วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

ความหมายดีดี

50 ข้อคิด มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต


1. เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ
2. คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ
3. คนอกหักไม่อาจตัดความโศกเศร้าได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเยียวยาความรู้สึกดังกล่าว
4. ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง
5. ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว
6. ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ
7. ก่อนที่จะว่ากล่าวถึงนิสัยไม่ดีของลูกนั้น ให้มองตัวพ่อแม่เองก่อนด้วยว่า เรามีส่วนผลักดันให้เขาเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า
8. ความทุกข์ของมนุษย์ 100% เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ
9. หากต้องอยู่กับคนที่ไม่เกรงใจกันเลย พูดกับเขาให้น้อยลง เล่นกับเขาให้น้อยลง
10. หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง
11. ถ้าเราปล่อยให้โลก เร่งตัวเรา ควบคุมตัวเรา จนเราขาดอิสระภาพ เราก็จะทุกข์ ถ้าเราจะเร่งโลก ควบคุมโลกให้โลกนี้เป็นไปตามความต้องการของเรา เราก็ทุกข์เช่นกัน
12. ความฉลาดอาจหลอกคนได้ ความจริงใจต่างหากที่จะชนะใจคน
13. การให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มากไป ทำให้เราลืมธรรมชาติ ลืมความเป็นจริงได้ง่าย
14. อารมณ์เป็นตัวกำหนดความคิด ความคิดกำหนดพฤติกรรม หากจะเข้าใจพฤติกรรมของคนให้ถูกต้อง จึงต้องอ่านอารมณ์ให้ออก
15. การมองอะไร ว่าดี ว่าเลว ขึ้นกับว่าอารมณ์ของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร
16. ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป
17. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเป็นคำพื้น ๆ ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล
18. การพยายามทำอะไรทุกอย่างให้ได้ การสงสัยอะไรทุกเรื่องเป็นความโง่ได้ก็เพราะว่าเรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้มีตั้งหลายเรื่องที่ใช่ว่าเราจะรู้มันได้ง่ายและเรื่องอีกหลายเรื่อง ก็ไม่จำเป็นที่ต้องตอบให้ได้ด้วย
19. คุณธรรมส่อคุณค่าของมนุษย์มากกว่าความฉลาด
20. อะไรก็ตามแต่แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง แต่ถ้าการพูดออกไปนั้น มันไม่มีประโยชน์มีแต่ผลเสีย อย่าพูดดีกว่า
21. การขาดความเกรงใจต่อกัน ทำให้เราทะเลาะกันได้ง่าย การมีความเกรงใจต่อกันที่มากเกินไป ก็ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง
22. ใครที่เขากล้าพูดความจริงกับเราออกมา นั่นก็เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าเราจะยอมรับเขาได้
23. การฝึกวินัยให้กับลูกนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นการฝึกวินัยให้กับพ่อแม่ด้วย
24. หากลูกเป็นคนเฉื่อยชา เราคงต้องช่วยกระตุ้นให้กำลังใจ หากลูกเป็นคนเอาจริงเอาจังเกินไป เราคงต้องช่วยสอนให้ลูกได้ปล่อยวางบ้าง กฎเกณฑ์การเลี้ยงลูกของคนๆ หนึ่ง จึงไม่เหมือนของอีกคนๆ หนึ่ง
25. เมื่อคิดจะเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ที่มองว่าดี ต้องมองถึงความเป็นจริง ความเป็นไปได้ด้วยเสมอ
26. แต่ละคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่แล้ว เราจึงควรต้องให้เกียรติต่อกันบ้าง
27. เมื่อเป็นคนก้าวร้าวคนอื่นไม่เป็น ก็มักจะถูกคนอื่นรุกรานได้ง่ายเช่นกัน
28. ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรม การตายก็ไม่ใช่วิธีการหนีปัญหาได้ตลอดไป เนื่องจากกรรมนั้น ๆ ยังไม่ได้ชดใช้ จนหมดวาระในตัวของมันเอง เกิดชาติหน้า กรรมเก่าก็จะติดตัวต่อไปอยู่ดี
29. การมองปัญหาในแง่มุมต่างกัน ในจุดต่างกันจะทำให้เข้าใจปัญหาได้ต่างกัน
30. เราจะให้อภัยตัวเอง กับผู้อื่นได้นั้น เราต้องเข้าใจในตัวเองและผู้อื่นได้ก่อน
31. การแก้ปัญหาทางบุคลิกภาพต้องอาศัยทั้งความจริงใจและการอดทนเป็นอย่างยิ่ง
32. ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นเรื่องที่ดี แต่….ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นก็หาได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียวไม่
33. เวลาที่พ่อแม่จะสะกิดฝีหนองให้ลูกนั้น พ่อแม่เองก็เจ็บปวดไม่น้อย
34. บางครั้งเราต้องการให้คนอื่นมาเข้าใจเรา มากกว่าที่เราอยากจะเข้าใจตัวเอง นั่นก็เพราะว่า เรายังเป็นมนุษย์ที่ยังมีความอ่อนแออยู่บ้าง
35. เรื่องที่คนเราประทับใจ มักจะลืมเลือนได้ยาก ก็เนื่องจากความประทับใจ ไม่ใช่ความจำนั่นเอง
36. จะมีเราอยู่……………………. เขาก็เป็นอย่างนั้น
ไม่มีเราอยู่….……………….. เขาก็เป็นอย่างนั้น
37. หากเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จริงๆแล้ว เราเป็นได้แค่เพียงตัวกระตุ้นเท่านั้น
38. ถ้าเราเรียนรู้ธรรมะด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เราจะสัมผัส " การรู้ " ได้ยากยิ่ง
39. ความสับสนในชีวิดมันเกิด ควรหาที่ยึดเหนี่ยวให้จิตใจได้พักเสียบ้าง
40. เรื่องของชีวิต มันมีจังหวะที่ต้องรอคอยอยู่บ้าง จะเรียกร้องให้มันได้ดั่งใจเสมอ47. พ่อแม่ หากมีความรักลูกมากไปแล้ว ก็ยากที่จะสอนวินัยให้กับลูกได้ดี
48. การเข้าใจคนอื่นได้ เป็นเรื่องที่ดี การเข้าใจตนเองได้ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่แย่ และก่อให้เกิดทุกข์ได้มากก็ คือรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราเลย
49. กังวล เกินกว่าเหตุ… เชื่อมั่น มากเกินไป…
ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักตนเองอยู่เสมอ
50. การเร่งแก้ปัญหา โดยรีบคิดให้ตกทันที จะยิ่งสร้างปัญหาทางอารมณ์ได้มากยิ่งขึ้น

คนก็เป็นเหมือนวงกลม


คน ก็เป็นเหมือนวงกลม

...มีหลายด้านให้มอง...

มี 360 องศา ให้เดินค้นหา มองเห็น

แต่คนเรามักจะหยุดอยู่แค่องศาแรกที่มองเห็น
และยึดติดว่าสิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้ในด้านนั้น
เป็นทุกอย่างของคน คนนั้น ไปเสียทั้งหมด

แต่เมื่อคน คนนั้นเริ่มหมุน
เปลี่ยนมุมมอง ทิศทาง ให้ได้ดู ได้เห็น ได้รับรู้บ้าง

กลับบอกว่าเขา - เปลี่ยนไป

ฉะนั้น
การจะรู้จัก คบหากับใครสักคน
ต้องเดินวนให้ครบ 360 องศา ก่อน .. ใช่มั้ย

ถึงจะสามารถรู้ได้ว่าคน คนนั้นมีกี่มุม ให้ได้มอง

♣ รักคือความวุ่นวาย ♣


...เมื่อมีความรักจะทำให้คุณทำตัว ไม่ถูก
และเกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวหลายๆ อย่าง
ไม่น่าเชื่อ เลยว่าแค่คนคนเดียว
จะทำให้คุณเปลี่ยนแปลง...
...นิสัยเก่าๆ อันมีมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกของคุณ




แรก เริ่มมีรัก... คุณอยากให้เขามองคุณยิ่งกว่าใคร
และให้ความ สำคัญกับคุณยิ่งกว่าใคร...
เป็นครั้งแรกที่คุณรู้สึกร้อนรน...
ที่ จะอยากรู้ความคิดความอ่านความลับ
รวมทั้งเรื่องส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของเขา
คุณ จะจดจำเรื่องของเขาได้ดีซะยิ่งกว่า...
...หนังสือเตรียมสอบที่คุณท่องไว้ ตั้งหลายเที่ยว....




ความ เป็นตัวของคุณเองเริ่มหดหาย...
...จมไปกับความอายที่จะทำอะไร ได้อย่างเปิดเผยเช่นแต่ ก่อน
เพราะคุณไม่อยากให้เขารู้สึกไม่ดี
...กับ อะไรในบางอย่างในตัวคุณ...





เวลาที่ได้คุยกับ เขาคุณจะวางตัว
...เหมือนกับที่คุณอยู่กับเพื่อนไม่ได้...
เพราะความ รู้สึกมันต่างกัน
เวลา ที่พบกันช่างมีความสุขและสั้นนัก
คุณอยากจะอยู่กับเขานานๆ




...เมื่อคุณผิดหวัง
คุณ จะกล่าวโทษทุกสิ่งทุกอย่างที่มันพอจะอ้างได้ว่า.. .
เป็นสาเหตุที่ทำให้ คุณเจ็บปวด...
แม้กระทั่งตัวคุณเอง...


สิ่งรอบข้างดู เลวร้ายกว่าเมื่อก่อน
สีชมพูบัดนี้... เป็นสีดำหม่นหมองไปแล้ว
คุณจะ ทรมานซะยิ่งกว่าอะไรในโลก
ทุกอย่างรอบตัวดูจืดชืดไร้สีสัน... ไร้ซึ่งชีวิตชีวา



♣ เคล็ดลับการกินตลอดวัน แต่ไม่อ้วน ♣


คนที่อ้วนมักจะมีนิสัยที่ ชอบกิน และมักจะกินอาหารหรือขนมตามใจปาก บางคนกินได้ทั้งวัน กินจุบกินจิบชอบกินทั้งวันแบบนี้กินได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักที่จะ เกินเลยค่ะ



* กินผักและผลไม้ทุก 2-3 ชั่วโมง
การกินผักและผลไม้ตลอดวันจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้ม กันให้กับร่างกาย และยังช่วยลดน้ำหนักได้ครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์โดยที่เรายังไม่ทันรู้ตัวเลย ค่ะ เพราะผักและผลไม้มีสาร phytonutrients และเมล็ดผักบางชนิดยังช่วยป้องกันเชื้อโรคได้อีกด้วยค่ะ ดังนั้นเราจึงควรกินผักและผลไม้ 3-4 มื้อต่อวัน ยิ่งกินมากยิ่งดี แต่อย่างไรก็ตามนะคะ ไม่ควรกินผักผลไม้ที่มีน้ำตามมากมากจนเกินไปนะคะ เช่น ทุเรียน องุ่น มะม่วงสุก เป็นต้น

* กินประเภทไฟเบอร์ หรือเมล็ดธัญพืช
ธัญพืชนั้นมีประโยชน์ ช่วยในการเต้นของหัวใจ ป้องกันโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และยังช่วยลดน้ำหนัก ดังนั้นในมื้ออาหารแต่ละมื้อควรจะมีไฟเบอร์หรือธัญพืชทุกมื้อ เช่น ขนมที่มีข้าวโอ๊ตอย่างน้อย 2 กรัม และในแต่ละวันควรทานธัญพืชอย่างน้อย 25-35 กรัม และยิ่งเป็นเมล็ดที่ไม่ผ่านการสกัดยิ่งมีประโยชน์ค่ะ และยังช่วยให้อิ่มนานอยู่ท้องด้วยนะคะ

* กินโปรตีนอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งต่อวัน
สารที่อยู่ใน โปรตีนอย่างกรดอมิโนจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระตุ้นฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและเผาผลาญแคลอรี่

* กินของหวานหลังมื้อาหารทุกวัน
คุณจะลดความอ้วนอย่าง ได้ผลถ้าคุณกินของหวานถูกเวลาคือกินได้หลังมื้ออาหารเท่านั้น และของหวานนั้นต้องเป็นน้ำตาลฟรุกโตสจากผลไม้ น้ำตาลเทียม หรือน้ำเชื่อมจากข้าวโพด ไม่ใช่กินของหวานเป็นของว่างนะคะ แบบนี้อ้วนแน่นอนค่ะ

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

รองเท้าแบบไหน ที่ปลอดภัยกับคุณ

อาจจะดูเป็นเรื่องที่จู้ จี้จุกจิกไปสักนิดสำหรับเรื่องของรองเท้า เพราะบางคนอาจเห็นว่า "จะ รองเท้าอะไรก็ช่างเถอะขอให้ใส่แล้วไม่กัดก็พอ"

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นอกจากการถูกรองเท้ากัด รองเท้ายังสามารถทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บหรือพิการได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีส่วนทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับเท้า อาทิ นิ้วหัวแม่เท้าผิดรูป ตาปลา เล็บขบ และเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เป็นต้น

ดังนั้น ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมาใส่ใจการเลือกรองเท้า เพื่อสุขภาพของเท้าที่จะแข็งแรงตลอดไป

รู้จักส่วนต่าง ๆ ของรองเท้าให้ถ่องแท้


ก่อนอื่นเราควรจะมาทำความรู้จักส่วนต่าง ๆ ของรองเท้ากันก่อน เพื่อที่เราจะได้ละเอียดต่อการเลือกกรองเท้า เพราะถ้าพลาดเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็อาจจะทำให้สิ่งไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นกับเท้าก็เป็นได้

- Vamp หรือ ส่วนบนบริเวณที่เป็นรูรองเท้าที่ใช้เชือกผูก ควรทำมาจากผ้าหรือหนังที่อ่อนนุ่มสักหน่อย เพราะหากแข็งเกินไป จะก่อให้เกิดตาปลาขึ้นบริเวณเท้า

- Toe Box หรือ ส่วนที่หุ้มนิ้วเท้า ซึ่งอาจจะมีทั้งรูปร่างกลมหรือรูปร่างเป็นเหลี่ยมก็ได้ เมื่อใส่รองเท้าแล้วบริเวณนี้ ควรจะเหลือพื้นที่เพื่อให้นิ้วเท้าขยับได้อย่าให้อัดแน่นบีบนิ้วเท้าจนเกิน ไป เพราะอาจทำให้นิ้วเท้าของเราผิดรูปผิดร่าง

- Heel Couter หรือ ส่วนพื้นบริเวณส้นเท้า เป็นส่วนรองรับน้ำหนักจากบริเวณส้นเท้าของเรา ควรจะบุด้วยวัสดุที่มีความอ่อนนุ่มแต่รับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพื่อที่ในเวลาก้าวเดินเท้าจะได้มีความมั่นคง ไม่ทำให้ล้มง่าย

- Heel Tab หรือ ส่วนของรองเท้าที่ล้อมรอบเอ็นร้อยหวาย ควรจะบุด้วยวัสดุที่นุ่มและไม่มีตะเข็บ เพื่อป้องกันการเสียดสีผิวหนังบริเวณนั้น

- Sole หรือ ส่วนพื้นรองเท้า ประกอบไปด้วย Insole พื้นด้านในที่เท้าเราสัมผัส OutSole พื้นรองเท้าด้านนอก และ Midsole แผ่นที่รองรับแรงกระแทกอยู่ระหว่างกลาง พื้นรองเท้าที่ดีควรจะอ่อนนุ่มเพื่อกันการกระแทก และไม่ควรหนาจนเกินไป

- Heel หรือ ส่วนส้นเท้า เป็นส่วนที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักเวลาที่เราเดิน ควรจะเลือกส้นเท้าที่กว้างและนุ่ม ส้นรองเท้าไม่ควรเกิน 2 นิ้วเพราะส้นยิ่งสูงจะทำให้เจ็บฝ่าเท้าได้มากขึ้น

รองเท้าที่ ดีมีลักษณะอย่างไร

- รองเท้าต้องมีลักษณะเหมือนรูปเท้าของผู้สวมใส่ และต้องสวมใส่พอดีกับเท้า การที่รองเท้ากว้างหรือแคบจนเกินไป จะทำให้เท้าได้รับบาดเจ็บง่าย

- รองเท้าต้องทำจากวัสดุที่อ่อนนุ่มต่อเท้า รองเท้าต้องมีพื้นที่นุ่ม สามารถกันกระแทกได้ และไม่ลื่น พื้นรองเท้าที่ทำจากยางจะมีประสิทธิภาพดีกว่าหนังสัตว์

- ไม่ควรเลือกซื้อรองเท้าที่มีตะเข็บใน บริเวณที่เราได้รับบาดเจ็บ อาทิ บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า

- ควรเลือกใช้รองเท้าแบบที่ใช้เชือก ผูก เพราะจะใส่ได้พอดีกว่ารองเท้าที่ไม่ใช้เชือกผูกแม้จะสวมใส่สะดวกก็ตาม

- หลีกเลี่ยงรองเท้าที่มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะรองเท้าที่ส่วนหัวรองเท้าทำจากยาง และมีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

- รองเท้าที่ดีส้นเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว และหากต้องใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และใส่ไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ที่สำคัญควรถอดออกหากไม่จำเป็นต้องเดิน

การเลือก รองเท้าสำหรับเด็ก

เมื่อเด็กเริ่มเดินได้ (ประมาณอายุ 12-15 เดือน) ควรเลือกซื้อรองเท้าที่พอดีกับเท้า และควรเปลี่ยนรองเท้าให้เด็กทุก ๆ 3-6 เดือน เพราะเด็กจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สังเกตง่าย ๆ จากพฤติกรรมที่เด็กชอบถอดรองเท้าบ่อย ๆ นั่นแสดงว่าเด็กเริ่มจะรู้สึกไม่สบายเท้าแล้ว สาเหตุน่าจะเกิดจากรองเท้าคับไป จากนั้นก็ให้ดูที่เท้าของเด็กว่ามีรอยแดง รอยถลอก หรือรอยกดทับหรือไม่

การเลือก รองเท้าสำหรับผู้หญิง

- ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเลือกใส่รองเท้าที่มีส้นสูง และปลายเท้าแคบเพื่อความสวยงาม ซึ่งนี่เองที่ทำให้เกิดอาการปวดเท้า นิ้วเท้า น่อง และหลัง ทางที่ดีควรเลือกสวมรองเท้าที่มีส้นเตี้ย และปลายเท้ากว้างจะดีกว่า อาจะไม่สวยสง่า แต่ก็ใส่สบายไม่อึดอัด และอันตราย

การ เลือกรองเท้ากีฬา

- รองเท้าวิ่ง รองเท้าวิ่งที่ดีจะต้องมีแผ่นรองเท้าที่กันกระแทก และจะต้องมีหุ้มส้นที่พอเหมาะ เพื่อป้องกันเอ็นอักเสบ ปวดส้นเท้า และกระดูกหัก

- รองเท้า สำหรับเต้น รองเท้าที่ใช้งานแบบนี้ต้องมีน้ำหนักที่เบา เพื่อไม่ก่อให้เกิดอาการเมื่อยเวลาขยับร่างกายมาก ๆ และตรงฝ่าเท้าควรจะมีแผ่นกันกระแทกที่อ่อนนุ่ม เพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่มีการกระแทกมากที่สุด

- รองเท้าสำหรับการเล่น Basketball พื้นรองเท้าต้องหนาและแข็งแรงเพื่อการทรงตัวที่ดี และต้องเป็นรองเท้าหุ้มข้อเพื่อป้องกันข้อพลิก

- รองเท้าสำหรับการเล่น Tennis ต้องเป็นรองเท้าที่ป้องกันข้อเท้า ขณะที่มีการสไลด์ออกข้างได้อย่างดี อีกทั้งพื้นรองเท้าไม่จำเป็นต้องมีแผ่นกันกระแทกที่หนาเกินไป เพื่อการเคลื่อนตัวที่สะดวกสบาย

- รองเท้าสำหรับเดิน รองเท้าสำหรับเดินควรเป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา และควรมีแผ่นกันกระแทกที่ส้นเท้าและบริเวณกลางฝ่าเท้า ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า นอกจากนี้พื้นรองเท้าควรจะมีลักษณะออกป้าน ๆ เพื่อให้การถ่ายเทน้ำหนักจากส้นเท้าไปยังนิ้วเท้าได้สะดวก และลดแรงกดทับที่ฝ่าเท้าได้อย่างดี

T i p

สำหรับผู้ที่เล่นกีฬามากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ จำเป็นอย่างมากที่ต้องใช้รองเท้าสำหรับกีฬาชนิดนั้น และโปรดจำไว้ว่าหากเราวิ่ง 400-800 กิโลเมตรหรือเต้นแอโรบิคมากกว่า 300 ชั่วโมง รองเท้าที่เราใส่จะสูญเสียคุณสมบัติในการกันกระแทกไป ฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนรองเท้าทันทีที่เสื่อมสภาพ อย่าไปเสียดาย และหากเราใส่รองเท้าแล้วมีปัญหาปวดที่ส้นเท้า ฝ่าเท้าอาจจะต้องหาอุปกรณ์เสริม เช่น แผ่นรองส้นเท้า แผ่นรองฝ่าเท้า มาช่วย แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นแนะนำให้ลองเข้าไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน





ที่ มา ... First magazine

เหตุผล คน ความรัก




เราไม่เคยสงสัย เมื่อเวลาเรามีความรัก
เพราะคิดว่า ใครๆ ก็รักได้ทั้งนั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเราพบว่าเส้นทางความรักของ เรา
ไม่ได้ไปถึงง่ายๆ อย่างที่คิด...นั่นล่ะ เราถึงจะสัมผัสได้ว่า

"การ รักเป็น"...ก็สำคัญเช่นกัน...


ซึ่งทั้งหมดนี้...
ก็ เป็นสิ่งที่มีให้เราได้เห็นอยู่จริงๆ ...และก็เพียงเพราะว่า
เขาเหล่า นั้นกำลังตกอยู่ในวังวนของความรัก
แต่ถ้าจะหาคำอธิบาย..
ก็คงเป็น เพราะเขาเหล่านั้นไม่สามารถผสมผสาน
การใช้
"ความรู้สึก" กับ "การใช้ความคิด"

เมื่อมีความรักมากกว่า...

จะว่าไปแล้วความรัก ก็เหมือนหลุมพรางอย่างหนึ่งเหมือนกัน...
คุณเคยสังเกตบ้างมั้ยว่า...ตอน เวลาที่เราเริ่มมีความ รัก
เรามักไม่ค่อยสนใจอยากที่จะหาเหตุผลให้มัน สักเท่าไหร ่...
ตรงกันข้ามกับเวลาที่จะเลิกรักกัน
ต่างฝ่ายต่างหา เหตุผลมากล่าวอ้างกันน่าดู
ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น...

เชื่อว่าหากเราเรียนรู้และ เข้าใจ...
เหตุผลแห่งความรักไปพร้อมๆ การเริ่มต้นและในขณะที่ความรักยังอยู่..
ทุกสิ่งทุกอย่างบนถนนสาย นี้..ก็คงไม่วิบากจนเกินไป.. .
แม้อาจมีสะดุดบ้าง...
แต่ก็คิดว่าคง ไม่ยากที่จะประคับประคองให้ตลอดรอดฝั่ง ...

หลายสิ่งในชีวิต เราก็เพิ่งเข้าใจเมื่อเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่
บางอย่างเราคิดว่าเราทำ เป็นมาตลอด...ทั้งที่จริงเราอ าจทำไม่เป็นก็ได้...
อย่างเรื่องการ หายใจ..เราคิดว่าเราหายใจมาตั้งแต่ออก จากท้องแม่...
จู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่าเราหายใจไม่เป็น...
จากนั้นเขาก็สอน..จนเราได้รู้จักคำ ว่า..."สมาธิ"...
ปัจจุบัน มีการสอนให้คนคิด...จนเมื่อได้สัมมผัสจึงรู้ได้ว่า

"การคิดเป็น"...สำคัญเพียงใด....

มันก็คง คล้ายๆ กับความรัก
เราไม่เคยสงสัยเมื่อเวลาเรามีความรัก
เพราะคิด ว่าใครๆ ก็รักได้ทั้งนั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป...และเราพบว่า...
เส้น ทางของความรักไม่ได้ไปถึงง่ายๆ อย่างที่คิด...

นั่นล่ะ...เราถึง สัมผัสได้ว่า...
"การรักเป็น" ก็จำเป็นและสำคัญมากเช่นกัน...
ไม่ ปฏิเสธว่า ความรักนั้นต้องใช้ หัวใจและความรู้สึก นำทางเราไป...
แต่ถ้า มีเหตุผลที่ดีอยู่ข้างๆ ...และเราสามารถปรับสมดุลระหว่าง
"ความรู้สึก" "หัวใจ"
กับ เหตุผลของสมองแล้ว...
โอกาสที่เราจะ "หลงทาง" ก็อาจจะไม่มีเลยก็ได้...

"จงใช้ความคิดเพื่อควบคุมตนเอง...แต่จงใช้หัวใจ เพื่อควบคุมคนอื่น..."

กรอบของความรัก


ความรัก...

เคย มีผู้คนได้กล่าวไว้ว่า.... รักชนะทุกสิ่ง
หากมองในมุมของความรักก็อาจจะ จริง
แต่หากเรามองในมุมกลับกัน
มองในมุมของโลกแห่งความเป็นจริง
เรา จะสามารถสัมผัสได้ว่า...
ถ้อยคำที่กล่าวมานั้น ไม่สามารถเป็นจริงได้เสมอ

เหมือนกับตัวฉันเองในตอนนี้
ฉันรักคนๆ หนึ่ง แล้วเค้าก็รักฉัน
แต่แล้ว... พ่อกับแม่ของฉันกลับไม่ชอบเขา
ด้วย เหตุผลต่างๆ นานา
อาจจะเป็นเพราะ เราไม่เหมาะสมกัน
อาจจะเป็นเพราะ พื้นฐานเราต่างกันเกินไป
หรือ อาจจะเป็นเพราะ ต้องคำนึงถึงฐานะทางสังคม

ฉัน เคยถามตัวเองว่า "ความรักมันมีข้อจำกัดด้วยเหรอ"
มีจำกัดด้วยรึไงว่า .....
เขาและฉันต้องเหมาะสมกัน
เขาและฉันต้องมีฐานะที่เท่าเทียมกัน
เขา และฉันต้องเป็นคนที่พ่อแม่เลือกให้ และท่านนั้นถูกใจ

ความรักใช้ เพียงแค่หัวใจไม่ได้หรือ หากเพียงแค่คนสองคนรักกันแล้ว ฉันคิดว่าทุกๆอย่างก็น่าจะเกิดขึ้นจริงได้

แต่สุดท้ายแล้ว ....
เขา และฉันก็ต้องเลิกกัน ต้องจบกัน ทั้งๆที่ความรู้สึกยังบอกว่า "รักเขาเสมอ"
ฉัน ไม่รู้นะว่า ในอนาคตจะได้เจอคนอย่างเขาอีกไหม และฉันก็ไม่รู้ด้วยว่า พ่อแม่ของฉันนั้นจะรู้สึกอย่างไร
รู้เพียงแต่ว่า ฉันได้บอกเขาเอง บอกให้เราเลิกกัน ฉันเสียใจ เจ็บปวด แต่ก็ไม่อาจจะฝืนต่อไปได้

ผล สุดท้ายยย....
ความรักก็ต้องอยู่ในกรอบของความเป็นจริง ไม่ใช่จะรักใครก็ได้อย่างที่ตัวฉันเข้าใจ

หากท่านรักคนที่ไม่เหมาะสม กะตัวท่านเอง หากท่านไม่กลัวจะเสียใจ ท่านก็จงรักไปเถิด รักด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ของท่าน อย่างที่ฉันรักเขาเสมอมา...

ขอขอบ คุณบทความโดย คุณเม็ดทราย


วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

♣ การทานอาหารสำหรับคนอยากหุ่นดี ♣




ร้อยทั้งร้อยใครก็ต้องอยาก มีรูปร่างที่ดีอย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรนี่สิคะที่เป็นเรื่องยาก เพราะแค่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันก็แสนจะวุ่นวายมากพออยู่แล้ว การทานอาหารก็ต้องรีบเร่งไม่ค่อยได้ใส่ใจ ทำให้หลายคนเจอกับปัญหาความอ้วนตามมา ส่วนคนที่ทานเท่าไรก็ไม่อ้วนก็เป็นที่น่าอิจฉากันไป แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ อย่าเพิ่งไปอิจฉาตาร้อน คุณเธอเหล่านั้นเลย เพราะเรามีเคล็ดลับการทานที่จะทำให้คุณหุ่นดีได้ไม่ยาก ไม่แพ้สาว ๆ คนไหนเลยมาฝากกัน


ขยันทานผลไม้

หัดตัวเองให้เป็นคนชอบทานผลไม้และทานให้มาก ๆ แต่ต้องเลือกดูผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป ส่วนผลไม้ต้องห้ามก็คือ ทุเรียน เงาะ ขนุน ลำไย ละมุด เป็นต้น

ทานอาหารให้ครบทุกมื้อ

การทานอาหารควรให้ความสำคัญกับอาหารมื้อหลักทั้ง 3 มื้อ คือเช้า กลางวัน เย็น ซึ่งทานก่อน 6 โมงเย็น และหลังจากนั้นก็ไม่ควรทานอะไรอีก แต่ถ้าหากทนไม่ไหวก็ลองดื่มชาเขียวร้อนสักแก้วก็ช่วยให้หายอยากได้

ดื่ม น้ำเป็นประจำ

การดื่มน้ำก็สำคัญ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยให้ได้วันละ 6-8 แก้ว

เคี้ยวช้า ๆ เข้าไว้

หัดตัวเองให้เป็นคนเคี้ยวอาหารให้นาน ๆ อย่างน้อย 10 ครั้งต่อหนึ่งคำ เพราะไม่งั้นแล้วขืนคุณเคี้ยวเร็ว จะทำให้คุณทานได้เยอะกว่าเดิมนะคะ

อย่า ทานพร้อมทำกิจกรรมอื่น

ห้ามทานอาหารไปพร้อมกับทำกิจกรรมอื่น ๆ อย่างเช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เล่นอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การนั่งรถ เพราะจะทำให้คุณทานได้มากกว่าปกติ โดยไม่รู้ตัว แล้วความอ้วนก็จะตามมาเป็นเงาตามตัวคุณเลยทีเดียว

การ ดื่มนม

หากก่อนนอนคุณต้องดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมเปรี้ยว นมพร่องมันเนย ก็ควรดื่มก่อนนอน 4 ชั่วโมง

เบ เกอร์รี่ได้ แต่น้อย

จริง ๆ แล้วถ้าอยากผอมก็ไม่ควรทาน แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ทานได้สัปดาห์ละครั้ง เท่านั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่ากินแบบเต็มอิ่มนะคะ แค่ชิ้นสองชิ้นพอ

เชื่อมั่นในตัวเอง

เลือกทานอาหารที่คุณเห็นว่ามีแคลอรีต่ำ ที่คุณเชื่อว่าเหมาะกับคุณ อย่าปล่อยให้เพื่อน ๆ ชักจูง หรือท้าทายจนคุณปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอาหารที่มีไขมันสูงได้

หนึ่งจานก็เพียงพอ

ถึงแม้ว่าคุณจะหิวมากแค่ไหนก็ตามให้สั่งอาหารมาทานก่อนหนึ่งจาน อย่าเพิ่งสั่งจานที่สอง เพราะแค่จานเดียวก็ทำให้คุณอิ่มได้ จำไว้เลยนะคะ หนึ่งจานต่อหนึ่งมื้อเท่านั้น

เน้นผักมากกว่าเนื้อสัตว์

เวลาที่จะทานอาหารให้สังเกตก่อนว่า มีผักในปริมาณแค่ไหน เนื้อสัตว์ก็เช่นกัน จากนั้นให้ทานผักก่อนแล้วตามด้วยเนื้อสัตว์ หรือทางที่ดีก็เขี่ยเนื้อสัตว์ออกไปเลย

เลี่ยงอาหารไขมันสูง

อาหารไขมันสูงอย่างแกงกะทิ หรือน้ำอัดลมทุกชนิด ควรงดทานไปเลยนะคะ เพราะถ้าทำได้จะทำให้ลดน้ำหนักลงได้ง่ายขึ้น

ชา กาแฟวันละหนึ่งถ้วย

ถ้าเป็นไปได้หากใครที่ชอบทานชา กาแฟ หรือโอวัลติน ควรทานแค่วันละ 1 แก้วก็พอ และถ้าไม่ใส่น้ำตาลเลยก็จะดีมาก

งดลูกอมทุกชนิด

ลูกอมทั้งที่ทานเล่น หรือที่ใช้ระงับกลิ่นปาก ล้วนมีแต่น้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรทานบ่อย ๆ

♣ 12 อาหารทำให้คุณสวยจากศีรษะจรดปลายเท้า ♣


สุขภาพดีที่แท้จริง คือการมี อวัยวะต่าง ๆ ที่แข็งแรง ทำงานได้ดี และจะเป็นเช่นนั้นได้จุดเริ่มต้นก็คืออาหารที่เรากินไปในแต่ละวัน ซึ่งอาหารแต่ละอย่างก็ดีต่ออวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายต่างกัน ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้คุณแล้ว

กล้วย บำรุงเส้นผม

ผมร่วง ผมบาง ต้องกินกล้วย เพราะอุดมด้วยวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงผมและป้องกันผมร่วงได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก

ข้าวกล้อง บำรุงสมอง

ปกติข้าวกล้องดีต่อสุขภาพ เพราะมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว จึงมีทั้งวิตามินบีรวม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก กากใย ฯลฯ แต่ตอนนี้ที่กระแสรักสุขภาพมาแรงทำให้เกิดข้าวกล้องหอมมะลิเพาะงอก ที่มีสารกาบาสูง ซึ่งช่วยรักษาสมดุลสารสื่อสาร ลดความเครียดวิตกกังวล และป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

นม บำรุงฟันและกระดูก

สารอาหารสำคัญในการสร้างกระดูกก็คือแคลเซียม ซึ่งพบได้มากในนม แถมยังเป็นแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าแหล่งอื่นๆ

ผลไม้ตระกูล เบอร์รี่ บำรุงสายตา

ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าแอนโทไชยานิน (Antho-cyanin) ซึ่งเป็นสารเม็ดสีในเบอร์รี่ช่วยให้มองเห็นชัดในที่มืด หรือที่ที่มีแสงสลัวๆ ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเลนส์ตาและเส้นเลือดฝอยในลูกตาด้วย

อะโวคาโด บำรุงใบหน้า

แม้เป็นผลไม้ที่มีไขมันสูง แต่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 9 ที่มีประโยชน์ ที่สำคัญวิตามินบีและอีในอะโวคาโดสามารถช่วยบำรุงผิว ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ และปกป้องผิวจากรังสีต่างๆ ในแสงแดด

ปลา แซลมอน บำรุงหัวใจ

มีโปรตีนคุณภาพเพียบ คอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำ มีไขมันชนิดดี อย่างโอเมก้า 3 สูง ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือด และภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ชะลอการเติบโตของคราบไขมันในเส้นเลือด

น้ำมัน มะกอก บำรุงหลอดเลือด

มีไขมันชนิดดี (HDL) อยู่สูง จึงช่วยขนถ่ายคอเลสเตอรอลจากเซลล์เข้าสู่ตับ เพื่อเผาผลาญจึงไม่มีไขมันสะสม ที่สำคัญช่วยป้องกันการเกาะตัวของคอเลสเตอรอล ที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ไม่เกิดเป็นเส้นเลือดอุดตัน

กะหล่ำปลี บำรุงทรวงอก

งานวิจัยของสมาคมเพื่อการวิจัยมะเร็งของสหรัฐ พบว่า ผู้หญิงโปแลนด์ที่กินกะหล่ำปลีทั้งสดและดอง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมลดลงถึง 75%

ชาเขียว บำรุงกระเพาะอาหาร

ผลการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งของอวัยวะต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ ที่ทรงพลังหลายชนิด ดื่มแล้วจึงสวยใสพร้อมสุขภาพดี

พริกหยวก บำรุงเล็บ

พริกหวานหลากสีสันล้วนอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการเผาผลาญให้กับร่างกาย นอกจากนี้น้ำฉ่ำ ๆ จากพริกหยวกยังช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรงด้วย

ถั่ว บำรุงลำไส้ใหญ่

เป็นอาหารอีกประเภทที่มีโปรตีนสารต้านอนุมูลอิสระ และเส้นใยสูงมากจึงสามารถช่วยจัดสมดุลของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ทำให้ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ได้

ผักโขม บำรุงกระดูก

ผักโขมยังอุดมด้วยวิตามินเคที่ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่ของกระดูก จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี และลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักด้วย

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

♣ วันที่หัวใจเคลื่อนไหว ♣



ด้านหนึ่งของชีวิตคงเป็นการรอคอย
คอยด้วยความ หวัง
แม้ว่าบางครั้งจะผิดหวัง
และหลายครั้งจะสมหวัง
และในขณะนี้ หลายคนก็ยังคอยอยู่
โดยที่ยังไม่รู้ว่า
การรอคอยครั้งนี้จะได้ผลอย่าง ไร

บางคนอาจล้มเลิก
เมื่อ คิดว่าการรอคอยครั้งนี้
ไม่มีประโยชน์ เสียเวลา
หรือไม่ก็เลิกรอ
เพราะ คิดว่ามันคงไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง
และออกเดินทางต่อไป
หรือไปสู่การ รอคอยครั้งใหม่


บาง คนยังยืนหยัดรอ
แม้ว่าจะก้าวล่วงผ่านกาลเวลา
สถานที่ ผู้คน
เพราะ เชื่อมั่นในการรอคอย
ถึงแม้ว่าผลอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง
ก็ยังรอ
เพื่อ ที่จะพิสูจน์
ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง

แม้ว่าในที่สุด
อาจจะต้องรออยู่
จน ถึงวันสุดท้ายของชีวิต
รอหัวใจของใครคนนั้น
ให้เคลื่อนไหวตอบรับ
กับ การเคลื่อนไหวของใจดวงนี้
ที่รอคอยมาอย่างยาวนาน

แล้วเราล่ะ
ในที่สุดของหัวใจ
กำลังรอคอย ใครอยู่หรือเปล่า
รอใครคนนั้น
แม้ไม่มีวี่แววว่า
ใจของเขาจะ เคลื่อนไหวสักที
แต่ก็ยังรอแบบไม่กลัวเสียเวลา
รอด้วยความหวัง
รอ ด้วยความรัก
รอแบบไม่มีเงื่อนไข
รออย่างสงบไม่กระวนกระวาย
และมี ความสุขกับการรอ

เดือนเกิดแสดงนิสัย!!




มกราคม

“ ทะเยอทะยาน จริงจัง อดทน
“ ชอบ สั่งสอน รักการเรียนรู้ ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว
“ มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด เจ้าระเบียบ ทำอะไรเป็นแบบแผนขั้นตอนไม่มีนอกลู่นอกทางแม้แต่น้อย
“ อ่อน ไหว ช่างคิดรู้วิธีทำให้คนอื่นมีความสุข
“ ปกติจะเงียบขรึมถ้าไม่ได้ กำลังตื่นเต้น หรือ เข้าสู่ภาวะคับขัน
“ สงบเสงี่ยม กระตือรือร้น
“ ห่วงใย ใส่ใจคนอื่น โรแมนติกแต่ไม่ค่อยยอมแสดงออกเท่าไร
“ ติดบ้าน
“ ซื่อ สัตย์
“ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม แถมขี้ หึงอีกต่างหาก


กุมภาพันธ์
“ ช่างฝัน รักทั้งโลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งความฝัน
“ ไหวพริบปฏิภาณดี ฉลาด หากแต่บุคลิกภาพแปรปรวนไปนิด
“ เจ้าอารมณ์ เงียบ ขี้อาย สุภาพ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง
“ ซื่อสัตย์
“ ชอบตั้งเป้าหมายในชีวิต
“ รัก อิสระเหนือสิ่งอื่นใด
“ ขบถได้ง่ายถ้าถูกบีบคั้น แอบก้าวร้าวบ้างบางครั้ง แต่ที่จริงอ่อนไหวมาก เสียใจง่าย! โกรธก็ง่าย
“ ไม่ ชอบเรื่องไร้สาระ ชอบคบเพื่อนฝูงใหม่ๆ น่ารักๆ
“ รักกิจการงานบันเทิงทุก ชนิดโรแมนติกลึกๆ แต่ไม่แสดงออก
“ เชื่อถือโชคลาง
“ ใช้จ่ายเงินเก่ง

มีนาคม

“ มี เสน่ห์ เป็นที่รักของผู้อื่น
“ ขี้อาย สงบเสงี่ยม ลึกลับ
“ ซื่อตรง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ รักสันติและความสงบ
“ อ่อนโยน ชอบเอาอกเอาใจคนอื่น
“ ใจเย็น ไว้ใจได้
“ เห็นค่าคนอื่น ใจดี
“ เคร่ง ศีลธรรม แต่ติดนิสัยชอบประเมินคนอื่น
“ เจ้าคิดเจ้าแค้น แถมยังเพ้อฝัน ชอบสร้างจินตนาการ
“ รักการเดินทาง
“ รักการเป็นจุดสนใจ
“ ใจเร็ว ไปนิดถ้าคิดจะลงหลักปักฐานกับใคร
“ ชอบตกแต่งบ้านเอง
“ มีพรสวรรค์ เรื่องดนตรี รักข้าวของแปลกๆ
“ ข้อควรระวังคืออารมณ์หงุดหงิดง่าย

เมษายน
“ กระตือรือร้น ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่
“ เข้มแข็งเด็ดขาด แต่กลับใจอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อกับคำขอโทษ
“ ดึงดูดใจและเป็นที่รักของผู้ คน ใจแข็ง
“ รักการเป็นจุดสนใจ
“ พูดจาฉลาดถนอมน้ำใจทุกฝ่าย
“ ชอบ ปลอบโยน
“ มนุษย์สัมพันธ์ดี ชอบเสนอแนะแก้ปัญหาให้คนอื่น
“ กล้าหาญ ชอบผจญภัย
“ สุภาพเอื้อเฟื้อ แต่เจ้าอารมณ์ ชอบกระตุ้นทั้งตัวเองและคนรอบข้าง และขี้หึงมากเช่นกัน


พฤษภาคม
“ ดื้อดึง ใจแข็ง กล้าแกร่ง
“ ตั้งใจมั่น แรงจูงใจสูง
“ หลักแหลม
“ โกรธง่าย อารมณ์แปรปรวน
“ ชอบการเป็นจุดสนใจ
“ นิ่ง ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก
“ มี จุดยืนของตัวเอง แข็งนอก อ่อนใน
“ มีอิทธิพล แต่ก็มีเสน่ห์
“ ชอบปลอบ โยนผู้อื่น
“ มีระบบระเบียบ เพ้อฝัน ถือโชคลาง
“ มีสัมผัสพิเศษ เข้าอกเข้าใจจินตนาการกว้างไกล
“ รักการเดินทาง ไม่ชอบอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ชอบหยุดนิ่ง
“ ทำงานหนัก ความรับผิดชอบสูง แต่สุรุ่ยสุร่ายไปหน่อย

มิถุนายน
“ คิดการณ์ไกล หัวก้าวหน้า
“ ใจอ่อนกับคนใจดี
“ สุภาพ พูดจาเบามีความคิดสร้างสรรค์มากมาย
“ อ่อนไหว ชอบคิดค้น เสียตรงที่ขี้ลังเล
“ ไม่รักษาเวลา
“ สนุกสนาน มีอารมณ์ขัน ชอบเรื่องตลก
“ มีทักษะดีในการโต้แย้ง ช่างพูดช่างคุย ชอบฝันกลางวัน
“ เป็น มิตร รู้ว่าจะหาเพื่อนได้อย่างไร
“ อดทน
“ ชอบแสดงออก เสียใจง่าย ชอบแต่งตัว
“ ขี้เบื่อ นานๆ จะแสดงอารมณ์ออกมาซักที ถ้าเสียใจต้องใช้เวลานานในการเยียวยา
“ ชอบการบริหาร
“ หัวรั้น
“ ถือ คติแปลกๆ ว่าใครประจบประแจงคือศัตรู ส่วนเพื่อนแท้ต้องไม่กลัวที่จะขัดใจ




กรกฎาคม
“ อยู่ด้วยแล้วสนุก มีเสน่ห์
“ เก็บความลับได้ แต่ยากที่จะเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง
“ เงียบถ้าไม่มีอะไรตื่นเต้น
“ หยิ่ง ทะนงในตัวเอง ช่างเลือก
“ มีความรับผิดชอบ ชอบปลอบโยนคนอื่น
“ ซื่อ ตรง ซื่อสัตย์
“ สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง
“ มีไหวพริบ
“ ใจดี ไม่ผูกใจเจ็บใคร
“ ไม่ชอบเรื่องไร้สาระทั้งหลาย
“ มีอิทธิพลต่อคนอื่น ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ
“ อ่อนไหว ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ
“ ห่วงใย ใส่ใจคนอื่น ปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเท่าเทียม เห็นอกเห็นใจ
“ แย่ตรงที่ ชอบตัดสินคนอื่นเพียงเพราะสิ่งที่สังเกตเอาเอง
“ รักการเดินทาง ศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม
“ เรียนดี!
“ ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ชอบความวุ่นวาย
“ เสียใจง่ายแถมต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย
“ ทุ่มเท ทุกอย่างให้งาน

สิงหาคม
“ ชอบ เรื่องตลก
“ มีเสน่ห์ สุภาพอ่อนโยน
“ ใส่ใจคนอื่น
“ กล้าหาญไม่เคย กลัวอะไรทั้งสิ้น
“ มั่นคงเด็ดเดี่ยว เป็นผู้นำเต็มตัว
“ รู้ว่าต้อง ดูแลปลอบโยนคนอื่นอย่างไร แต่เสียตรงที่เอื้อเฟื้อเกินไป
“ มั่นใจตัวเอง เกินไป
“ เรียกร้องต้องการการยกย่องนับถือมุ่งมั่นแรงกล้าสุดๆ
“ แถม โกรธง่ายเกินเหตุ โดยเฉพาะเมื่อถูกแหย่หรือกระตุ้น
“ ขี้หึง
“ เคร่ง ศีลธรรม
“ หุนหันพลันแล่น
“ ความคิดอิสระไม่ค่อยเหมือนใคร
“ รัก ทั้งการเป็นผู้นำและถูกนำ
“ ช่างฝัน มีพรสวรรค์เรื่องศิลปะดนตรี และกลไกการป้องกันตัว
“ อ่อนไหวเหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะอยากยอมรับ ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ตลอดเวลา
“ โรแมนติค รักใคร่และห่วงใยคนอื่น
“ ชอบ คบหาเพื่อนฝูงใหม่ๆ


กันยายน
“ สุภาพ อ่อนโยน ประนีประนอม
“ ระวังตัวแจ
“ วางขั้นตอนชีวิตอย่างเป็นแบบแผน
“ ชอบ ตอกย้ำจุดอ่อนคนอื่น
“ ชอบการวิพากษ์วิจารณ์
“ เยือกเย็นและสงบ
“ ใจ ดี เห็นอกเห็นใจคนอื่น
“ รอบรู้เรื่องต่างๆ
“ ซื่อตรง
“ ทำงานเก่ง
“ อ่อน ไหว
“ ช่างคิด
“ ความจำดี สนใจใฝ่รู้
“ ชอบการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ
“ มี แรงจูงใจ เข้าอกเข้าใจ
“ เก็บความลับอยู่
“ รักกีฬากิจกรรมยามว่าง และ การเดินทาง
“ ไม่แสดงอารมณ์เสียจนเกือบจะเป็นคนเก็บกด
“ ช่าง เลือกโดยเฉพาะเรื่องแฟน

ตุลาคม
“ รักการพูดคุยเป็นชีวิตจิตใจ
“ รักทุกคนที่รักตัวเอง
“ รักการ เจาะเข้าสู่จุดศูนย์กลางของเรื่องต่างๆ
“ มีเสน่ห์
“ สุภาพนุ่มนวล
“ จิต ใจและรูปร่างสวยงาม
“ ไม่โกหกเสแสร้ง
“ เห็นอกเห็นใจคนอื่น
“ ให้ ความสำคัญกับเพื่อน ชอบคบหาเพื่อนใหม่อยู่เรื่อย
“ เสียใจง่ายก็จริงแต่ ไม่ต้องห่วง แป๊บเดียวก็หายเศร้า
“ ชอบช่วยเหลือคนอื่น
“ ชอบฝันกลาง วัน ความคิดบรรเจิด
“ มีสัมผัสพิเศษ
“ รักการเดินทาง ศิลปะ และวรรณกรรม
“ พูดจานุ่มนวล รักและใส่ใจคนอื่น โรแมนติก ขี้หึง
“ เป็น ห่วงเป็นใย รักความยุติธรรม
“ เชื่อคนง่าย เพราะมองโลกสวยงาม
“ สูญ เสียความเชื่อมั่นง่ายมาก

พฤศจิกายน
“ ความคิดล้านแปดเต็มหัว ยากที่จะเข้าถึง คิดการณ์ล้ำหน้า
“ โดด เด่นหัวไว ใส่ใจและชอบให้คำแนะนำ
“ อยากรู้อยากเห็น
“ รู้จักวิธี ตะล่อมคุ้ยความลับ
“ ชอบคิดอยู่ตลอดเวลา
“ พูดน้อยแต่อัธยาศัยดี
“ กล้า หาญและเอื้อเฟื้อ
“ อดทน หัวรั้น ใจแข็ง ถือคติ ตราบใดที่ยังมีความหวัง ตราบนั้นก็ยังมีหนทางเสมอ
“ มีเป้าหมายในชีวิต ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
“ โกรธ ยากมากถ้าไม่ถูกยั่วจนถึงขั้นจริงๆ
“ ชอบอยู่คนเดียว
“ มีแรงจูงใจใน ตัวเอง โดยไม่สนใจการยอมรับนับถือจากคนอื่น
“ มั่นคง เด็ดเดี่ยว
“ รัก ใครรักจริง
“ เจ้าอารมณ์
“ โรแมนติก แต่ไม่ค่อยสนใจสัมพันธ์จริงจังนัก
“ รักบ้าน
“ ทำงานหนัก
“ มีความ สามารถสูง
“ ไว้ใจได้

ธันวาคม
“ ซื่อสัตย์และเอื้อ เฟื้อเผื่อแผ่
“ กระตือรือร้นในการแข่งขัน และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
“ ไม่ ค่อยมีความอดทน
“ ทะเยอทะยาน มีอิทธิพลในสังคม
“ รักการเข้าสังคมมาก
“ รัก การได้รับการยอมรับ การเป็นจุดสนใจ
“ รักการที่มีคนอื่นมารักตัวเอง
“ ซื่อ ตรงและไว้ใจได้ ไม่เสแสร้ง แต่อารมณ์เสียง่าย
“ เกลียดการถูกบีบบังคับ
“ รัก เรื่องตลก มีอารมณ์ขัน

♣ ความผูกพัน ♣



วันนี้...เราอาจรู้สึกผูกพันต่อสิ่งหนึ่ง จนคิดว่าเราขาดไม่ได้
...แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป
... สักวันเราจะรู้ว่า... สิ่งที่เราผูกพันในวันนี้.
..เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ เติมชีวิตเรา ไม่ใช่...ทั้งหมดของชีวิตเรา


วันหนึ่ง...หากเรามีโอกาสได้เจอสิ่งที่ถูกใจสิ่งใหม่
ที่ เราคิดว่าเราพึงใจ...ปรารถนา...ต้องการ...ขาดไม่ได้
เราก็จะเริ่มผูกพัน กับสิ่งใหม่ได้ในเวลาไม่นานนัก..

เมื่อ เวลาหนึ่งผ่านไป จะสอนเราได้เองว่า
...ความผูกพันกับสิ่งใดๆในช่วงเวลา หนึ่ง
จะเป็นความสุขในช่วงเวลานั้น ๆ อย่าได้ไปยึดติด
อย่าได้ไปใช้ ชีวิตทั้งชีวิตลุ่มหลง...
คิดเสียว่า...เราโชคดี...ที่มีโอกาสได้ผูกพัน กับสิ่งที่เรารัก

ความผูกพัน...ก็ เหมือนกับความรัก...
หรืออาจจะเป็นผลพวงที่มาจากความรัก
หากเรารัก ใครคนใดคนหนึ่งมาก
เราก็จะรู้สึกว่าผูกพันมาก
แต่ความผูกพันที่ ว่า... ไม่ได้หมายถึงการหยุดตัวเอง ไว้กับสิ่งนั้นๆ



...เพราะคนเราทุกคนย่อมผูกพันกับหลายๆสิ่ง
เปรียบ เสมือน เรามีแก้วนำอยู่หนึ่งใบ
ในยามเช้า...เราอาจต้องใช้แก้วใบนี้ดื่ม นม
พออากาศร้อนหน่อย...เราอาจต้องการน้ำเย็น ๆ
บางครั้งที่เราไม่ สบาย...เราอาจต้องการน้ำอุ่น

ใจเราก็ เหมือนกับแก้วน้ำ...
ต้องเติมสิ่งต่าง ๆ ในเวลาที่แตกต่างกัน...ตามความเหมาะสม

หากเราเติมน้ำเย็นลงไปในแก้ว น้ำ
แล้วเติมน้ำร้อนลงไปในทันที ในแก้วใบเดียวกัน
เราก็จะพบว่า ...แก้วใบนั้น...ก็จะร้าว...แล้วเริ่มแตก ซึ่งก็เหมือนกับใจเรา...




ความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงเวลาหนึ่ง...ไม่ผิด
ถ้า เราค่อยๆปรับใจ...ปรับตัวของเราเอง...ให้กลับคืนใน เวลาที่ควร
เพราะ อย่างน้อยที่สุด...เราก็มีโอกาส...ได้ผูกพัน...
ซึ่งก็เหมือนเรามีโอกาส ...ได้รัก นั่นเอง

ถ้าคุณมีความสุข ที่เห็นเค้าเดินกับคนอื่น ...คือ...ความรัก
ถ้าคุณเศร้า...เหงา...คิด ถึงเค้า...อยากเจอ...อยากพูดคุย ...คือ...ความรัก
ถ้าคุณร้อนรนที่เค้า อยู่กับใครๆที่ไม่ใช่คุณ ...คือ...ความใคร่ เป็นเจ้าของ
ถ้าคุณเมามาย ...เค้าลูบหลังไหล่...ดูแล ...คือ...ความรักที่บริสุทธิ์ใจ
ถ้าคุณเมา มาย...เค้ากอดและสัมผัสร่างกาย ...คือ...ความใคร่จากเค้า
ถ้าคุณเข้าหา ...แต่เค้าหนี... ...คือ...ความใคร่ ที่หมดเยื่อใยแล้ว
ถ้าคุณหนี...แต่ เขาวิ่งตามมา... ...คือ...ความรักที่ยังไม่มีจุดจบ
ถ้าคุณร้องไห้...ให้ กับคนที่ไม่มีเยื่อใยในตัวคุณ
...คุณคือ...คนโง่...และบ้า อย่างน่าอาย

แต่ถ้าคุณพอใจ...จงรัก...และมอบความรักให้กับเค้า แม้มันจะไม่กลับมาหาคุณก็ตาม
จงดีใจที่ได้รักซะวันนี้...ดีกว่าที่จะมา นั่งเสียใจในวันหน้า
จงภูมิใจที่มีความใคร่...เสน่หา เพราะมันจะไม่ย้อนกลับมาหาอีกต่อไป...



เด็กหานาฬิกา




ชาวนาคนหนึ่ง หลังจากไปทำความสะอาดคอกม้า
ออก มาก็พบว่านาฬิกาพกของตนได้หล่นหายไปเสียแล้ว
นาฬิกาพกเรือนนี้มีความหมายต่อเขาอย่างมาก
ด้วย เป็นของขวัญที่แม่ของเขาทิ้งไว้
ให้
เขารีบวิ่งกลับไปที่คอกม้า รื้อหาจนทั่วบริเวณแทบพลิกแผ่นดินหา
แต่ก็หาไม่พบ ?

เขาเดิน ออกมาจากคอกม้าด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว
มองไปเห็นมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลัง เล่นกันอยู่แถวนั้น

เขาจึงได้คิดว่าอาจเป็นเพราะตัวเองแก่แล้วหูตา ฝ้าฟาง ทำให้หาไม่เจอ
แต่เด็กๆ หูตายังแหลมคม น่าจาหาเจอก็เป็นได้
เขา จึงเรียกเด็กๆ มาแล้วบอกว่า
" เด็กๆ ถ้าใครหานาฬิกาพกของลุงเจอ ลุงจะให้เงินคนนั้นหนึ่งเหรียญ"

เด็กๆ พากันวิ่งกรูเข้าไปในคอกม้า จนเวลาผ่านไปนานโข
ตอนที่เด็กๆ เดินกลับออกมาจาก คอกม้าทีละคน
ต่างมีสีหน้าผิดหวังที่หานาฬิกาพกไม่เจอ

ขณะที่ชาวหน้ากำลังถอดใจคิดจะเลิกหานั่นเอง
ก็มีเด็ก คนหนึ่งมากระซิบกระซาบบอกกับเขาว่า


" ผมจะลองเข้าไปหาดูอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ขอให้ผมเข้าไปคนเดียวเท่านั้น"

ชาวนา มองตามหลังเด็กชายไปอย่างไม่มั่นใจ
คิดในใจว่า..พวก เราแทบจะพลิกคอกม้าหายังไม่เจอ ?
แล้วลำพังเด็กคนเดียว จาหาเจอได้อย่างไร

. เด็กคนนั้นเข้าไปตั้งนาน ก็ยังไม่กลับออกมา ชาวนาเริ่มสิ้นหวัง
ใน ขณะชาวนาคิดจะเลิกรอและจากไปนั่นเอง
เด็กชายคนนั้นก็เดินออกมาจากคอกม้า

ในมือของเขาถือนาฬิกาพก เรือนหนึ่ง

ชาวนาถามด้วยความแปลกใจว่า " เจ้าหาเจอได้อย่างไร"

เด็ก ชายบอกว่า " พอเข้าไปข้างใน ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่นั่งเงียบๆ อยู่ที่พื้น ไม่นานผมก็ได้ยินเสียง ติ๊กตอก ติ๊กตอก จากนั้นผมก็เดินตามเสียงไป แล้วผมก็เจอนาฬิกาเรือนนี้"

ข้อคิดเตือน ใจ ขณะที่เรากำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับชีวิตหรือ หน้าที่การงาน
บางครั้งก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องสงบจิตใจมาคิดตรึกตรอง ดูว่า
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ถูกต้องและเหมาะสมดีแล้วหรือเปล่า
และ นี่ก็อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำโบราณที่ว่า
" บนเส้นทางของชีวิต บางครั้งก็ควรตึงเครียด บางครั้งก็ควรผ่อนคลาย"

♣ 20 วิธีลดหุ่นให้เข้าที่ ♣


1. ใช้จานชามสีเข้มขรึม
เนื่อง จากภาชนะใส่อาหารที่มีสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น ดังนั้นเพื่อสกัดกั้นความอยากเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงมือกิน จึงควรจัดอาหารใส่ไว้ในภาชนะสีเข้มๆ อย่างเช่น สีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม จะเป็นการดีกว่า


2. รับประทานผักมากๆ
แบ่ง สัดส่วนการรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณออกเป็น 4 มื้อ และสามในสี่มื้อนั้นควรเป็นอาหารประเภทผักล้วนๆ คิดเสียว่าอย่างไรผักก็มีประโยชน์ และหากอยากลดหุ่นให้ได้จริงๆ ข้อนี้ห้ามละเลย

3. ดื่มน้ำเย็นๆ
เพราะ น้ำเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายต้องดึงพลังงานความร้อนในตัวออกมาเพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำ นั้นให้เหมาะสมกับอุณหภูมิในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ขณะที่เราได้ดื่มน้ำเย็นๆ ร่างกายจึงต้องเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น

4. กินแต่อาหารที่ไม่ติดมัน
อาหาร ประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้นทอดกรอบ กุนเชียง กากหมู หนังไก่หรืออาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน ควรจะงดเว้นให้เด็ดขาด หากยังไม่อยากสูญเสียทรวดทรงองค์เอวอันสวยงามสมส่วน


5. เลือกกินของหวานอย่างเหมาะสม
ขนม หวานๆ อย่างทองหยิบ ฝอยทอง หม้อแกง เค้กหรือช็อกโกแลตเป็นของหวานที่อุดมไปด้วยนม เนย ไข่ และน้ำตาล แถมเวลาได้รับประทานแล้วจะรู้สึกเพลิดเพลินมีความสุข ทำให้ทานชิ้นเดียวหยุดไม่ได้ ฉะนั้นหากต้องการ
ลดน้ำหนักก็จงตัดอกตัดใจเสียเถอะ ทางที่ดีควรหันมารับประทานลูกพลับ หรืออินทผลัมอบแห้งจะสามารถช่วยป้องกันอาการอยากของหวานเหล่านั้นได้

6. งดใส่ครีมในกาแฟ
แม้ ครีมเทียมจะทำให้รสชาติของกาแฟกลมกล่อมขึ้น แต่คิดดูสิ ครีมเทียมเพียง 1 กรัม สามารถให้พลังงานสูงถึง 9 แคลอรี แล้วกาแฟที่คุณดื่ม ใส่ครีมกี่ช้อนต่อแก้ว ถ้าวันหนึ่งคุณดื่มกาแฟสัก 3-4 แก้ว ร่างกายจะได้รับแคลอรี่โดยไม่รู้ตัวมากมายขนาดไหน

7. สลัดน้ำข้น ไขมันเพียบ!
คุณ บอกว่ารับประทานแต่สลัด แต่ทำไมยังอ้วนอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำสลัดที่คุณเลือกรับประทาน ล้วนเป็นน้ำสลัดข้นๆ ที่อุดมไปด้วยครีมนม และไขมันนม ถ้ารับประทานอย่างนี้แล้ว จะผอมได้อย่างไรละคะ

8. ซดน้ำแกงจืดก่อนอาหาร
เป็น ความคิดที่ดีที่จะจัดการกับน้ำแกงจืดหรือไม่ก็ดื่มน้ำสักแก้วสองแก้วก่อนรับ ประทานอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณรู้สึกอิ่มกับอาหารตรงหน้า แต่ถ้าหากยังสามารถกินอาหารได้อีก ก็จะกินได้ในปริมาณที่น้อยลง

9. เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว
ข้าว เป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานเกือบทุกมื้ออยู่แล้ว และถ้าหากได้รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เราก็จะไม่ได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเฉยๆ แต่ยังได้ทั้งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ มากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไปด้วย

10. เลิกนิสัยกินจุบกินจิบ
อย่า สร้างความเคยชินให้กับตัวเองด้วยการกินนั่นกินนี่ไม่เป็นเวล่ำเวลาอยู่ เรื่อยไป แต่ควรกินอาหารเป็นมื้อเป็นคราวเท่านั้น โดยเฉพาะเวลานั่งอยู่หน้าจอทีวีไม่ควรหาขนมกรุบกรอบ อาทิเช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบหรือคุ้กกี้ กินไปดูทีวีไปตลอดเวลา เพราะจะทำให้กินเพลินจนลืมเรื่องอ้วน

11. หาเพื่อนร่วมลด
การ ลดน้ำหนักคนเดียว บางครั้งอาจทำให้รู้สึกท้อแท้ แต่ถ้ามีเพื่อนหัวอกเดียวกันที่มุ่งมั่นจะรีดไขมันส่วนเกินออกจากชีวิต เหมือนกัน จะช่วยทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยๆ คุณก็ยังรู้สึกว่า "ฉันไม่ได้เป็นคนอ้วนที่ต้องลดน้ำหนักอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย"

12. ดินเนอร์ใต้แสงเทียน
ภายใต้แสงเทียนนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศ ให้ดูโรแมนติกขึ้นแล้ว ท่ามกลางแสงสลัวๆ แบบนั้นยังทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลงอีกด้วย

13. อาหารมื้อเช้า
อาหาร มื้อไหนๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับมื้อเช้า ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงถึง 10 โมงเช้า เป็นช่วงที่ระบบการเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด ดังนั้นจึงควรกินอาหารเช้าใด้เต็มที่ ส่วนมื้อเย็นให้กินแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

14. ไม่กักตุนอาหารเต็มตู้เย็น
ทั้งนี้เพราะจะทำให้คุณหาของกินได้ ง่ายและสะดวกสบายเกินไป ยิ่งมีของกินในตู้เย็นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งกินตามใจปากมากขึ้นเท่านั้น

15. ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน

ผล ไม้อย่างแอปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง กีวี สตรอเบอร์รี่ สับปะรด มะม่วงหรือมะเขือเทศ นับเป็นผลไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รักษาหุ่นอย่างแท้ จริง เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินซีคุณภาพสูงจากธรรมชาติแล้ว

16. ดื่มตบท้ายด้วยชามะนาว
หลัง อาหารแต่ละมื้อควรดื่มชามะนาวตบท้าย จะสามารถช่วยชะล้างปากจากอาหารคาว หรืออาหารมันๆ เลี่ยนๆ ได้ดีกว่าดื่มน้ำเปล่าธรรมดา แถมยังสามารถช่วยยุติความอยากอาหารเรื่อยเปื่อยของคุณอย่างได้ผลด้วย

17. ออกกำลังกาย
การ ออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงาน ได้คราวละมากๆ ฉะนั้นจึงควรเตือนตัวเองให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งนอกเหนือจากเล่นกีฬาเป็นงานอดิเรกแล้ว ก็ควรหมั่นฝึกตนให้เป็นคนชอบเดิน ชอบทำงานบ้าน และชอบขึ้นลงบันได

18. กิจวัตรแรกสุดของทุกๆ วัน
หลัง จากตื่นนอนตอนเช้า กิจวัตรแรกสุดที่ควรทำทันทีก็ไม่ใช่อะไรอื่น นั่นก็คือดื่มน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถดื่มได้ ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้อย่าง คล่องตัว

19. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง
เมื่อ ปฎิบัติได้ตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรติดตามผลการลดหุ่น ด้วยการเปลือยกายสำรวจตัวเองหน้ากระจกในห้องน้ำส่วนตัว และชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้งก็พอ ไม่จำเป็นจะต้องชั่งทุกๆ วัน เพราะการทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้รู้สึกเครียดและคับข้องใจที่น้ำหนักไม่มี การเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลได้ทันตา

20. อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเอง
หลัง จากที่สามารถขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายให้ลดลงไปได้สำเร็จ (แม้จะลงไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม) คุณก็สามารถจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยการไปนวดหน้า นวดตัว ขัดผิวและบำรุงผิว เพียงเท่านี้หน้าตาและผิวพรรณคุณก็จะแลดูสดใสและปิ๊งปั๊งขึ้นมาทันตาเห็น


สูตรแห่งชีวิต





สูตรแห่งชีวิตประจำวัน สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้

๑. ดื่มน้ำให้มาก
๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
๓. กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
๔. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ
๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง
๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
๑๑.ระหว่าง เดิน, อย่าลืมยิ้ม

นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วาง กำหนดเวลาของตนเอาไว้

วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

สูตร เกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว
๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่ง เลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศ สงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่มีใครกำหนด ความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชา พีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่า เราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบ ข้างเราล่ะ?
๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย
๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด

และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้
๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?
๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงานด้วย
...get up, dress up and show up.
๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

♣ ความรักดูแลยาก ♣



เคยลองทำอะไรตั้ง หลายอย่าง
มีสำเร็จบ้าง มีผิดหวังบ้าง คละเคล้ากันไป
แต่ก็ไม่เคยจะ เสียใจ
เพราะคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว

แต่กับความรัก
ฉันลองแล้ว มีแต่ความผิดหวัง
เพราะเหตุใด

เพราะความรักนั้นดูแลยาก
ไม่อาจ ทำได้ด้วยตัวคนเดียว
เพราะความรักนั้นดูแลยาก
ถ้าคนสองคนไม่ร่วมใจ

ฉัน ไม่อาจทำได้
ได้แต่เข้าใจว่า
ถ้ามันดูแลยากนัก
ก็อย่าไปมีมันเลย



ความรักถ้า มันดูแลยากนัก **ก็อย่าไปมีมันเลย**

♣ ถ้ารักเป็นไม่เป็นทุกข์ ♣




ความรักเป็นสิ่งงดงาม
ถ้าเราหวาดกลัว
กับสิ่งที่เรารัก
เราจะไม่พบความสุขที่ได้รัก





ความรักไม่ได้ทำให้เราทุกข์
ความยึดติดต่างหาก
ที่ทำให้เราทุกข์





ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข
จะทำให้เรามีพลังที่จะรัก
ได้อย่างมีกรุณา





ความรักที่มาจากความเห็นแก่ตัว
จะนำมาซึ่ง
ความอึด อัดคับข้อง
แล้วก็จะจืดจาง
เพราะความรักนั้นไม่เป็นดั่งใจ





ความสุขที่ได้รัก
จะนำมาซึ่งความเข้าใจที่จะให้อภัย
และความรักจะงอกงามอย่างไม่หยุดยั้ง





ความรักที่เริ่มต้น
ด้วยความไม่ถูกต้อง
และขาดสติปัญญา
จะนำมาซึ่งความทุกข์
และความเกลียดชัง





หากคิดจะรัก
ต้องรัก ด้วยปัญญา
ถ้ารักอย่างหลงใหล
ผลคือ
โง่ และ เจ็บปวด





ความรักที่มีพื้นฐาน
จากความเข้าใจอย่างแท้จริง
จะเป็นบ่อเกิด
ของความเอ้ออาทร
และรักได้อย่างกว้างขวาง





จงมีความสุขที่ได้รัก
อย่ามัวทำตัวให้คนอื่นรัก
เพราะมักทำได้ยากกว่า





ขอให้จริงใจที่จะเมตตา
เพราะนั่นคือ
ความ รักและปัญญาเคียงกัน





รากของต้นรัก
คือความ เข้าใจ



จงเรียนรู้ที่จะรัก
เพื่อถูกรักอย่างไม่ทุกข์





ความรัก
คือกระบวน การแห่งการเรียนรู้
และการจัดการ ที่ถูกต้อง





รักคนอื่นไม่เป็น
แต่ต้องรักตัวเองให้เป็น





ความรักที่อยู่เหนือเงื่อนไข
ของความเห็นแก่ตัว
จะทำให้รักนั้นเติบโต
และสังคมก็เป็นสุข
มาช่วยกันทำให้สังคมเป็นสุข
เพราะในใจของเรา
ไม่ขาดรัก
กัน ดีกว่า





อย่าฟังแค่หู
แต่จงใช้ หัวใจ
ฟังคนที่เรารัก





ถ้าสมหวังในรัก
แล้วต้องไปสวมมงกุฎในนรก
จะมีประโยชน์อะไรกับการได้มา





รักใด ยิ่งรัก ยิ่งทุกข์
ตายอยู่บน กองทุกข์
อย่าบุกต่อ





รักใด ยิ่งรัก ยิ่งหมดทุกข์
เยือกเย็น อยู่เหนือทุกข์
ขอให้คุณรุก .....ให้ดี

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++