วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

รับมือปัญหาผม ในหน้าฝน

รับมือปัญหาผม ในหน้าฝน

หวี

ปัญหาอันดับหนึ่งช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องหนังศีรษะเปียกชื้น เนื่องมาจากความชื้นในอากาศที่มีอยู่ตลอดทั้งวัน

ถ้าเป็นไปได้ควรรีบสระผมให้เร็วที่สุด เพราะน้ำฝนที่ตกลงมาจะชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคในอากาศลงมาด้วย นอกจากทำให้ไม่สบายได้ง่าย เส้นผมและหนังศีรษะยังเกิดความชื้นสะสมด้วย


ถ้าไม่สะดวกที่จะสระผมทันที ควรนำทิชชูหรือผ้าขนหนูซับบริเวณหนังศีรษะ และเส้นผมเบาๆหรือถ้าใครรู้ตัวว่าจะต้องเผชิญฝนเป็นประจำ จะหาไดร์เป่าผมเครื่องเล็กๆ มาไว้ที่ออฟฟิศก็ไม่ว่ากัน

หลังจากเป่าผมจนหมาดแล้ว ควรใช้หวีซี่ห่างๆหวีเบาๆ เพื่อไม่ให้ผมพันกันและไม่เกิดอาการชี้ฟูหลังจากผมแห้ง


ควรหลีกเลี่ยงการสระผมก่อนนอน ถึงแม้จะเป่าผมให้แห้งแล้วก็ยังคงมีความชื้นสะสมภายในซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดรังแคได้ง่าย


ควรซับผมให้แห้งหมาดๆ หลังสระ แล้วใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมชนิดไม่ต้องล้างออกชโลมเส้นผม โดยเว้นบริเวณโคนไว้เพื่อป้องกันความมันบนหนังศีรษะ


การใช้ไดร์เป่าผมควรเน้นบริเวณโคนผมให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันความชื้นและควรเป่าจากบนลงล่างเพื่อให้เกล็ดผมไม่เปิดและเรียงตัวสวย

ควรหมักผมสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อ บำรุงเส้นผมอย่างล้ำลึก ที่สำคัญควรใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเป็นวงกลมให้ทั่วเพื่อกระตุ้นการไหล เวียนโลหิตและช่วยให้การผลิตน้ำมันจากรากผมเป็นไปอย่างปกติ


ผมแห้งฟูฟ่องหลังจากโดนฝน วิธีแก้แบบด่วนๆ ก็คือการนำครีมทาหน้าหรือออยล์ลูบผมบางๆ หรือจะลองเปลี่ยนทรงเป็นการมวยผมหรือมัดผมหางม้า ก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เก๋ไม่ใช่เล่น



ที่มาจาก
kbeautifullife.com

และ http://women.mthai.com

ชวนกันมาเลือกนอน ให้ถูกท่าทาง

แมว นอน นอนหงาย

นอนหงาย

โดย ปกติแล้วคนทั่วไปนิยมนอนหงาย ถือได้ว่าเป็นท่านอนมาตรฐาน เวลานอนหงายโดยไม่หนุนหมอนหรือใช้หมอนต่ำ ต้นคอจะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว ไม่ปวดคอ แต่ถ้าหนุนหมอนสักสองสามใบ คอจะก้มโน้มมาข้างหน้า ทำให้เกิดอาการปวดคอได้

ผู้มีอาการดังต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยงการนอนในท่านอนหงายหรือแก้ไขตามคำแนะนำ ดังนี้
ผู้ป่วยโรคปอด ไม่เหมาะที่จะนอนท่านอนหงาย เพราะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกและช่องท้องกดทับเนื้อปอดเป็นเหตุให้หายใจลำบาก แต่สามารถแก้ไขได้ โดยการยกส่วนบนของร่างกายให้สูงขึ้นในลักษณะครึ่งนอนครึ่งนั่ง อาจจะใช้หมอน 2 - 3 ใบวางหนุนรองหลังไว้หรือยกพื้นเตียงส่วนบนให้สูงขึ้นพอประมาณ

ผู้ป่วยโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายจะมีอาการนอนราบไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถสูบฉีดโลหิตออกจากห้องหัวใจได้ก่อให้เกิดอาการหอบและหายใจติดขัด ผู้ป่วยโรคหัวใจจึงมักต้องลุกขึ้นนั่งหรือยืนตอนกลางคืนเพื่อที่จะหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น


ผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายในท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น เวลานอนควรใช้หมอนหนุนรองใต้โคนขาหรือวางพาดขาทั้งสองไว้บนเตียงนอน รวมทั้งควรออกกำลังกายเป็นประจำวันละ 10 - 15 นาที เพื่อช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังลดการเกร็งตัวและบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี

นอนตะแคง

แมว นอน หลับ ท่านอนตะแคงซ้าย เป็นท่านอนที่ช่วยลดอาการปวดหลังได้พอสมควร แต่ควรกอดหมอนข้างและพาดขาไว้ ข้อเสียคือทำให้หัวใจซึ่งอยู่ด้านซ้ายทำงานลำบากขึ้น และอาหารในกระเพาะที่ยังย่อยไม่หมดตั้งแต่ก่อนเข้านอนจะคั่งค้างอยู่ใน กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดลมจุกเสียดที่บริเวณลิ้นปี่ และอาจรู้สึกชาที่ขาซ้ายหากนอนทับเป็นเวลานาน หรือถ้าหนุนหมอนต่ำเกินไปจะทำให้ปวดต้นคอได้ แก้ไขโดยใช้หมอนสี่เหลี่ยมที่มีความสูงเท่าความกว้างของบ่าซ้ายหนุนนอน

ท่านอนตะแคงขวา เป็นท่านอนที่ดีที่สุด ถ้าเทียบกับการนอนหลับในท่าอื่นๆ เพราะหัวใจเต้นสะดวกและอาหารจากกระเพาะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทำให้ไม่คั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานเกินไป และเป็นท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ท่านอนตะแคงทั้งตะแคงซ้ายและขวาช่วยลดเสียงกรนได้ ในผู้ที่กรนจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ลิ้นไก่ยาว โคนลิ้นหนา ต่อมทอนซิลโตมาก หรือโพรงจมูกอุดตัน

นอนคว่ำ

ท่านอนคว่ำทำให้หายใจติดขัดไม่สะดวก โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีเต้านมใหญ่หรือสำหรับผู้ชาย การนอนคว่ำก็อาจทำให้อวัยวะเพศถูกทับอยู่ตลอดเวลา จนเกิดอาการชาของอวัยวะเพศได้

การนอนคว่ำยังทำให้ปวดต้นคอ เนื่องจากต้องเงยมาข้างหลัง หรือบิดหมุนไปข้างซ้ายหรือขวานานเกินไป ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำ ควรหาหมอนรองใต้ทรวงอก โดยเฉพาะถ้าต้องการอ่านหนังสือในท่านอนคว่ำ ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้เมื่อยกล้ามเนื้อคอ และไม่มีอาการปวดคอ

นอก จากนี้ ความเชื่อแต่โบราณที่เคยเข้าใจว่า ทารกควรให้นอนคว่ำรูปหัวจะทุยสวย ไม่แบน แต่ปัจจุบันพบว่าจริงๆ แล้วอาจเกิดผลเสียได้ ทารกมีโอกาสเสียชีวิตเนื่องจากหายใจไม่ออกจากการที่จมูกหรือปากถูกทับไว้

นอก จากคุณจะเลือกนอนให้ถูกท่าเพื่อสุขภาพแล้ว ต้องรู้จักการนอนหลับลึกหลับสนิท ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และถือเป็นวิธีส่งเสริม "ภูมิชีวิต" อีกทางหนึ่ง

ขอบคุณที่มาจาก ชีวจิต

แปรงสีฟัน ที่ไม่ต้องใช้ ยาสีฟัน?

แปรงสีฟัน ที่ไม่ต้องใช้ ยาสีฟัน?



Soladey-J3X แปรงสีฟันที่ไม่ง้อยาสีฟันที่ว่านี้ ได้รับการออกแบบโดย ดร.คุนิโอะ โคมิยาม่า และดร.เจอรี่ อุสวัค โดยที่ปลายด้ามของแปรงสีฟันจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (solar panel) ซึ่งทำหน้าที่ส่งอิเล็กตรอนไปยังส่วนบนสุดของแปรงผ่านสายตัวนำ

ทั้งนี้เว็บไซต์ physorg ได้อธิบายว่า อิเล็กตรอนจะทำปฏิกิริยากับกรดที่อยู่ในปาก ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้ คราบแบคทีเรียบนผิวฟัน (plaque) แตกร่อนออกไป และฆ่าแบคทีเรียได้



นัก วิจัยได้ทดลองใช้แปรงสีฟันนี้แล้วกับแบคทีเรียตัวร้ายที่เป็นสาเหตุให้เกิด อาการเลือดออกตามไรฟัน (รำมะนาด) ปรากฎว่า แปรงสีฟันพลังงานแสงอาทิตย์สามารถทำลายเซลล์แบคทีเรียได้อย่างราบคาบ ได้ยินอย่างนี้แล้ว คงอยากทราบว่า แปรงสีฟัน Soladey-J3X ใช้พลังงานไฟฟ้าสักเท่าไร คำตอบคือ น้อยมาก โดยดร.โคมิยาม่าบอกว่า มันใช้พลังงานเพียงเศษเสี้ยวของเครื่องเล่นพลังงานแสงอาทิตย์เสียด้วยซ้ำ

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ "หินเดินได้"

ปรากฏการณ์ธรรมชาติ "หินเดินได้"





"สูงขึ้นไปบนเทือกเขาเชียรา มีสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นที่มาของปริศนาหินเดินได้ในตอนกลางคืน ในอดีตนั้นคงจะมีผู้บุกเบิก มาพานพบกับทะเลสาบแห้งกรังหรือ "พลาย่า" ซึ่งสูง จากระดับน้ำทะเล เกือบ 1200 เมตร ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ เป็นวนอุทยานหุบผามรณะแห่งชาติ "เรสแทรค พลาย่า" คือที่ซึ่งมีรอย คดเคี้ยวของทางเดินของหิน ที่เป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวมากที่สุด"

ตามความเชื่อดั้งเดิมเชื่อว่า หินเหล่านี้เคลื่อนไปได้ เพราะน้ำแข็งจะจับหินเป็นแผ่นขนาดใหญ่ เมื่อมีลมพัด หินทั้งกลุ่มก็จะถูกดันให้เคลื่อนไป สมมติฐานใหม่เชื่อว่า น้ำและลมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หินเดิน จากผลการศึกษาของ ดร.โรเบิร์ต พี. ชาร์ป แสดงให้เห็นว่า หินเหล่านี้ จะเคลื่อนที่ในช่วงพื้นดินอ่อนยุ่ยแทนที่จะเป็น ช่วงที่พื้นดินแห้งแข็งด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ทะเลสาบตื้นๆ เช่นนี้ มีฝั่งด้านหนึ่งซึ่งสูงกว่า หรือเป็นหน้าผากั้นเอาไว้ ในฤดูหนาวเมื่อน้ำในทะเลสาบแข็งตัว จะยึดบรรดาก้อนหินขนาดต่างๆ กันไว้ ในขณะที่น้ำแข็งตัวจะเกิดการขยายตัวดันเอาก้อนหินให้เคลื่อนที่ เมื่อถึงเวลาที่น้ำแข็งละลายก็จะทิ้งก้อนหินในระยะต่างๆ กัน






แผนที่ อุทยานแห่งชาติเดท วัลลี่ย์ (Death Valley National Park)





Sailing Stones เป็นหนึ่งใน ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ยังคงเป็น "ปริศนา" ที่เกิดขึ้นที่ อุทยานแห่งชาติเดท วัลลี่ย์ (Death Valley National Park) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่ง ที่พบก็คือ จะพบร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหิน ที่ทิ้งไว้บนดินเหนียวที่แห้งเป็นทางยาว โดยปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้จะเกิดขึ้นทุก 2-3 ปี ครั้ง และหินบางก้อนก็ใช้เวลากว่า 3-4 ปีในการเคลื่อนที่


ข้อมูลเกี่ยวกับเรซแทรค พลาย่า (Racetrack Playa)

เรซ แทรค พลาย่า เป็นแอ่งทะเลสาบที่ค่อนข้างราบและแห้งแล้ง มีความยาวในแนวเหนือ - ใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร และกว้างในแนวตะวันออก-ตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร มีลักษณะพื้นผิวเป็นระแหงโคลน (mud cracks) ส่วนมากประกอบด้วยตะกอนขนาดทรายแป้ง (silt) และดินเหนียว (clay)
สภาพ ภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง มีปริมาณน้ำฝนเพียงสองนิ้วต่อปี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝนตก น้ำปริมาณมากจะไหลจากภูเขาสูงชันที่อยู่ล้อมรอบเรซแทรค พลาย่าลงมาปกคลุมพื้นที่แอ่งจนกลายเป็นทะเลสาบตื้น ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งขณะนั้นบริเวณพื้นแอ่งจะเต็มไปด้วยดินเหนียวที่เหลวและอ่อนนุ่ม



ปรากฏการณ์ ดินเดินได้ เกิดจากมนุษย์ หรือ สัตว์ ใช่หรือไม่ ?


จากลักษณะรูปร่างของร่องรอยการไถลของหินนั้นบ่งบอกได้ว่าหินก้อนนั้นต้อง เคลื่อนที่ในช่วงที่พื้นของเรซแทรค พลาย่านั้นถูกปกคลุมด้วยดินเหนียวอ่อนนุ่ม ถ้าเป็นฝีมือของคนหรือสัตว์จะต้องมีร่องรอยของการเหยียบย่ำรบกวนชั้นดิน เหนียวด้วย แต่ในบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานร่องรอยจากคนหรือสัตว์ที่จะช่วยให้หิน เคลื่อนที่เลย มีเพียงร่องรอยการไถลของหินเท่านั้น




จะเห็นว่า หินทุกก้อนไม่มีร่องรอยของการเข้าไปรบกวน หรือทำการเคลื่อนย้ายโดยคนหรือสัตว์
เพราะไม่มีรอยเท้าและพื้นที่ก็กว้างเกินกว่าจะใช้ไม้หรือวัตถุเขี่ยถึง




สมมุติฐานของการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ หินเดินได้

ทางสมมุติฐานอ้างว่า เกิดจากลม ตัวการที่นิยมนำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ก็คือ ลม โดยส่วนมากลมที่พัดผ่านบริเวณนี้จะมีทิศทางพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยัง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และร่องรอยการไถลของหินก็มีทิศทางขนาดกับทิศทางของลมนี้ด้วย แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางคน ได้แย้งว่ากระแสลมใน เรซแทรค พลาย่า สามารถทำให้เดินน้อยกว่า 5 เซนติเมตร และถ้าต้องการให้ดินเดินได้เป็นระยะตามที่ปรากฏจะต้องมีกระแสลมแรงกว่า 145 กิโลเมตร/ชั่วโมง

บางสมมุติฐาน อ้างว่า เกิดจากน้ำแข็ง คนกลุ่มหนึ่งให้ข้อมูลว่า เคยเห็นเรซแทรค พลาย่าถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งชั้นบางๆ แนวคิดหนึ่งอธิบายว่า เมื่อน้ำรอบก้อนหินแข็งตัวและแต่ต่อมามีลมพัดผ่านผิว ด้านบนของน้ำแข็ง ทำให้แผ่นน้ำแข็งได้ลากก้อนหินนั้นไปด้วย จึงเกิดรอยครูดไถลบนพื้นผิวแอ่ง นักวิจัยบางคนพบร่องรอยไถลของหินหลายก้อนที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามการเคลื่อนย้ายแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่นั้นคาดว่าจะต้องมีการ ทิ้งร่องรอยบนพื้นผิวแอ่งในทิศทางอื่นๆ ด้วย แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยนั้น และนั้นจึงทำให้มันยังคงเป็นปริศนาที่ต้องมีการศึกษาและหาคำตอบกันอีกต่อไป.



ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก :
https://www.myfirstbrain.com

10 วิธีต้านเหงา-เศร้า-เซ็ง-เครียด

นิตยสาร ‘Health (= สุขภาพ)’ ฉบับออนไลน์ ตีพิมพ์เรื่อง ‘10 No-cost strategies to fight depression’ = “10 ยุทธศาสตร์ที่ไม่ต้องใช้สตางค์เพื่อต้าน (อาการ) ซึมเศร้า”

คนส่วนใหญ่คง จะมีช่วงใดช่วงหนึ่งในชีวิตที่รู้สึก “เหงา-เศร้า-เซ็ง-เครียด” ซึ่งนอกจากการไปปรึกษาหมอใกล้บ้านแล้ว วิธีต่อไปนี้จะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวได้ดีขึ้น…

(1). Don’t blame yourself = อย่าติเตียนตนเอง
คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ หรือเกิดมาเพื่อสิ่งที่ดีเลิศ (born for the best), คนส่วนใหญ่เกิดมาเพื่อ “สิ่งที่ดีรองลงไป (born for the second best)”

…เพราะฉะนั้น… ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขั้นแรก คือ ทำใจให้ได้ และหาทางแก้ไขต่อไปเท่าที่แรงและกำลังของเรามี โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร

อาจารย์จิตแพทย์ท่านหนึ่งเล่า ไว้นานแล้วว่า มีคนรวยที่คิดฆ่าตัวตายเพราะมีสตางค์ 20 ล้าน สู้เพื่อนๆ ไม่ได้ (เพื่อนมี 200 ล้าน) ซึ่งคนไข้ท่านนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ถ้ายอมรับ “สิ่งที่ดีรองลงไป” สักหน่อยก็จะมีชีวิตที่เหลือดีกว่าเดิมได้อย่างมากมาย

(2). Talk about it = พูดออกมา
ถ้า มีญาติสนิทมิตรสหายที่ไว้ใจได้ และรับฟัง… การพูดออกมาว่า เรารู้สึกอย่างไรมักจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็อาจทำให้อะไรๆ เบาลงไปได้

ถ้าไม่มีคนรับฟัง… การเขียนไดอารี พูดกับสัตว์เลี้ยง เช่น น้องหมา ฯลฯ ก็อาจจะดีกว่าเก็บไว้จนถึงวันระเบิดออกมาสักวัน

จุดสำคัญ คือ อย่าพูดเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก แต่ขอให้พูดเพื่อเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราก่อนคนอื่น,…

หนังสือเล่มหนึ่งเตือนคนที่ไป อินเดีย (อินเดียเป็นประเทศที่มีอะไรๆ ‘Extreme’ หรือสุดโต่งมากมาย เช่น มีคนรวยที่สุด-จนที่สุด ฯลฯ มากกว่าประเทศอื่นๆ) ไว้ดี คือ ‘You can not change India. But India will change you.’ = “คุณเปลี่ยนอินเดียไม่ได้. แต่อินเดียจะทำให้คุณเปลี่ยนไป”

เรื่องชีวิตก็เช่นกัน… การเริ่มต้นเปลี่ยนที่ตัวเรามักจะง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงโลกหรือคนอื่น…

กล่าวกันว่า คนที่มองโลกในแง่ดีและมีความสุขมักจะเน้นเปลี่ยนแปลงที่ตัวเอง…

คนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือไม่ ค่อยมีความสุขมักจะเน้นการเปลี่ยนแปลงที่โลกและ คนอื่น ซึ่งถ้าเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราก่อนมักจะทำได้ง่าย ถ้าคิดจะเริ่มเปลี่ยนแปลงโลกหรือคนอื่นจะทำได้ยากกว่ากันมาก…

(3). Get regular exercise = ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ
การ ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำมีส่วนช่วยลดอาการ “เหงา-เศร้า-เซ็ง-เครียด” ได้ โดยเฉพาะการเดินเร็วๆ 10 นาทีทันทีที่รู้สึกเหงาๆ มีส่วนช่วยลดการหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่องเดิมๆ ทำให้มีมุมมองใหม่ๆ ที่ดีขึ้นได้อย่างมากมาย…

(4). Postpone major decisions = เลื่อนการตัดสินใจครั้งใหญ่ออกไปก่อน
คน เราไม่ควรตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตโดยใช้เวลาสั้นกว่า 7 วัน และไม่ควรตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาหารือคนรอบข้าง เพื่อป้องกันการตัดสินใจประเภท “วู่วาม” หรือขาดการมีส่วนร่วม (เช่น จากคนในครอบครัวหรือญาติสนิทมิตรสหาย ฯลฯ)

ถ้าเราไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจ… ความสามารถในการตัดสินใจของเรามักจะตกลง อย่างน้อยก็ชั่วคราว ซึ่งถ้ารอให้เวลาผ่านไป

(5). Take care of your health = ใส่ใจสุขภาพ (กาย) ของคุณด้วย
กาย ที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งของใจที่ดี… เมื่อเราป่วยทางใจก็ขอให้ป่วยเฉพาะทางใจ อย่าปล่อยให้ร่างกายโทรม เพราะจะได้โรคใหม่ๆ อีกเพียบ

(6). Maintain a daily routine = ทำกิจวัตรประจำวันที่ดีต่อไป
ถึง แม้ชีวิตคนเราจะมีช่วงสูงขึ้นหรือต่ำลงไปบ้าง, ทว่า… อะไรที่ดีกับตัวเราแล้ว เช่น การทำความสะอาดร่างกาย (อาบน้ำ สระผม ซักผ้า รีดผ้า ฯลฯ) แล้ว ขอให้ทำต่อไป อย่าปล่อยให้เราดูโทรม เพราะกายที่โทรมมักจะนำไปสู่จิตใจที่โทรม (ยิ่งขึ้น)

(7). Eat a healthy diet = กินอาหารสุขภาพ
อาหาร สุขภาพมีส่วนทำให้เรารู้สึกดีๆ กับชีวิต คือ อย่างน้อยก็มีตัวเราที่ยังรักและเอาใจใส่ตัวเราอยู่ อย่าปล่อยให้เซลล์ในร่างกายของเราชุ่มไปด้วยอาหารขยะ เพราะจะทำให้ใจของเราแย่ลงไปอีก

ทางที่ดี คือ ทำกายให้ดีด้วยอาหารดีๆ พอประมาณ (มากไปเดี๋ยวอ้วนอีก) เพื่อบอกเซลล์ในร่างกายว่า อย่างน้อยก็มีตัวเราที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ขอมอบสิ่งดีๆ ให้กับเซลล์ทั่วร่างกาย ไม่ปล่อยให้เซลล์ในร่างกายเป็นถังขยะรองรับอาหารขยะอีกต่อไป

(8). Avoid drugs and alcohol = หลีกเลี่ยงยาเสพติดและแอลกอฮอล์
ถ้าหมอใกล้บ้านแนะนำให้ใช้ยา หรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต… นั่นน่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่อย่าไปหาทางออกกับยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์

เพราะการมีชีวิตที่ตกต่ำไปบ้าง เป็นบางครั้งจะยังไม่ตกต่ำลงไปมากตราบเท่าที่ เรายังหันเข้าหายาเสพติด เนื่องจากมีความดีที่เหลืออยู่คุ้มครอง ปกป้องเราไว้ได้

(9). Try to sleep well = นอนให้ดี (นอนไม่ดึกและนอนให้พอ)
การ ศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การนอนไม่พอมีส่วนเพิ่มเสี่ยงอาการ “เหงา-เศร้า-เซ็ง-เครียด”… ทางที่ดี คือ นอนให้พอเพื่อมีแรงกาย-แรงใจไว้ต่อสู้วันใหม่ได้ต่อไป


(10). Don’t overschedule = อย่ารับงานมากเกิน
การเป็นคุณ ‘Yes’ หรือใครสั่งงานอะไรมาก็รับ ใครบอกว่าต้องทำโน่นทำนี่ก็รับ มีส่วนเพิ่มความเครียดและอาการซึมเศร้าได้

โลกเรามีพวก “นักคิด-นัดพูด-นักพ่น” ที่ชอบคิดโครงการหรืออุดมการณ์โน่นนี่มากมาย คนพวกนี้ไม่ค่อยทำอะไร แต่ชอบพูดๆๆๆ ให้คนอื่นทำ

การตกเป็นเครื่องมือของพวก “นักคิด-นักพูด-นักพ่น” เหล่านี้จะทำให้ชีวิตของเราตกต่ำ, ทางที่ดี คือ หัดเป็นคุณ ‘no’ หรือปฏิเสธงานที่มากเกินไปเสียบ้าง และที่สำคัญ คือ อย่าปล่อยให้พวก “นักคิด-นักพูด-นักพ่น” มาครอบงำ หรือบงการชีวิตเรา

ที่มา Thank Health Magazine

40 วิธี ลดความอ้วน

เรารู้ว่าเพื่อการลดน้ำหนักเราต้องรับประทานอาหารให้น้อยลง และออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หลายคนก็ยังรู้สึกว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก (ลดกันได้ง่ายๆ สถานลดน้ำหนักจะเปิดเป็นดอกเห็ดรึ)

อย่างไรก็ตาม วันนี้เรามีผลการศึกษาวิจัยที่เขารวบรวมกันมาถึง 40 วิธีเคล็ดลับร่วมกับการลดความอ้วนค่ะ ลองอ่านดูซิ เผื่อคุณจะเจอวิธีที่ "ถูกจริต" จะได้ผอมดั่งใจเสียที

1. การทำงาน จะช่วยเผาผลาญแคลอรีที่คุณรับประทานในแต่ละวันเท่าไร, ลองนำน้ำหนักตัวมาคูณด้วยตัวเลข 14 แล้วจะได้ผลรับ

2. ผู้ที่ฝังเข็มสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยลดน้ำหนักไปได้ 4.5 กิโลกรัม (ประมาณ 10 ปอนด์) ภายในระยะเวลา 3 เดือน โดยการแทงเข็มไปตามจุดต่างๆ และมันจะช่วยกระตุ้นระบบไฟฟ้าให้เกิดขึ้นภายในชีพจร ซึ่งจะทำให้ความต้องการอาหารลดลง

3. โรยผงอบเชยลงในโยเกิร์ตทุกวัน จะ ช่วยเผาผลาญไขมันได้ เครื่องเทศมีส่วนในการช่วยเผาผลาญ ใส่ทุกวัน วันละครึ่งช้อนชา เพียงแค่นี้ก็จะช่วยลดน้ำหนักลงได้หลายกิโลกรัมต่อเดือน

4. ลองแบ่งอาหารออกจากโต๊ะทำงานของคุณ จะช่วยให้คุณรับประทานอาหารในหนึ่งวันเพียง 250 แคลอรี ซึ่งน้อยกว่าผู้ที่รับประทานอาหารในระหว่างทำงาน

5.หัวเราะอย่างสม่ำเสมอ เพียงคุณหัวเราะวันละ 10-15 นาทีต่อวัน จะช่วยเพิ่มพลังงานในการรับประทานอาหารเป็น 280 แคลอรี

6. ดื่มน้ำแครอท 1 แก้วต่อวัน จะช่วยลดน้ำหนักลงได้ 4 ปอนด์ และหากเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่มน้ำผลไม้ จะใช้เวลาประมาณ 12 สัปดาห์ในการลดน้ำหนัก เพราะในน้ำผลไม้มีกากใยอาหารและสารอาหารที่ช่วยเผาผลาญ

7.การได้รับแคลเซียมเสริม จะทำให้คุณลดน้ำหนัก 2.6% มากกว่าไขมันที่คนเหล่านั้นไม่ได้รับ

8.การฟังเพลงที่มีจังหวะในระหว่างที่ทำงาน จะะช่วยป้องกันความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นในร่างกายได้

9.การรับประทานเนื้อแดง จะช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะในนั้นประกอบไปด้วยโปรตีนที่จะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อของคุณ กล้ามเนื้อจะเผาผลาญทุกๆ สี่เวลา เพื่อให้ไขมันลดลงเป็นกล้ามเนื้อ

10.อย่าออกกำลังกายคนเดียว ควร แนะนำให้เพื่อนมาออกกำลังกายด้วย เพราะมันจะทำให้คุณลดน้ำหนักได้ถึง 3 เท่า ถ้าคุณออกกำลังกายคนเดียว คุณก็จะไม่มีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย แต่ถ้าหากมีเพื่อนมาออกกำลังกายด้วย คุณจะได้รับประโยชน์ในเรื่องของการเป็นกำลังใจให้กันและกัน

11. กินพริกแดง ในนั้นประกอบด้วยสารแคบไซซิน ซึ่งเป็นสารทางเคมีซึ่งช่วยให้ผู้ที่ได้ลิ้มรส สารที่ช่วยในการเผาผลาญได้ถึง 25%

12. ความเครียดจาก การทำงานนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะก่อให้เกิดการรับประทานที่เกินขนาด การกำหนดลมหาย 2 นาที โดยการเพ่งสมาธิไปยังจุดใดจุดหนึ่ง จะช่วยบรรเทาความหิวลงได้

13. การออกกำลังกาย เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำในตอนเช้า เพราะมันจะช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้เร็วขึ้น และช่วยเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนต่างๆ ได้ดีกว่าการออกกำลังกายในเวลาอื่น เพราะหากออกกำลังกายในเวลาอื่น ร่างกายจะถูกบังคับให้ทำงานช้าลงและเผาผลาญได้น้อยลง

14. รับประทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 250 แคลลอรี ซึ่ง เป็นอาหารว่างระหว่างมื้อที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่น อกไก่หั่นบางๆ หรือปลาทูน่าในน้ำสปริงที่มีไขมันต่ำเพียง 185 กรัม รวมทั้งขนมปังกรอบ ทั้งหมดที่กล่าวมาจะทำให้ผู้ที่รับประทานประมาณ 30% ลดน้ำหนักลงได้

15. ปิดโทรทัศน์ในขณะที่คุณกำลังรับประทานอาหาร เพราะ มันจะหยุดความฟุ้งซ่านของคุณได้ และช่วยให้คุณหยุดรับประทานอาหาร วิธีนี้สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักลงได้ 3.5 กิโลกรัม (เกือบ 8 ปอนด์)

16.การเหยาะซอสถั่วเหลืองลงในอาหาร จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรตีนในถั่วเหลืองทำปฏิกิริยากับสมองและบอกเราว่าคุณจะรู้สึกอิ่มอยู่ตลอดเวลา

17. การหั่นอาหารให้บางลง จะ ช่วยให้คุณรับประทานอาหารได้น้อยลง 20% ผู้ที่หั่นอาหารที่มีชิ้นใหญ่ให้บางลงประมาณ 27% จะเท่ากับจำนวนเงินทั้งหมดที่นำไปซื้อผัก และนำมาจัดไว้บนจานอาหาร

18. การออกกำลังกายโดยการวิ่งบนเครื่องวิ่ง ถือเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในห้องออกกำลังกาย เพราะมันจะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ในระยะเวลาอันสั้น

19. การรับประทานวิตามินจากเมล็ดแตงโมนั้น คล้ายกับการรับประทานไข่เป็นอาหารเช้า ซึ่งในนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านไขมัน แม้ว่าไข่จะทำลายระดับโปรตีนจากเมล็ดแตงโมก็ตาม

20. การดื่มไวน์แดง 1 แก้วทุกๆ วัน จะช่วยหยุดความอ้วนที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าท้องของคุณ เพราะในน้ำองุ่นจะมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมันบริเวณเอวของคุณ

21. ท่วงทำนองเพลงคลาสสิกในวิทยุ การฟังเพลงเป็นการผ่อนคลาย ในระหว่างที่รับประทานอาหาร และมันจะช่วยให้คุณรับประทานอาหารน้อยลง และทำให้เคี้ยวอาหารโดยไม่เร่งรีบ ทำให้การเคี้ยวนั้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอกับการทำงานภายในร่างกายของคุณ เมื่อคุณหยุดรับประทานอาหาร คุณจะรู้สึกว่าอิ่มเพียงพอ

22. เคี้ยวหมากฝรั่งที่ปราศจากน้ำตาล 15 นาที หลังการรับประทานอาหาร หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงเคี้ยวอีก 1 ครั้ง เพื่อระงับความต้องการอาหารว่าง

23. มีเพศสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะมันจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 150 แคลอรี ในทุกๆ 20 นาที เป็นการเพิ่มฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญ และเพิ่มกล้ามเนื้อให้เจริญเติบโตและกระชับมากขึ้น

24. รับประทานทับทิม เพราะ ภายในเมล็ดทับทิมจะช่วยทำให้ร่างกายกักเก็บไขมันไว้ได้ และในความหวานของเมล็ดทับทิมจะมีฤทธิ์ยับยั้งความต้องการขนมหวานและความหวาน จากอาหารว่างได้

25. การใช้ไฟปิ้งบาร์บีคิว เป็นการป้องกันไขมันที่จะเกิดขึ้นในขณะปิ้งให้น้อยลง

26. การจิบชาเขียว ภาย ในชาเขียวถูกบรรจุไปด้วยสารประกอบที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับกาเฟอีน เป็นการเพิ่มสารออกซิเดชั่น และช่วยทำให้ผู้ที่ดื่มชาเขียว 20% นอนหลับง่ายและยังเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

27. กินพริก คอน คาร์เน่ สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยเพิ่มเอนไซน์ให้กับไต และสมองจะสั่งให้ร่างกายสลายไขมันจากคาร์โบไฮเดรต ในขณะที่ระบบเผาผลาญกำลังทำงาน

28. ให้ผักขมเป็นตัวเลือกแรกสำหรับผักใบเขียว เพราะในผักขมรวมเอาไว้ซึ่งกากใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนเป็นไขมันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

29.เปลี่ยนมาใช้เนยแข็งแบบธรรมดาที่ทำจากนมแพะ เพราะในเนยแข็งที่ทำจากนมแพะจะมีไขมันที่ต่ำกว่าเนยแข็งที่ทำจากนมวัวประมาณ 40%

30.เพิ่มถั่วในอาหารทุกเมื้อ จะลดน้ำหนักได้ถึง 74 กิโลกรัม (มากว่า 15 ปอนด์) ภายในระยะเวลา 10 สัปดาห์ และภายในชีพจรจะห่อหุ้มกรดอะมิโนลูซิน เพื่อช่วยในการเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น

31.รับประทานอาหารที่ดี เพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน เช่น ไข่ ผลวอลล์นัท เมล็ดสมุนไพรยุโรป สิ่งเหล่านี้เป็นอาหารที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้

32. ดื่มน้ำผลไม้พร้อมด้วยเกร็ดผลไม้ เพราะมันจะช่วยเพิ่มกากใยอาหาร และช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มนาน

33. รับประทานอาหารเช้า ผู้ที่มีระบบการเผาผลาญที่ไม่ดี ควรรับประทานอาหารมื้อเช้า โดยรับประทานให้ได้มากกว่า 100 แคลอรีต่อวัน

34. รับประทานเมล็ดบอเรจในแคปซูล หรือกรดจากในเมล็ดดอกทานตะวัน จะช่วยทำให้รูปร่างผอมลงได้ และ 80% ของผู้ที่ต้องการตัวช่วยในการลดน้ำหนัก

35. รับประทานผลแอปเปิ้ลก่อนมื้ออาหาร จะช่วยทำให้คุณบริโภคอาหารเฉลี่ยเพียง 187 แคลอรี ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่าการรับประทานอาหารปกติโดยไม่รับประทานผลแอปเปิ้ล

36. เหยาะน้ำมันมะกอกลงในสลัด มัน มีกรดไขมันที่ดีและเป็นตัวกระตุ้นโปรตีน บอกกับร่างกายของคุณว่าอิ่มตัวแล้ว เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีในการป้องกันการรับประทานที่มากจนเกินไป

37. ใส่มะเขือเทศลงในแซนด์วิส มัน จะเก็บกักความรู้สึกอิ่มตัวไว้ และทำให้คุณรับประทานน้อยลง เนื่องจากในผลไม้มีฤทธิ์ยับยั้งฮอร์โมน ghrelin ซึ่งเป็นสารที่ดูแลและบรรเทาอาการอยากอาหาร

38. เว้นระยะเวลา 3 ชั่วโมง หลักการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ เพื่อช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายของคุณทำงานได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

39. รับประทานสับปะรด ไม่เพียงแค่เป็นของว่างที่ดี แต่เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายนั้นทำงานได้ดี อีกทั้งยังช่วยสลายโปรตีนได้ดีอีกทางหนึ่ง

40. รับประทานขนมปังที่มีส่วนผสมของเมล็ดธัญพืช เพราะในนั้นจะมีกากใยอาหารที่สูง จะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้นาน

หลากหลายวิธีที่จะลดความอ้วน คงไม่ต้องทำทั้งหมดตามที่แนะนำ ทำเท่าที่ทำให้(แต่ให้ได้มากที่สุด) และก็อย่ากดดันตัวเอง จนเสียสุขภาพจิตกันไปล่ะนะคะ

ที่มา www.thaipost.net

เทคนิคฝึกสมองให้ฉลาดอยู่เสมอ

สมองคือส่วนสำคัญที่สุดของคนในการคิด ฝึกหัด กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารเรื่องราวต่างๆ หากสมองขาดการคิดและการกระตุ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ และหากขาดการใช้งานบ่อยๆ เซลล์ต่างๆ ที่สำคัญที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความสามารถ ประสิทธิภาพด้านต่างๆ ก็จะดูด่อยค่าลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น คนเราจึงจำเป็นต้องบริหารสมองอยู่เสมอ การฝึกสมองมีหลายเทคนิคให้เลือกใช้ แต่จงใช้อย่างมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด วันนี้จะมาเขียนเรื่องราวของ ทำอย่างไรให้สมองเราสามารถใช้งานได้ดี และมีเทคนิคการฝึกสมองอย่างไร ให้เราเป็นคนฉลาดอยู่เสมอ

จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ เห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ

เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึก เขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 .25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่ เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : beauty.vwander.com

● ถ้าท้อเป็นเพียงถ่าน .. ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร ●



ถ้าท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร

สำหรับคนที่กำลังเหนื่อย หรือท้อแท้อ่ะน๊า..



เพชรมีค่ามากกว่าถ่านหลายล้านเท่า ทั้งๆที่เพชรเป็นธาตุคาร์บอนเหมือนกัน

ไม้ผ่านการอบการเผา ไม่นานก็กลายเป็นถ่าน

แต่เพชรผ่านความร้อน ไม่ต่ำกว่า 5,000 องศาฟาเรนไฮต์

ได้รับความกดดันมากกว่า 1 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้ว

ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งกลายเป็นเพชร

เพชรที่เป็นเครื่องประดับอันงดงาม

พร้อมๆกับเป็นของที่มีความแข็งมากที่สุดในโลก

ถ้าท่านกำลังได้รับความกดดันอยู่ จงอดทน จงอดทน

ถ้าท่านกำลังถูกเคี่ยวถูกสับอยู่ ให้คิดว่าเพียงแค่นี้ว
จะทำให้เป้าหมายเราสั่นคลอนได้หรือ ?


ถ้าสถานการณ์กำลังบีบคั้น แสดงว่าชัยชนะกำลังรออยู่ข้างหน้า

ถ้ายังถูกโหมกระหน่ำอีกให้รู้ตัวว่า
ท่านกำลังใกล้จะเป็นเพชรเต็มที่แล้ว....

ในสถานการณ์เช่นนี้น หากหยุดคิดพิจารณาอย่างมีสติ
ย่อมจะเกิดปัญญาพบหนทางสว่างได้เสมอ

จงมุ่งมั่นอาจหาญสง่างาม เสมือนดั่งเพชร

แม้เพชรจะตกอยู่ในสภาวะทุกข์ยากลำบาก อ้างว้างและโดดเดี่ยว

แต่เพราะเพชรไม่เคยย่อท้อต่อสู้เรื่อยไป

ให้ถือว่าทุกอย่างเป็นบทเรียนและบทฝึกตัวเองเสมอ จนกาลเวลาผ่านไป

เพชรจึงภูมิใจในตัวของมันเอง และด้วยความอดทนถึงที่สุดนั่นเอง

เพชรจึงเป็นอัญมณีล้ำค่า ควรแก่การประดับมงกุฎของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่

จากอดีต... ปัจจุบัน....ตลอดไปในอนาคต

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

หลักการกินสู่ความสวย

การกินอาหารสู่ความสวยจะต้องมีหลักการกินที่ถูกต้อง เพื่อให้สารอาหารดีๆ หล่อเลี้ยงสุขภาพและความงามของคุณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

- กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ แม้ว่าคุณจะอยู่ในช่วงไดเอตซึ่งต้องควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต ไขมันหรือโปรตีนให้น้อยลง แต่การอดอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งไม่ใช่การไดเอตที่ถูกต้อง เพราะถ้าคุณขาดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งก็เป็นไปได้ว่าจะทำให้คุณขาดสารอาหาร ตัวอื่นๆตามไปด้วย เช่น ถ้าคุณงดไขมันเลยคุณก็ต้องเสี่ยงกับการขาดวิตามิน เอ ดี อี เค ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายไขมัน เมื่อไม่มีไขมันไปละลายร่างกายก็นำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ แม้ว่าคุณจะกินอาหารที่มีวิตามินเหล่านี้ไปมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์

ดังนั้น คุณจำเป็นต้องกินอาหารให้ครบทุกหมู่ แต่อาจเน้นไปที่เกลือแร่วิตามินที่มีอยู่ในผักผลไม้ให้มาก ส่วนไขมันและคาร์โบไฮเดรตอาจลดลงได้บ้างก็ไม่มีปัญหา ยิ่งคุณต้องการให้ผิวสวยรูปร่างดีด้วยแล้ว จะปล่อยให้ร่างกายขาดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้เลย

- ควรกินอาหารที่มีอยู่ในฤดูกาลเป็นหลักเพื่อให้ได้อาหารสดใหม่มีคุณภาพดีที่ สุดในช่วงนั้นและราคาประหยัด ที่สำคัญคือจะเป็นช่วงที่มีสรรพคุณหรือคุณค่าทางสารอาหารเยี่ยมยอดที่สุด

- การกินผลไม้หรือผักอาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ เพราะหลายคนนิยมปอกเปลือกเสียหมด เพราะรู้สึกว่าปอกแล้วกินง่ายอร่อยกว่าและยังรู้สึกว่าสะอาดกว่าด้วย แต่ความจริงแล้วยังมีผักผลไม้อีกมากที่ไม่จำเป็นต้องปอกเปลือกก็ได้ เช่น สาลี่ ฝรั่ง ละมุด ลูกแพร์ แอปเปิล คะน้า แตงกวา พริกหยวก ฯลฯ เพราะการปอกเปลือกเท่ากับเป็นการนำส่วนที่ดีที่สุดซึ่งมีสารอาหารมากมายออก ไป แต่ถ้าคุณกลัวว่าจะมียาฆ่าแมลงผสมอยู่ที่เปลือกให้ล้างด้วยด่างทับทิมแล้ว ล้างออกด้วยน้ำเปล่านานๆ หรือจะใช้นำยาสำหรับล้างผักผลไม้โดยเฉพาะและแช่ไว้นานๆ ก็ปลอกภัยแล้ว

- การกินอาหารที่ถูกต้องไม่ควรเน้นที่ความเอร็ดอร่อยถูกปากเป็นอันดับแรก แต่คุณควรเน้นคุณค่าทางสารอาหารมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะถ้ายึดติดอยู่กับความอร่อยเท่านั้นก็จะต้องกินอาหารที่มีรสจัดๆ ขึ้นทุกวัน ซึ่งแน่นอนว่าคุณก็จะได้อาหารที่เปี่ยมไปด้วยสารปรุงแต่งมากมายเกินความจำ เป็นของร่างกาย เช่น เกลือ น้ำตาล สี สารปรุงแต่งกลิ่น สารกันบูด ผงชูรส สารที่ทำให้กรุบกรอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนทั้งสุขภาพและความงามโดยตรง และถ้าคุณได้รับในปริมาณมากๆ ก็จะสะสมทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้ ดังนั้นการกินที่ถูกต้องก็คือการกินที่เน้นรสธรมชาติของอาหารเป็นหลัก เพราะรสธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหารนั้นความจริงก็จะออกรสพอดีๆ อยู่แล้วอาจปรุงเกลือป่นสักเล็กน้อยก็จัดว่าใช้ได้แล้ว เนื่องจากลิ้นคุณรับแต่อาหารรสจัดๆ มานานจนรู้สึกว่าถ้าไม่ปรุงเลยก็คงกินไม่ได้เพราะอาหารนั้นจืดชืดเต็มทน ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ปรุงแต่น้อยแล้วหันมาสัมผัสธรรมชาติกันดี กว่า ไม่ช้าคุณก็จะปรุงอาหารน้อยลงและมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความงามในระยะยาวด้วย

- การกินแบบจุบจิบเป็นลักษณะนิสัยของสาวๆ เกือบทุกรายเพราะผู้หญิงมักจะเมาส์ไปกินไปเสมอ แต่ด้วยความไม่รู้ตัวเธอก็กินไปมากมายและทำให้ความงามลดลง เพราะทั้งความอ้วนและผิวพรรณเสียๆมักถามหา อย่างมากก็มีแป้ง ไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งล้วนแต่ทำลายสุขภาทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าคุณยังอยากคงความงามเอาไว้ก็ต้องหันมากินเป็นมื้อๆ ไป แต่ถ้าอดไม่ได้ก็ขอให้เปลี่ยนจากอาหารไร้ประโยชน์มาขบเคี้ยวอาหารที่มีคุณ ค่าแทน เช่น ขนมปังโฮลวีต ถั่วลิสงคั่ว งาดำตัด ผักผลไม้อบแห้ง

- อย่ากินเมื่อหิว โดยเฉพาะในยามที่คุณมีสมาธิอยู่กับอะไรนานๆ วันนั้นคุณจะไม่รู้สึกหิวเลยและคุณมีสมาธิอยู่กับอะไรนานๆ วันนั้นคุณจะไม่รู้สึกหิวเลยและคุณก็จะไม่กินเพราะคิดว่าร่างกายคงไม่ต้อง การ บางคนก็คิดว่าแค่การทำงานนั่งโต๊ะไม่ได้วิ่งไปไหนและไม่สึกหิวนักจะกินหรือ ไม่ก็ย่อมได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้องเลยเพราะการที่ร่างกายไม่ได้ เตือนคุณแบบท้องร้องจ๊อก จ๊อก นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องกิน หากคุณละเลยแบบนี้บ่อยๆ โรคกระเพาะก็ต้องถามหาแน่ๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องฟ้องที่ผิวพรรณ เพราะคนอดมื้อกินมื้อนั้นจะมีผิวซีดเซียวและเหี่ยวย่นง่าย ดังนั้นคุณควรกินวันละ 3 มื้อทุกวันโดยไม่ต้องรอให้หิว และควรกินให้ตรงเวลาด้วย ถ้าคุณฝึกจนเป็นนิสัย คราวต่อไปถ้าคุณกินไม่ตรงเวลาร่างกายคุณจะเตือนเองโดยอัตโนมัติ

- การกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่กินของประเภทแช่เย็น หรือไว้ข้ามคืน จะทำให้คุณได้รับอาหารที่มีคุณค่าสูงสุด ดังนั้นคุณได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ซึ่งยังรับประกันได้ว่าสะอาดด้วย โดยเฉพาะการกินอาหารที่เป็นแหล่งรวมวิตามิน เช่น ผักผลไม้นั้นถ้าถูกอากาศและความร้อนนานๆ วิตามินบางชนิดก็สูญสลายได้ง่ายมาก ที่นี้คุณจะได้กินอาหารแค่ซากหรือกากมันเท่านั้นเพราะส่วนที่ดีที่สุดสลายไป หมดแล้ว

- สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำ ซึ่งเป็นอาหารที่บำรุงสุขภาพและความงามโดยตรงแม้ไม่มีสารอาหารใดๆ แต่น้ำแหละที่จะมอบความชุ่มชื้นให้กับทุกเซลล์ในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ผิว หนังจะขาดน้ำไปไม่ได้เลย และน้ำนี้แหละที่จะมอบความชุ่มชื้นให้กับทุกเซลล์ในร่างกาย

- น่าจะมีสัก 1 มื้อ ในแต่ละวันที่คุณสามารถทำอาหารกินเองได้ อย่างน้อยก็เป็นมื้อที่คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะได้อาหารที่มีคุณค่าและปราศจาก สารพิษต่างๆ ทั้งสารปรุงแต่งรสหรือสารเคมีตกค้างจากยาฆ่าแมลงต่างๆ

- ธัญพืชก็ฌป็นอาหารอีกรูปแบบที่คุณควรให้ความสนใจ เพราะมีคุณค่าทางสารอาหารมากมายสามารถนำมากินแทนของว่าง

- ไม่ควรกินอาหารซ้ำซากเป็นเวลานานๆ เพราะอาจทำให้ได้รับสารอาหารชนิดนั้นมากเกินไป

- กินอาหารให้ได้หลายรสชาติ เพราะรสชาติแต่ละรสชาติ ทั้ง หวาน เปรี้ยว เผ็ด เค็ม มีประโยชน์แตกต่างกัน

- กินในปริมาณที่พอดีไม่เกินความต้องการของร่างกาย

- การกินที่ดีต้องใช้เวลาในการกินสักหน่อย ไม่ควรรีบกิน เพราะจะทำให้กระเพาะทำงานหนักหรือไม่ก็ปวดท้องเพราะอาหารไม่ย่อย

- กินอาหารปลอดสารพิษ

- กินผักผลไม้ให้มากขึ้น

ที่มา : thai-healthcare.com

จะกินไข่ไก่หรือไข่เป็ดดี ?


วันนี้ คุณรับประทานไข่หรือยังหรือวันนี้คุณรับประทานไข่ไก่หรือไข่เป็ด ชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วว่า ไข่ไก่หรือไข่เป็ด อะไรดีกว่ากัน ด้วยเหตุนี้เองจึงอยากจะมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ทราบกัน

ไข่ นับว่าเป็นอาหารที่มีความสำคัญมากและรับประทานกันแพร่หลายทั่วๆไป ประชาชนทั่วๆไปมักจะพูดกันและรู้จักไข่ในลักษณะอาหารเสริม บำรุงกำลัง ผู้ที่ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หรือผู้ที่เจ็บป่วย มักถูกญาติมิตร เพื่อนฝูง แนะนำให้รับประทานไข่บ้าง อาหารไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์และสะดวกในการประกอบอาหารรับประทาน

อย่าง ไรก็ตามจริงๆแล้วเรื่องราวของไข่เกี่ยวกับคุณประโยชน์จริงๆนั้นยัง รู้จักกันน้อย บางครั้งมักจะมีผู้ตั้งคำถามอยู่เสมอว่าไข่ไก่หรือไข่เป็ดชนิดไหนมีประโยชน์ มากกว่ากัน

ความจริงแล้ว โปรตีนจากไข่ขาวเป็นโปรตีนชั้นดี ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้แทนเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพของร่างกายได้ทั้งหมด นับว่าดีกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก ทางการแพทย์บอกว่า ไข่ขาวสามารถเปลี่ยนเป็นโปรตีนของร่างกายได้เต็ม 100 % ประชาชนของประเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะสนใจมากนัก เราควรจะหันมาให้ความสนใจกับการรับประทานไข่ให้มากขึ้น จะเป็นไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็ได้ เพราะล้วนแต่ให้ประโชน์ทั้งนั้น

ในต่างประเทศมักจะไม่ค่อยรับประทานไข่เป็ดกัน เพราะหาได้ลำบากกว่าไข่ไก่ จะสร้างโรงเรือนเลี้ยงเป็ดแบบเลี้ยงไก่ก็ทำไม่สะดวกไข่ไก่หรือไข่เป็ดชนิดใด มีคุณค่ามากกว่ากันดีกว่ากัน ข้อมูลเป็นตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้สำหรับไข่ไก่ 1 ฟอง และ ไข่เป็ด 1 ฟอง



สารอาหาร ไข่ ไก่ ไข่เป็ด

พลังงาน (แคลอรี) 169 180


ไขมัน (กรัม) 11.9 12.6


คาร์โบไฮเดรต (กรัม) 1.7 4.1


โปรตีน (กรัม) 12.7 11.7


แคลเซี่ยม (มิลลิกรัม) 76.0 71.0


เหล็ก (มิลลิกรัม) 3.5 2.8


วิตามินบี 1 (มิลลิกรัม) 0.08 0.27


วิตามินบี 2 (มิลลิกรัม) 0.48 0.56


วิตามินบี 5 (มิลลิกรัม) 0.1 0.1

คุณ ค่าของไข่ไก่และไข่เป็ด มีส่วนแตกต่างกันบ้าง เช่น ไข่ไก่หนือกว่าไข่เป็ด ในด้าน โปรตีน แคลเซี่ยม เหล็ก แต่ไข่เป็ดกลับเหนือว่าในด้านพลังงาน ไขมัน วิตามิน บี 1 วิตามิน บี 2

หาก เรารับประทานไข่ไก่หรือไข่เป็ด 1 ฟอง คิดปริมาณน้ำหนัก 5 0 กรัม เมื่อเทียบความต้อการสารอาหารที่ควรได้รับสำหรับประชาชน ใน 1 วัน ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ในวันหนึ่งควรรับประทานไข่เพียงวันละ 1 ฟอง ก็จะได้สารอาหารที่จำเป็นมากพอสมควร

Positive Thinking




คนเราส่วนใหญ่ชอบมองโลกในแง่ร้าย คิดทางลบอยู่เรื่อย การคิดทางลบทำให้เสียสุขภาพจิต พอสุขภาพจิตเสียก็ส่งผลถึงสุขภาพกาย หมอประเวศ วะสี บอกว่า การคิดทางลบทำให้คนเราหมดกำลังใจง่าย ๆ เพราะไม่มีอะไรให้ชื่นใจ

......................

จริง ๆ แล้ว ทุกครั้งที่เราลงมือทำอะไรเราชอบมีคำตอบให้กับการลงแรงเพียงสองทางคือ สำเร็จและล้มเหลว ขาวและดำ


ได้ตามเป้าหมายคือ สำเร็จ ไม่ได้ตามเป้าหมายที่คิดไว้ก็คือ ล้มเหลว

ลืมคิดไปว่าเราเริ่มต้นจาก 0 แม้ก้าวไปไม่ถึง 10 ที่เป็นเป้าหมาย

แต่ที่เดินมาก็ประมาณ 5 แล้ว ไม่ถึง 10 แต่ก็ไม่ใช่ 0

ทำไมไม่เอา 5 มาเป็นกำลังใจ

หมอประเวศบอกว่า ความสำเร็จนิดเดียวก็เป็นกำลังใจให้เราก้าวเดินต่อไปได้

......................

เชื่อไหมครับว่าในสิ่งเดียวกันเราสามารถมองได้ 2 แบบทั้งทางลบและทางบวก

ภาพเดียวกัน แต่มองแตกต่างกัน


ยกตัวอย่างเช่น

เรานำกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง จุดสีดำลงที่กลางกระดาษ
ลองถามเพื่อนสิครับว่าเห็นอะไรในกระดาษบ้าง

ส่วนใหญ่จะบอกว่าเห็นจุดสีดำ

ทั้งที่ "จุดดำ" นั้นเป็นจุดเล็ก ๆ นิดเดียวบนกระดาษขาว

มีน้อยคนที่จะตอบว่าเห็นกระดาษสีขาว ทั้งที่สีขาวมีเนื้อที่มากกว่าจุดสีดำหลายร้อยเท่า

สิ่งเดียวกัน แต่มองเห็นต่างกัน

......................

หรือแก้วน้ำใบหนึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแ้ก้ว

คนหนึ่งเห็นอาจบอกว่ามีน้ำ "แค่" ครึ่งแก้ว

อีกคนอาจบอกว่ามีน้ำ "ตั้ง" ครึ่งแก้ว

แค่พยางค์เดียวที่แตกต่างกัน ระหว่างคำว่า "ตั้ง" กับ "แค่" ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน

แค่ครึ่งแก้ว กับตั้งครึ่งแก้ว สะท้อนให้เห็นมุมมองของคนที่พูดได้อย่างชัดเจน

หรือถ้าเติมน้ำไปอีกนิด แล้วถามว่ารู้สึกอย่างไรกับปริมาณน้ำในแก้วนี้

คนหนึ่งอาจบอกว่ามีน้ำเต็มแก้ว

อีกคนอาจมองอีกมุมว่า แค่เติมน้ำนิดเดียวก็เต็มแก้วแล้ว

เพราะมุมมองและทัศนคติแตกต่างกัน เราจึงมองเห็นภาพภาพหนึ่งแตกต่างกัน

......................

ตัวอย่างที่ดีอีกเรื่อง เป็นกรณีคลาสสิกทางการตลาด

บริษัทรองเท้าในอิตาลี 2 แห่งส่งเซลส์แมนไปเกาะแห่งหนึ่ง
คนบนเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย


เซลส์คนแรกวิ่งไปโทรศัพท์บอกเจ้านาย

"นายครับ ไม่้ต้องมาอีกแล้วครับ คนในเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย"

คนที่สองวิ่งไปโทรศัพท์กลับไปยังบริษัทเหมือนกัน

เขาบอกเจ้านายด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้น

"นายครับ โอกาสขายมีมากเลยครับ เพราะคนในเกาะไม่มีใครใส่รองเท้าเลย"

เกาะเดียวกัน คนไม่ใส่รองเท้าเหมือนกัน แต่เซลส์ 2 คนคิดไม่เหมือนกัน

คนหนึ่งเห็น "ปัญหา" คนหนึ่งเห็น "โอกาส"

......................

ทัศนคติทางบวกเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ว่ามองเห็นอะไรก็บวกไปหมด

บางครั้งก็ต้องลบบ้าง


ในชีวิตจริงไม่มีใครในโลกหรอกครับที่คิดอะไรทางบวกด้านเดียว


ใครคิดบวกอย่างเดียวถือว่าค้ากำไรเกินควร
ถ้าเจอต้องแจ้ง สคบ. หรือกระทรวงพาณิชย์ให้จัดการ


ทุกคนล้วนต้องคิดทั้งบวกและลบผสมปนเปกันไป
เพียงแต่ใครมากใครน้อยเท่านั้น

ถ้า สาว 2 คน คนหนึ่่งมีทัศนคติทางบวก อีกคนคิดอะไรก็ลบอยู่เป็นประจำ ระดับตอนสอบวิชาคณิตศาสตร์ อาจารย์บอกให้บวกเลข เธอก็ยังเปลี่ยนเป็นลบเลย

ทั้ง 2 สาวหากเดินในซอยเปลี่ยวคนเดียว และมีชายหนุ่มกำยำล่ำสัน 3 คนเดินตามมาและเร่งฝีเท้าใกล้มาเรื่อย ๆ

รับรองครับว่าสาวน้อย 2 คนแม้จะมีวิธีคิดแตกต่างกันโดยพื้นฐาน แต่ครั้งนี้เธอจะวิเคราะห์สถานการณ์เหมือนกัน

มองโลกในแง่ร้ายเหมือนกันแน่นอน

ต่อให้คิดทัศนคติทางบวกอย่่างไร สาวน้อยคงไม่คิดว่าหนุ่มทั้ง 3 คนคนเดินมาคอยระวังภัยให้

หรือคิดว่าไม่เป็นไรหรอก ร่างกายอาจกำยำ แต่ใจอาจเป็นเกย์ก็ได้

......................

มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ชอบพูดอยู่เรื่อยว่า
"โลกมีไว้เหยียบ ไม่ได้มีไว้แบก"


เห็นใครทุกข์ก็จะใช้ประโยคนี้ปลอบใจเสมอ

แต่พอถึงเวลาทำงาน วิธีการบริหารธุรกิจของเขาจะมองโลกในแง่ร้าย

เขาจะประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในแ่ง่ลบเสมอ

ถ้าแย่ตามที่คิด ธุรกิจก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าดีกว่าที่ประเมินก็ "กำไร"

ด้วยวิธีิคิดเช่นนี้เขาจึงประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ไม่ว่ามรสุมเศรษฐกิจจะเกรี้ยวกราดเพียงใดก็ตาม



ที่มา มองโลกง่ายง่าย สบายดี (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ 3) โดย หนุ่มเมืองจันท์

แค่เปลี่ยนมุมมองชีวิต โลกใบนี้ก็มีแต่ "รอยยิ้ม"

♣ เคล็ดลับในการทำงานให้เสร็จทันเวลาในแต่ละวัน ♣



การทำงานให้เสร็จทันเวลาในแต่ละวัน ต้องอาศัยเคล็ดลับ ไม่ยาก ไม่ยาก


ต่อให้คุณจะยุ่งมากแค่ไหน คุณก็สามารถทำให้งานต่าง ๆ เสร็จได้ไม่ยากเลย

มาดูเคล็ดลับความสำเร็จกันเถอะคือ

ความสำเร็จอยู่ในมือคุณแล้ว มาดูกันเลย ...


++เตรียมพร้อม++
คือเตรียมรายการที่ต้องทำในแต่ละวัน จัดลำดับความสำคัญ แล้วทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน..


++อย่ารับงานมาก++
ไม่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ควรตัดสินใจเลือกทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งให้เสร็จก่อนที่จะทำงานอื่นต่อไป..


++อย่าหวังว่าทำได้ดีที่สุด++
เพราะ การทำทุกอย่างให้ดีไม่มีที่ตินั้น ต้องใช้เวลาและพลังงานมาก ดังนั้นอย่าเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญจนกลายเป็นการบริหารเวลา ไม่เป็น..


++รู้จักปฏิเสธ++
หากไม่สามารถทำได้ทันเวลาหรือเป็นงานที่เกินกำลัง..


++อย่าเสียเวลากับกองกระดาษ ++
ไม่ ควรเก็บเอกสารทุกอย่างรวมกันไว้เต็มโต๊ะ เพราะเมื่อต้องการใช้เอกสารสำคัญจะต้องเสียเวลานาน ควรจัดทำเป็นแฟ้มเอกสารเพื่อจะใช้ได้ง่าย..


++หาคนช่วย++
ไม่ต้องกลัวเสียหน้า ถ้าเราเดือดร้อนแล้วบอกเพ ื่อน เพื่อนที่ดีจะช่วยเรา และเขาก็จะพอใจที่เราวางใจเขาให้ช่วย.. และ


++พักผ่อนบ้าง++
เช่น ถ้าเป็นเวลาทำงาน ควรหาเวลาพักสมองบ้าง ถ้าเป็นหลังเลิกงานก็หาสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ เช่นอ่านหนังสือหรือดูหนังฟังเพลง…

กิจกรรมที่จะทำให้คุณสวยปิ้งในพริบตา


- อบไอน้ำให้ใบหน้า
การอบ ไอน้ำให้ผิวหน้า เราสามารถทำเองได้ที่บ้านนี่แหละค่ะ อุปกรณ์ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เตรียมอ่างใบโต ๆ ต้มน้ำให้ร้อนจัด และเกลือสินเธาว์สัก 2-3 ช้อนโต๊ะ แต่ก่อนอื่นต้องทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดเสียก่อน และจัดการรวบผมให้ เรียบร้อย เทน้ำที่เดือดจัด ๆ ลงในอ่างที่เตรียมไว้ใส่เกลือลงไป คนให้ละลาย แล้วนำหน้าไปอังกับไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมา โดยให้หน้าห่างจากขอบอ่างประมาณ 1 ฟุต อังจนกว่าไอน้ำจะระเหยหมด

ซึ่งตอนนี้คุณจะเหงื่อแตกพลั่กทีเดียว และสิ่งสกปรกรวมทั้งสารตกค้างบนผิวหน้าก็จะหลุดออกมาด้วยจึงช่วยให้ผิวหน้า สวยใสหมดจด ซึ่งเกลือสินเธาว์ที่ใส่ลงไปนั้นก็จะช่วยให้ผิวหน้าผุดผาด เปล่งปลั่งขึ้นค่ะ หลังจากขั้นตอนการอบไอน้ำเสร็จสิ้นแล้ว อย่าลืมล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจัด จะเป็นการกระชับรูขุมขนบนใบหน้า และอย่าลืมเติมความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์อีกครั้งนะคะ

- คลายความเมื่อยล้าให้เท้า
สาวๆ สมัยนี้ ใส่ส้นสูงกันแทบทั้งวัน เพื่อคลายความเมื่อยล้าให้กับเท้า ลองหาเกลือทะเล 100 กรัม และโซเดียมคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำอุ่นแล้วแช่เท้าสักพัก จะช่วยคลายความเมื่อยล้าจากเท้าได้ดี

แต่ถ้าอยากจะให้เท้าสวยด้วย หลังจากแช่น้ำอุ่นแล้ว ก็ควรจะนวดด้วยน้ำมัน ซึ่งทำเองก็ได้ค่ะ นำน้ำมัน มะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวัน ผสมกับน้ำมันกานพลูสัก 4 หยด นวดให้ทั่วเท้า นอกจากจะผ่อนคลายความเมื่อยล้าแล้ว ยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเท้าด้วย

- ดูแลเล็บมือให้สวยชวนมอง
1.ล้างด้วยน้ำอุ่นหรือสบู่อ่อนๆ เพิ่มความชุ่มชื้นด้วยโลชั่นถนอมมือ

2.หลังจากเช็ดยาทาเล็บออกแล้ว หากเล็บมีคราบเหลือง ให้ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบลงในน้ำอุ่น แล้วน้ำมือลงไปจุ่มสัก 15 วินาที
กรดซิตริคในน้ำมะนาวจะช่วยให้เล็บขาวใสขึ้น หรืออาจจะใช้เปลือกส้มจากการคั้นน้ำ นำมาถูบริเวณซอกเล็บ ก็ได้ผลเหมือนกัน

3.หากเล็บแห้งกร้านและเปราะง่าย ให้แช่เล็บลงในน้ำมันมะกอก ผสมกับน้ำอุ่น ประมาณ 5 นาที

4. การขัดเล็บให้เรียบสะอาด จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เล็บของคุณมีสุขภาพดี การขัดเล็บหรือถูเล็บวิธีที่ถูกต้องควรทำในทิศทางเดียวกันคือจากโคนไปหาปลาย

- ขัดสีข้อศอกให้หายด้านดำ
ยุค นี้ เสื้อแขนกุด สายเดี่ยว เกาะอก ยังคงครองใจสาวๆกันอยู่ จะอวดข้อศอกด้านๆ ก็กระไรอยู่ ลองใช้สำลีชุบเบบี้ออยล์ แล้วนำไปแปะที่ข้อศอกทิ้งไว้ 10 นาที ทำเป็นประจำ จะช่วยให้ข้อศอกดูนุ่มนวลขึ้น แต่ถ้าจะประหยัดกว่านั้น เปลือกมะนาวที่ฝานใช้แล้ว นำมาขัดๆถูๆ บริเวณข้อศอก ก็ช่วยให้ข้อศอกหายด้านดำได้ค่ะ

- อบไอน้ำให้เส้นผม
หลัง สระผมสะอาดแล้ว ให้ชโลม Hot Oil หรือ Conditioner ชนิดเข้มข้น นวดให้ทั่วศีรษะ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำร้อน บิดพอหมาดๆ โพกศีรษะไว้ สัก 10 นาที แล้วจึงล้างออก ทำเดือนละครั้งจะช่วย ทำให้เส้นผมเป็นเงางาม ดูมีน้ำหนักขึ้น แต่ถ้าผมแห้งมากๆ ในขณะที่ผมแห้ง ให้หมักด้วยน้ำมันมะกอก แล้วอบไอน้ำร้อนด้วยวิธีเดียวกัน จะช่วยทำให้เส้นผมดูมีสุขภาพดีขึ้น

- ขจัดคราบไคลให้แผ่นหลัง
หา แปรงนุ่มๆ ด้ามยาว จะได้จับถือเหมาะมือ ผสมเจลอาบน้ำ (กลิ่นไหนก็ได้ที่คุณชอบ) และครีมสครับ เจลจะช่วยให้เกิดความลื่น ถูแค่เบาๆและอย่าถูนานเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวแห้งได้ หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว อย่าลืมใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับแผ่นหลังกันด้วยค่ะ

- ตาช้ำ ตาโรยหรือตาบวม
ก็ต้องฝานมันฝรั่งเป็นชื้นบางๆ นำไปแช่น้ำนมเย็นๆ สักครู่ใหญ่ โปะลงบนเปลือกตา แล้วทิ้งไว้สัก 10 นาที หรือจะใช้ถุงชาคาโมไมล์แช่เย็น ก็ได้ผลดีเช่นกัน

- อาบน้ำแบบทรงเครื่อง
ไม่มีอะไรน่าสบายเท่ากับการได้อาบน้ำอย่างพิถีพิถัน พร้อมเครื่องเคราหอมๆ ที่ช่วยเติมอารมณ์แห่งความสดชื่น คลายความล้าและบ่มผิวให้เนียนนวลสดใสอีกด้วย

ต้นโกโก้กับช็อคโกแล็ต

ต้นโกโก้1

ต้นโกโก้ (cacao tree) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Theobroma cacao ซึ่งนักพฤกษศาสตร์ (botanist) ชาวสวีเดน Carolus Linnaeus เป็นผู้ตั้งชื่อนี้ คำว่า Theobroma มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า “ อาหาร ของพระเจ้า” (Theos = พระเจ้า และ broma หรือ brosis = อาหาร )

ต้นโกโก้มี กำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ (South America) หรืออเมริกากลาง (Central America) โดยบางกลุ่มของผู้ศึกษาเชื่อว่าต้นโกโก้กลุ่มแรกพบที่ต้นน้ำของแม่น้ำอะเม ซอน (Amazon) ในตอนเหนือของบราซิล (North Brazil) ในขณะที่อีกกลุ่มเชื่อว่าอยู่ที่หุบเขาโอริโนโค (Orinoco) ของประเทศ
เวเนซูเอลา (Venezuela)

ปัจจุบัน ต้นโกโก้สามารถพบได้ในพื้นที่เขตร้อนของโลก เช่น แอฟริกาใต้ (South Africa), ไนจีเรีย (Nigeria), กาน่า (Ghana), ไอวอรี่โคสต์ (Ivory Coast) และบางประเทศในทวีปเอเซีย เช่น อินโดนีเซีย (Indonesia) ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งของทวีปเอเชียที่ผลิตโกโก้ได้ในปริมาณสูง

ต้นโกโก้2

จากต้นโกโก้มาเป็นช็อคโกแล็ตได้อย่างไร ?

ในหนึ่งปีต้นโกโก้ที่มีการเจริญเต็มที่อาจจะมีดอกประมาณ 6000 ดอก แต่มีฝักโกโก้ (ผลโกโก้: cacao pod) เพียง 20 ฝัก ภายในฝักจะมีเมล็ดโกโก้ (cacao seed/bean) อยู่ข้างใน เมล็ดโกโก้เหล่านี้ ได้ถูกนำมาแปรรูปเป็นช็อคโกแล็ตแสนอร่อยสำหรับคอช็อคโกแล็ตทุกเพศทุกวัยนั่น เอง

ช็อคโกแล็ต ที่แท้จริงต้องทำมาจากเมล็ดโกโก้เท่านั้น โดยขั้นตอนการทำเริ่มตั้งแต่ เมล็ดโกโก้ถูกแกะออกมาจากผลแล้วนำไปผ่านกระบวนการหมักเป็นเวลา 5-6 วัน เซลสืบพันธุ์ (germ)ที่ติดอยู่กับเมล็ดโกโก้จะตายไประหว่างการหมัก ทำให้เมล็ดโกโก้เกิดรูพรุนและมีสีน้ำตาล นอกจากนี้ในขั้นตอนการหมักช่วยทำให้ความขมลดลงและทำให้เกิดกลิ่นที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตช็อคโกแล็ต

ต้นโกโก้3















กระบวน การหมักเสร็จสิ้น เมล็ดโกโก้ถูกนำมาตากให้แห้งประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อลดระดับความชื้นจาก 60 เปอร์เซ็นต์ให้เหลือเพียงประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นเมล็ดโกโก้จะถูกนำไปทำความสะอาด คัดคุณภาพ บรรจุและขนส่งเพื่อนำไปผลิตเป็นช็อคโกแล็ต

ก่อนการผลิตช็อคโกแล็ต เมล็ดโกโก้แห้งถูกนำมาคั่วตั้งแต่ 10 นาทีไปจนถึง 30 นาที ที่อุณหภูมิ 120-130 องศาเซลเซียส (บางกรณีอาจใช้อุณหภูมิต่ำกว่านี้เล็กน้อย) ขั้นตอนการคั่วเป็นขั้นตอนที่สำคัญซึ่งมีผลกระทบต่อรสชาติสุดท้ายของช็อคโก แล็ต เมื่อคั่วเสร็จแกลบหรือเปลือกที่ห่อหุ้มเมล็ดโกโก้อยู่จะถูกกำจัดออกโดยการ ร่อนและใช้ลมเป่า หลังจากกำจัดส่วนที่ไม่ต้องการออกไปแล้วเมล็ดส่วนที่เหลือถูกเรียกว่า Cacao kernel หรือ Cacao nib

Cacao nib ถูกนำไปบดด้วยความเร็วสูงและที่อุณหภูมิสูงด้วยเช่นกัน เพื่อทำให้ cacao nib เปลี่ยนเป็นสีดำน้ำตาล หนืด เรียกว่า cacao liquor หรือ cacao paste ซึ่งมีไขมันโกโก้(cocoa butter) เป็นองค์ประกอบประมาณ 53-55 เปอร์เซ็นต์ cacao liquor ยังไม่มีรสชาติที่หวานและความขมยังค่อนข้างสูงจึงไม่เหมาะต่อการรับประทาน จึงถูกนำไปอัดใส่บล็อครูปสี่เหลี่ยมให้เป็นแท่งสำหรับนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเบ เกอรี่และการทำอาหารบางชนิด รวมทั้งถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตช็อคโกแล็ตสำหรับทานทั่วไป

ในอุตสาหกรรมการผลิตช็อคโกแล็ตนอกจากมี cacao liquor เป็นวัตถุดิบหลักแล้ว ยังต้องเติมส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่ น้ำตาล ไขมันโกโก้ (cocoa butter) ซึ่งเป็นไขมันที่สกัดมาจากเมล็ดโกโก้ เมื่อนำส่วนผสมดังกล่าวมาคลุกเคล้ากันแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญซึ่งช่วยเพิ่มความอร่อยให้ช็อคโกแล็ตยิ่งขึ้นคือ กระบวนการ counching

counching เป็น กระบวนการที่ทำให้อนุภาคของน้ำตาลและโกโก้มีขนาดเล็กเกินกว่าที่ลิ้นของ เราจะสัมผัสกับอนุภาคเหล่านั้นได้ ซึ่งทำได้โดยการบดด้วยลูกกลิ้ง ดังนั้นเมื่อเราทานช็อคโกแล็ตจึงทำให้รู้สึกว่าเนื้อช็อคโกแล็ตนั้นนุ่ม เรียบ (smooth feel) ช็อคโกแล็ตที่มีคุณภาพสูงต้องใช้กระบวนนี้ถึงสามวัน ส่วนช็อคโกแล็ตที่มีคุณภาพต่ำใช้เวลาเพียงหกชั่วโมงเท่านั้น ในขั้นตอนนี้อาจเติมสารปรุงกลิ่นรสต่างๆ เช่น วานิลา (vanilla) ซินนาม่อน (cinnamon) เพื่อเพิ่มความหอมอร่อยยิ่งขึ้น

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ counching ช็อคโกแล็ตจะถูกเก็บไว้ในถังซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิไว้ประมาณ 45-50 องศาเซลเซียส เพื่อรอนำไปขึ้นรูปเป็นรูปแบบต่างๆตามที่ผู้ผลิตต้องการ ต่อมาถูกนำไปผ่านขั้นตอนสุดท้ายคือการลดอุณหภูมิเพื่อให้ช็อคโกแล็ตมีรูป ร่างคงที่ตามต้องการก่อนที่จะบรรจุและนำจำหน่ายตามท้องตลาดซึ่งปัจจุบันมี ช็อคโกแล็ตหลากหลายรูปแบบที่ผู้ผลิตได้พัฒนาออกมาสำหรับผู้ที่หลงใหลใน ช็อคโกแล็ตได้ทานกันทั่วโลก

ขอขอบคุณ วิชาการ.คอม
http://www.zomzaa.com
ภาพประกอบ google

9สุดยอดพิพิธภัณฑ์ของโลก

9สุดยอดพิพิธภัณฑ์ของโลก


การเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่นอกจากคุณจะได้เก็บภาพสวย ๆ ของสถาปัตยกรรมสุดอัศจรรย์แล้ว พิพิธภัณฑ์ยังเก็บรวบรวมศิลปะ และองค์ความรู้ต่าง ๆ ไว้ให้ผู้มาเยือนได้ศึกษาอีกด้วย เลยขออาสาพาไป ดูพิพิธภัณฑ์ 9 แห่งของโลก ที่ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่และทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจทุก ครั้งที่ได้มาเยือน ดังนี้


พิพิธภัณฑ์ ซัลวาดอร์ ดาลี่


1. พิพิธภัณฑ์ ซัลวาดอร์ ดาลี่ ในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก รัฐฟลอริด้า สหรัฐฯ เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่จัดแสดงงานของ ซัลวาดอร์ ดาลี่ โดยเฉพาะ โดยผลงานที่เขาสร้างสรรค์แต่ละชิ้น ล้วนแล้วแต่เป็นงานศิลปะที่งดงาม และทำให้ผู้คนประทับใจมาแล้วนับไม่ถ้วน ผลงานที่โด่งดังมากที่สุด ได้แก่ Saint John of the cross และผลงานชุด Crucifixion




พิพิธภัณฑ์นานาชาติ แม็กซ์ซี่



2. พิพิธภัณฑ์นานาชาติ แม็กซ์ซี่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี พิพิธภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จไปเมื่อปีที่แล้ว เป็นพื้นที่ที่ใช้จัดแสดงงานศิลปะแห่งศตวรรษที่ 21 พิพิธภัณฑ์นี้เป็นที่เลื่องลือเรื่องการออกแบบเป็นอย่างมาก






พิพิธภัณฑ์ Guggenheim


3. พิพิธภัณฑ์ Guggenheim นิวยอร์ค สหรัฐฯ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงคอลเลคชั่นของนักเขียนภาพสมัยต่าง ๆ รวมไปถึงเป็นสถานที่แสดงนิทรรศการต่าง ๆ ของชาวอเมริกันอีกด้วย




พิพิธภัณฑ์ Centre Pompidou



4. พิพิธภัณฑ์ Centre Pompidou กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในกรุงปารีส จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นศูนย์รวมความรู้มากมาย เช่น หอศิลป์ ข้อมูลทางศิลปะและดนตรี หอสมุด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวโลก




พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดนเวอร์



5. พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดนเวอร์ โคโลราโด สหรัฐฯ เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงคอลเลคชั่นศิลปะสไตล์อเมริกันอินเดียน ซึ่งมีให้ชมมากกว่า 68,000 ชิ้นจากทั่วโลก





พิพิธภัณฑ์ Royal Ontario



6. พิพิธภัณฑ์ Royal Ontario เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา รวบรวมอารยธรรมของโลกและประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ภายในมีการจัดแสดงโครงกระดูกของสัตว์ต่าง ๆ และข้าวของเก่าเก็บจากทั่วโลก




พิพิธภัณฑ์ Royal Ontario



7. พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย Niterói ในริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลในริโอเดจาเนโร ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่ดี ดึงดูความสนใจของนักท่องเที่ยวได้ดีเลยทีเดียว เนื่องจากนอกจากจะได้ชมศิลปะร่วมสมัยแล้วก็ยังไม่ชมวิวทิวทัศน์โดยรอบอีก ด้วย




พิพิธภัณฑ์ Palace of Fine Arts



8. พิพิธภัณฑ์ Palace of Fine Arts ใน ซานฟรานซิลโก สหรัฐฯ พิพิธภณฑ์ทางศิลปะ ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่ด้านศิลปะเท่านั้น เพราะด้วยที่ตั้งที่อยู่ริมน้ำ ทำให้ Palace of Fine Arts ที่นี่กลายเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการถ่ายรูปมาก ๆ โดยแต่ละปีจะมีคู่บ่าวสาวมาถ่ายรูปแต่งงานเป็นจำนวนมาก




พิพิธภัณฑ์ City of Arts and Sciences



9. พิพิธภัณฑ์ City of Arts and Sciences ที่วาเลนเซีย ประเทศสเปน เป็นพิพิธภัณฑ์ความรู้ทางวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ ภายในมีโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์สำหรับแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิต บนโลก ที่ทำให้ผู้คนที่มาเยือนประทับใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน



แหล่งที่มา : centrepompidou

☆...ใช้ใจมอง‏...☆




ใช้ใจมอง 'เพื่อน'
คุณเชื่อในพรหมลิขิตมั้ย?
ถ้าไม่..
แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เรามาพบกับคนหลายคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
ถ้าไม่แล้วอะไรล่ะ
ที่ทำให้เราถูกชะตาจนเรียกคนๆนั้นว่า
' เพื่อน'



....... เพื่อน...………
คนๆนึงที่ครั้งนึงก็เป็นได้แค่
คนแปลกหน้าคนหนึ่ง

เวลา ผ่าน เวลา คนแปลกหน้าคนนั้น
ก็กลับกลายมาเป็นคนที่เรา' ไว้ใจ'

....... เพื่อน………
คนที่พร้อมอยู่กับเราเสมอๆ
ไม่ว่า สุข ทุกข์เหงา เศร้า

....... เพื่อน………
คนที่พร้อมแชร์ความรู้สึกต่างๆ
โดยไม่เคยเอ่ยปากว่า
' ถ้าทำอย่างนั้นแล้วฉันจะได้อะไร'


....…... เพื่อน……......
คนที่ไม่เคยสนใจว่าเราจะหน้าตาดี มีสกุล
ร่ำรวย ยากจน สูง ต่ำ ดำ ขาว หรือไม่

........ เพื่อน.....คนที่ไม่เคยเสแสร้ง แกล้งทำ
.......... แต่...... เพื่อนตาย หายากเหลือเกิน
เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ ว่า คนๆนี้เป็น
เพื่อนตายของเราหรือไม่

เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่าคนๆนี้
เป็นคนที่พร้อมจะเคียงข้างเราเสมอไปมั๊ย
เรามองด้วยตาเปล่าไม่ได้ว่า
คนๆนี้จริงใจกับเราแค่ไหน
ทั้งหมดนี้ เราใช้' ตา' มองไม่เห็น



........ แต่.......
ทั้งหมดนี้เราใช้' ใจ' มองเห็นได้
เมื่อบทความล่วงเลยมาถึงตอนนี้ คุณล่ะ?
ใช้ตามองเพื่อนหรือใช้ใจมองเพื่อน

เราบอกไม่ได้ว่าคนๆไหนดี ไม่ดี
จนกว่า...เราจะมี โอ กาส รู้จักกับคนนั้นแล้วใช้ใจของเราสัมผัส
การคบใครสักคนคบเพียงกายก็ไร้ประโยชน์
แต่ การคบใครสักคน จำเป็นต้องคบกันด้วยใจ
วันนี้..... คุณ ใช้อะไร คบเพื่อนของคุณ
อย่าบอกนะว่าคุณก็เป็นคนที่คบเพื่อน
แค่ตา...... เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น
คุณก็คงเป็นคนที่ไม่น่าคบคนหนึ่ง



fw mail

วันจันทร์ที่แสนสดชื่น ทำได้อย่างไร




ไม่อยากไปทำงาน รับมือได้ไม่ยาก

ว่ากันว่า สำหรับคนทำงานแล้ว
"วันจันทร์" เป็น วันที่ไม่อยากจะให้มาถึงเลยจริง ๆ ก็เพราะว่าชีวิตการทำงานที่แสนเครียด ภาวะรถติดที่น่าปวดหัวมันวนเวียนมาถึงอีกแล้ว แถมยังต้องเป็นอย่างนี้ไปอีก 5-6 วันกว่าจะถึงวันเสาร์ หรือวันอาทิตย์ที่จะได้พักผ่อนอีกครั้ง


แต่ ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกหนีวันจันทร์ไปได้ ลองลุกขึ้นมาสู้กับมันจะดีกว่า ด้วยการทำให้เช้าวันจันทร์กลายเป็นเช้าที่สดชื่นแจ่มใสง่าย ๆ แบบนี้


จำไว้ว่า คืนวันอาทิตย์ควรเข้านอนแต่หัวค่ำ
เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่ม ดังนั้น ใครอยากชวนเพื่อนไปแฮงก์เอ้าท์ นัดคืนวันศุกร์ หรือเสาร์จะดีกว่า ส่วนวันอาทิตย์ขอตัวสักวันเถอะ

อย่านอนตื่นสายเด็ดขาด
ถ้า จะให้ดีลองตื่นเร็วขึ้นก่อนเวลาปกติสักครึ่งชั่วโมง แล้วเอาเวลาครึ่งชั่วโมงนั้นมาอาบน้ำ ผสมน้ำมันหอมระเหยในการอาบน้ำเสียหน่อย ก็เป็นไอเดียที่เพิ่มความสดชื่นที่เก๋ไม่หยอก

อาบน้ำเสร็จแล้ว ก็อย่าลืมรับประทานอาหารเช้าเด็ดขาด
เพราะอาหารเช้าถือเป็นมื้อสำคัญอย่างมากที่จะช่วยเติมพลังให้สมอง และเพิ่มพลังงานให้ตัวเองรับเช้าวันใหม่ที่แสนยุ่งเหยิง ถ้าไม่ทานอาหารเช้า แล้วไอเดียไม่แล่น ก็อย่าว่ากันนะ

รู้กันดีว่า เช้าวันจันทร์จะเป็นวันที่การจราจรติดขัดสุด ๆ เช่นนั้นแล้วก็ควรเผื่อเวลาออกจากบ้านให้เร็วกว่าปกติเสียหน่อย จะได้ไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับภาวะรถติดบนท้องถนน แถมสุดท้ายยังไปทำงานสายเสียอีก ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ แล้วจะมีเช้าวันจันทร์ที่สดใสได้ยังไงกันล่ะ


ลอง นำเทคนิคดี ๆ ไปใช้ดู รับรองไม่ว่าวันไหนๆ คุณก็จะรู้สึกมีความสุข ไม่ต้องมานั่งกลัว หรือกังวลอีกต่อไปว่าวันจันทร์กำลังจะมาถึงแล้ว



ที่มา สสส.

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++