วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไอ้แป้น (ตอนไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน)























วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หน้าตาโฉม จริงของ Galaxy 3 และ Galaxy 5

เผยโฉมรูปแบบเครื่อง Samsung ในตระกูล Galaxy แบบชัดๆทั้งสองรุ่น ซึ่งเป็นเครื่องน้องใหม่ที่มี Spec แบบพอหอมปากหอมคอกับราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก โดย Galaxy3 จัดว่าเป็นเครื่องในแบบ mid-level models

หน้าตาโฉม จริงของ Galaxy 3 และ  Galaxy 5

หน้าตาโฉม จริงของ Galaxy 3 และ Galaxy 5


ซึ่ง มีรายละเอียด Spec ดังต่อไปนี้ครับ

Samsung Galaxy 3

‧ GPRS 850/900/1800/1900 Quad band, 3G 900/2100 dual-band
‧ 3.6 Mbps HSDPA support
‧ Android 2.1, TouchWiz 3.0 through surface
‧ WQVGA TFT 2.3 LCD (240 x 400)
‧ 3 megapixel auto focus camera
‧ RDS FM radio, 3.5 mm Headset interface, DNSe
‧ Social Hub application
‧ DivX
‧ AGPS
‧ Bluetooth 3.0
‧ Wi-Fi 802.11b/g/n
‧ microSD (maximum support for 32GB, comes with 1GB)
‧ 113.5 x 55 x 12.85 mm
1500 ‧ mAh battery
Calls ‧: 2G / Small Time 15, 3G / 7.1 small-time
Wait ‧: 2G / small-time 625, 3G / small-time 517




3.2-inch WQVGA screen



ปุ่ม ด้านหน้ามีไม่มาก แต่มีปุ่มควบคุมแบบ 5 ทิศทางให้มาด้วย



ด้าน หลังดูไม่ค่อยเท่าไร ออกแบบไม่ค่อยประทับใจ



ด้าน ข้างมาแบบเรียบๆเหมือนเป็นชิ้นเดียวกัน



ปุ่ม ปรับระดับเสียงด้านข้าง



กล้อง 3 ล้าน







รุ่น นี้ถือว่าเป็นรุ่นราคาประหยัดสำหรับค่ายนี้ โดยให้ Spec มาค่อนข้างต่ำไปหน่อย แต่เมื่อเทียบกับราคาค่าตัวที่วางเอาไว้สำหรับตลาดเริ่มต้นก็ดูเหมือนว่าจะ คุ้มค่าดี แม้หน้าจอจะเล็กไปเสียหน่อยเพราะให้หน้าจอมาแค่ 2.8 นิ้วเท่านั้น กล้องก็แค่ 2 ล้านไม่มี Auto Focus แต่ยังให้ GPS และ WiFi มาครบรวมทั้ง FM radio

ซึ่งมีรายละเอียด Spec ดังต่อไปนี้ครับ

Samsung Galaxy 5

‧ GPRS 850/900/1800/1900 Quad band, 3G 900/2100 dual-band
‧ 7.2 Mbps HSDPA support
‧ Android 2.1
‧ QVGA TFT 2.8 LCD (240 x 320)
‧ 2 million pixel camera, no autofocus
‧ RDS FM Radio
‧ 3.5 mm surface plane through the ear
‧ Social Hub application
‧ AGPS
‧ TouchWiz 3.0 interface
‧ Bluetooth 2.1
‧ Wi-Fi 802.11b/g
‧ microSD (maximum support for 16GB, comes with 1GB)
‧ 108 x 56 x 12.3 mm
1200 ‧ mAh battery
Calls ‧: 2G / min 571, 3G / 387 min
Wait ‧: 2G / small-time 521, 3G / small-time 375






ปุ่ม ควบคุมด้านหน้า








การอยู่ร่วมกันในสังคม





♣ กล้ายอมรับความผิดหวังเจ็บปวด ♣





กล้าเผชิญกับสิ่งเลว ร้าย...
จะทำให้จิตใจกล้าแกร่งกว่าเดิม
ทำให้ชีวิตมีภูมิคุ้มกัน...
และ ทนทานต่อปัญหาต่างๆ ยิ่งกว่าเดิม
กล้ายอมรับความผิดหวังหรือความเจ็บปวด ที่เกิดขึ้น



กล้ายอมรับและเผชิญ หน้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มใจ โดยส่วนใหญ่ แล้วมนุษย์มักหลีกเลี่ยงการเผชิญกับปัญหา และเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้น



ไม่มีอะไรดีไปกว่าการ เผชิญหน้าและ

ยอมรับกับเหตุการณ์ที่ทำ ให้เกิดความผิดหวัง ท้อแท้ เจ็บปวด



ความกล้าหาญในการกล้า เผชิญกับสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้น

จะทำให้จิตใจกล้าแกร่ง กว่าเดิม

แน่นอนว่าการกระทำดัง กล่าว

จะทำให้ชีวิตมีภูมิคุ้ม กัน

และทนทานต่อปัญหาต่างๆ ยิ่งกว่าเดิม



อย่าลืมว่า...

"คนกล้า ตายเพียงครั้งเดียว แต่คนขี้ขลาด ตายหลายครั้ง"



กล้ายอมรับความผิดหวัง และเจ็บปวด

แล้วทำการปรับปรุงแก้ไข ก็จะทุกข์เพียงครั้งเดียว แต่ หากหลีกหนี หลบเลี่ยง...
ก็จะเป็นทุกข์ซ้ำๆ ซากๆ ตลอดไป ...



"เราทุกคนมีจุดมุ่ง หมายในชีวิตเหมือนกันคือ...ต้องการมีความสุข



ดังนั้นชีวิตของพวกเรา มีทั้งความแตกต่าง และคล้ายคลึงกัน..."

บทเรียนที่จะทำให้คุณรักตัวเองมาก ขึ้น




บทเรียนที่จะทำ ให้คุณรักตัวเองมากขึ้น

ใน ชีวิตดูเหมือนคนเราจะสามารถรักและยอมรับความแตกต่างของคนอื่นได้ง่าย
แต่ ในขณะเดียวกันกลับมีปัญหาในการยอมรับและให้อภัยตนเอง
คนเราดูเหมือนจะ ไม่ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเอง
และพยายามผลักดันตนเองไปสู่เป้า หมายนั้นอย่างหนัก
บางทีมันคงถึงเวลาแห่งการปล่อยวาง และเริ่มต้นที่จะรู้จักรักตนเองให้มากขึ้น

ขั้นแรก ต้องรู้ว่าคุณคือใคร เป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นคู่รัก
เป็นลูกจ้างนายจ้าง หรือคู่สมรสของใครบางคน

ไม่ว่าบทบาทหน้าที่ของ คุณจะเปลี่ยนอย่างไรคุณยังคงเป็นคุณ
ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนความจริงข้อนี้ ได้


ขั้นต่อไป คือหาเวลาเพื่อที่จะรักตนเอง
มักมี คำกล่าวเกี่ยวกับความรักที่โรแมนติกว่าความรักสามารถแสดงออกได้ทางการกระทำ ไม่ใช่คำพูด ลองเรียนที่จะนำมันมาใช้กับคุณสิ แล้วคุณจะมีความรักกับตัวคุณเอง ที่รักของฉัน... เขียนจดหมายรักให้กับตัวเอง
ในจดหมายบรรยายถึงสิ่งที่คุณชอบที่สุดในตัว เองและสิ่งที่คุณตั้งใจจะปรับปรุง
เก็บมันไว้ในที่พิเศษที่คุณจะสามารถ นำมันขึ้นมาอ่านได้บ่อย ๆ


ตารางเวลา....
จัดตารางนัด หมายให้ตัวเองได้ทำกิจกรรมทางด้านศิลปะหรือด้านจิตใจให้กับตัวเอง
เช่น การปิกนิคในสวน จองทัวร์ไปพิพิธภัณฑ์ หรือเดินเล่นไปในที่ที่น่าสนใจ

สิ่งดี ๆ ในชีวิต... มีความสุขกับสิ่งดี ๆ ในชีวิต ออกไปทานอาหารดี ๆ
ใต้แสงเทียน ฟังเพลงโปรดแชมเปญ ใส่เสื้อตัวโปรด ให้ของขวัญเป็นรางวัลชีวิต

เรียนรู้ สิ่งใหม่ ๆ ลองเรียนรู้สิ่งใหม่หรือหางานอดิเรกทำ เช่น เล่นโยคะ


อิสระ... รู้สึกเป็นอิสระจากการทำความผิดพลาด
แทนที่จะ ถามตัวเองว่าทำไมถึงทำผิด ทำไมถึงทำมัน
แค่ยอมรับกับตัวเองก็พอว่าคุณทำ มันลงไปแล้ว
มันเพียงพอแล้วถ้าคุณรู้ว่าคุณสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดที่ทำ ลงไปได้

ให้ อภัย... ให้อภัยตนเองในสิ่งที่ทำพลาดไปแล้ว
เขียน จดหมายขออภัยในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำลงไป ปิดผนึกและเก็บมันไว้ในที่ลับ


วันต่อวัน... มีชีวิตอยู่แค่วันต่อวัน อย่าพยายามกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
หรือสิ่งที่อาจ เกิดในอนาคต เพราะทุกอย่างต่างก็เกิดจากปัจจุบันทั้งสิ้น
จำไว้ว่าอดีต และอนาคตเท่านั้นที่เกิดจากการกระทำในปัจจุบันของคุณ

บทความโดย
ธัมมทินน์

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณ... งดอาหารมื้อเช้า?



เอียน มาร์เบอร์ ที่ปรึกษาด้านโภชนาการจะมาตอบคำถามของคุณ


Q เราต้องกินอาหารเช้าเป็นสิ่งแรกรึเปล่า?

A ใช่ การกินตอนเช้ากระตุ้นระบบย่อยอาหารเพื่อให้สามารถดูดซึมอาหารและปล่อยของ เสียและกระตุ้นพลังงานด้วย จัดเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน

Q แล้วถ้าพลาดอาหารเช้าจะ ส่งผลลบกับร่างกายฉันยังไง?

A ก็นำไปสู่ระดับ น้ำตาลขึ้นๆ ลงๆไม่คงที่ ทำให้คุณขาดพลังงานและพึ่งพาของว่างและคาเฟอีนเพื่อให้อยู่ได้ทั้งวันในระยะ ยาว อีกทั้งทำให้น้ำหนักขึ้น-เมื่อร่างกายรู้สึกถึงความหิวโหยก็เก็บอาหารเป็น ไขมันแทนที่จะใช้เป็นพลังงาน

Q อาหารเช้าที่ดีสุดพึง เลือกคืออะไร?


A
เลือกอาหาร เช้าที่ปรุงง่าย ย่อยง่ายและให้โปรตีนกับคาร์โบไฮเดรต รวมถึงโยเกิร์ตใส่

เบอร์รี ถั่วและเครื่องดื่มไร้คาเฟอีน

มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หากคุณคิดได้อย่างนี้ คุณจะมีความสุข ตลอดปี?




๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่ อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลา ที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหา ทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งาน ส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่า เสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะ หมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์
ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขา แย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความ รู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณ ว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คน ทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอดจ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คน ที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดง ว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่ รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะ ไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอ ให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มี ลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึง ในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้ คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่าน พุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไป กับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน


บางส่วนจาก หนังสือ "มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี"

รักแท้ ...








ถ้าใครตอบคำถามได้ว่า รักคนคนหนึ่งเพราะอะไร
นั่น เป็นรักจากสมอง สมองมักมีเหตุผลมีคำตอบ
ในการที่ต้องรัก และอาจไม่ใช่รักแท้
เพราะรักแท้ เป็นรักที่ไม่มีคำตอบ

รักจาก ความรู้สึก รักเพราะรู้สึกรัก สังเกตง่าย
ถ้ารักจากสมอง ชีวิตรักเหมือนอยู่ในโลกความจริง มักไม่อ่อนหวาน
ทำอะไรก็มีแผนการ มีเหตุผล มีคำอธิบายร้อยแปด

ต่างจากรักที่มาจากความรู้สึก ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝัน
อ่อนหวาน อบอุ่น ใช้หัวใจในการตัดสิน กลายเป็นคนไม่มีสมอง...

ถ้าใครบอกว่ารักคุณเพราะอะไร
พึงจำไว้ ว่ารักแท้จะไม่มีเหตุผล จะไม่มีคำว่าอะไร มาทำให้รัก
เพราะถ้าบอกว่ารัก เพราะคุณสวย เมื่อความสวยหมด อาจเลิกรักได้
หรือถ้ารักเพราะคุณเป็นคน ดี
วันหนึ่งก็อ้างได้ว่า ตอนนั้นเห็นคุณเป็นคนดีได้อย่างไร...
หรือ ถ้ารักเพราะคุณเป็นคุณ ก็คงเบื่อที่จะหาคำอื่นมาพูด คำนี้ใช้ง่ายที่สุด...

**จง ฟังคนที่บอกว่า รักคุณ และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรัก
นั่นเเสดงว่าใช้หัวใจ รัก ไม่ว่าวันข้างหน้า คุณจะเป็นอย่างไร
หัวใจก็จะยังไม่มีเหตุผลในการ รักอยู่ดี

จะเลือกคนที่ใช้หัวใจรัก หรือคนที่ใช้สมองรัก...ขึ้นอยู่กับคุณ


วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สลัดเครียด เจียดเวลาฮา


จี้เส้นจุดเริ่มต้น
การหัวเราะเป็นกิจกรรมทาง สังคม "เสียงหัวเราะเป็นเสมือนสัญญาณส่งผ่านไปยังผู้อื่น และถ้าคนเราอยู่เพียงลำพัง เสียงหัวเราะนั้นก็มลายหายไป" โรเบิร์ต โพรวีน นักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ผู้แต่งหนังสือ Laughter : A scientific investigation กล่าว และเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานวิจัยชิ้นแรกที่ทำการศึกษาอย่างจริงจังในการ ค้นหาว่าอะไรทำให้มนุษย์เราหัวเราะ โพรวีนพบว่า โดยทั่วไปแล้วเสียงหัวเราะเกิดจากการตอบสนองอย่างสุภาพต่อเรื่องที่คนเราพูด คุยกันทั่วไป อย่างเช่น "มันต้อง เกิดขึ้นแน่" มากกว่าเรื่องตลกอื่นๆ จากการสังเกตของคณะศึกษาอีกกลุ่มก็พบว่า เสียงหัวเราะทำหน้าที่เสมือนเป็นกาวสมานทางสังคม อย่างเด็กทารกจะเริ่มขำเมื่อมีอายุได้ประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเริ่มจะแยกแยะและจดจำใบหน้าของแต่ละคนได้และวิธีที่คน เราหัวเราะก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่เราอยู่ด้วย อย่างพวกผู้ชายมักจะหัวเราะยาวๆ ดังๆ เมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายด้วยกัน บางทีการหัวเราะแบบนี้เป็นการสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ส่วนผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะหัวเราะเสียงแหลม และหัวเราะบ่อยขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเพศตรงข้าม ซึ่งอาจแสดงถึงความสนใจต่อเพศตรงข้าม หรือแสดงการยอมรับในอำนาจของอีกฝ่าย

หัวเราะดีต่อสุขภาพ
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ถ้าเรานำเสียงหัวเราะมาสังเคราะห์เป็นยาได้ เราคงจะมียาวิเศษที่สามารถรักษาโรคทุกชนิดได้ตั้งแต่โรคซึมเศร้า ไปจนถึงโรคหัวใจเลยทีเดียว การหัวเราะทำให้อวัยวะทุกส่วนตั้งแต่หัวใจ ปอด กล้ามเนื้อ สมอง ไปจนถึงระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างดี การหัวเราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของคนเราได้ 2 ทางคือ ทางแรก เพิ่มระดับความ เข้มข้นของแอนติบอดี้ที่เป็นภูมิคุ้มกันหมุนเวียนในกระแสเลือด ส่วนที่สอง เป็นการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นตัวกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามาในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทั้งสองแบบนี้ จะช่วยทำให้เรามีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ มากขึ้นนั่นเอง

ในอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และอีกหลายประเทศ การรักษาผู้ป่วยด้วยการหัวเราะกำลังเข้ามามีบทบาทแทนที่การบำบัดด้วยการใช้ ยาคลายเครียด และยาแก้ปวด เพราะอารมณ์ขันให้ผลเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย เป็นการเพิ่มระดับฮอร์โมนฝ่ายดี เช่นฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยระงับความเจ็บปวด และ Neurotransmitter เช่น ฮอร์โมนเซโรโทนิน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เราอารมณ์ดี ขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดลดลง


อาชีพเสี่ยงเครียด
ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ประธานคณะกรรมการตัดสินการประชันที่สุดของเสียงหัวเราะ ที่จัดโดยพิพิธภัณฑ์ริบลี่ส์ ได้บอกเล่าถึงผลดีผลเสียของการหัวเราะอย่างถูกวิธีว่า
"กลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้ามักจะเป็นนักบริหาร นักวิชาการ และแพทย์ เนื่องจากงานที่ทำอยู่มีภาวะความกดดันสูง ไม่มีเวลาในการบริหารทั้งสุขภาพกายและใจ ส่งผลให้ร่างกาย จิตใจ ไม่มีการขับเคลื่อน การดำเนินชีวิตไม่มีความผ่อนคลาย จากการวิจัยยังพบด้วยว่า กลุ่มผู้ประกอบอาชีพนักบัญชี และวิศวกร เป็นอีกกลุ่มอาชีพที่ประสบปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเป็นกลุ่มที่หาสามีหาภรรยาได้ยาก เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักมองสิ่งต่างๆ ตามแบบวิธีของตรรกศาสตร์ มองข้ามด้านของความสัมพันธ์ทางด้านจิตใจ"

สำหรับกลุ่มอาชีพที่สุขภาพจิตดี หัวเราะง่าย เป็นกลุ่มอาชีพบริการ ต้องพบปะผู้คน มีการติดต่อสื่อสารอยู่สม่ำเสมอ เช่น นักประชาสัมพันธ์ เนื่องจากต้องมีการพูดคุย บริการผู้อื่นให้เกิดความประทับใจ ส่วนกลุ่มที่มีความสุขอย่างแท้จริงกับกาหหัวเราะนั้น มักเป็นพวกวัยรุ่นที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการทำงาน อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่า เพศหญิงสามารถหัวเราะง่ายกว่าเพศชาย เนื่องจากเพศหญิง เป็นเพศที่มีความไวต่อความรู้สึก อารมณ์อ่อนไหว เพศชายจะเน้นหนักไปในเรื่องของเหตุผลเป็นหลัก นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพศชายมีอายุไขสั้นกว่าเพศหญิง


คนอารมณ์ดีและประสบความสำเร็จ
ส่วนใหญ่จะเป็น คนที่มีอารมณ์ขันเหลือเฟือ เพราะการหัวเราะอย่างสุดเสียงด้วยหัวใจที่สดใส นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นสารเคมีแห่งความสุขให้กับสมองอีกด้วย นอกจากนี้เสียงหัวเราะยังช่วยลดความเครียดและความแปลกแยกระหว่างบุคคลกับคน อื่นได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น วันนี้ คุณหัวเราะแล้วหรือยัง!

“ตำราแห่งชีวิต” .. Life book

Life book หรือ “ตำราแห่งชีวิต”

ซึ่งเหมาะเจาะกับเนื้อหาและคำแนะนำที่น่าสนใจยิ่ง ทั้งง่ายและตรงไปตรง มา, ใครจะทำก็ได้, ไม่ทำก็ได้, เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล, ไม่บังคับยัดเยียดกัน, ไม่ต่อว่าต่อขานกัน, แต่ถ้าหากมีความมุ่งมั่นจะทำอะไรให้กับชีวิตของตนเอง, ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าส่งเสริมสนับสนุนสมควรจะให้กำลังใจแก่กันและกันอย่าง ยิ่ง

สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้

1. ดื่มน้ำให้มาก

2. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแห??ะ)

3. กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน

4. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ

5. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ

6. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย

7. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา

8. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้

9. นอนวันละ 7 ชั่วโมง

10.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน

11.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม

นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วาง กำหนดเวลาของตนเอาไว้

วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้
แต่การไม่เอาจริง เอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัว เองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้

1. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง

2. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย

3. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

4. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

5. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบ ซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

6. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ

7. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว

8. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่ง เลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ

9. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น

10.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้ สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ

11.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณ ได้นอกจากคุณเอง

12.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือ โรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชา พีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต

13. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น

14. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่า เราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่าง ไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?

1. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ

2. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน

3. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง

4. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ

5. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน

6. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย

7. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด

และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้ มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้

1. ทำสิ่งที่ควรทำ

2. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?

3. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้

4. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน

5. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย...get up, dress up and show up.

6. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง

7. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย

8. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?

ความสุขซ่อนไว้ที่ไหน ?





มีมารน้อย 3 ตน แอบมาขโมยความสุขของมนุษย์
เอาไปแล้ว ก็ปรึกษากันว่าจะเอาไปซ่อนที่ไหนดี


ตนแรกก็ว่า ควรเอาไปซ่อนที่ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

แต่ มารน้อยตนที่2ว่า เพื่อนเอ๋ย มนุษย์นั้น ไม่กลัวความสูง แต่กลัวหายใจไม่ออก
เพราะสังเกตได้ว่า ดำน้ำได้นิดเดียวก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาแล้ว เพราะกลัวหายใจไม่ออก
แต่บนภูเขาอากาศดี มนุษย์ชอบไปเที่ยวภูเขา เอาไปซ่อนไว้ใต้บาดาลดีกว่า

มารน้อยตนที่3 แย้งว่า อย่าเลยเพื่อนเอ๋ย มนุษย์มันเก่ง
สร้างเครื่องมือหาของในทะเล ในอากาศได้ เดี๋ยวมันก็หาเจอ


แต่ สังเกตได้ว่า นัยน์ตามนุษย์มองไปข้างนอก หูก็ชอบฟังเสียงข้างนอก ชอบไปเที่ยวข้างนอก
เราควรแอบเอาไปซ่อนไว้ในใจมันดีกว่า มนุษย์หาไม่เจอแน่ ๆ
เพราะว่ามนุษย์ชอบหาความผิดของคนอื่น ไม่ชอบขัดใจคัวเอง
ไม่ชอบดูจิตใจของตัวเอง มารน้อยทั้ง 3 ตน ก็ตกลงความเห็นเป็นเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่นั้นมา มารน้อยก็เอาความสุขของมนุษย์มาซ่อนไว้ที่ใจ
มนุษย์ผู้โง่เขลาจึงออกไป หาความสุขที่อื่น ที่ภูเขา ที่ชายทะเล ที่คลับ ที่ร้องเพลง
จึงหาความ สุขไม่พบ ต้องออกไปข้างนอกหาความสุขในที่ผิด ๆ ตลอดมา

อนึ่งคนที่ไป เที่ยวเธคเที่ยวคลับกินเหล้า เพราะว่าเขามีทุกข์
จึงต้องออกไปหาความ สุขมากลบเกลื่อน มาเฉลี่ยเพื่อให้ทุกข์นั้นน้อยลง
แต่พอเมาแล้วกลับบ้าน หายเมาตื่นเช้ามา ทุกข์นั้นก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม
โดยหารู้ไม่ว่า ความสุขที่เฝ้าติดตามเฝ้าหา อยู่ที่ใจตัวเองนั่นเอง


ใยต้องออกไปหาความสุขที่อื่น .............ต่อให้หาเท่าไหร่
แต่ใจยังร้อนรุ่ม ไม่สงบ ก็หาสุขนั้นไม่พบหรอก.........

เงิน หรือ ความเอาใจใส่ มีค่ามากกว่ากัน







ทำไมหัวใจถึงเอียงซ้าย





เราใส่นาฬิกามือซ้าย

ที่ ใส่มือซ้ายเพราะถนัดขวา

ยกมือซ้ายขึ้นมาดูเวลาได้ง่าย

แต่ ถึงมีนาฬิกาเราก็ชอบไปสายอยู่ดี

นาฬิกาก็แค่บอกเวลา . . ไม่ได้ทำให้เราไปเร็วขึ้น


คิดดูแล้ว . . หัวใจก็อยู่ทางซ้ายเหมือนกัน

บางทีเราก็คิดนะ . . ว่าอวัยวะในร่างกายที่มี 2 ชิ้น

จะอยู่ซ้าย - ขวาอย่าง แขน, ขา, ลูกตาทำนองนั้น . .

แล้วที่มีชิ้นเดียว . . ก็แสดงความโดดของมัน

อย่าง จมูก, สะดือก็อยู่ตรงกลาง . . ประมาณนั้น


แล้วทำไม . . หัวใจถึงเอียงซ้ายล่ ะ ? ?

บาง ทีเราก็คิดว่า . . ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ

ใครบางคนอยากเตือนให้เรา รู้ว่า . .


หัวใจเรา ไม่หนักแน่นพอจะอยู่ตรงกลาง

แล้วก็ไม่มีมากพอจะแบ่งเป็นสองด้วย เหมือนกัน



วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

5วิธีทำใจเป็นกลาง



5วิธีทำใจเป็นกลาง^?^


เรื่องทำใจให้เป็นกลาง อาจดูเหมือนพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะแต่ละคนย่อมมีพื้นฐานที่ต่างกัน มีประสบการณ์การรับรู้ที่ต่างกัน และที่สำคัญ ทุกคนก็ยังอยู่ในกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ในสถานการณ์ใดก็สถานการณ์หนึ่ง แต่มิได้หมายความว่าฝึกไม่ได้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ หากเราควบคุมจิตใจตนเองได้ก็นับได้ว่าชนะไปมากกว่าครึ่ง และนี่คือเคล็ดลับ 5 ประการ ที่จะฝึกทำใจให้เป็นกลาง…


1.
อย่ามองตัวเองเป็นศูนย์กลาง
นี่ คือเคล็ดลับสำคัญที่สุด เพราะถ้ามองปัญหาต่าง ๆ จากมุมมองฝ่ายเดียว ใจย่อมไม่เป็นกลาง เพราะเราจะไม่มอง ไม่พยายามเข้าใจเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นข้อจำกัดของผู้อื่น

2. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เพื่อให้เรามองเห็นภาพแบบองค์รวม ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย ความหมายก็คือ ต้องลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเขา อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเขา มีข้อจำกัดแบบเขา เราจะคิดตัดสินใจเช่นไร

3. มองอย่างเจาะลึกหลาย ชั้น อย่าเอาอาการมาเป็นสาเหตุ
บ่อยครั้งที่ ปัญหาความขัดแย้งไม่ อาจแก้ไขได้ เพราะมองตื้นเขินเกินไป เอาอาการมาเป็นสาเหตุ จึงควรมองอย่างเจาะลึกเพื่อค้นหาเหตุที่แท้จริง จะได้แก้ไขตรงจุด ถูกประเด็น

4. มองไปที่อนาคตเพื่อ “อยู่” ไม่ใช่ “แยก”
เพราะ การมองเช่นนี้เพื่อให้ทุก ฝ่ายยังคงดำรงอยู่ได้ มิใช่แก้ไขเพื่อให้ต้องตายกันไปข้างใดข้างหนึ่ง เป็นการมองทางออกในทัศนคติที่เป็นบวกต่อทุกฝ่าย

5. หาทางออกว่าจะทำอย่าง ไรให้ “อยู่ร่วมกัน” ต่อไปได้
การมีทัศนคติที่ เป็นบวกยังไม่ใช่ ขั้นตอนสุดท้าย แต่ต้องหาข้อสรุปในทางเทคนิคหรือวิธีการที่สอดรับกับ “ใจที่เป็นกลาง” ด้วย ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาบ่อยครั้งก็มาพลาดท่าตรงนี้เอง เพราะผู้รับช่วงต่อใจยังไม่เป็นกลางพอ ยังคิดแบ่งพรรคแบ่งพวก เจ้าโกรธเจ้าแค้น…


แค่นี้เราก้อมีใจเป็นกลางแล้วล่ะ ค่ะเพื่อนๆๆ ซึ่ง5ข้อนี้ฉันก็กำลังหัดอยู่ค่ะ จะได้มีใจเป็นกลาง จะได้ไม่ต้องคิดมากกับสังคมปัจจุบัน

สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน



สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน


สูตร ที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้
๑. ดื่มน้ำให้มาก
๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัว เองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยง และตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
๓.กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
๔.ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ


๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง
๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะกวด, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม


นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส,แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึก ผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลา ของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

♣ เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจ ♣



ในเส้นทางสายชีวิตของคนแต่ละคนย่อมไม่ เหมือนกัน
จุดเริ่ม...ต่าง จุดจบ...ต่าง
สวย งาม...แสนเศร้า...ไม่เหมือนกัน
เส้นทางเหล่า นั้นอาจบังเอิญมาบรรจบเป็นเส้นเดียว
แต่ก็หลาย ต่อหลายครั้งที่มันเพียงแค่ตัดกันในช่วงสั้นๆ
แล้ว ก็แยกจากกันไป...คนละทิศ

บางเส้นสายแยกไป แล้วยังกลับมาเชื่อมกันอีกครั้ง
หรือหลายต่อ หลายครั้ง
บางเส้นเชื่อมกันไป...และจบลงด้วยกัน
ตอนนี้เส้นทางของฉัน...เชื่อมอยู่กับเส้นทางของเธอ
เราพบกัน...และตกลงใจจะไปด้วยกัน

แต่ชีวิตคนเรามีทางแยกแตกแขนงไปเสมอ
จะ เลี้ยวซ้าย...ขวา หรือตรงไป ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
หลายคนเรียกเส้นทางที่หันเหออกไปนี้ว่า "โอกาส"
โอกาสที่แต่ละคนพบ ต่างกันไป
เส้น ทางที่ให้เลี้ยวเล็กบ้างใหญ่บ้าง
บางเส้นขรุขระ บางเส้นสวยงาม
แล้วแต่จังหวะและการตัดสินใจที่ ต่างกัน
และตอนนี้เธอก็ได้พบโอกาส...ทางแยกที่ สวยงาม
แต่เธอก็กลัวและลังเล...กับการที่ต้อง เลี้ยวไปตามทางสายใหม่

ยังรักเธออยู่...ไม่ ใช่ว่าไม่รัก
กับการบอกให้เธอไป...ห่างไกลจาก ฉัน
รู้ไหมว่าเธอไม่ได้เจ็บปวดเพียงคนเดียว
แต่ยังมีฉัน...ที่รู้สึกไม่ต่าง

เข้าใจดีว่าการตัดสินใจให้เธอไปครั้งนี้
อาจทำให้สายลมพัด พาเธอไปจากชีวิตฉันตลอดกาล
แต่ตราบใดที่เราไม่ กล้าที่จะก้าวเดิน
แล้วเมื่อไรเล่าที่ชีวิตเรา จะก้าวไป

จงมั่นใจในหัวใจของเราทั้ง สอง...ทั้งของฉันและของเธอ
เพียงเชื่อเอาไว้ ว่า...
สิ่งใดที่เป็นของเรา มันจะเป็นของเราเสมอ
หากการที่เธอเดินไปตามทาง สายนั้นทำให้เธอพบใครที่"ใช่"กว่า
ก็โปรดจง เลือกเขา...อย่าลังเล
เพราะโอกาส...คือการค้นหา สิ่งที่ดีกว่าให้กับชีวิต

เหยียบดินคนละผืน แต่เรายังอยู่ร่วมฟ้า
ก้าวย่างไปตามทางคนละสาย แต่ยังคงเป็นโลกใบเดียวกัน
กายห่าง แต่ใจใกล้...
ไม่เห็นหน้า แต่เรายังอยู่ด้วยกันเสมอ...
แม้อนาคตจะมองไม่ เห็น แต่ฉันรู้ได้ด้วยหัวใจฉัน
ไม่ว่าเส้นทางจะ อยู่ห่างไกลกันแค่ไหน
เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของ หัวใจฉัน...เสมอไป

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++