วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่เรียกว่า เพื่อน

เพื่อน

เพื่อน

เพื่อน

เพื่อน

เพื่อน

เพื่อน

เพื่อน

30 ข้อคิดดีๆ เพื่อชีวิตมีสุข





1.นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง

2.ถ้ายิ้มให้กับคนที่ อยู่ในกระจก รับรองว่าเขาต้องยิ้มกลับมาทุกครั้งแน่

3.ลองปลูก ต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้

4.หลับตา นิ่งๆสักสามนาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเหลือเกิน

5.ระหว่าง แปรงฟัน ฮัมแพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า


6.เคี้ยว ข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาดธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย

7.ไม่ ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างถนุถนอมเหมือนกันหมด

8.การ ขึ้นลงบันใดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันใดขั้นที่เท่าไร

9.คนตาบอดจะเห็นว่า คุณสวย/หล่อมากๆทันที ที่คุณถามเขาว่า "ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ/ครับ?"

10.เมื่อ จะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่หย่อนลงกรป๋องหรอก






11.ควรหัด พูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า "จะเอายังไง"

12.ลอง ตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ค่อยไปสายเหมือนก่อน

13.สัตว์ เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้จึงควรเล่าให้มันฟัง

14.อาหารที่ไม่ชอบ กินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด

15.เขียน ชื่อคนที่เกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ



16.ให้ปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่ ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้งแล้วแทบดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องให้

17.ตุ๊กตา และของเล่นเก่าๆ จะทำให้เรายิ้มได้เสมอเมื่อไปหยิบมาเล่นอีกครั้ง

18.ก่อน จะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อยสามข้อก่อน

19.ถึง เสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนมันมีเยอะเอง

20.ซาลาเปา 1 ลูกกินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้กินได้ 4 คนถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง






21.เลือกให้ของ ขวัญคนที่ไม่เคยได้ดีกว่า ให้คนที่ได้เยอะจนจำชื่อคนที่ให้ไม่ได้

22.ใน วันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกก็จะดีขึ้น

23.แอบ รักใครสักคน ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร

24.ถึง จะไม่ออกไปไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นิ

25.ฝึก โรแมนติกง่ายๆ คนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน



26.ถ้า คุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนใสได้ ทำไมคุณจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้

27.พยายาม อ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม มันอาจจะไม่สนุกแต่ก้มีประโยชน์แฝงอยู่
28.วัน ที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าทีจะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย

29.แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดิน ผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว

30.ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นใน บ้าน แม่จะได้มีค่าขนมเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท

กฏเหล็กของคนที่ถูกแอบรัก




สวยเลือกได้อย่างคุณจะมีคนมาแอบ รักบ้างมันไม่แปลกอะไร แต่หลังจากนั้นคุณควรจะทำตัวอย่างไร ถึงจะดูดี วันนี้เรามีกฏเหล็กของเหล่าคนเจ้าเสน่ห์ทั้งหลายมาฝากกันจ้า ~,~


1. อย่าเพิ่งแอบกระซิบบอกใครว่าอีตานี่มาชอบชั้นเพระาผู้ชายส่วนใหญ่จะรีบสวม บทบาทพยัคฆ์ร้ายส่ายหน้าทันที เพื่อรักษาฟอร์มบุรุษผู้ฆ่าได้หยามไม่ได้เอาไว้ แล้วหน้าสวยใสของคุณก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ อายเค้ามั้ยล่ะ

2.
ถ้าคุณไม่ชอบเขา ก็ไม่ควรแกล้งทำเป็นมีใครให้เขาเข้าใจผิด เพราะมันอาจจะสนุกสำหรับคุณ แต่มันจะเจ็บมากถึงมากที่สุดสำหรับคนที่แอบรัก นิสัยแบบนี้คนดีๆ เค้าไม่ทำกันหรอก

3.การถูกแอบรักไม่ได้มีสิทธิ์ให้คุณทำตัวมารยาท ทรามใส่เขา หรือใช้เขาเป็นเบ๊ส่วนตัว โปรดมีมนุษยธรรมหน่อย

4.
เวลาผู้ชาย แอบรักผู้หญิง มักจะไม่เข้ามาหา แต่จะวางฟอร์มนั่งเก็กท่ารอให้สาวเป็นฝ่ายเดินเข้าไปเอง ซึ่งถ้าคุณไม่ชอบเขา และไม่ทำอย่างที่เขาต้องการ ก็ต้องเตรียมใจไว้ว่า จะโดนผู้ชายปากตูบคนนั้นเอาไปเผา ชนิดที่บ้านอาจจำซากไม่ได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ไม่ต้องไปต่อปากต่อคำ เพราะคุณจะมีแต่เสียกับเสีย


5. อย่าอยู่กับเขาสองต่อสองในที่ลับตาคน เพื่อสวัสดิภาพของตัวคุณเอง



6. ถ้าคุณจะปฏิเสธเขา ควรจะพูดกันอย่างถนอมน้ำใจ เพราะนี่คือผู้ชายที่รักคุณ ไม่ใช่ไอ้โจรที่จะมาปล้น ไม่ต้องทำปฏิเสธแบบไร้เยื่อใยนักก็ได้


7. ถ้าคุณก็แอบมีใจ นี่คือโอกาสที่จะสอยเขามาไว้ในครอบครองแบบเนียนๆ ด้วยการทำตัวให้สนิทสนมให้เขารู้ว่า คุณไม่ได้รังเกียจเขาเลย จากนั้นพอเขาสารภาพรัก คุณก็สามารถทำท่าอินโนเซ้นต์ได้ว่า ต๊าย ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย

8. เมื่อถูกแอบรัก นอกจากคุณต้องระวังเขาแล้ว ยังต้องระแวงเพื่อนๆ ของเขาอีกด้วย เพราะผู้ชายส่วนใหญ่มีปากเป็นอาวุธ เพื่อเราชอบใคร เดอะแก๊งก็จะมานั่งจับผิดและวิพากษ์วิจารณ์ผู้หญิงคนนั้นอย่างเมามันไปด้วย ยิ่งถ้าสาวไม่รักตอบ ผองเพื่อนก็จะค่อนแคะก่นด่าและจับผิด กลายเป็นความดับเบิ้ลซวยสำหรับสาวสวยที่ถูกแอบรักไปซะงั้น


9. อย่ารีบหลงลำพองตัวเองที่มีเหยื่อมาตกหลุมอีกราย แต่ควรสืบประวัติให้ดีก่อนว่าหนุ่มที่มาหมายปองตัวคุณมีเจ้าของซุกซ่อนอยู่ ที่ไหนหรือเปล่า เพราะการที่ผู้ชายจะรัก ผู้หญิงสักคน ไม่ได้หมายความว่าพี่แกจะต้องโสดและสดเสมอไป

10.
อย่าบอกแฟนของ คุณเป็นอันขาด เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว อาจชักบาทามาถึงตัวคนที่แอบรักคุณอีกด้วย แถมเวลามีคนมาแอบรักแฟนตัวเอง แฟนหนุ่มบางคนจะเปลี่ยนจากขี้หึงเป็นขี้หึงโครตๆ ทีนี้ล่ะ เขาจะตามประกบคุณตลอดเวลา จนคุณอยากจะบ้าซะให้ได้

11.
ถ้า คุณยังไม่มีใคร ก็น่าจะลองรับคนที่แอบรักไว้พิจารณา เพราะยังอ้อยก็เข้าปากช้าแล้ว


ถ้า คุ ณ เ ป็ น ฝ่ า ย แ อ บ รั ก ใ ค ร ซ ะ เ อ ง

อย่าเพิ่งบุกไปบอกรักเขาก่อน เพราะผู้ชายบางคนอาจถือโอกาสนี้ทำเป็นรักตอบ เพื่อหลอกเจาะไข่แดงคุณ ... ผู้ชายดี ๆ มีน้อย นี่คือสัจวาจา !!! อย่า ลืมให้เพื่อให้เป็นประโยชน์ เช่น ชวนเขาและเพื่อน ๆ ไปดูหนังด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นหนทางใกล้ชิดคนที่คุณแอบรักแบบไม่มีแมงเม้าธ์ สายพันธ์ไหนจะครหาได้ เก็บอาการไว้ก่อน เพราะผู้ชายส่วนใหญ่จะออก แนวเล่นตัวทันทีที่รู้ว่ามีสาวมาแอบรัก เดี๋ยวไก่จะตื่นเสียหมด

ที่มาของชื่อเดือน ทั้ง 12 เดือน


ที่มาของชื่อเดือน ทั้ง 12 เดือน

...สมัย ก่อนปีหนึ่งๆ มี 355 วัน แต่มีแค่ 10 เดือน



March หรือ มีนาคม เป็นเดือนแรกของปี ก็เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งคำว่า March นั้นมี
ที่มาจากชื่อของเทพเจ้า แห่งสงครามที่ชื่อว่า Mars เนื่องจากว่าชาวโรมันน่ะทำสงคราม
กัน บ่อยนั่นเอง



April หรือ เมษายน มาจากภาษาละตินที่มีความหมายว่า "เปิดรับ" เนื่อง จากผลผลิตที่หว่านไปในช่วงเดือนมีนาคมจะมาได้ผลเดือนนี้



May หรือ พฤษภาคม มาจากชื่อของเทพเจ้าแห่งการเจริญเติบโต ที่มีชื่อว่า Maia เพราะพวกโรมันเชื่อว่า Maia จะช่วยคุ้มครองพืชพันธุ์ ให้เติบโตอุดมสมบูรณ์ดี



June หรือ มิถุนายม เป็นชื่อที่ตั้งเป็นเกียรติแก่เทพเจ้า Juno ราชินีแห่งสรวงสวรรค์และการแต่งงาน อาจเป็นได้ว่า ชาวโรมันแต่งงานกันมากในเดือนนี้ เพราะเป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์


July หรือ กรกฎาคม ไม่ได้ตั้งชื่อตามเทพเจ้าหรือฤดูกาล แต่มาจากชื่อของจักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่ Julius Caesar


August หรือ สิงหาคม ก็ตั้งชื่อตามหลานชายของ Julius ที่ชื่อ Caesar Augustus เพราะว่าเขาอยากมีชื่อเสียงเหมือน Julius บ้าง จึงตั้งชื่อเดือนนี้ โดยใช้ชื่อของเขา เดิมทีเดือนสิงหาคมมีแค่ 30 วันซึ่งน้อยกว่าเดือนของ Julius แต่ Augustus เพิ่มวันให้เดือนของตน โดยเอาวันจากเดือนกุมภาพันธ์มาหนึ่งวัน เพื่อให้ตนเท่าเทียมกัน Julius



September หรือ กันยายน มาจากคำภาษาละตินว่า Septem ซึ่งแปลว่า '7' และเดือนนี้ก็เป็นเดือนที่ 7



October หรือ ตุลาคม ก็มาจากคำภาษาละตินที่แปลว่า '8' ซึ่งคือคำว่า Octo



November หรือ พฤศจิกายน ก็มาจากคำที่แปลว่า '9' คือคำว่า Novem นั่นเอง


December หรือ ธันวาคม ก็แน่นอนมาจากคำว่า Decem ที่แปลว่า '10' งัย



January หรือ มกราคม ถูกเพิ่มมาทีหลังพร้อมกับเดือน กุมภาพันธ์ คำว่า January มาจากชื่อของเทพเจ้า Janus ซึ่งเป็นเทพ 2 หน้า หน้าหนึ่งมองไปในอดีต อีกหน้ามองไปสู่อนาคต ซึ่งเป็นช่วงที่คนเราต้องมองย้อนสิ่งที่ตนทำ และมองไปข้างหน้าเฝ้ารอคอยปีใหม่



February หรือกุมภาพันธ์ มาจากคำภาษาละตินที่แปลว่า 'ชะล้าง' ซึ่งเป็นเดือนที่คนต้องชะล้างตัว เองให้สะอาดรอรับปีใหม่....

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โปรดระวัง HTC รุ่นเลียนแบบใช้ Windows Mobile 6.5.3 ซะด้วย

ใครที่ชอบของถูกโปรดระวังให้ดี เพราะในตอนนี้เริ่มมีเครื่อง HTC ปลอมเตรียมออกระบาดซึ่งคาดว่าอีกไม่นานนี้คงจะมาเมืองไทยแน่ๆ หรือในตอนนี้มีแล้วก็ไม่ทราบเหมือนกัน โดยเครื่อง PDA Phone รุ่นนี้มันใช้ชื่อว่า iHTC โดยตัวโลโกมันจะเอียงๆ เมื่อก่อนสังเกตง่ายๆเพราะว่าชื่อส่วนใหญ่ตั้งกันคนละเรื่องกันเลย และระบบปฎิบัติการของเครื่องจีนยุคก่อนส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ Windows Mobile สำหรับ ihtc รุ่นเลียนแบบนี้มันใช้ระบบปฎิบัติการ Windows Mobile 6.5.3 รุ่นใหม่เสียด้วย มีอินเตอร์เฟสหน้าตาคล้ายๆกับ HTC Sense หุ่นจะคล้ายๆกับ HD2 หน้าจอใหญ่อีกต่างหากโดยมีหน้าจอขนาด 3.6 นิ้ว แม้จะไม่ถึง 4 นิ้วก็ตาม แต่ก็ถือว่าหน้าจอมันใหญ่ไม่เบาเลย การแสดงผลหน้าจอยังเป็น WVGA อีกด้วย โอ๊ะ โอววว ไม่เบาาาาเลย สำหรับกล้องนั้นจะมาพร้อมกับกล้องความละเอียดที่ 5 ล้านพิกเซลแบบ AutoFocus ราคาจำหน่ายสำหรับ ihtc นั้นเค้าตั้งไว้ที่ประมาณ 7,500 บาทเท่านั้น !


สำหรับ ใครที่คุ้นเคยกับ PDA Phone อยู่แล้วเชื่อว่าไม่น่าโดนหลอก แต่หากใครไม่ค่อยคุ้นเคยก็มีสิทธิ์ไม่ยาก นัก เพราะเคยมีเหตุการณ์ประเภทไปต่างประเทศแล้วคิดว่าของถูกเลยฝากซื้อมือถือ แต่พอกลับมาปรากฎว่าเจอ Nokia ปลอมเพราะว่า ฝากอาอี๊ อาโก ที่ไปเที่ยวฮ่องกงซื้อกลับมา อาอี้ อาโก แกก็ดูไม่ค่อยเป็นด้วยสิ เห็นชื่อคุ้นๆตาและที่สำคัญมันถูกด้วยเลยคว้ากลับบ้านมา

ว่าแต่หากมี ihtc แบบนี้ก็ดีเหมือนกันถ้าลูกเล่นมันดี คุณภาพมันรับได้มันก็คงจะกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ใช้ที่งบจำกัด หรือว่าใครที่บ่นว่า HTC ขายเครื่องแพง งั้นลอง ihtc เลยก็แล้วกัน ราคาไม่แพงหุ่นคล้ายๆกันด้วย แถมยังใช้ OS เดียวกันอีกต่างหาก ลองดูจาก VDO กันอีกทีว่ามันทำงานเป็นยังไง


คน...ไม่ใช่เทวดา



การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคนไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม

สิ่ง หนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ“คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น

อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป > > > > เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว

อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป > > > >เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น

อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป > > > > เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว. . คนเดียว

อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป > > > เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง

อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป > > เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด

อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้ > > > >เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้ คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที

> > > > < < < <

เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ
ไม่ใช่ภาพ วาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา
ฉัน เองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน
...อยากรู้จัก ใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...

ก่อนจะรักใคร

รักมีค่า … ตอนไหน





รักนั้นมีค่า ...
ตอนที่คุณได้สัมผัส หรือเจอะเจอมันแล้ว

รัก นั้นมีค่า ...
ตอนที่คุณมีความสุขที่สุด หรืออาจจะทุกข์ใจสุด ๆ

รักนั้นมีค่า ...
ตอน ที่คุณรู้ว่า จะเก็บมันรักษาได้อย่างไร

รักนั้นมีค่า ...
ตอนที่คุณรู้ว่า จะเก็บมันได้นานแค่ไหน

รักนั้นมีค่า ...
ตอนที่ได้รู้ว่า มันสำคัญกับคุณมากแค่ไหน

รัก นั้นมีค่า ...
ตอนที่คุณรู้ว่า คนที่คุณรักเขา และเขาก็รักคุณ

รักนั้นมีค่า ...
ตอน ที่คุณรู้ว่า ความใส่ใจคืออะไร

รักนั้นมีค่า ...
ตอนที่คุณรู้ว่า คุณต้องปรับปรุงตัวเพื่อใคร

รักนั้นมีค่า ...
ตอน ที่คุณรู้ว่า มีใครคนหนึ่งยอมปรับปรุงตัวเค้าหาคุณ

รัก นั้นมีค่า ...
เมื่อคุณคิดที่จะรักษาและเก็บมันไว้ ได้นานเท่านานที่คุณมี

ถ้าคุณไม่รู้สึกดังที่กล่าวมา แสดงว่า ...
รัก ของคุณไม่มีค่าที่จะมอบให้ใคร
หรือไม่มีใคร ... มอบความรักที่มีค่าให้คุณ

เรารักกัน...หรือแค่...ฉันรักเธอ





1. การที่รักใครสักคนและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคนแต่ไม่มีความกล้าพอ ที่จะบอกให้เค้าคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง

2. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความรู้สึก ความลุ่มหลงและความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว


3.สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่า เราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป


4. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนาน จนกระทั่งเรามองไม่เห็น ประตูแห่งความสุขบานอื่น ที่เปิดไว้รอ


5. เพื่อนที่ดีที่สุดคือ คนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไป ด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด


6. เป็นความจริง ที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่ จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป... แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง จนกระทั่งผลของสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา

7. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคน ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจ ของเราเอง


8. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวก โดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ


9. อย่าบอกลา ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักเค้าคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณยังไม่สามารถ "ทำใจ"


10. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดและมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน

11. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวยเพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียวสามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส

12. การที่เราจะประทับใจใครนั้น อาจใช้เวลาแค่เพียงนาทีการที่เราจะชอบใครอาจใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครอาจใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลา ชั่วชีวิต

13. ขอให้คุณมีความสุขมากพอ ที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอ ที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์และมีความหวังมากพอ ที่จะทำให้คุณเป็นสุข

14. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวด จากสิ่งเดียวกันเช่นกัน

15. จุดเริ่มของความรักคือ การปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่า เราต้องการเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่ปรากฎในตัวเขา


16. คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก


17. อนาคตที่สดใส มีรากฐานอยู่บนอดีตที่ถูกลืม คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดี ถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวาง จากความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ
>

18. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

10 วิธีง่ายๆ ใช้ระงับความโกรธ

โกรธ, ระงับความโกรธ, ร้องไห้,  หัวเราะ, ดื่ม, ร้องเพลง

1. หลีกเลี่ยง "การหลีกเลี่ยง" กับ "การหลีกหนี" แตกต่างกันนะครับ การหลีกเลี่ยงไม่ได้หมายความว่าคุณขลาดกลัว หรือไม่เป็นลูกผู้ชาย ตรงกันข้ามวิธีนี้กลับเป็นสิ่งที่แสดงวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ของคุณต่าง หาก คุณอาจจะออกมาเดินเล่น ผ่อนคลาย ประนีประนอม หรือไม่ก็พับงาน - กิจกรรมนั้นไว้ว่ากันวันหลังที่อารมณ์ดีขึ้นแล้ว ต้องจำให้ขึ้นใจนะครับว่าไม่ใช่การหลีกหนีโดยไม่รับผิดชอบ หรือก่อความเสียหายไว้ให้คนอื่นต้องตามแก้

2. ระบาย นะครับ ไม่ใช่ "ระเบิด" และต้องรู้จักเลือกคนที่เราจะระบายด้วยนะ ควรเป็นคนที่เข้าใจ และไว้ใจได้ เพราะขืนไประบายกับคนที่ไม่เข้าใจ และพวกปากประชาสัมพันธ์แทนที่จะระบายจะทำให้คุณสบายใจ สบายหัว การระบายโดยไม่เลือกนิสัย และสันดานของบุคคลที่สาม อาจกลายเป็นการจุดชนวนระเบิดตูมใหญ่ให้คุณดีๆ นี่เอง

3. กิน มีใครจะปฏิเสธบ้างว่าการกินคือ วิธีสร้างสุขอย่างดีวิธีหนึ่งของมนุษย์ โดยเฉพาะการกินอาหารอร่อยถูกปาก คุณเอ๋ย...สุขอย่าบอกใคร ทุกครั้งที่ลิ้นได้รับรสอันโอชะของอาหารจานโปรด เชื่อสิว่าความโกรธจะดับวูบลงราวกับโยนไม้ขีดไฟลงแม่น้ำเลยละ โดยเฉพาะอาหารจำพวกขนมหวาน เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่า สามารถดับพิษแห่งความโกรธได้ชะงัด อ้อ...อย่าโกรธบ่อยจนอ้วนก็แล้วกัน

4. ดื่ม โดยเฉพาะดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ รสซาบซ่า ฉ่ำใจ อาจจะเป็น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบสักแก้ว จะซดเฮือกๆ ให้หายโกรธ หรือค่อยๆ จิบละเลียดช้าๆ ก็ไม่ว่ากัน ตราบใดที่ความเย็นยังบรรเทาความร้อนได้ น้ำเย็นก็สามารถบรรเทาความโกรธได้ตราบนั้น ที่สำคัญถ้าคุณระงับความโกรธด้วยแอลกอฮอล์เย็น อย่าเมาแล้วขับ หรือหลับข้างถนนก็แล้วกัน

5. หัวเราะ มีหลายอย่างที่จะทำให้คุณหัวเราะได้ การพูดคุยกับคนที่มีอารมณ์ขัน การอ่านหนังสือ ดูตลกในทีวี หรือแม้แต่การส่องกระจกดูหน้าตาตัวเองที่กำลังโกรธเกรี้ยวเป็นไอ้บ้าอยู่ก็ ตาม เอาเป็นว่าทุกเรื่อง ทุกคนที่กระตุ้นต่อมฮาของคุณได้ก็โอเค ทุกครั้งที่โกรธ จงหัวเราะดังๆ ให้เท่ากับความโกรธที่มันจุกอกอยู่ รับรองว่าต่อมฮาฆ่าความโกรธกระจาย (แต่อย่าเผลอหัวเราะตอนเจ้านายกำลังด่าคุณก็แล้วกัน)

6. ร้องไห้ การร้องไห้เป็นกลไกของร่างกายตามธรรมชาติ ที่ช่วยระบายความเครียด ความคับข้องในจิตใจให้หมดสิ้นไป รวมทั้งการระบายความโกรธ ดังนั้น ผู้ชายร้องไห้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะแหกปากร้องไห้ หรือสะอื้นฮักๆ ต่อหน้าธารกำนัล ถ้าโกรธตอนอยู่คนเดียวแล้วไม่รู้จะทำยังไงหรืออยากจะร้องไห้ ลองปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องบังคับดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าร้องไห้ช่วยไล่ความโกรธได้จริงๆ

7. ร้องเพลง เพลงอะไร กับใคร ที่ไหน ร้องไปเถอะ จะร้องเบาๆ หรือแหกปากร้องก็เอาเลย สังคมไทยไม่เคยรังเกียจคนร้องเพลง (ยกเว้นร้องเพลงรักในงานศพ) นักจิตวิทยาบอกว่า การร้องเพลงจะช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดผ่อนคลาย และหายโกรธได้ ถ้าโกรธจนนึกไม่ออกว่าจะร้องเพลงอะไร ขอแนะนำว่าให้ร้องเพลงไทยยอดนิยมตลอดกาล "เพลงชาติ" หรือ "เพลงช้าง" ที่ร้องได้ตั้งแต่ชั้น ป. 1 รับรองว่าทั้งคนร้อง คนฟังฮาครืน ครื้นเครง

8. พักผ่อน หากิจกรรมที่คุณทำแล้วเพลิดเพลิน ออกกำลังกายช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง อะไรก็ได้ที่ทำแล้วคุณรู้สึกว่าได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ความโกรธ และไม่ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อนทำไปเถอะ มีข้อแม้อยู่นิดเดียวว่าการพักผ่อนนั้น อย่าทำให้คุณเสียงาน และเสียเงินจนเกินไปก็แล้วกัน

9. นอนหลับ เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่คุณโกรธ หรือเครียดมากๆ เป็นเวลานานๆ คุณจะรู้สึกหนักหัว และง่วงนอนมากๆ นั่นแหละคือ สัญญาณที่ร่างกายต้องการบอกคุณว่า ถ้าได้หลับเต็มอิ่มสักงีบ อารมณ์โกรธของคุณจะได้รับการปลดปล่อยโดยกลไกธรรมชาติ หากจะพูดถึงกระบวนการระบายความโกรธในขณะนอนหลับคงจะยืดยาวน่าเบื่อ เอาเป็นว่าถ้าไม่เชื่อลองนอนหลับดูก็แล้วกัน

10. ให้อภัย ฟังดูแล้วอาจจะพระเอ๊กพระเอก แต่ทุกครั้งที่เราให้อภัยคนที่ทำให้โกรธ เชื่อสิว่าถึงไม่ได้อะไร แต่เราก็ภาคภูมิใจ สบายใจอยู่ลึกๆ การให้อภัยคือ การปล่อยวาง และให้โอกาสทั้งตัวเองและผู้อื่น ให้โอกาสผู้อื่นได้แก้ตัว ปรับปรุงตัว ให้โอกาสตัวเองได้เป็นผู้ให้ ได้ฝึกนิสัย และจิตใจตัวเองให้เย็นลง และรู้จักปล่อยวาง รู้สึกดีทั้งผู้ให้ และผู้ได้รับการอภัย

6 วิธีง่ายๆ เพิ่ม IQ

IQ,ไอคิว,อีคิว,สมอง,ฉลาด,โง่,  ความรู้

1. ช็อกโกแลตช่วยได้ ดื่มช็อกโกแลตร้อนๆ แล้วคุณอาจรู้สึกกระปรี้กระเปร่าราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ลองเปลี่ยนจากกาแฟแก้วเดิมมาเป็นช็อกโกแลตหอมกรุ่น จะช่วยให้สมองมีพลังวังชาขบคิดปัญหาเครียสๆ แบบผู้ใหญ่ได้ดีทีเดียว นักวิจัยมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมพบว่า สารฟลาโวนอยด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในช็อกโกแลตที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียน เลือดไปเลี้ยงสมองใด้นานถึง 3 ชั่วโมง นพ.เอียน แมคโดนัลด์ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่าข้อดีของช็อกโกแลตคือ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองในช่วงที่การรับรู้ของคนเราจะแย่ลง เช่น ในขณะที่เหนื่อยล้าหรือนอนน้อย ยิ่งถ้าเป็นดาร์คช็อกโกแลตก็จะยิ่งมีฟลาโวนอยด์เข้มข้นขึ้น ลองซดช็อกโกแลตอุ่นๆ สักแก้วก่อนเข้าประชุม 10 โมงเช้ารับรองว่าสมองคุณจะแล่นปรู๊ดปร๊าดเลยเชียวล่ะ

2. ดนตรีกล่อมสมอง "ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาลเป็นคนชอบกลนัก" ก็ขนาดคนใช้สมองเยอะๆ อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาปริญญาเอกยังนิยมฟังเพลงกันเลย ปัญญาชนเหล่านี้บอกว่าฟังเพลงคลาสสิกของบีโทเฟนแล้วทำให้สมองผ่อนคลายได้ ทว่าผลการศึกษาครั้งใหม่กลับพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิกอย่างโมสาร์ตหรือเฮฟวีเมทัลกระแทกหูอย่างวงสอเตอร์ เฮดก็เพิ่มพลังให้สมองได้ทั้งนั้น สถาบัน วอทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์กหรือ NYAS (New York Academy of Sciences) พบว่า การฟังดนตรีสุดโปรดไม่ว่าจะเป็นแนวไหนก็ตาม ล้วนส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้ ขณะที่วารสาร Nature รายงานว่า ถ้าให้ผู้เข้าทดสอบฟังเพลง 10 นาทีก่อนทำแบบทดสอบ พวกเขาจะทำคะแนนได้ดีขึ้น เห็นได้ชัดว่าดนครีมีส่วนอย่างมากต่อการเพิ่มระดับไอคิว ทีนี้คุณก็มีข้ออ้างในการควักกระเป๋าลงทุนกับเครื่องเสียงแจ่มๆ ที่ไพเราะเสนาะหูแล้วสิ

3. นั่งให้ปลอดโปร่ง คุณเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม ยิ่งนั่งจมปลักอยู่บนเก้าอี้ทำงานนานๆ สมองยิ่งตีบตันคิดอะไรไม่ค่อยออกเคล็ดลับหนึ่งที่ช่วยให้สมองโปร่งโล่งสบาย คือการนั่งเก้าอี้แสนสบาย ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า เก้าอี้นั่งที่ไม่ค่อยสบายอาจทำให้ความคิดของคุณโดนปิดกั้นไปด้วย ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยลันด์ในสวีเดนระบุว่า คนส่วนใหญ่ต้องเจอปัญหาเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอซึ่งเป็นผลจากการนั่งผิด ท่า การบีบอัดกระดูกสันหลังด้วยการนั่งหลังค่อมขณะใช้แป่นคีย์บอร์ดจะทำให้เส้น เลือดที่ไปเลี้ยงสมองหดตัว ผลคือสมองคุณจะขาดออกซิเจน ดังนั้นการเลือกเก้าอี้ทำงานดีๆ สักตัวที่ช่วยให้คุณนั่งยืดหลังตรงได้ขณะทำงาน จึงสำคัญพอๆ กับงานบนหน้าจอของคุณเลยก็ว่าได้

4. พลังจากเนื้อ ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ถ้ำหรือมนุษย์ทำงานจอมแกร่งกองทับต้องเดินด้วย ท้องอยู่วันยังค่ำ คุณย่อมไม่มีเรี่ยวแรงพอนัใส่เกียร์ห้าหนีเสือป่าที่จ้องจะขย้ำคอหรือเคาะ ตัวเลขในรายงานการขายให้สวยหรูได้แน่ถ้าท้องคุณร้องโครกครากดังเซ็งแซ่แบบ นี้ การหม่ำเบอร์เกอร์ดีๆ เติมกระเพาะและพลังงานให้สมองย่อมช่วยได้ ซีโมน พาร์กินสัน นักโภชนาการ แนะนำว่า "เนื้อลูกแกะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ซึ่งดีต่อการฟื้นฟูสมองที่อ่อนล้าให้กลับมากระปรี้กระเปร่า และถ้าได้แซมไข่แดงลงไปในเบอร์เกอร์ คุณจะได้โคลีนไปเสริมสร้างการรับรู้ของสมอง ส่วนผักต่างๆ จะช่วยป้องกัยการเกิดภาวะเครียสจากการที่ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระมากเกินไป"

5. กินหนึ่งได้ถึงสอง บางคนที่ไปยิมนอกจากจะเวิร์กเอาต์ให้ได้รูปร่างสมส่วน ยังอาจกินอาหารเสริมควบคู่กันไปเพื่อบำรุงกล้ามเนื้อ สำหรับใครที่เลือกอาหารเสริมเป็นครีเอทีนขอบอกว่าคุณตาแหลมมาก เพราะผลการศึดษาครั้งใหม่พบว่า ครีเอทีนไม่ใช่แค่ดีกับกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อสมองของคุณ เพราะทั้งช่วยเสริมสร้างสมาธิและความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและตัวเลข ต่างๆ พญ.แคโรไลน์ เร จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ บอกว่า "อาหารเสริมชนิดนี้เพิ่มพลังให้สมองสามารถรับมือกับงานด้านการคำนวณ ตลอดจนกระบวนการคิดต่างๆ ให้ดีขึ้น" อาหารเสริมในรูปแคปซูลจะมีปริมาณครีเอทีนต่อหน่วยน้ำหนักมากกว่าแหล่งอื่นๆ ดังนั้นพกแคปซูลครีเอทีนติดตัวไปกินตอนเวิร์กเอาต์ช่วงเที่ยงก็เข้าท่าดี เพราะนอกจากจะทำให้สมองปราดเปรื่องแล้วยังทำให้กล้ามคมโตสมใจอีกต่างหาก

6. หลับฟื้นความจำ นี่คงเป็นข่าวดีสำหรับคนชอบนอน เพราะการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอทำให้คุณฉลาดขึ้น ผลการศึกษาร่วมระหว่างคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบว่า การนอนหลับพักผ่อนช่วยกระตุ้นให้คุณดึงความทรงจะในเรื่องที่พึ่งเรียนรู้ไป ไม่นานกลับคืนมาได้ แม้ว่าความทรงจำนั้นจะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ๆ ไปแล้วหลายชั่วโมงก็ตาม นพ.เจฟฟรีย์ เอลเลนโบเกน หัวหน้สทีมวิจัย บอกว่า "นี่แสดงให้เห็นว่า การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงช่วยปกป้องความจำแต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเก็บรวบ รวมความทรงจำเข้าด้วยกันอีกด้วยครับ" พูดง่ายๆ คือ ความทรงจำในสมองไม่แตกแถวนั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า หมอนก็มีผลต่อการนอนเช่นกัน เพราะหมอนที่รองรับสรีระร่างกายในขณะที่หลับได้ดี จะช่วยลดปัญหาการหายใจซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหลับที่ต่อเนื่องยาวนาน ใครที่อยากนอนหลับสนิทและตื่นขึ้นมารับวันใหม่ด้วยความสดชื่นสมองแจ่มใส เห็นทีต้องลองใช้หมอนเมโมรีโฟม (Memory Foam) ซึ่งทำจากวัสดุเมโมรีโฟมที่ผ่านกระบวนย่อยเป็นปุยๆ ชิ้นเล็กๆ เสมือนเส้นใยไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติอ่อนนุ่มและแน่น

เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกแล้วกับ Nokia E72 White Edition



เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกไซเบอร์ กันแล้วสำหรับ Nokia E72 White Edition ซึ่งภาพดังกล่าวมาพร้อมข้อมูลจากเว็บไซต์ NokiaE72WhiteEdition โดยมีแหล่งข้อมูลยืนยันว่ารูปภาพที่ปรากฎในเว็บดังกล่าวเหมือนกับภาพที่ปราก ฎในงาน Nokia Music India Launch Event ที่ประเทศอินเดียอีกด้วยโดยจากข้อมูล datasheet ดังกล่าวรายงานว่าจะมีการเริ่มวางจำหน่าย Nokia E72 WhiteEdition ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ในราคา 327 USD (ประมาณ 10,500 บาท) ซึ่งราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าภาษีและค่าขนส่งของแต่ละ ประเทศ

นอกจากคุณสมบัติอันครบครันที่จะได้รับจาก Nokia E72 เหมือนอย่างเช่นเดิมแล้ว ในชุดจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์เสริมต่างๆที่มาในเซ็ทของสีขาวหรือ White Edition ซึ่งจะประกอบด้วย ซองหนังสีขาว , Nokia Bluetooth Headset BH-216 สีขาว , หูฟัง Nokia StereoHeadset WH-205 สีขาว และสายคล้องโทรศัพท์สีขาว งานนี้ต้องขอบอกว่าถูกใจใครที่ชื่นชอบสีขาวอย่างแน่นอน

เขามีความรักแบบไหน ดูได้จากอายุ

คุณ เคยรู้ ไหมว่า คู่รักของคุณจะมีความรักแบบไหนเมื่อเขาอายุมากขึ้น เรามีข้อมูลจากแพทย์ซึ่งเขาได้แจกแจงวัยแต่ละวัยไว้ดังนี้

วัยรุ่น
เป็น ช่วงที่ฮอร์โมนคลุ้มคลั่งก็ว่าได้ ทั้งฝ่ายชายและหญิงต่างก็ต้องการที่จะรับรู้รส การสัมผัส การกระตุ้นและแรงปราถนาลึกๆ วัยรุ่นบางคนอาจจะรู้สึกชื่นชอบเซ็กซ์มากจนเกินขนาดนั้น แพทย์ได้ให้ความว่าอาจจะเป็นเพราะพวกเขามีฮอร์โมนที่สูงกว่าอัตราปกติ ด้วยเหตุที่เป็นช่วงที่ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ทำให้ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่มักจะเปลี่ยนแปลง วุ่นวาย แต่บางครั้ง "ความรักที่แท้จริง" ก็กอบกู้สถานการณ์ได้เช่นกัน

วัย 20 - 29 ปี
ผู้ชายและผู้หญิงในวัยนี้ ส่วนมากจะยังไม่ค่อยเข้ากันได้ในเรื่องอารมณ์ ทำให้คู่รักบางคู่ที่อายุในช่วงนี้อาจจะเปลี่ยนคู่บ่อยกว่าวัยอื่นๆ

วัย 30 -39 ปี
ด้วยวัยนี้ ผู้หญิงวัยสามสิบยังแจ๋วนั้น ฮอร์โมนต่างๆ จะปรับตัว ซึ่งจะส่งผลให้สามารถถึงจุดสุดยอดได้เร็วขึ้น ทำให้เธอตื่นตัวเรื่องเซ็กซ์ได้มากกว่าเดม ผู้หญิงบางคนอาจจะเป็นฝ่ายรุกและมุ่งความสนใจกับตัวเองมากขึ้น แต่ฝ่ายชายกลับตรงข้ามกัน ผู้ชายในวัยนี้เริ่มที่จะต้องการมีชีวิตแบบคู่สามีภรรยาเดียว

วัย 40 -49 ปี
เป็นครั้ง แรกที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้ปรับสมดุลได้มากขึ้น เพราะผู้ชายจะเริ่มให้คุณค่ากับการพูดคุย แสดงออกถึงความรักและการสัมผัส ส่วผู้หญิงก็จะรู้สึกมั่นใจ รู้สึกมั่นคงและพึ่งตัวเองได้มากขึ้น

วัย 50 - 59 ปี
ในวัยนี้ แพทย์บอกว่า "เป็นช่วงเวลาที่ชายและผู้หญิงจะเข้ากันได้ดีมากกว่าที่เคยเป็นมา" ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ผู้ชายจะเติบโตเต็มที่ทางอารมณ์ ทำให้เขาเป็นคู่รักที่ยิ่งใหญ่ เขาจะเพลินกับบท "โหมโรง" การโอบกอด เช่นเดียวกับฝ่ายหญิงที่อาจจะเป็นฝ่ายที่เป็นคนนำบทรัก และแสวงหาความแปลกใหม่มากขึ้น เพราะความมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ข้อเสียเพียงข้อเดียวของฝ่ายหญิงในวัยนี้ก็คือ เนื่องจากหมดประจำเดือนทำให้เธออาจจะรู้สึก หดหู่ รู้สึกร้อนตามผิวและขาดสารหล่อลื่นในช่องคลอด ทำให้เรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องที่ลำบากมากขึ้น แต่ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยการปรึกษากับแพทย์

วัย 60 - 69 ปี
ความรักของคนวัยนี้จะสืบต่อมา จากช่วงที่แล้ว และเพราะฮอร์โมนต่างๆ เริ่มที่ลดลงมาก ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับความรักมากกว่าเซ็กซ์ เน้นความสุขจากการใกล้ชิดและโอบกอด รวมไปถึงการพูดคุยและแบ่งปันซึ่งกันและกันมากขึ้น แต่ก็มีอีกหลายๆ คนที่ยังพอใจกับเซ็กซ์ที่ร้อนแรงอยู่

ไปเที่ยวกับ MAPLE











อันนี้อยากไปสัมผัสมาก


















คนบางคนเกิดมาเพื่อให้เรารัก แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา

สักวัน...

สักวัน...















แนวคิดของชีวิต

แนวคิดของชีวิต









ออมสินเวลา...




จุดอ่อนอย่างหนึ่งของมนุษย์ผู้เจริญแล้ว

(วัด ด้วยการมีกติกา ระบบ ระเบียบในสังคม) ก็คือการยึดติดกับกฎกติกานั้นแบบ "คาบไม่ปล่อย"

เคยไหมที่คุณไปใช้บริการของหลายองค์กรที่มีกำหนดเปิดทำงาน เวลา 09.00 น. คุณไปก่อนเวลาและรอที่เคาน์เตอร์หน้าประตู แม้ว่าเจ้าหน้าที่มาทำงานแล้ว
แต่ไม่ยอมทำงาน จนเข็มวินาทีแตะเลข 09.00 น. เจ้าหน้าที่จึงเริ่มขยับเขยื้อนกาย

มนุษย์เงินเดือนไม่ น้อยชอบทำตัวเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ หากไม่ถึงกำหนดเวลาทำงาน ลานที่ฝังตัวจะยังไม่ทำงาน

สัจธรรม หนึ่งของการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ก็คือ กฎเกณฑ์กติกาใดๆ ก็ตามที่มนุษย์เป็นผู้สร้างนั้นลบทิ้งได้เสมอ แต่ไม่ค่อยมีใครยอมเข้าใจสัจธรรมนี้ (หรือเพราะมันเป็นสัจธรรม ไม่ใช่กฎ?)

แปลก! กลัวขาดทุน แต่ไม่กลัวเสียเวลา

คน เรามีเวลาในโลกนี้เฉลี่ยราว 60 ปี หมดไปกับการเล่นก่อนวัยเรียนราว 5 ปี การเรียนราว 20 ปี เหลือเวลาอีกเพียง 35 ปี หักเวลาเกษียณหรือนอนรอความตายอีก 10 ปี หักเวลาพักผ่อน นอนหลับ สร้างครอบครัว ขับรถ ฯลฯอีกครึ่งหนึ่ง ก็เหลือเวลาทำงานจริงๆ แค่สิบสองปีครึ่ง หรือราว 4,500 วัน หรือประมาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นชั่วโมงเท่านั้น

ไม่ยาวเมื่อเทียบกับเวลาของโลก หรืออายุของสัตว์บางชนิด ต้นไม้บางพันธุ์

แต่ยาวพอสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ

นี่ คือเวลาที่จะสร้างความแตกต่างกันระหว่างมนุษย์แต่ละคน

เพียง รู้จักประหยัดเวลา เก็บเกี่ยวมันเพิ่มจากช่วงยามที่ผ่านไปอย่างไร้ค่า ก็อาจเพิ่มจำนวนชั่วโมงแก่ชีวิตได้อีก เพียงวันละสิบนาทีก็ได้เวลา "สร้างความแตกต่าง" ในชีวิตเพิ่มมาอีกถึงสองพันกว่าชั่วโมง และมากกว่านี้อีกหลายเท่าหากรู้จักเก็บเวลาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ใส่กระปุก ออมสินแห่งชีวิต

เลิกเสียเวลาไปกับ เรื่องขยะ เช่นนินทา บ่น ด่า โทรศัพท์คุยเล่น ท่องเน็ตขยะ แค่ลดละเลิกเวลาพวกนี้ลงบ้างก็ได้เวลามาเยอะแยะ

ความ หมายของ "ตรง เวลา" ไม่ใช่ซื่อสัตย์กับนาฬิกา แต่ซื่อสัตย์กับเวลาที่เรามี

เงินทองมีน้อย ก็ไม่เสียมันไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เช่นเดียวกัน เวลามีน้อย ก็อย่าโยนมันทิ้งไปเปล่าๆ

ทำอะไรสักอย่าง แต่อย่าอยู่เฉยๆ

*******************************************

...ทำไมคนเราถึงต่างกัน?...



๑) อายุยืน-อายุสั้น คนที่เกิดมาแล้วอายุยืนก็เพราะไม่ได้ฆ่าสัตว์ในชาติก่อนและชาตินี้...... ส่วนคนที่เกิดมาอายุสั้นก็เพราะเคยฆ่าสัตว์ในชาติก่อนและชาตินี้...คำว่าฆ่า สัตว์หมายถึง......ทั้งคนและสัตว์เดรัจฉานที่เรียกรวมๆว่าสัตว์โลก ผู้ที่ต้องการจะมีอายุยืนนอกจากจะต้อง......ไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิดแล้ว ยังต้องช่วยให้สัตว์อื่นๆ มีอายุยืนด้วย นั่นคือการให้อาหารเป็นทาน......การปล่อยสัตว์ ช่วยสัตว์ที่ตกอยู่ในอันตรายต่างๆ...

...๒) โรคมาก-โรคน้อย เป็นคนที่เคยเบียดเบียนสัตว์ ในชาติก่อนและชาตินี้...
...คนที่มีโรค น้อยก็เพราะไม่ได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งในชาติก่อนและชาตินี้...

...วิธี แก้ให้มีโรคน้อย ควรถวายยารักษาโรค ช่วยคนเจ็บป่วยให้ได้รับความสุข...
...พบ เห็นคนหรือสัตว์ที่เจ็บป่วยก็ควรจะช่วยรักษาพยาบาลตามกำลัง...
...ควรงด เว้นการกักขังสัตว์ต่างๆทุกชนิด...ถ้าจะเลี้ยงสัตว์ก็ต้องให้ได้รับ...
...ความ สุขสบายมากที่สุด และจะต้องไม่ใส่กรง...

...๓) ผิวพรรณสวย-ไม่สวย คนที่ผิวพรรณสวย ก็เพราะไม่เป็นคนขี้โกรธง่าย ไม่อาฆาต พยาบาทคน......คนที่ผิวพรรณไม่สวย ก็เพราะเป็นคนที่มักโกรธ ใครทำอะไร หรือพูดอะไรขัดใจนิดหน่อยก็โกรธ...

...ความ โกรธ เกิดจากการหงุดหงิด รำคาญ แล้วก็ฟักตัวมาเป็นความโกรธ แค้นเคือง อาฆาต......และพยาบาท จนถึงการจองเวรกันข้ามภพข้ามชาติ อารมณ์หงุดหงิดที่ทำให้สีหน้าไม่ผ่องใส.....จิตใจไม่เบิกบาน จนถึงหน้านิ่วค้วขมวด เป็นเหตุให้หน้าย่น แก่เกินวัย ไม่สวย ไม่มีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น...

...แม้แต่ผู้ที่สวยอยู่แล้ว(เพราะบุญ เก่า) แต่ถ้าเป็นคนที่โกรธอยู่ประจำ ก็จะทำให้หน้าไม่สวย......ไร้เสน่ห์ ความโกรธ มีทั้งโทษต่อร่างกายและจิตใจ เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ เช่น......โรคความดัน โรคกระเพาะ โรคประสาท โรคเครียด เป็นต้น...

...วิธี แก้โรคโกรธที่ได้ผลทันตาก็คือ ต้องใช้การเจริญเมตตา แผ่ความรัก...
...และ ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น...นึกถึงแต่สิ่งดีๆของเขา ก็จะเห็นความน่ารัก...
...น่า สงสารของเขา ก็จะทำให้จิตใจของเราสบาย กินได้นอนหลับ...

...๔) มีอำนาจมาก-อำนาจน้อย คนที่ไม่ริษยาผู้อื่น ไม่มุ่งร้ายผู้อื่น...
...ไม่ริษยาในลาภในสักการะ ตลอดจนการไหว้ การบูชาคนอื่น จะเป็นคนมีอำนาจ...
...ในทางตรงกันข้ามก็ จะมีอำนาจน้อย คนที่อิจฉา ริษยา ในลาภหรือความดีของคนอื่น...
...อาการ ของความริษยาก็คือ เห็นใครเขาดีกว่าตนแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ คับใจ...
...อด ที่จะแสดงกิริยาหรือพูดเสียดสีนินทาเขาไม่ได้...

...วิธีแก้หรือ ทำลายตัวริษยามีทางเดียวคือสร้างมุทิตา คือพลอยยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี...

๕) ร่ำรวย-ยากจน คนที่เกิดมาแล้วมีฐานะดี ไม่อดอยากยากจน ในชาติก่อนได้ทำทานไว้มากเช่น......ข้าว น้ำ ผ้า ยา ตลอดจนที่พักอาศัย และแสงสว่าง ส่วนคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน.....หรือร่ำรวยแล้วยากจนภายหลัง ก็แสดงให้เห็นว่า ตระหนี่ ขี้เหนียว.....ไม่มีจิตเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ แก่คนหรือสัตว์ เห็นแก่ตัวจัด...

...วิธีแก้ก็คือ ให้ทำทาน มีน้อยก็ทำน้อย จะทำอย่างไรก็ได้...
...แต่ทำแล้วต้องไม่เดือดร้อนตัว เองและครอบครัว...

...๖) เกิดในตระกูลสูง-ตระกูลต่ำ คนที่มีโอกาสเกิดในตระกูลสูง เป็นคนไม่เย่อหยิ่ง...
...อ่อนน้อมถ่อมตน ไหว้คนที่ควรไหว้ บูชาคนที่ควรบูชา ส่วนคนที่เกิดในตระกูลต่ำ...
...มักเป็นคนกระด้าง ถือตัว จองหอง ไม่รู้จักอะไรควรไม่ควร ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ...

...วิธี แก้ ให้แก้ด้วยการสร้างค่าสำนึกว่า คนที่เกิดมาในโลกเดียวกันนี้ ย่อมมีศักดิ์ศรีเท่ากันหมด......เรื่องความมี ความจน ความฉลาด โง่ สวย ขี้เหร่ เป็นเพียงค่าสมมุติเท่านั้น ที่เหมือนกันคือ......ทุกคนต้องแก่ แล้วก็ต้องตาย ไม่มีใครเอาสิ่งต่างๆ ใส่โลงไปได้ นอกจาก บุญ และ บาป เท่านั้น...

...๗) ฉลาด-โง่ คนที่เกิดมาฉลาด มีปัญญาดี เขาจะต้องสั่งสมปัญญาไว้ในชาติก่อน...
...ศึกษาเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ อะไรดี อะไรชั่ว เป็นผู้ศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม......ส่วนคนโง่เขลาเบาปัญญา ก็คือคนที่ไม่ใฝ่รู้การศึกษา ดังคำที่ว่า...

...ไม่เรียนก็ไม่รู้...ไม่ดูก็ไม่เห็น...ไม่ทำก็ไม่เป็น... ไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดผล...

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++