วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จัดสังฆทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์





สังฆทานคืออะไร

พจนานุกรมเพื่อการศึกษา พุทธศาสน์ ชุดคำวัด โดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต) วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ ให้ความหมาย “สังฆทาน” ไว้ดังนี้

“สังฆทาน” คือ ทานที่ตั้งใจถวายแก่สงฆ์หรือผู้แทนของสงฆ์ ไม่จำเพาะเจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง หากถวายโดยเจาะจง เรียกว่า ‘บุคลิกทาน’ ดังนั้น สังฆทานมีอานิสงส์มากกว่าบุคลิกทาน เพราะผู้ถวายมีจิตใจที่กว้างขวาง ไม่เจาะจงว่าจะเป็นภิกษุรูปใด เป็นการแสดงถึงความตั้งใจจะถวายด้วยศรัทธาอันเป็นสาธารณะ

ดังนั้น การทำบุญเลี้ยงพระในงานต่างๆ การไปทำบุญตักบาตรที่วัด การใส่บาตรพระที่เดินบิณฑบาต หากไม่จำเพาะเจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่ง นับเป็นสังฆทานทั้งสิ้น

มีทานอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายๆ สังฆทาน เป็นทานที่มีอาณาเขตกว้างขวางกว่าคือ ทานที่ให้แก่หมู่พวกที่ไม่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเรียก สาธารณทาน เป็นทานที่ไม่จำกัดเฉพาะในรั้ววัด เป็นการให้ที่ไม่มีขอบเขต สังฆทานเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณทานเช่นนั้น



จัดสังฆทานให้ได้ประโยชน์

เดี๋ยวนี้ เวลาพูดถึง “สังฆทาน” พวกเราจะนึกถึงถังสีเหลืองๆ ภายในบรรจุข้าวของเครื่องใช้เยอะแยะมากมาย จนล้นออกมาปากถัง แล้วมีพลาสติกใสหุ้มทับอีกที

แท้จริงแล้วของที่จะถวายหมู่พระสงฆ์ โดยไม่เจาะจงที่เรียกว่า สังฆทาน นั้น คืออะไรก็ได้ที่เหมาะกับชีวิตสมณะ ไม่จำเป็นต้องเป็นถังเหลืองๆ ที่วางขายตามหน้าร้านสังฆภัณฑ์เสมอไป

ข้าว ของเครื่องใช้ที่บรรจุมักเป็นของที่พระภิกษุเก็บไว้ใช้ในช่วงวันเข้าพรรษา (ประมาณ 3 เดือน) ส่วนมากก็จะเป็นของที่ใช้ดำรงชีวิตทั่วไปเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เช่น ผงซักฟอก, ยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, สบู่, ยาสระผม เป็นต้น จะมีเพิ่มมาหน่อยก็จะเป็นผ้าอาบน้ำฝน สบงจีวรเครื่องนุ่งห่ม ที่พระภิกษุจะต้องมีไว้ใช้

ถ้าเราไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรไปถวายพระสงฆ์ ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องสังฆทานที่มีจำหน่ายตามร้านบรรจุให้สำเร็จ รูป อีกทั้งการบรรจุกระป๋องก็ทำมาให้เรียบร้อยสวยงาม ซื้อปุ๊บก็ถือไปถวายปั๊บ เข้ากับยุคสมัยพอดี ไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อหามาประกอบให้ลำบาก

ถึง เวลาที่ต้องมาทบทวนการทำสังฆทานกันเสียที สังฆทานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีของถวายมากมาย ขอเพียงเป็นของที่จำเป็นและมีคุณภาพดีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว และการเลือกซื้อของมาประกอบเป็นสังฆทานเอง จะได้ของดีมีคุณภาพกว่าการไปซื้อ “ถังเหลืองๆ” ตามร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไป หากผ้าอาบน้ำฝนราคาผืนละ 60-80 บาท ราคาถังสังฆทานก็จะประมาณ 200-600 บาท แล้วแต่ของข้างในและขนาดถัง

“ถังเหลืองๆ” ที่มีวางขายตามร้านสังฆภัณฑ์นั้น บางร้านจะยัดหนังสือพิมพ์หรือกระดาษแข็งเข้าไว้เต็มกระป๋อง ส่วนที่เป็นสังฆทานหรือข้าวของเครื่องใช้จริงๆ จะถูกบรรจุไว้แถวขอบปากถัง เพื่อให้ดูว่ามีของใช้มากมายจนล้นปากถัง แล้วเอาพลาสติกใสหุ้มอีกทีเพื่อไม่ให้ของล้นจนหก แท้จริงแล้วมีของใช้ไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง





ข้าวของเครื่อง ใช้ที่ซื้อหามาจัดเป็นสังฆทานได้

- สบู่ จัดเป็นเครื่องประทินผิว แต่พระก็ใช้ได้เพื่อทำความสะอาดและระงับกลิ่นกาย

- ยาสีฟัน ชนิดผงหรือแบบหลอดก็ได้ ยาสีฟันสมุนไพรก็น่าสนใจ

- แปรงสีฟัน เลือกที่เป็นชนิดขนแปรงอ่อนๆ จะได้สบายเหงือก

- ยาสระผม เอาไว้ใช้เวลาโกนศีรษะจะได้โกนได้ง่ายขึ้น

- ใบมีดโกน เป็นของจำเป็นมาก เพื่อใช้โกนศีรษะ

- ผงซักฟอก ใช้ซักจีวรเพื่อความสะอาด

- เครื่องดื่มสมุนไพรพร้อมชง จำพวกขิงผง ชารางจืด มะตูม, นม UHT, น้ำผัก-น้ำผลไม้ 100 % , เครื่องดื่มผสมธัญพืช หรือจะเป็นเครื่องดื่มรสช็อกโกแลต ไมโลหรือโอวัลตินพร้อมดื่มก็ได้ ที่สำคัญอย่าลืมดูวันหมดอายุก่อนซื้อด้วย

- ผ้าอาบน้ำฝน เลือกที่เนื้อหนาๆ หรืออาจเลือกซื้อเป็นสบง (ผ้านุ่ง) หรือจะเป็นอังสะก็ได้ เพราะพระท่านมักจะมีผ้าอาบน้ำฝนอยู่มากแล้ว จะขาดแคลนก็คือสบงและอังสะ ถ้าถวายให้สามเณรก็จัดเหมือนพระเช่นกัน

- ถวายสังฆทานแม่ชี ก็เปลี่ยนจากผ้าเหลืองเป็นชุดแม่ชี ซึ่งหาซื้อได้จากวัดบวรนิเวศวิหาร, สถาบันแม่ชีไทย หรือร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไป หากหาซื้อไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นผ้าขาวเนื้อดีตามร้านขนาด 2-4 เมตรแทน จากนั้นแม่ชีท่านจะนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ ผ้าถุง ผ้าครอง ตามสมควร

- ซีดีธรรมะ หนังสือธรรมะ หนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ หรือหนังสือความรู้ต่างๆ ที่คิดว่าพระสงฆ์ควรรับรู้เพื่อนำไปบอกกล่าวแก่ญาติโยมได้

- ยาสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งยาแผนปัจจุบัน เช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ยาลดกรด ในกระเพาะอาหาร แอลกอฮอล์ล้างแผล เบตาดีนสำหรับใส่แผลสด ยาบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และยาทาเมื่อถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ฯลฯ

- เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ รวมทั้ง ซองจดหมาย แสตมป์

- ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย ซึ่งวัดตามชนบทและวัดป่าสิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก

- จาน ชาม ช้อน ส้อม อาจสอบถามดูว่าวัดนั้นๆ ต้องการจำนวนมากหรือไม่ จะได้จัดเป็นชุดใหญ่ถวายเป็นของสงฆ์ เพื่อให้ชาวบ้านหยิบยืมได้ด้วยในงานบุญประเพณีต่างๆ รวมทั้งเครื่องมืองานช่าง เช่น ค้อน ตะปู ไขควง หรืองานเกษตร เช่น จอบ เสียม พลั่ว และอุปกรณ์งานทำความสะอาด เช่น ไม้กวาดอ่อน ไม้กวาดแข็ง ถังขยะ ที่ตักผง ฯลฯ

- ร่ม สำหรับให้พระท่านได้ใช้ในช่วงฤดูฝน ควรหาซื้อสีที่เหมาะสม เช่น สีดำหรือสีน้ำตาล

- บาตร ควรหาซื้อบาตรที่มีความหนาพอสมควร เวลาที่ญาติโยมใส่ข้าวสุกร้อนๆ ลงไป มือท่านจะได้ไม่พอง ที่สำคัญไม่ควรมีน้ำหนักมาก เพราะท่านต้องใช้เดินบิณฑบาตเป็นระยะทางไกล

- ของอื่นๆ ที่มักนิยมใส่ก็มี กระดาษชำระ ข้าวสาร หัวหอม กระเทียม น้ำมันพืช น้ำตาล เกลือ น้ำปลา ฯลฯ ที่จัดว่าเป็นของแห้งเก็บไว้ได้นาน ของเหล่านี้ถ้าพระท่านใช้ไม่ทัน ท่านก็มักจะเก็บรวบรวมนำไปบริจาคต่างจังหวัดอีกที นับเป็นวงจรบุญไม่มีที่สิ้นสุด

จัดเรียงข้าวของที่ซื้อมาลงในภาชนะ ซักผ้าที่ซื้อมาต่างหาก อาจจะเป็นถังหรือกะละมังก็ได้ แล้วนำไปถวายได้ทันที





ข้าวของบางอย่าง ที่ไม่ควรถวาย

- บุหรี่ กาแฟ สิ่งเสพติด เครื่องดื่มชูกำลังทุกประเภท

- ผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุด้วยโฟม เพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

- อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง เพราะเป็นอาหารที่มีสารกันบูด สารเคมี ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ใส่เป็นผลไม้สดจะดีกว่า ถ้าในวัดมีครัวอาจซื้อผักสดเข้าครัวก็ได้

- ใบชาคุณภาพต่ำ พระไม่ค่อยได้ชงฉัน ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ให้ประโยชน์กับสุขภาพมากกว่า

- กล่องสบู่ ปกติพระท่านมีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซื้อถวายอีก

- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารบิณฑบาตในตอนเช้าเป็นอาหารสด และมีคุณค่ากว่า ไม่ควรส่งเสริมให้ท่านฉันอาหารที่มีคุณค่าน้อย

- น้ำอัดลมหรือน้ำที่ผ่านการปรุงแต่งกลิ่นและสี เช่น น้ำส้ม น้ำองุ่นที่แต่งกลิ่นและสี






แสงสว่างไสวถึง ชาติหน้า

เทียนและหลอดไฟ เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นของ นิยมในการถวาย เพราะในสมัยก่อนพระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาในวัดต่างจังหวัดต้องใช้เทียนเพื่อ เป็นแสงสว่างในวัด แต่ในปัจจุบันวัดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้ากันแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากเราจะเปลี่ยนมาถวายหลอดไฟนีออนกันบ้าง ราคาเทียนที่ถวายกันก็จะประมาณ 150-1,600 บาท แล้วแต่ว่ามีสลักลายหรือไม่มี ถ้าขนาดเดียวกันก็จะต่างกันประมาณ 100 บาท

ถ้าดูจากความหมายแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก เพราะนัยว่าจะทำให้ชีวิตของผู้ถวายรุ่งโรจน์สว่างไสวไปถึงภพหน้าชาติหน้า ยิ่งถ้าใครหนทางชีวิตมืดมิด ถือโอกาสดีช่วงเทศกาลเข้าพรรษานี้ถวายเทียนหรือหลอดไฟนีออนกันแก้เคล็ดสัก หน่อย สาธุ !!!

แนะวิธีดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝน

วิธีการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝนคุณ สามารถทำได้ โดยให้เน้นการออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที และควรเลือกบริโภคผักและผลไม้ที่ให้วิตามินสูง ซึ่งจะช่วยป้องกันไข้หวัดได้ดี


ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศ มีการเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวก็ร้อนมาก เดี๋ยวก็ฝนตก เพราะฉะนั้นควรหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัด เพราะหากป่วยเป็นไข้หวัดและไม่มีการดูแลสุขภาพที่ดี อาจส่งผลให้กลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวมได้ในที่สุด และสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น และควรที่จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง แล้วยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคอีกด้วย

การออกกำลังกายสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเต้นแอโรบิค การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะ การขี่จักรยาน หรือการเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และการออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ การออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 5 วัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที แค่นี้ก็เพียงพอ ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การเริ่มต้นออกกำลังกาย ควรเริ่มจากเบาๆ ระยะเวลาน้อยๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นจึงเพิ่มความแรงหรือความหนักและย้ำว่าไม่จำเป็นต้องหนักหรือเหนื่อย มาก การออกกำลังกายมากเกินไปโดยเฉพาะในอากาศที่ร้อนจัด จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) ได้ง่าย และเป็นโรคที่อันตรายมาก ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงมากเกิน 106 องศาเซลเซียส เหงื่อไม่ออก หมดสติ ไต หัวใจ ตับวาย อาจมีเลือดออกทุกอวัยวะ ถึงแก่ชีวิตได้

นอกจากนี้ระหว่างออกกำลังกาย ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำที่มีเกลือแร่ด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการออกกำลังกาย คือ การรับประทานอาหาร ควรเน้นการรับประทานผัก ให้หลากหลายทั้งสดและลวก ต้ม ผัด และรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ องุ่น สัปปะรด มะละกอ เป็นต้น เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ดังนั้น หากเราดูแลสุขภาพตนเองได้ตามข้อปฏิบัติดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลต่อการมีสุขภาพดีในระยะยาวด้วย

♣ หัวใจมีไว้ รักตัวเอง ♣



อย่างที่เขาว่า . . .
บางครั้งที่ที่ปลอดภัยก็ไม่ปลอดภัย
หัวใจที่อยู่ในที่ของมัน . . .
เคยได้ไออุ่นจากตัวเราเองมานานแสนนาน
ถึงวันหนึ่งก็กลับหนาวเหน็บ และร้อนรุ่มอย่างไม่รู้ตัว
จนยากที่จะคาด เดา
เพียงเพราะคนเพียงหนึ่งคน

การ ที่ได้ใช้หัวใจรักใครสักคนนั้น
ก็เป็นหนึ่งในการเรียนรู้ของบทเรียนชีวิต
ที่ได้เรียนรู้การแบ่งให้ แบ่งรับ
เสมือนดั่งที่เราต้องประพฤติกับคนทุกคน

แต่ น้อยไปนัก . . .
ที่ คนเราจะคอยมาชั่งวัดความรู้สึกนั้น
กับคนที่เราทุ่มเทเสียจนมากมาย
เพราะความรัก ที่มากเกินกว่าเหตุและผลจะเอื้อมถึง
ความเสียใจจึงเป็นผลลัพธ์หนึ่ง ที่แสดงออกมาได้
แล้วเราจะจัดการกับผลลัพธ์ นั้นอย่างไร
ถ้า มันดันสุ่มเลือกโดนเราเข้าอย่างจัง

ฉันรู้แค่ว่า . . .
ควรใช้ส่วนของสมอง ที่ยังเหลือพอที่จะทำเพื่อตัวเอง
ใช้กระบวนการคิดและ ทบทวน
ให้มากกา ว่าใช้อารมณ์ เพื่อกลั่นกรองน้ำตาออกมา
หากแต่ถ้าอยากร้อง ก็ต้องพร้อมที่จะหยุดมันด้วย
หากแต่ถ้าอยากร้อง ก็ต้องพร้อมที่จะลุกขึ้นด้วย
และต้องพร้อมที่จะมองไปในวันข้างหน้า
เพื่อตัวเรา เพื่อปกป้องหัวใจของเรา

ขอบคุณความรักของพ่อกับแม่ที่ปกป้องหัวใจของลูก
ขอบคุณความรักของเธอที่เป็นบทเรียนเล่มหนาในชีวิต
ขอบคุณความักในหัวใจที่ทำให้พยุงตัวเองขึ้นมาได้

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

9เคล็ดลับ รัก ยืนยาว




1. ออกเดทพิสดาร

ควรชวนเขาไปออกเดทที่แตกต่างจากการนั่งฟังเพลง กินข้าว ดูหนัง เช่น ขับรถเที่ยวต่างจังหวัดแบบวันเดย์ทริป ไม่จำเป็นต้องเลือกสถานที่ ๆ คุณชอบเสมอไป การผจญภัยที่แปลกใหม่ จะทำให้คุณและเขาได้เป็นตัวของตัวเอง และสามารถตรวจสอบความสอดคล้องของชีวิตคู่ได้เร็วเกินคาด

2. อัพเดทแนวคิดชีวิตรัก

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีเปลี่ยนแปลง และเป็นไปได้เสมอที่ความรักของคุณและเขานั้นเติบโตไม่เท่ากัน จึงควรหาเวลานั่งคุยกันถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และหากการพูดคุยในแบบตรงไปตรงมานั้นจะหมายถึงการปิดฉากความรัก ก็ควรยอมรับอย่าทู่ซี้ค่ะ แต่ถ้ามันสามารถจะตกลง และร่วมมือกันกำจัดได้ คุณและเขาจะสามารถลดปัญหาอุปสรรคความสัมพันธ์ไปได้อีกหนึ่งข้อ เมื่อแต่งงานกันจริง ๆ อาจจะไม่เหลืออะไรที่หนักเหนื่อยให้ต้องแก้ไข

3. ไม่ไหว... จะเคลียร์

ความระแวงคือเชื้อร้าย และบ่อยด้วยสิที่มันมาจากความคิดของเราฝ่ายเดียวแบบไร้หลักฐาน ควรหยิบมันมาคุยกับเขาให้สิ้นเรื่องราว ซักกันให้ใสไปเลยดีกว่า เพื่อความสบายใจ หูตาไสวสว่าง คำแนะนำคือ อย่าทำแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ บ่อย ๆ ถี่ ๆ เอาแบบมีประเด็นดีกว่า ที่สำคัญคือ ถ้าคุณเลือกจะเชื่อและคบกันต่อก็ขอให้การเคลียร์กันนั้นจบและโยนทิ้งไปเลย

4. ประนีประนอมรอมชอมหัวใจ

ผู้หญิงใช้อารมณ์และความรู้สึก ในขณะที่ผู้ชายยึดหลักเหตุผลแบบผูกขาด ดังนั้น การสงบสงครามที่ดีและนำไปสู่ข้อตกลงแห่งสันติภาพคือการรับฟังเขา และอ้างอิงเหตุผลประกอบความรู้สึก ผู้ชายมักยอมอ่อนข้อให้เมื่อผู้หญิงแสดงท่าทีอ่อนแอ มุขนี้ใช้ได้ชัวร์ค่ะ

5. ไม่ผูกขาดสปอนเซอร์

อย่าเอาแต่รับ และอย่าเอาแต่ให้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องคิดทุกอย่างแบบหารสองเป๊ะ ๆ หาโอกาสจ่ายแทนเขาบ้าง ให้เขาจ่ายแทนบ้างในโอกาสที่เหมาะสม แนวคิดนี้จะดีในระยะยาวเมื่อคุณทั้งคู่แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน

6. แสดงความซื่อสัตย์และไว้ใจ

ทำให้เขาเห็นว่าคุณมีใจเด็ดเดี่ยวในความรัก ไม่วอกแวก หรือสร้างสถานการณ์ให้เขาหึงหวง และพร้อมกันนั้นคุณก็ต้องให้ความเชื่อใจเขาเช่นกัน ด้วยการไม่เข้าไปจู้จี้ สืบค้นปมต่าง ๆ ของเขา หรือแสดงความเป็นเจ้าของในทุกวาระโอกาส ควรอยู่ด้วยความเชื่อมั่นเพื่อให้ช่วงเวลาที่แชร์กันเต็มไปด้วยความสุข

7. แบ่งปันและรับผิดชอบร่วมกัน

อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งต้อง Take Side รับผิดชอบความรู้สึกทุกข์หรือสุขอยู่ฝ่ายเดียว เพราะมันจะทำให้เกิดสถานการณ์ฟางเส้นสุดท้ายในวันหนึ่ง และต้องเลิกรากันไป บางครั้งคุณต้องยอมลดความสุขในแบบของตัวเองลงบ้าง เพื่อนำมันมาเติมลงในความสุขกองกลาง

8. เปิดอกให้ซบ

ทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งพิง ให้คำปรึกษาแก่เขาได้เสมอในยามทุกข์ร้อน แนวคิดสำคัญคือ การที่คุณต้องมองทางออกปัญหาในแบบไม่อยู่วังวนเดียวกัน และมอบกำลังใจ ความอ่อนโยน ความเชื่อมั่นให้เขา

9. ผิดไปแล้ว


สิ่งที่สร้างความเสียหายให้ชีวิตมากที่สุด คือความเพิกเฉยต่อคำขอโทษ ในกรณีที่เขาผิด การยกโทษให้ดีกว่าทำลืม เพราะไม่มีใครลืมอะไรได้จริง ๆ และให้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน อย่าทำให้เกิดซ้ำสอง


9 เคล็ดลับความสุขที่ไม่เกินไขว่คว้า




บาง ครั้งเมื่อเราเดินให้ช้าลงและลองใช้ชีวิตแบบไม่รีบเร่ง เราอาจพบว่าความสุขที่แสวงหานั้นแท้จริงไม่ได้อยู่ไกลตัวนัก วันนี้จึงขอแชร์ เคล็ดลับความสุขที่อยู่ไม่ไกลเกินที่คุณจะไขว่คว้ามาได้

1. รู้ว่า "สิ่งใดควรอยากได้"

คนเรามักจะทำนายไม่ได้ว่าอะไรจะทำให้เรามีความสุขในอนาคต และความที่เราทำนายไม่ได้นี่ล่ะ เราถึงอาจเลือกทางเดินที่ผิด ดังนั้น เมื่อเรานึกภาพ "เป็นโสดอีกทีก็ดีเหมือนกัน" หรือ "ถ้าเปลี่ยนงานแล้วชีวิตฉันต้องดีขึ้นแน่ ๆ" เรามักไม่มองปัจจัยต่าง ๆ เช่น เพื่อนใหม่ หรือเราอาจจะพบว่าอยู่ดีๆ ก็สนใจด้านวิทยุ สมัครเล่น

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจเปลี่ยนชีวิต และความสุขของเราได้ แต่เราไม่สามารถมองอนาคตได้แม่นยำขนาดนั้น ทางเลือกที่ดีคือควรหันไปหาคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน คิดว่าเราเองก็เหมือนกับคนอื่นนะ ถ้าไปสมัครงานใหม่ก็ลองมองพนักงานในบริษัทที่ไปสัมภาษณ์ มีใครให้ความสนใจคุณรึเปล่า? ซึ่งนี่อาจบอกอะไรได้มากทีเดียวล่ะ

2. ลงทุนกับประสบการณ์...มิใช่สิ่งของ

เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนของนอกกายได้ แต่ของที่ใจเราเก็บไว้จะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เราหยิบมาดู สมมติว่าถ้าซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่มาแล้วแต่ไม่ชอบเอาเสียเลย เราก็ต้องซื้อเครื่องใหม่หรือบางทีอาจต้องคาดหวังให้น้อยลง แต่ถ้าฝนบังเอิญตกในวันที่เราเที่ยวป่าพอดี แม้นช่วงเวลานั้นจะดูเหมือนประสบการณ์ที่เลวร้าย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ฝนที่ตกนั้นทำให้เราเรียนรู้ว่าชีวิตก็ต้องลำบากกันบ้าง และเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น

3. ลงมือสร้างสรรค์ผลงาน

ด้วยสองมือของเราความสุขก็เกิดขึ้นได้ จากกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการศึกษาหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาทดลองให้อาสาสมัครพับกระดาษและประมูลผลงานของตัวเองร่วมกับคนอื่น ๆ ผลก็อย่างที่เราคาดกันไว้ว่าคนจะเต็มใจจ่ายมากขึ้นเพื่อผลงานจากมือตนเอง และหลายกรณีแสดงว่าผลงานพับกระดาษที่ทำเองกับมือนี่ล่ะมีค่ามากกว่าผลงานจาก มืออาชีพ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปักครอสติช พับกระดาษ หรือถักผ้าพันคอก็ตาม เราก็ต้องใส่ทั้งใจและความมุมานะ เนื่องจากความสุขนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราทำผลงานไม่เสร็จ (คิดดูสิถ้าถักเสื้อกันหนาวแล้วเสร็จแค่แขนหนึ่งข้าง เราคงไม่ยินดีหรอกจริงมั้ยคะ?)

4. บริจาค

เมื่อเรามีทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้แล้ว การมีเงินมากขึ้นก็เพิ่มความสุของเราได้เพียงน้อยนิด เพราะสิ่งสำคัญในชีวิตของคนเราไม่ใช่การ "คว้ามา" แต่เป็น "ให้ไป" ต่างหาก และการศึกษาจาก University of British Columbia โดยสำรวจชาวอเมริกัน 623 คน ผลก็คือเงินที่คนเหล่านั้นใช้กับเรื่องของตนเองนั้นแทบไม่เกี่ยวกับความสุข ในชีวิตเลย แต่ยิ่งบริจาคเงินให้ผู้อื่นมากเท่าไหร่เขาก็จะยิ่งมีความสุขมาก เท่านั้น และในการศึกษาต่อมาพบว่าจำนวนเงินนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความสุขเลย ไม่ว่าคุณจะบริจาคมากหรือน้อยความสุขที่ได้ก็ยิ่งใหญ่พอกันค่ะ

5. เก็บเซอร์ไพรส์ให้ตัวเองบ้าง

ในสังคมออนไลน์ทุกวันนี้ ถ้าอยากรู้เรื่องราวตอนจบของหนังสักเรื่อง เราก็แค่เปิดอินเทอร์เน็ตและเสิร์ช ก็จะไม่เหลือความตื่นตาตื่นใจเมื่อดูจริง ๆ เสียแล้ว ทั้งที่ “ความไม่รู้” ทำให้เราได้คิดได้สงสัยและขยายช่วงเวลาแห่งความสุขออกไป เมื่อเราเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ทะลุปรุโปร่งดีแล้ว "ความรู้" ที่เราได้มาก็จะถูกเก็บไว้อย่างดี และเราก็จะหันไปสนใจกับเรื่องอื่นต่อไปอย่างเบาใจ ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะเซอร์ไพรส์ตัวเอง เคล็ดลับง่าย ๆ ที่น่าลองก็คือ 1. อ่านนิยายดีๆ สักเล่ม พอใกล้จะจบแล้ว บังคับใจตัวเองให้หยุดอ่านสักสองสามวัน หรือ 2. เก็บแบงก์ 20 ไว้ในหนังสือแล้วก็ปล่อยไป...ถ้าหากคุณหยิบมาเจออีกครั้งจะต้องดีใจแน่ๆ "เงินเราเองนี่ ดีจังเลย"

6. ปล่อยใจให้ล่องลอย

ฝันกลางวันไม่ได้หมายความว่าขี้เกียจเสมอไป เพราะความจริงก็คือในขณะที่เราฝันกลางวัน สมองจะทำงานหนักพอสมควรทีเดียว การปล่อยสมองให้ล่องลอยระหว่างที่เราทำกิจกรรมง่าย ๆ อยู่ จะทำให้เน็ตเวิร์กสมองที่เป็นแหล่งความคิดเชิงตรรกะและแก้ไขปัญหาทำงาน พร้อมๆ กับสมองส่วนที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และความคิดภายใน...บางทีนี่อาจจะ ได้เวลาที่เราต้องเดินออกจากห้องสี่เหลี่ยมและปล่อยให้สมองโลดแล่นสักชั่ว ครู่ก็เป็นได้นะคะ

7. เปลี่ยนชีวิตทีละเล็กทีละน้อย

การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่าสิ่งเล็กน้อย ที่เราทำสม่ำเสมออย่างออกกำลังหรือหันหน้าเข้าหาศาสนา อาจส่งผลต่อชีวิตเราได้อย่างใหญ่หลวง และยังพบว่าคนที่ "กลับออกมา" จากกิจกรรมทางศาสนาจะมีความสุขกว่าคนที่ "กำลังเข้าไป" และถ้ายิ่งออกกำลังกายหรือหันหน้าเข้าหาศาสนาเป็นประจำมากเท่าไหร่ ความสุขก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

8. ดีพอ...ดีแล้ว

ทุกวันนี้เรามีตัวเลือกมากมายในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างเสื้อผ้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลาย หรือแม้แต่เรื่องให้ต้องตัดสินใจอย่างแผนเกษียณ แผนออมเงิน ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามาทำให้ส่วนใหญ่เราหัวปั่นไปหมด เรากังวลว่า "ถ้าฉันไม่เลือกแล้วเกิดตัวเลือกนั้นมันดีจริง ๆ ล่ะ" ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องคิดหนักขนาดนั้น ไม่ว่าทางเลือกของเราจะมีมากแค่ไหน เพียงจำกัดให้เหลือตัวเลือกที่ "ดีพอ" แล้วเราจะพบว่าชีวิตไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

9. รู้จัก "วาง"

หนุ่มสาวหลายคนไม่ตระหนักในเวลาที่สมควรเดินหนีเมื่อสถานการณ์เลวร้ายจริง ๆ ซึ่งหมายถึงการที่เรายืดติดกับสิ่งที่ควรจะยอมปล่อยมือได้แล้วอย่างการทำงาน ไปวัน ๆ เพราะเราทำงานนี้มานาน ทนกับความสัมพันธ์ไม่เอาไหนเพราะเราไม่รู้จะเลิกอย่างไร หรือแม้แต่เรื่องที่เหมือนไร้สาระอย่างเข้าคิวนานจนแถวข้าง ๆ แซง แต่ก็ยังทนอยู่แถวเดิมเพราะ "ต่อมาตั้งนาน"

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเรายืดติดกับเวลาที่เสีย เงินที่จ่าย รวมถึงความรู้สึกที่เคยมีจนมองไม่เห็นว่าการทนต่อไปไม่ได้ทำให้เรา "ได้" กลับมา ฉะนั้น เลิกเสียเถิดเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก แทนที่จะทนต่อให้คิดเสียว่าคุณยังไม่ได้ "ลงทุน" อะไรทั้งนั้น ถามตัวเองว่า "ถ้าเจอแบบนี้ตั้งแต่แรก ฉันจะทำยังไง"

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Nokia Kinetic แนวคิดโทรศัพท์ดีไซน์สวย

อาหารแสลง ที่ไม่ควรกินตอนเป็นโรค

ของแสลง ก็คือบรรดาอาหารที่ไม่ถูกกับโรคทั้งหลายแหล่ แต่บางทีก็ทำให้เรางงเหมือนกันว่าเกี่ยวกันยังไง แต่ของอย่างนี้ อย่าลบหลู่ เพราะขึ้นชื่อว่าภูมิปัญญาชาวบ้านแล้วไซร้ ฟังหูไว้หูก็ดีเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 10 โรคที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้


  • เป็นไข้หวัด มีไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก จะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือนอาหารเชื้อเพลิงหรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ
  • โรคกระเพาะ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย
  • โรคความดันเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกายและความชื้นก็มีผลก็ ทำให้เกิดความหนืดของการไหลเวียนทุกระบบในร่างกายและความร้อนก็จะไปกระตุ้น ทำให้ความดันสูง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด หรืออาหารหวานมาก รวมทั้งผลไม้อย่างลำไย ขนุน ทุเรียน
  • โรคตับและถุงน้ำดี หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารมัน เนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ อาหารทอด อาหารหวานจัด เพราะแพทย์จีนถือว่าตับและถุงน้ำดีมีความสัมพันธ์กับระบบย่อยอาหาร การได้อาหารประเภทดังกล่าวมากเกินไปจะทำให้สมรรถภาพของการย่อยอาหารอ่อนแอลง และเกิดโทษต่อตับและถุงน้ำดีอีกต่อหนึ่ง
  • โรคหัวใจและโรคไต ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดเพราะจะทำให้มีการเก็บกักน้ำ การไหลเวียนเลือดจะช้า ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ไตต้องทำงานขับเกลือแร่มากขึ้น ส่วนอาหารรสเผ็ดก็ควรหลีกเลี่ยงเพราะทำให้กระตุ้นการไหลเวียนสูญเสียพลังงาน และหัวใจก็ทำงานหนักขึ้นเช่นกัน



  • โรคเบาหวาน หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานหรือแป้งที่มีแคลอรี่สูง เช่น มันฝรั่ง มันเทศ ควรรับประทานอาหารพวกถั่ว เช่นเต้าหู้ นมวัว เนื้อสันไม่ติดมัน ปลา ผักสด

  • นอนไม่หลับ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ รวมทั้งการสูบบุหรี่ เพราะอาหารเหล่านี้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอนหรือนอนไม่หลับสนิท
  • โรคริดสีดวงทวาร หรือท้องผูก หลีกเลี่ยงอาหารประเภทหอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทะให้ท้องผูก หลอดเลือดแตก และอาการริดสีดวงทวารกำเริบ
  • ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด ควรหลีกเลี่ยงเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม และอาหารรสเผ็ด เพราะจะไปกระตุ้นและทำให้อาหารผิวหนังกำเริบ
  • สิว หรือ ต่อมไขมันอักเสบ งดอาหารเผ็ดและมันเพราะทำให้เกิดการสะสมความร้อนชื้นของกระเพาะอาหาร ม้าม มีผลต่อความร้อนชื้นไปอุดตันพลังของปอด ควบคุมผิวหนัง ขนตามร่างกาย ทำให้เกิดสิว

ที่มา http://www.nurse.cmu.ac.th/hf/nutrition1/ten.htm

สวยครบสูตร....ด้วยน้ำมะพร้าว

- น้ำมะพร้าวช่วยชะลอ อาการอัลไซเมอร์

การดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าว มีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอก จากนี้ การดื่ม น้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอีกด้วยค่ะ

- น้ำมะพร้าวช่วยให้ผิวพรรณสดใส

น้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย (คล้ายๆ กับการทำดีท็อกซ์) จึงช่วยทำให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มี ความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกค่ะ..

- น้ำมะพร้าว สปอร์ตดริ๊งค์ จากธรรมชาติ

เนื่องจากน้ำมะพร้าวมี ปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้อง ร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ ( Sport Drink) สามารถ ดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ ในประเทศไต้หวันและประเทศจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีก ด้วยค่ะ

- น้ำมะพร้าวเป็นอาหารบริสุทธิ์

และเต็มไปด้วยกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปใช้ได้ง่าย นอกจากนั้นมะพร้าวยังเป็นผลไม้ที่มีความเป็นด่างสูง สามารถรักษาโรคที่เกิดจากร่างกายมีความเป็นกรดมากเกินไป หมอพื้นบ้านไทยถือกันว่า มะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูกได้ ส่วนคนจีนเชื่อว่า น้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่เป็นทั้งหยินและหยาง มีสรรพคุณ ในการขับพยาธิ สำหรับคนไข้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมกลูโคสไปใช้ในเวลาอันรวดเร็ว ได้

- น้ำมะพร้าวดื่มได้ทุกวันทุกเพศทุกวัย

เพราะเป็นเครื่องดื่มจาก ธรรมชาติ ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่เป็นอันตรายเหมือนน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือน้ำที่ผ่านการปรุงแต่ง เพราะไม่ทำให้เกิดพิษหรือทัอกซิ นขึ้นในร่างกาย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตและโรคเบาหวานไม่ควรดื่ม เพราะน้ำมะพร้าวมีความหวาน ไม่เหมาะกับโรคดังกล่าวค่ะ

- น้ำมะพร้าวเปิดลูกแล้วควรดื่มเลยไม่ควรทิ้งไว้นาน

ถ้าเราตัดหรือหั่นผลไม้ อย่าทิ้งไว้เกินครึ่งชั่วโมง แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ตามค่ะ ควรกินให้หมดในครั้งเดียว ผลไม้แต่ละอย่างจะมีพลังชีวิต ถ้ากินผลไม้สุกจากต้นจะได้รับพลังชีวิตสูง หากเก็บทิ้งค้างไว้ พลังชีวิตหรือคุณค่าของผลไม้จะลดต่ำลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เก็บ

เทคนิคการใส่กางเกงขาสั้นให้ดูดี



รูปร่างมาตราฐาน

สาวๆ ที่มีรูปร่างอย่างนี้อย่าเพิ่งมั่นใจว่ากางเกงทรงไหนก็ใส่แล้วดูดีนะคะ เพราะการเลือกกางเกงขาสั้นยาวระดับเข่าที่เป็นทรงกระบอกตรงๆ จะทำให้ต้นขาของคุณดูใหญ่ขึ้น ทางที่ดี คุณควรเลือกกางเกงขาสั้น ที่ออกแนวขากางเกงสอบไปตามเรียวขาเลยดีกว่า และปลายกางเกงบานออกเล็กน้อย จะช่วยทำให้รูปร่างของคุณดูเรียวบางและเพรียวขึ้นค่ะ

รูปร่างเล็กกะทัดรัด

สาว รูปร่างเล็กบอบบาง อาจดูเหมือนไม่มีปัญหาในการใส่เสื้อผ้าเลย ก็จริง แต่ว่าในการเลือกกางเกงขาสั้นถ้าจะให้เหมาะกับรูปร่าง ควรเลือก กางเกงขนาดสั้นนิดนึงและพอดีตัวหน่อย เพราะจะทำให้ช่วงขาดูยาวขั้น หากสวมกางเกงที่ไม่สั้นมากแถมยังติดแถบผ้าระบายรุ่ยร่าย ช่วงเรียวขาของคุณก็จะถูกกลืนหายไปในเนื้อผ้าด้วย

ช่วงล่างใหญ่

เรื่อง ต้นขาใหญ่หรือบั้นท้ายดินระเบิดนั้นเป็นปัญหาที่ทิ่มแทงใจสาวๆ มาหลายยุคหลายสมัย เวลาที่อยากจะนุ่งสั้นก็พยายามปกปิดด้วยกางเกงทรงหลวมขนาดใหญ่ ผิดถนัดเลยค่ะ...เพราะจะยิ่งทำให้ช่วยล่างของคุณดูใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมอีกนะ ค่ะ ควรเลือกกางเกงเอวต่ำพอดีตัว ยาวระดับเข่า แต่อย่าให้ช่วงขาสอบจนเกินไป เท่านี้ก็จะช่วยอำพรางต้นขา และส่วนล่างที่ใหญ่ได้ค่ะ

รูปร่างอวบอ้วน

สาวๆ ที่มีรูปร่างแบบนี้บางรายอาจจะได้แค่มองกางเกงขาสั้นอย่างอาลัย ประมาณว่าขาดความมั่นใจไปอย่างเลยใช่ไหมค่ะ! เพราะใส่กางเกงขาสั้นแล้วรู้สึกขาดความเชื่อมั่นอย่างแรง แต่จะบอกว่าคุณสาวๆ คิดผิดค่ะ จริงๆ แล้วใช่ว่าจะไม่มีกางเกงขาสั้นที่เหมาะกับสาวร่างอ้วนนะคะ ควรเลือก กางเกงขนาดสั้นที่ไม่รัดตัวจนเกินไป ให้ออกหลวมนิดๆ และปลายขากางเกง รอบต้นขาบานเล็กน้อยค่ะ เท่านี้ก็สวยได้แล้วล่ะ

♣ อนาคตของความรัก ♣



ถ้ารู้ว่าจุดจบ ความรัก ... ไม่ได้สวยงามอย่างที่ฝัน
ก็คงไม่มีใคร อยากฝ่าฟันไปให้ถึง

คง จบลงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ยังไม่ซึ้ง ตราตรึง
และคงไม่ทำให้ใครคนหนึ่ง ... ต้องปวดใจ



ถ้าสามารถหยั่ง รู้ อนาคตของความรัก
ก็คงจะลด ความรักลงไปได้
คงไม่ทุ่มเทให้หมด ทั้งกายและใจ
และคงไม่ต้องมานั่งเสียใจเหมือนเช่นตอนนี้นะเธอ


อนาคต… ความรัก ไม่มีใครรู้
ดังนั้นต้อง … รักษาหัวใจที่มีอยู่อย่าให้หาย
แม้บาง ครั้งอาจเจ็บปวดมากมาย
แต่ … อยากให้คุณอดทนรักษาไว้ให้ดีก่อนก่อนมาจากลา



แม้ … ความรักที่คุณจักรักษาไว้
มันได้หายไป ในเวลาถัดมา
แต่ก็อยากให้คุณทำใจและคิดเสมอว่า …
ไม่ มีใคร … จักรู้ค่า อนาคตความรักเป็นเช่นไร


วันนี้ … อาจเลิกรัก หรือ ปวดร้าวใจ
วันหน้า … รักเราอาจกลับมารักกันได้เช่นเดิม



อ่านกลอนนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่า…
อนาคตนั้นช่างน่ากลัวนัก
แต่ถ้าเรามัวแต่กลัว ก็อาจทำให้คุณไม่กล้ามีความรัก

อย่าเป็นคนกำหนด อนาคตความรัก
ว่า ความรักของคุณต้องยืนยาว ต้องมั่นคง
ต้องบอกรักกันตลอด...
แต่จงรัก กันไว้ พยามยามเข้าอกเข้าใจกันให้มากที่สุด
ใช้ความอดทน ... และไว้เนื้อเชื่อใจกันให้มาก
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ... คุณก็จะมองเห็นอนาคตของความรัก
ว่าต้องยั่งยืนแน่นอน

หลากหลายข้อคิด ...เพื่อชีวิตที่ดีกว่า




Don't Look Down Yourself.
อดีตไม่สำคัญว่าเราเป็นใคร สำคัญที่ว่าวันนี้เราต้องการเป็นใคร
จงเคารพนับถือในความสามารถของตัวเอง ยกย่องและให้เกียรติตัวเอง

สมองของคนเราเหมือนพื้นดินที่ว่างเปล่า
เมื่อ เราปลูกอะไรลงไปเราก็จะได้ผลเป็นอย่างนั้น ... จงปลูกฝังแต่สิ่งดีๆ
ลงไป ในสมอง คำพูดใดๆ ที่เราเคยได้ยินซ้ำๆ ซากๆ เกิน 37 ครั้ง
มันจะกลายเป็น "อุปนิสัย" ของเราทันที

สิ่ง ที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ "สิ่งแวดล้อม" อย่าปล่อยให้ความคิด
หรือคำพูด ของคนบางคนมาตัดสินชีวิตของเรา
ในโลกนี้ไม่มีใครมีอิทธิพลกับตัวเราเอง นอกจากตัวเราเอง


ชีวิตไม่ใช่เกมส์กีฬา ไม่มีเวลาพักครึ่ง ไม่มีการขอเวลานอก และที่สำคัญคือ
‘เปลี่ยน ตัวผู้เล่นไม่ได้’ ไม่มีใครเกิดมา ‘ล้มเหลว’ มีแต่ ‘ล้มเลิก’

คนฉลาด.. ต้องโง่เป็น คนโง่ไม่เป็น..จะไม่มีทางฉลาด


เพียง คุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็ทำได้ตั้งแต่ที่คุณคิด แต่หากคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้
คุณ ก็ทำไม่ได้ตั้งแต่ที่คุณคิด สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์
คือความรู้ เท่าไม่ถึงการณ์ ‘ทางจิต’ ที่ตอกย้ำตัวเองว่า.. ทำไม่ได้


แม้แต่ "คิด" ยังไม่กล้าที่จะคิด แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
จง กล้าที่จะเผชิญความล้มเหลว.. ความล้มเหลวคือครูที่ทดสอบตัวเรา
If you want to have success, you have no choice.


มนุษย์ คือจุดศูนย์กลางของเส้นรอบวงที่ไม่มีขีดจำกัด .. ทำไม?
มนุษย์เหมือนกัน จึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะ
มนุษย์แต่ละคนได้รับโอกาส ทางความคิดที่แตกต่างกัน

คนสำเร็จมองปัญหาเป็นโอกาส คนล้มเหลวมองโอกาสเป็นปัญหา
คนสำเร็จจะปรับตัวเองไปหาโลกภายนอก คนล้มเหลวจะให้โลกภายนอกปรับตัวเข้าหาตัวเอง


Team work is less ‘E-GO’ and more ’WE GROW’
คนสำเร็จระดับผู้บริหาร เป็นผู้นำขององค์กรต่างๆ ในโลกนี้ กว่า 85%
ทั่วโลกล้วนแล้วแต่มิใช่คน เก่ง แต่เป็นคนดีทั้งสิ้น คนเก่ง.. มักจะมี 'อัตตา'
จะไม่ยอมปรับตัวเข้า หาโลก ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
ไม่ยอมรับการพัฒนา..ความรู้ และสิ่งใหม่ๆ ‘ปกครองคนไม่ได้’
คนเก่ง..ใช้เวลา 2-3 ปีก็สอนให้เก่งได้.. แต่..คนดีต้องใช้เวลา ‘ชั่วชีวิต’ สอนกัน
คนเก่งมักจะขาดความจงรักภักดี ไม่มีความกตัญญู

"ความรู้" เป็นเพียง "พลังอำนาจแฝง" ชนิดหนึ่งเท่านั้น "ความรู้"
จะกลายเป็น "พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่" ได้ก็ต่อเมื่อมันถูกนำ ไปใช้อย่างชาญฉลาดเท่านั้น

ช่องว่างของหัวใจ




ความรักบางทีบางครั้งก็เอาใจ ยากจนต้องจับเข่ามานั่งคุยกันทีเดียวว่ามันเป็นอย่างไร

แต่ ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างงั้นล่ะสิ ออกจะเข้าใจยากแต่เป็นความยากที่อยากเข้าใจนะ กว่าเราจะเจอใครสักคนกว่าจะใช้เวลาศึกษาดูใจกันและกันก็ใช้เวลาไม่น้อย

เชื่อ ใจได้แน่ว่าแต่ล่ะคนที่เดินทางมาพบความรักหรือบางคนที่กำลังตามหาความรัก อยู่ใครๆก็อยากเจอรักแท้กันทั้งนั้น

ไม่มีใครหรอกที่นึกสนุกอยาก เป็นทางผ่านของใคร ท้ายที่สุดทุกคนก็อยากมีตัวจริงกันทั้งนั้น ทุกคนต่างก็มีหัวใจแน่นอนว่ามันจะคู่อะไรไปไม่ได้นอกจากความรัก หัวใจและความรู้สึกของคู่กัน มันมีอิทธิพลจนน่าประหลาดใจทำให้คนหนึ่งคนทำอะไรๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ

น่า แปลกใจที่คนหนึ่งคนจะทำอะไรเพื่อคนอีกหนึ่งคนโดยที่คนๆนั้นไม่ได้เป็นญาติ หรือรู้จักกันมาก่อนแม้แต่น้อย และก็น่าแปลกหรือเกินว่าผู้คนมากมายนับพันนับหมื่นคนที่ผ่านเข้ามาและเจอะ เจอกันเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่มีความหมายสำหรับหัวใจ

กว่าจะเจอก็ ยากแล้วแต่ตอนคบกันก็เป็นอาไรที่ต้องใช้เวลากันอีกมากมายทีเดียว เชื่อหมดใจเลยว่าคงต้องมีบ้างที่มีคำถามนี้เข้ ามาในใจกันบ้างในเวลาอย่างนี้

"เค้า ใช่สำหรับเราหรือเปล่า"

เจอคำถามนี้ทีไรเป็นต้องมา นั่งนึกทบทวนกันทีเดียว ถ้าพูดโดยทั่วไปแล้วก็คงต้องดุจากอายุสักนิด บางคนอาจแย้งว่าทำไมเด็กรักจริงไม่เป็นเหรอ มันก็เป็นไปได้แต่การตัดสินใจยังไงในช่วงที่เรามีภาวะที่สมบูรณ์ย่อมน่าจะดี กว่า แต่ถึงเราจะมีตัวเลขในระดับที่เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่หลายคนก็คงอดไม่ได้ที่จะ ถามตัวเองอยู่ดีว่าเค้าคนนั้นใช่หรือยัง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า คำตอบไม่เคยอยู่ไกลตัวเราเลยอยู่ใกล้จนมองข้ามไปออกบ่อยด้วยซ้ำ เมื่อสมองคือเหตุผลแต่บางครั้งสมองก็ไม่อาจเข้าใจความรู้สึก หัวใจคือสิ่งที่รับรู้แต่บางครั้งก็สับสนเกินกว่าจะแยกเยอะผิดชอบชั่วดี เวลาคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับสมองและหัวใจ

แต่จะเป็นการดีกว่าไหม ที่เราจะมานั่งเปรียบเทียบคนรักของเราว่าดีพอหรือยัง เราน่าจะมาทำสิ่งดีๆให้กับคนที่รักเราน่าดีกว่า หลายครั้งที่เรามัวแต่เปรียบเทียบเค้ากับใคร เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่รู้จักพอ ไม่มีอะไรดีพอถ้าเราไม่รู้จักคำว่า "พอดี" ความรักจริงแล้วมันอบอุ่นกว่านั้น เพราะจริงๆแล้วชีวิตเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายไปกว่า ลมหายใจที่แบ่ง ปันแก่กันและกัน ก็มีเท่านี้ วินาทีนี้เรามองข้ามความรู้สึกดีๆของใครๆไปบ้างรึเปล่า ความดีมันกลายเป็นความคุ้นเคยไปไหม เราชินกับอะไรๆดีๆในชีวิตอยู่รึเปล่า มันคงเศร้าเกินไปที่ใครหนึ่งคนกำลังคิดถึงคุณอยู่ท่ามกลางสายตาที่คุณกำลัง มองมองข้ามไปอย่างนี้ และไม่ว่าเค้าจะไม่ได้ดีเท่าที่คุณวาดหวังไว้แต่จะดีกว่าไหมที่คุณยกข้ออ้าง อะไรๆออกไปซึ่งมันมาบดบังความงดงามของความรักของคุณที่คุณมีต่อเค้า เมื่อถึงวันที่มีอะไรเปลี่ยนไป ก็จะได้ยิ้มอย่างสบายใจได้ว่าเราได้ทำดีที่สุด แล้ว.......................................

รักคือรักจากใจใช่คำพูด
รักคือการพิสูจน์ที่มีค่า
รัก ถึงแม้เลยผ่านกาลเวลา
รักคือการรักษาให้มั่นคง

ใส่ใจสักนิดกับการเลือก"รองเท้า"


เพราะเท้าเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่ต้อง รับบทหนักตลอดทั้งวัน และสิ่งที่ช่วยปกป้องเท้าของเราได้ดีก็คือ"รองเท้า" โดยรองเท้าที่สวมจะต้องมีความเหมาะสมกับเท้าด้วย เพราะไม่เช่นนั้นรองเท้าอาจกลายเป็นตัวก่อปัญหาให้กับเราแทนได้

ผศ.พญ.นวพร ชัชวาลพาณิชย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคเท้า (Foot Problems) ให้เคล็ดลับในการเลือกซื้อ รองเท้าให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล




คนที่มักปวดฝ่าเท้าด้านหน้า : ปัญหานี้พบบ่อยในผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจํา ดังนั้นผู้ที่มีอาการนี้จึงควรใส่รองเท้าส้นเตี้ยมีพื้นนิ่ม และมีหน้ารองเท้ากว้าง เพื่อลดการบีบและเสียดสีของเท้า

คนที่มีเท้าแบน : ฝ่าเท้าแบนทําให้ปวดบริเวณกลางฝ่าเท้า เนื่อง จากเอ็นซึ่งทําหน้าที่ยกอุ้งเท้าถูกดึงยืด ดังนั้นควรสวมรองเท้าที่เสริมอุ้งเท้า (พื้นรองเท้านูนขึ้นตรงอุ้งเท้า) เพื่อช่วยเส้นเอ็นพยุงอุ้งเท้า

คนที่ มีอุ้งเท้าสูง : คนอุ้งเท้าสูงจะมีปัญหาปวดบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า และส้นเท้า เพราะการรับน้ำหนักของอุ้งเท้าส่วนกลางหายไป รองเท้าจึงควรมีลักษณะเสริมอุ้งเท้า เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักจากฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้ามาที่อุ้งเท้า และควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและมีความยืดหยุ่น

คนที่มักปวดส้นเท้า : การปวดส้นเท้าส่วนใหญ่เกิดจากจุดยึดพังผืดบริเวณส้นเท้าอักเสบ ซึ่งมักปวดมากในการเดินก้าวแรกหลังตื่นนอน เพราะพังผืดถูกยืดทันทีทันใด รองเท้าที่เหมาะกับปัญหานี้ ควรมีพื้นนิ่มมีส้นเล็กน้อย เพื่อถ่ายน้ำหนักไปยังเท้าส่วนหน้า ควรใส่รองเท้าที่มีการเสริมอุ้งเท้า และควรนวดฝ่าเท้าก่อนลุกจากเตียง

คน ที่เป็นเบาหวาน : ผู้ป่วยเบาหวานมักมีปลายประสาททํางานผิดปกติ ทําให้เท้าชา มีนิ้วเท้าหงิกงอทําให้ฝ่าเท้าด้านหน้ารับน้ำหนักมาก และนิ้วเท้าเสียดสีกับหัวรองเท้า จึงควรเลือกใส่รองเท้าพื้นนิ่ม มีหัวลึกและกว้าง ห้ามใช้รองเท้าคีบเพราะอาจทําให้เกิดแผลบริเวณร่องนิ้วเท้าได้โดยไม่รู้ตัว และควรเลือกรองเท้าที่ปรับความกระชับได้ เพราะเท้ามักบวมๆ ยุบๆ ฉะนั้น ความนุ่มสบายและความยืดหยุ่นของรองเท้าจึงมีผลต่อเท้าและข้อเท้าโดยตรง เพราะถ้าพื้นนุ่มสบาย ยืดหยุ่น ก็จะลดการสะท้อนมาที่ข้อและสะโพกน้อยลง การเดินแต่ละก้าวปกติจะมีแรงกระแทกสะท้อนกลับมาปริมาณที่มาก เมื่อสวมรองเท้าที่ยืดหยุ่นมาก ก็จะช่วยลดลงได้มาก

"รองเท้า" เป็นได้ทั้งตัวก่อปัญหา และตัวแก้ปัญหา ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับเท้าของเราหรือไม่!!

สาเหตุของการเป็น‘โรคอ้วน’


ในสภาวะของสังคมปัจจุบันทำให้เกิดปัญหา สุขภาพกันมากมายมีโรคหนึ่งครับที่เป็นภาวะจากความสมบูรณ์ที่เกินไป ส่วนสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วนก็ มีต่อไปนี้

1. เกิดจากสาเหตุภายนอก

เป็นสาเหตุใหญ่ทีเดียวครับที่เกิดโรคอ้วน เพราะการตามใจปากมากเกินไป กินมากเกินความต้องการของร่างกาย อาหารที่กินก็เป็นพวก เนื้อ ไขมัน แป้ง หรือของหวาน สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกายครับ ถ้ามีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วก็ออกกำลังกายน้อยกินแล้วนอนเลย

2. มาจากสาเหตุภายใน

พบได้จากความผิดปกติ ของต่อมไร้ท่อ เช่นต่อมใต้สมอง ต่อไทรอยด์ ทำให้มีไขมันตามบริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง

3. เพราะกรรมพันธุ์


ซึ่งพบได้น้อยกรรมพันธุ์นี้พิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งสองคน ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 40 เท่านั้น

4. โรคประจำตัว


เช่น เบาหวานความดันสูง

5. จากการกินยาบางชนิดก็ส่งผลกระทบให้อ้วนได้

ผู้ป่วยบางโรคได้รับฮอร์โมน สเตียรอยด์เป็นเวลานาน ก็ทำให้อ้วนได้และในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือกินยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนง่ายเช่น กันจะเห็นว่าสาเหตุแห่งความอ้วนนั้นไม่มีอะไรมากเลยครับ บางคนอ้วนเพราะเจ็บป่วยบางโรค และยาบางชนิด แต่คนอ้วนจำนวนมากในโลกไม่ว่าจะหญิงหรือชาย วัยรุ่นหรือสูงวัยต่างอ้วนเพราะตัวเองไม่คุมจิตใจ ตามใจปาก

อยากกินไอ้นั้นไอ้นี่ไปหมด ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่ออกกำลังกาย นั่งๆนอนๆ เที่ยว เล่น กิน แล้วก็เป็นบังอรเอาแต่นอน สุดท้ายโรคอ้วนก็พาเพื่อนตามมา ทั้งเบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมโลก(โรค) ที่ร้ายๆ ทั้งนั้น พร้อมที่จะคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ เมื่อเป็นโรคเหล่านี้แล้วก็ต้องดูแลรักษากันไปตลอดชีวิต ยังไงก็หันมาใส่ใจกับสุขภาพกันหน่อยนะครับอย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Samsung Galaxy S Pro มันมาแล้ว ในนาม Epic 4G

หลังจากมีข่าวเรื่อยๆ เกี่ยวกับ Samsung Galaxy S Pro ล่าสุดก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Samsung Epic 4G แล้ว โดยประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการระหว่าง Sprint และ Samsung ซึ่ง Samsung Epic 4G เป็นโทรศัพท์ 4G ตัวแรกที่มาพร้อมกับคีย์บอร์ดแบบ QWERTY

โดยสเปคของ Samsung Epic 4G เหมือนกับ Samsung Galaxy S ทุกประการ ซึ่งจะมาพร้อมกับ Android 2.1 และในอนาคตอันใกล้จะได้รับการอัพเกรดเป็น Android 2.2


โดย เจ้า Samsung Epic 4G จะมาพร้อม:

- จอ Super AMOLED ที่ใหญ่โตอลังการถึง 4 นิ้ว
- กล้อง 5 ล้านพิกเซลพร้อม LED Flash ที่สามารถถ่ายวีดีโอแบบ 720p ได้ นอกจากนั้นยังมีกล้องหน้า VGA สำหรับ Video Call
- QWERTY Keyboard แบบสไลด์แ
ต่เครื่องหนาเพียง 14.2 มิลลิเมตรเท่านั้น
- ทำงานด้วย CPU Hummingbird ความเร็ว 1 GHz
- มี WiFi, Accelerometer 6 แกน
- หน่วยประมวลผล ความเร็ว 1 GHz หน่วยความจำ ROM 1 GB
- ระบบปฏิบัติการ Android 2.1 (ซึ่งน่าจะอัพเป็น 2.2 ได้แน่ๆ)


Samsung Epic 4G รองรับระบบนำทาง GPS พร้อมเข็มทิศในตัว มีเซนเซอร์ปรับแสงสว่างหน้าจอ, เซนเซอร์เปิด/ปิดแสงไฟหน้าจออัตโนมัติระหว่างสนทนา และ เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวตัวเครื่อง 6 แกน สนับสนุนแอปพลิเคชั่นมาตรฐานจาก Google Mobile Services และดาวน์โหลดโปรแกรมเพิ่มเติมทาง android Market


สำหรับเจ้า Epic 4G นี้จะวางขายกับทาง Sprint เร็วๆนี้

น้ำดื่ม มีวันหมดอายุด้วยหรือ

.......น้ำดื่ม "เก่า" ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคแต่อย่างใด แต่เหตุผลที่ บริษัทผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด เลือกที่จะ ระบุ วันหมดอายุ ไว้บนผลิตภัณฑ์ของตน ก็เพื่อให้ ผู้บริโภคมั่นใจว่าพวกเขาได้ซื้อ สินค้าที่ใหม่ สด ถูกสุขอนามัย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บริษัทที่ระบุ วันหมดอายุ ย่อมได้เปรียบ เหนือบริษัทคู่แข่ง ที่ไม่ให้ความสนใจ ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้บริโภค สินค้าเพื่อสุขภาพ มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น

.....ในความเป็นจริง การเสื่อมสภาพที่สำคัญ ของน้ำดื่ม น่าจะมีอยู่ เพียงประการเดียว คือ การสูญเสีย ก๊าซคอร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้ น้ำดื่ม เป็นฟองฟู่ เจ้าหน้าที่ ควบคุมคุณภาพ ของบริษัท เปอริเอ้ อธิบายว่า น้ำดื่มบรรจุขวด ส่วนใหญ่ จะระบุ วันหมดอายุไว้ สองปี หลังจากวันผลิต เพราะว่า ภาชนะบรรจุบางประเภท จะเสื่อมสภาพ เมื่อถึงเวลานั้น โดยเฉพาะ ขวดพลาสติก ซึ่งอาจทำให้ รสชาติของน้ำ เสียไป

ตัวน้ำดื่มเองนั้น ไม่เสื่อมสภาพ แต่อย่างใด ผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด ในสหรัฐฯ บางราย ยืนยันว่า ถ้าเก็บรักษา น้ำดื่มบรรจุขวด ให้พ้นจาก อุณหภูมิที่ร้อน หรือเย็นจัด น้ำดื่มบรรจุขวด จะไม่มีวัน หมดอายุเลย

.....วันหมดอายุ ยังช่วยให้ ผู้บริโภค มั่นใจได้ว่า น้ำดื่มอัดก๊าซ ที่ซื้อมา จะยังเป็นฟองฟู่ เมื่อเปิดออกดื่ม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถซึมผ่าน ภาชนะบรรจุพลาสติก ออกไปได้ ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงผลิตออกจำหน่ายในกระป๋องอะลูมิเนียม และขวดแก้ว แทนที่จะเป็น ภาชนะพลาสติก

......สำหรับน้ำดื่มบรรจุขวดของไทย ซึ่งคุณภาพ ดีบ้าง ไม่ดีบ้างนั้น เคยมีผู้ร้องเรียนว่า น้ำดื่มบางยี่ห้อ มีตะไคร่ อยู่ที่ก้นขวด บริษัทผู้ผลิต ให้คำตอบว่า น้ำดื่มบรรจุขวด แม้จะผ่าน การกรอง มาอย่างดี ขนาดไหนก็ตามแต่ถ้าปล่อยให้ ถูกแสงแดด เป็นเวลานาน ๆ ก็มีโอกาสที่จะ เกิดตะไคร่ได้ บางบริษัท จึงระบุ วันหมดอายุ ไว้ด้วยเพื่อกันไม่ให้ เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

แช่น้ำสะอาดช่วยลดสารตก ค้างได้ถึง 72 %


ปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านอาหารและโภชนาการกับสุขภาพในทุก ประเทศสนับสนุนและรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคผักให้มากขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ต้องคำนึงถึงสิ่งปนเปื้อนสารพิษที่เกิดจากการเพาะปลูก วิธีการลดปริมาณสารพิษก่อนบริโภคมีหลายวิธี แต่ละวิธีได้ผลแตกต่างกัน ดังนี้


1. ลอกหรือปอกเปลือก แล้วแช่น้ำสะอาดนาน 5-10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 27-72 วิธีนี้จะสูญเสียวิตามินไปด้วย เนื่องจากการปอกเปลือก

2. การใช้ความร้อน ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 48-50

3. แช่น้ำด่างทับทิมนาน 10 นาที (ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร) ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 35-43

4. ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อก นาน 2 นาที ลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 25-39 5. แช่น้ำซาวข้าว นาน 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ร้อยละ 29-38

♣ ความรักเริ่มต้นทำไมต้องสุข ... จุดจบทำไมต้องเศร้า ♣



โดด เดี่ยวเดียวดายให้มีสุข
ความรักของเราแต่ละคนอาจเริ่มต้นจากการพบกันโดยบังเอิญ
มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกันตอนไปงานเลี้ยง งานวันเกิดเพื่อน
ทำงานที่เดียวกัน หรือรู้จักมักคุ้นกันตั้งแต่ยังเด็ก ฯลฯ


ไม่ว่าเราจะพบเจอกันด้วยเหตุการณ์ แบบไหน
การเริ่มต้นของความรักก็มักเริ่มจากความสุขและความงดงามเสมอ
มีความทรงจำและความประทับใจในกันและกันจนต้องสานสัมพันธ์ต่อ
ทำความรู้จักตั้งแต่ผิวเผินจนมาเป็นคนรักกันในที่สุด



แต่ใครจะไปรู้ว่าความรักครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร
ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นเช่นไร สุดท้ายก็มีแต่ความเศร้าอยู่ดี

แม้เราจะพยายามทำใจให้ยอมรับกับความไม่แน่นอนบ้างแล้วส่วนหนึ่ง
แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ ก็ไม่มีใครห้ามน้ำตาไม่ให้มันไหลได้เลยสักคน


ความรักนั้นมักถูกมองว่า เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนจะให้ความสำคัญกับมันมากเป็นพิเศษ
และพยายามสืบเสาะหาใครคนนั้นที่จะมาเป็นคู่ชีวิต
เพื่อที่จะมาร่วมสร้างความสุข เสียงหัวเราะ มอบรอยยิ้ม
มอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน สร้างอนาคตที่สดใส
ใช้วันคืนและแบ่งปันความสุขความทุกข์ที่มีร่วมกัน


เมื่อถึงวันนั้นเราจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันอยู่กับเราไปนานๆ
แต่ความรักมันก็เหมือนเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่เราได้แต่ทำให้ดีที่สุดเท่านั้น
รักกันให้ดีๆ ทำแต่สิ่งดีๆ พูดแต่สิ่งดีๆ มอบแต่สิ่งดีๆ ให้คนที่เรารัก


แต่มันจะลงเอยอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่อาจกำหนดผลได้
จะสมหวังหรือผิดหวังก็เป็นเพียงสิ่งที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง
เราคงไม่อาจไปทัดทานอะไรได้


หากเขาเป็นคนที่ใช่...สุดท้ายมันก็คือใช่
แต่หากเขาไม่ใช่...จะยื้ออย่างไรก็คงอยู่กับเราได้ไม่นานนัก
กับคำถามที่ว่าความรักมักเริ่มต้นด้วยความสุข และจุดจบจะต้องเศร้า
จึงไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป. . .

กว่าจะรู้..ก็ต่อเมื่อ...

แง่คิดดีๆ ในการใช้ชีวิต

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++