ดีเหมือนในผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าเด็กดื่มน้ำผึ้งมากเกินกว่าที่ร่างกายเด็กจะสามารถดูดซึมได้ น้ำตาลฟรักโทสในน้ำผึ้งที่เหลือค้างในลำไส้จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำในลำไส้ และถูกขับออกจากร่างกายในที่สุด นี่คือเหตุผลที่ทำไมจึงกล่าวว่า น้ำผึ้งมีการออกฤทธิ์คล้ายยาระบายอ่อนๆ

นอกจากนี้ในน้ำผึ้งยังประกอบไป ด้วยวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม และแร่ธาตุต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพและมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ในร่างกายอีกด้วย

สารต่อต้านอนุมูลอิสระคืออะไร สารต่อต้านอนุมูลอิสระคือสารที่ช่วยยับยั้งและป้องกันการเกิดปฏิกิริยาเคมี ต่างๆ ภายในเซลล์ของร่างกาย ซึ่งปฏิริยาเคมีเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการกระตุ้นของออกซิเจนหรือไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์และทำให้เกิดไอออนหรืออนุมูลอิสระซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดความเสีย หายต่างๆ ภายในเซลล์ของร่างกาย เช่น ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพ หรือแก่ชราลง ตัวอย่างสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่คุ้นเคยและใกล้ตัว คือสารในกลุ่มวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินซี และวิตามินอี เป็นต้น

นัก วิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและค้นพบกลุ่มสารเคมีที่พบในพืชหลายชนิดปรากฏอยู่ในน้ำ ผึ้ง เรียกสารกลุ่มนี้ว่า phytochemicals ซึ่งมีความหมายรวมถึงสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิดที่พบในน้ำผึ้งด้วย และน้ำผึ้งแต่ละชนิดก็จะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ ว่าน้ำผึ้งชนิดนั้นได้มาจากดอกไม้ชนิดใด ซึ่งสาร phytochemicals จะส่งผลในเชิงบวกต่อระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญอาหารในร่างกายของมนุษย์

นอก จากนี้ในไขผึ้งและน้ำผึ้งยังพบสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งและป้องกันการเกิด มะเร็งในลำไส้ใหญ่และการเกิดเนื้องอก รวมทั้งสรรพคุณของน้ำผึ้งที่มีสารเคมีที่ช่วยในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และราบางชนิด โดยสารเคมีเหล่านี้จะเป็นสารผสมของเรซินและสารอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ประกอบอยู่ในไขผึ้งและน้ำผึ้ง ทั้งหมดที่กล่าวมาถือว่าเป็นสรรพคุณที่ดีของน้ำผึ้ง

สำหรับน้ำผึ้งที่ ผ่านกระบวนการแปรรูปจะพบสารกลุ่ม phytochemicals น้อยกว่าในน้ำผึ้งที่ได้มาจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆ แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานการปนเปื้อนของน้ำผึ้งจากสารพิษที่แบคทีเรียสร้าง ขึ้น เช่น สารพิษโบทูลินั่ม จากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช โดยมีการปนเปื้อนในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไป ดังนั้น การเลือกน้ำผึ้งจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้อง คำนึงถึงด้วยเช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.scimath.org

ภาพประกอบจาก : www.photos.com

ขั้นตอนการทำฝนหลวง

การทำฝนหลวงทำให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอในการทำการเกษตร และเป็นหนึ่งในโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุ ยเดชฯ ที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของพระองค์ ทราบไหมว่าขั้นตอนในการทำฝนหลวงนั้นมี ขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรบ้าง

คุณทวี กาญจณา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงที่ 5 อธิบายว่า การทำฝนหลวงนั้นดูเหมือนจะง่าย และเกษตรกรก็มีความมุ่งหวังว่าพอมาขอฝนหลวงแล้วก็จะต้องมีฝนตก แต่ในการทำฝนหลวงนั้นกว่าจะทำให้ฝนตกลงมาได้เจ้าหน้าที่ต้องทำงานกันอย่าง หนัก เจ้าหน้าที่จะต้องแบ่งงานและเตรียมงานตั้งแต่เช้าโดยจะเริ่มงานเวลาประมาณ 6.30 น. เจ้าหน้าที่จะต้องเตรียมข้อมูลเพื่อจะปล่อยอุปกรณ์ติดกับบอลลูนไปในอากาศ เมื่อถึงเวลาประมาณ 7.30 น. เจ้าหน้าที่จะทำการเก็บข้อมูล หลังจากที่ได้ข้อมูลของสถาพอากาศแล้ว จากนั้นเวลาประมาณ 9.00 น. เจ้าหน้าที่ทุกคนจะมารวมกันที่สำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักบิน ช่างเครื่องบิน หัวหน้าทีมในการเตรียมสารหรือโปรยสาร เพื่อวิเคราะห์สภาพอากาศว่า วันนี้อากาศเหมาะสมในการที่จะขึ้นไปทำฝนหลวงหรือไม่ เครื่องบิน ยานพาหนะและสารทำฝนหลวงอยู่ในสภาพพร้อมหรือไม่

หลังจากนั้นก็จะปฏิบัตการทำฝนหลวงตามขั้นตอน สำหรับขั้นตอนการทำฝนนั้นมีอยู่ 3 ขั้นตอนกับอีก 3 เทคนิค ขั้นตอนที่ 1 จะเป็นการก่อเมฆ ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงเมฆให้อ้วน และขั้นตอนที่ 3 ตีเมฆให้ตกเป็นฝนและอีก 3 เทคนิคพระราชทานก็คือ เทคนิคที่ 1 การเพิ่มผลผลิตด้วยการใช้น้ำแข็งแห้ง เทคนิคที่ 2 แซนด์วิช และ เทคนิคที่ 3 เทคนิคซุปเปอร์แซนด์วิช การทำฝนหลวงเป็นการดัดแปลงสภาพอากาศที่ต้องอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก สำหรับระยะเวลาการตกของฝนหลวง หลังจากที่ได้ลงมือปฏิบัติการแล้วก็ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นหรือสภาพเมฆของ แต่ละวัน วันไหนความชื้นเหมาะสม ก้อนเมฆมีขนาดใหญ่ และเม็ดน้ำมีขนาดใหญ๋ฝนก็ตกภายใน 1 ชั่วโมง

สาเหตุที่ทำฝนหลวงแล้วฝนไม่ตกก็มีหลายสาเหตุ เช่น ความชื้นสัมพัทธ์มีน้อยเกินไป สภาพอากาศไม่ค่อยเหมาะสม เป็นต้น เมื่อทำฝนหลวงสำเร็จ คนที่ทำก็ดีใจ เพราะทำให้พื่นที่เกษตรกรรมของเกษตรกรรอดพ้นจากความเสียหายได้

TIPS เมื่อ วันที่ 12 ตุลาคม 2548 สำนักสิทธิบัตรยุโรปได้ออก สิทธิบัตร เลขที่ 1491088 ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้ชื่อ 'Weather Modification by Royal Rainma Technology' หรือ 'สิทธิบัตรฝนหลวง'

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)

มาสด้าเผยภาพสเก็ต BT-50 โฉม2012 คาดออกขายปลายปีหน้า

บริษัทมาสด้า มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เจ้าของค่ายรถมาสด้า ที่มีแนวทางในการดีไซน์ตามแนวคิดแบบ Zoom- Zoom ได้เผยภาพสเก็ตการออกแบบรถกระบะต้นแบบคันใหม่ ที่น่าเชื่อว่า มันน่าจะเป้นรถกระบะขนาดกลางในรุ่น Mazda BT-50 โฉมใหม่ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการออกแบบพัฒนา

ภาพดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ ทางบริษัทที่ใส่ดีกรีความสปอร์ตลงไปในสายพันธุ์รถกระบะมากยิ่งขึ้น โดยในภาพการออกแบบที่ปล่อยออกมายั่วน้ำลายคอคนรักรถกระบะนี้เป็นภาพของการ ออกแบบในรุ่น 4 ประตูที่เผยให้เห็นถึงใบหน้า ที่นำเอกลักษณ์หารออกแบบคล้ายคลึงกับรถมาสด้าในรุ่นปัจจุบันทั้งหลายมาใช้ จับใส่ลงไปในตัวบอดี้ของรถ

ดวงตาหรือโคมไฟหน้าของรถดูคล้ายๆกับของรุ่น CX-9 แต่มีความปราดเปรียวมากกว่า ส่วนกระจังหน้าดูขลับให้มีความสปอร์ตพสานเข้ากับความบึกบึนเล็กๆน้อยๆ ที่เหมือนการจับเอากระจังหน้าจากรถเก๋รุ่นใหญ่ในมาสด้า 6 มาใช้ ในขณะที่ด้านท้ายรถนั้น ในภาพสเกตดังกล่าวไม่ได้มีแสดง แต่เมื่อมองถึงในส่วนกระบะท้ายนั้น มันออกแนวคล้ายรูปทรงกระบะของจากรถกระบะค่ายหนึ่ง

ทั้งนี้นี่เป็นเพียงภาพสเก็ตในการออกแบบ เท่านั้น ซึ่งในรถต้นแบบคันจริงมันมีกำหนดการเปิดตัวที่งาน ออสเตรเลีย มอเตอร์โชว์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-24 ตุลาคม ศกนี้ โดยในงานดังกล่าว ทางค่ายพันธมิตรอย่างฟอร์ด ก็จะมีการเปิดตัว Ranger ใหม่ด้วยเช่นกัน

ส่วน ในเรื่องสายการผลิตนั้นคาดว่ารถรุ่นนี้จะถูกประกอบขึ้นที่โรงงาน ออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง ที่ประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังมีการขยายแผนงานการลงทุน มูลค่ากว่า 11000 ล้านบาท โดยการลงทุนดังกล่าว มีการเปิดเผยว่าเพื่อรองรับการผลิตกระบะคอมแพ็ครุ่นใหม่ในกลางปี 2554

Sanook Auto Comment

ภาพสเก็ตดังกล่าวถือว่า มาสด้ามีความตั้งใจจริงที่จะฉีกแนวรถกระบะรุ่นใหม่ให้แปลกกว่าเพื่อน หลัง 2 พันธมิตรฟอร์ดและมาสด้า แม้จะจับมือกันแต่ก็กลายเป็หอกข้างแคร่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และยอดขาย

สำหรับ BT-50 ใหม่นี้ มีกำหนดการณ์ออกถ้าดูจากการวางตลาดแล้ว น่าจะเป็นปลายปีหน้า ไม่น่าเกินงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ท้ายปี ถ้าหากใครชอบก็รอดูคันจริง ที่เราคงจะติดตามมานำเสนอในเร็วๆนี้ อย่างแน่นอน

อาหารที่ทานแล้วอารมณ์ดี

วันนี้ เรามีความรู้เคล็ดลับสุขภาพ เรื่องอาหารที่ทานแล้วอารมณ์ดีมาฝากกันค่ะ เพื่อนๆ จะได้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บแถมยังเป็นอาหารที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย

ปลาแซลมอนและปลาแมคเคอเรล อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีการวิจัยยืนยันว่า หากขาดกรดไขมันชนิดนี้จะไปสู่อาการซึมเศร้าได้

น้ำมันคาโนลา (Canola Oil) คนที่มีอาการซึมเศร้า มักจะมีระดับวิตามินอีต่ำ ซึ่งน้ำมันคาโนลาสามารถทดแทนได้เพราะมีวิตามินอีสูงมาก อาจใช้น้ำมันคาโนลาปรุงอาหารแทนน้ำมันพืชก็ได้ แต่ไม่ควรทานเกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ เพราะจะทำให้อ้วนได้

ผักโขม ผักใบเขียวอย่างผักโขมมีโฟเลตสูง ซึ่งโฟเลตมีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างเซโรโทนิน ลองหันมากินสลัดผักโขมแทนสลัดผักกาดหอมทั่วไป เวลาอารมณ์ไม่ดีก็ช่วยได้

ถั่วชิกพีหรือถั่วหัวช้าง (Chick Pea) มีโฟเลตและวิตามินอีสูง นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก โปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำ เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์

ไก่และไก่งวง มีวิตามินบี 6 สูง ซึ่งเป็นสารอาหารอีกชนิดที่มีส่วนสำคัญในการผลิตเซโรโทนิน นอกจากนี้ไก่และไก่งวงยังอุดมด้วยเซเลเนียม วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ





ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากDevil

เรียงลำดับความสำคัญของชีวิตดี หรือยัง




อาจารย์สอนปรัชญาเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่าง

เมื่อได้เวลาเรียน เขาก็หยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
จากนั้นก็ถามบรรดานักศึกษาว่าเหยือกเต็มหรือยังนักศึกษาต่างก็ยอมรับว่าเต็มแล้ว

แต่แล้วอาจารย์ก็หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมาแล้วเทกรวดลงไปในเหยือก เขย่าเหยือกเบาๆ
กรวดก็เลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิส เขาถามนักศึกษาว่าเหยือกเต็มหรือยัง นักศึกษาก็ยอมรับว่าเต็มแล้ว

อาจารย์ คนเดิมควักเอากล่องทรายขึ้นมาเทใส่ลงไปในเหยือก และทรายก็ไหลลงไปแทนที่ตามช่องว่างได้อย่างง่ายดาย เขาถามนักศึกษาอีกครั้งว่าเหยือกเต็มหรือยัง นักศึกษาตอบอย่างหนักแน่นว่าคราวนี้เต็มแน่แล้ว

ถึงตอนนี้อาจารย์หยิบเบียร์สองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ เบียร์ก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะกันครืนใหญ่

เอาล่ะ อาจารย์กล่าวขึ้นเมื่อเสียงหัวเราะซาลง ผมอยากให้พวกคุณจำไว้ว่าเหยือกนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา

ลูกเทนนิสก็คือสิ่งที่สำคัญในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต สุขภาพ ลูก เพื่อนฝูง และสิ่งที่คุณสนใจจริงๆ
สิ่งที่ถ้าคุณต้องสูญเสีย ทุกอย่างไป และเหลือแต่เพียงสิ่งเหล่านี้ ชีวิตคุณก็ยังเต็มเปี่ยมอยู่

เม็ดกรวดก็เหมือนสิ่งที่สำคัญรองลงมา เช่นงาน บ้าน รถยนต์

ทรายก็คือเรื่องอื่นๆที่เหลือ เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราต้องทำและมักจะหมกมุ่น ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คุณก็จะไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวดและไม่มีที่ใส่ลูกเทนนิสแน่ ชีวิตคุณก็เหมือนกัน ถ้าคุณใช้เวลาและกำลังให้

หมดไปกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ คุณก็จะไม่มีที่ให้เรื่องที่สำคัญสำหรับคุณ คุณต้องมุ่งความสนใจไปที่เรื่องที่ทำให้คุณมีความสุข เล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตไปเต้นรำ เล่นเทนนิสสักสองสามเซ็ท
คุณ ยังมีเวลาอกมากที่จะเอาผ้าไปซัก ทำความสะอาดบ้าน จัดงานเลี้ยง ซ่อมแซมอะไรต่อมิอะไร ดูแลลูกเทนนิสก่อน ดูแลเรื่องที่สำคัญจริงๆ เรียงลำดับความสำคัญให้ดี เรื่องอื่นๆมันก็แค่เม็ดทราย

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถามว่า แล้วเบียร์หมายถึงอะไร อาจารย์ยิ้มน้อยๆ ผมดีใจที่คุณถาม ผมแค่อยากให้คุณเห็นว่า

"ไม่ว่าชีวิตคุณจะเต็มแค่ไหน คุณก็ยังมีที่ว่างพอสำหรับเบียร์เสมอ"


ที่มา
ฟอร์เวริ์ดเมลล์

10 อาหารที่แพทย์จีนเตือน



ท่าน อาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน

1. ไข่เยี่ยวม้า : ไข่ เยี่ยวม้ามี ตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่ว เช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ

2. ปาท่องโก๋ : กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง : กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง : ผัก ดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

5. ตับหมู : ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

6. ผักขม ปวยเล้ง : ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้

7. บะหมี่สำเร็จรูป : บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้

8. เมล็ดทานตะวัน : เมล็ด ทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า... การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น

9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ : กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. ผงชูรส : คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา... การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูง อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย

การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุ สั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับเครื่องยนต์ Overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง

วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก ( เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว )

ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก

1. ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า

2. ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้

ระบบการย่อยอาหาร

ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึกอุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษอะไรต่างๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า

แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อสัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา ( ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนมแทนไข่ )

ท้องผูก มี 2 ลักษณะ

1. ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง

2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มีแรงบีบให้ออกจนหมด ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ ( ไม่ใช่เพราะความสกปรกหมักหมม ) จะคันทั้งวัน ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วนที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่งมันเป็นของเสียที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจากท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมาได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วยทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย ( เนื่องจากอายุมาก ) ให้ทานน้ำขิงสด ( ไม่ใช่ขิงผงเป็นซองๆ ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หาถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา

ระบบปัสสาวะ

ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้องลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย Overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อย ทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่

แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท ( ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย ) ถ้าไม่ทานแคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง

สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง

การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการก็จะเหมือนกับการโม่แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด

ระบบเหงื่อ

คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้ คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงานหนัก

ระบบหายใจ

ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ได้

แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ

มากกว่าความรัก...คือความเข้าใจ




คุณเคยอยู่ใกล้ใครสักคน แล้วคิดบ้างไหมว่า...
ฉันไม่เข้าใจเลย หรือ คุณไม่เข้าใจฉันเลย
เพียงเพราะว่า..เขาไม่ได้ทำและเป็นในสิ่งที่คุณต้องการ
คุณรู้ไหมว่า..ความเข้าใจเป็นพื้นฐานของความรัก
หรือความรักอาจเป็นพื้นฐานของความเข้าใจ

แต่ไม่ว่าคุณจะรักใคร..คุณจำเป็นต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น..
ก่อนที่คุณจะให้เขามาเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการ
เคยมีใครสักคนบอกคุณบ้างไหมว่า..ความรักคืออะไร?

เชื่อว่าคุณคงเคยได้ฟังมาบ้าง ..ความรักคือการให้..
ให้ไปโดยไม่หวังสิ่งใดๆตอบแทน ให้ไปทั้งใจ ให้ไปเต็มร้อย
แม้ผลที่ได้รับกลับจะไม่เป็นอย่างที่คุณหวังก็ตาม
แต่มักมีคำถามตามมาเสมอว่า..
ความรักโดยไม่หวังอะไรตอบแทนมีจริงหรือ?

นั่นสินะ..เพราะคงไม่มีใครทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทน
คุณรักใครสักคน ยังหวังให้เขามารักตอบ
ให้อะไรใครสักอย่าง ยังหวังให้เขาได้รู้ค่า
แค่ความเข้าใจสักนิด ยังคงต้องการจากผู้อื่นเสมอมา
เพราะ "ความต้องการ" ของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด
ได้สิ่งหนึ่ง ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่งเสมอ

หากไม่ได้สิ่งที่หวังนั้น ก็แสวงหาสิ่งทดแทนจากสิ่งอื่น
คุณทุกคนยังคงเป็นผู้แสวงหา
หาความเข้าใจจากคนรอบข้างเป็นนิจ
หาใครสักคนที่รับฟังคุณได้แล้วทำเหมือนเข้าใจ

"ความเข้าใจ" เปรียบเสมือน "กระจก"
เพียงแค่คุณเลือกที่จะมองกระจกชนิดไหน

หากคุณเลือกกระจกเงา คุณก็จะเห็นภาพของตัวคุณเอง
หากคุณเลือกกระจกใส คุณก็จะมองเห็นอีกภาพซึ่งแตกต่างกัน

คนส่วนมากชอบมองกระจกเงา ซึ่งสะท้อนภาพตัวเองมากกว่า
จึงไม่แปลกอะไรใช่ไหมที่คุณยังคง "ไม่เข้าใจ"
เพราะคุณไม่ได้มองทะลุเข้าไปยัง "หัวใจ" ของเขาเลย

เปลี่ยนกระจกเงาบานนั้น..ให้เป็นกระจกใสในใจคุณบ้างแค่บางเวลา
คุณจะพบว่าไม่ยากเกินไปเลยที่คุณจะเข้าใจใครสักคน
แต่อย่าได้คาดหวังที่จะเข้าใจเขา หรือให้เขามาเข้าใจคุณทั้งหมดที่คุณเป็น
เพราะแม้แต่ตัวคุณเอง..ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย จริงไหม?

เคล็ดลับ แก้ปวดนิ้วหรือนิ้วล๊อก



ปฏิเสธไม่ได้ว่า มือของคนเรา เป็นอวัยวะสำคัญที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งของ หรือใช้งานในกิจอื่นๆ ทั้งเด็กที่จะต้องใช้มือเขียนหนังสือ พ่อแม่คนทำงานที่ต้องใช้มือกับแป้นพิมพ์ เขียนงานเอกสาร หรือใช้ในงานด้านต่างๆ ตลอดจนแม่บ้านที่ต้องใช้มือในการหิ้วตะกร้าจ่ายกับข้าว ชอปปิ้ง บิดผ้า

เมื่อ มือ เป็นอาวุธสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ใช้ทำงาน บางครั้งอาจถูกใช้งานอย่างหนัก โดยไม่ได้พัก หากเป็นเช่นนี้ ซ้ำๆ บ่อยๆ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการเจ็บปวดตามมา สามารถนำพาไปสู่ภาวะนิ้วล็อค หรือ Trigger Finger ได้ในที่สุด

หาก พูดถึง ภาวะนิ้วล็อค ทีมงานได้รับความรู้ว่า เป็นกลุ่มอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่มีการใช้มือทำงานอย่างหนัก ซึ่งจะมักมีอาการเจ็บร่วมกับมีเสียงดังกึก ทำให้เส้นเอ็นไม่โก่งตัวออกเมื่องอนิ้ว แต่เมื่อมีการอักเสบเส้นเอ็นจะบวมและหนาตัว ทำให้ลอดผ่านห่วงลำบาก จึงรู้สึกเจ็บและเกิดอาการนิ้วล็อคตามมา

นอกจากนี้ลักษณะการใช้งาน ของมือในแต่ละกิจกรรมจะใช้งานแต่ละนิ้วไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดนิ้วล็อคที่ตำแหน่งนิ้วต่างกันด้วย เช่น พ่อแม่ที่เป็นครู หรือนักบริหาร มักเป็นนิ้วล็อคที่นิ้วโป้งขวา เพราะใช้เขียนหนังสือมาก และใช้นิ้วโป้งกดปากกานานๆ ขณะที่แม่บ้านซักบิดผ้า มักเป็นที่นิ้วชี้ซ้ายและขวา แต่ทั้งนี้ภาวะดังกล่าวไม่มีอันตรายใดๆ เพียงแต่ให้ความรู้สึกเจ็บปวด และใช้มือได้ไม่ถนัด เป็นโรคที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายได้ ถ้ารู้จักวิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้อง



สำหรับอาการ ในระยะแรกจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ กำมือไม่ถนัด หรือกำได้ไม่เต็มที่โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน พอใช้มือไปสักพักก็จะกำมือได้ดีขึ้น เวลางอที่จะเหยียดนิ้วมือมักจะได้ยินเสียงดังกึก ต่อมาจะมีอาการนิ้วล็อค คือ เวลางอนิ้วจะเหยียดขึ้นเองไม่ได้ มักเกิดกับมือข้างถนัดที่ใช้งาน ซึ่งอาจเป็นเพียงนิ้วเดียว หรือเป็นพร้อมกันหลายนิ้วก็ได้ บางรายอาจรุนแรงถึงนิ้วบวมชา ติดแข็งจนใช้งานไม่ได้

กายภาพมือง่ายๆ ก่อน "นิ้วล็อค" ถาวร!





1. ยืดกล้ามเนื้อแขน มือ นิ้วมือ โดยยกแขนระดับไหล่ ใช้มือข้างหนึ่งดันให้ข้อมือกระดกขึ้น-ลง ปลายนิ้วเหยียดตรงค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อยทำ 6-10 ครั้ง/เซต

2. บริหารการกำ-แบมือ โดยฝึกกำ-แบ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อนิ้วมือ และกำลังกล้ามเนื้อภายในมือ หรืออาจถือลูกบอลในฝ่ามือก็ได้ โดยทำ 6-10 ครั้ง/เซต

3. ท่าเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่ใช้งอ-เหยียดนิ้วมือ โดยใช้ยางยืดช่วยต้าน แล้วใช้นิ้วมือเหยียดอ้านิ้วออก ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วค่อยๆ ปล่อย ทำ 6-10 ครั้ง/เซต

ระวังตัวง่ายๆ ลดเสี่ยง "นิ้วล็อค"

1. ไม่หิ้วของหนักเกินไป ถ้าจำเป็นต้องหิ้วให้ใช้ผ้าขนหนูรอง และหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ อาจใช้วิธีการอุ้มประคองหรือรถเข็นลากแทน เพื่อลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือ

2. ควร ใส่ถุงมือ หรือห่อหุ้มด้ามจับเครื่องมือให้นุ่มขึ้นและจัดทำขนาดที่จับเหมาะแก่การใช้ งาน ขณะใช้เครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ

3. งานที่ต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้า หรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ และออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อมือบ้าง

4. ไม่ขยับนิ้วหรือดีดนิ้วเล่น เพราะจะทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากยิ่งขึ้น

5. ถ้ามีข้อฝืดตอนเช้า หรือมือเมื่อยล้า ให้แช่น้ำอุ่นร่วมกับการขยับมือกำแบเบา ๆ ในน้ำ จะทำให้ข้อฝืดลดลง

● ความ " เคยชิน " ที่ทำให้ไร้สวย ●

1. เข้านอนโดยไม่ได้ล้างหน้า
หาก เป็นแค่ลิปสติกเล็ก ๆ น้อย ๆ คงจะไม่หนักหนา แต่ทว่านอนหลับไปทั้งเมคอัพ รองพื้น แป้งฝุ่น อายแชโดว์ มาสคาร่า คงจะไม่ดีแน่ค่ะ เพราะเครื่องสำอางรวมทั้งคราบเหงื่อไคลและฝุ่นละออง จะทำให้รูขุมขนอุดตัน อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ริ้วรอย และทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น

2. บีบสิว
ควร หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด นอกจากสิวนั้นจะสุกจนหัวใกล้ระเบิดออกมาเท่านั้น การแกะ เกา บีบ จะทำให้แบคทีเรียแพร่กระจายภายใต้ผิว ทำให้เกิดสิวมากขึ้นไปอีก และจะทิ้งรอยจารึกอยู่บนผิวคุณอีกนานนับเดือน

3. ยืมเครื่องสำอางกันใช้
ห้ามอย่าง เด็ดขาด แม้กระทั่งดินสอเขียนขอบปากหรือลิปสติก เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคืองบริเวณปาก หากผู้ที่เราหยิบยืมของมา เป็นโรคปากเปื่อย เฮอร์พีซ ไวรัส ซึ่งอาจติดต่อถึงเราได้ เครื่องสำอางรอบดวงตาก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นดินสอเขียนตา อายไลเนอร์ เพราะอาจทำให้เราติดเชื้อพวกตาแดงได้

4. หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา
เมื่อ เวลาเครียด ประสบปัญหา สาวสวยอย่างเรามักลืมตัวชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ซึ่งการทำเช่นนี้ก่อให้เกิดริ้วรอย เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิ้วขมวด ให้รีบแก้ไขด้วยการเบิกตาให้ดูกว้างขึ้น ยิ้มหวาน ๆ และท่องในใจว่า ไม่เครียด เดี๋ยวแก่...

5. กัดเล็บ
การ กัดแทะเล็บนั้นแสดงถึงความเป็นคนไม่ใส่ใจในบุคลิก นอกจากนี้ในด้านสุขภาพยังอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ลองส่องกล้องจุลทรรศน์ดู จะเห็นเชื้อโรคพวกแบคทีเรียเกาะอยู่ตามเล็บของเราเต็มไปหมด

6. ใช้สบู่ล้างหน้า
สบู่ เป็นตัวการทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิว นอกจากจะทำให้ผิวแห้งแล้ว ยังทิ้งสารตกค้างที่เป็นสารชะล้างไว้บนผิวอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีส่วนผสมของสบู่ เพื่อรักษาความสวยของผิวพรรณไว้จะดีกว่าค่ะ

7. ชอบจับต้องใบหน้า นั่งเท้าคาง
การ ที่เราใช้มือจับต้องสิ่งต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน แล้วมาจับต้องใบหน้า เกาและเท้าคาง เป็นการถ่ายทอดเชื้อโรคสู่ผิวหน้า ทำให้เกิดสิว และผื่นต่างๆ ได้ง่าย

8. เลียริมฝีปากอยู่ตลอดเวลา
ไม่ ว่าจะเป็นนิสัย หรือการพยายามสร้างความเซ็กซี่ให้แก่เรียวปากก็ตามที ควรเลิกนิสัยนี้โดยเด็ดขาดเพราะผิวปากจะแห้งกร้าน ลองหันมาใช้ลิปสติกปกป้องบำรุงริมฝีปากแทนจะดีกว่าค่ะ

9. ดึงทึ้งเส้นผมเล่น
เป็นนิสัยที่ควรละเว้น เพราะจะทำให้เส้นผมอ่อนแอ หลุดร่วงได้ง่าย การรวบผมตึงแน่นเกินไปเป็นประจำก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง

10. ยืนงอ ห่อตัว
แม้ จะสวยกว่านางงาม หากยืนห่อไหล่ ห่อตัว จะทำให้ดูไม่สง่างามเลย นอกจากจะเสียบุคลิกแล้ว อาจทำให้ปวดหลังและเป็นโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารได้

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++