วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“ตำราแห่งชีวิต” .. Life book

Life book หรือ “ตำราแห่งชีวิต”

ซึ่งเหมาะเจาะกับเนื้อหาและคำแนะนำที่น่าสนใจยิ่ง ทั้งง่ายและตรงไปตรง มา, ใครจะทำก็ได้, ไม่ทำก็ได้, เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล, ไม่บังคับยัดเยียดกัน, ไม่ต่อว่าต่อขานกัน, แต่ถ้าหากมีความมุ่งมั่นจะทำอะไรให้กับชีวิตของตนเอง, ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าส่งเสริมสนับสนุนสมควรจะให้กำลังใจแก่กันและกันอย่าง ยิ่ง

สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้

1. ดื่มน้ำให้มาก

2. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแห??ะ)

3. กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน

4. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ

5. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ

6. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย

7. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา

8. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้

9. นอนวันละ 7 ชั่วโมง

10.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน

11.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม

นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วาง กำหนดเวลาของตนเอาไว้

วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้
แต่การไม่เอาจริง เอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัว เองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้

1. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง

2. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย

3. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

4. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

5. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบ ซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

6. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ

7. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว

8. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่ง เลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ

9. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น

10.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้ สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ

11.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณ ได้นอกจากคุณเอง

12.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือ โรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชา พีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต

13. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น

14. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่า เราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่าง ไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?

1. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ

2. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน

3. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง

4. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ

5. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน

6. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก หน่อย

7. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด

และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้ มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้

1. ทำสิ่งที่ควรทำ

2. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?

3. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้

4. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน

5. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย...get up, dress up and show up.

6. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง

7. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย

8. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?

ความสุขซ่อนไว้ที่ไหน ?





มีมารน้อย 3 ตน แอบมาขโมยความสุขของมนุษย์
เอาไปแล้ว ก็ปรึกษากันว่าจะเอาไปซ่อนที่ไหนดี


ตนแรกก็ว่า ควรเอาไปซ่อนที่ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

แต่ มารน้อยตนที่2ว่า เพื่อนเอ๋ย มนุษย์นั้น ไม่กลัวความสูง แต่กลัวหายใจไม่ออก
เพราะสังเกตได้ว่า ดำน้ำได้นิดเดียวก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาแล้ว เพราะกลัวหายใจไม่ออก
แต่บนภูเขาอากาศดี มนุษย์ชอบไปเที่ยวภูเขา เอาไปซ่อนไว้ใต้บาดาลดีกว่า

มารน้อยตนที่3 แย้งว่า อย่าเลยเพื่อนเอ๋ย มนุษย์มันเก่ง
สร้างเครื่องมือหาของในทะเล ในอากาศได้ เดี๋ยวมันก็หาเจอ


แต่ สังเกตได้ว่า นัยน์ตามนุษย์มองไปข้างนอก หูก็ชอบฟังเสียงข้างนอก ชอบไปเที่ยวข้างนอก
เราควรแอบเอาไปซ่อนไว้ในใจมันดีกว่า มนุษย์หาไม่เจอแน่ ๆ
เพราะว่ามนุษย์ชอบหาความผิดของคนอื่น ไม่ชอบขัดใจคัวเอง
ไม่ชอบดูจิตใจของตัวเอง มารน้อยทั้ง 3 ตน ก็ตกลงความเห็นเป็นเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่นั้นมา มารน้อยก็เอาความสุขของมนุษย์มาซ่อนไว้ที่ใจ
มนุษย์ผู้โง่เขลาจึงออกไป หาความสุขที่อื่น ที่ภูเขา ที่ชายทะเล ที่คลับ ที่ร้องเพลง
จึงหาความ สุขไม่พบ ต้องออกไปข้างนอกหาความสุขในที่ผิด ๆ ตลอดมา

อนึ่งคนที่ไป เที่ยวเธคเที่ยวคลับกินเหล้า เพราะว่าเขามีทุกข์
จึงต้องออกไปหาความ สุขมากลบเกลื่อน มาเฉลี่ยเพื่อให้ทุกข์นั้นน้อยลง
แต่พอเมาแล้วกลับบ้าน หายเมาตื่นเช้ามา ทุกข์นั้นก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม
โดยหารู้ไม่ว่า ความสุขที่เฝ้าติดตามเฝ้าหา อยู่ที่ใจตัวเองนั่นเอง


ใยต้องออกไปหาความสุขที่อื่น .............ต่อให้หาเท่าไหร่
แต่ใจยังร้อนรุ่ม ไม่สงบ ก็หาสุขนั้นไม่พบหรอก.........

เงิน หรือ ความเอาใจใส่ มีค่ามากกว่ากัน







ทำไมหัวใจถึงเอียงซ้าย





เราใส่นาฬิกามือซ้าย

ที่ ใส่มือซ้ายเพราะถนัดขวา

ยกมือซ้ายขึ้นมาดูเวลาได้ง่าย

แต่ ถึงมีนาฬิกาเราก็ชอบไปสายอยู่ดี

นาฬิกาก็แค่บอกเวลา . . ไม่ได้ทำให้เราไปเร็วขึ้น


คิดดูแล้ว . . หัวใจก็อยู่ทางซ้ายเหมือนกัน

บางทีเราก็คิดนะ . . ว่าอวัยวะในร่างกายที่มี 2 ชิ้น

จะอยู่ซ้าย - ขวาอย่าง แขน, ขา, ลูกตาทำนองนั้น . .

แล้วที่มีชิ้นเดียว . . ก็แสดงความโดดของมัน

อย่าง จมูก, สะดือก็อยู่ตรงกลาง . . ประมาณนั้น


แล้วทำไม . . หัวใจถึงเอียงซ้ายล่ ะ ? ?

บาง ทีเราก็คิดว่า . . ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ

ใครบางคนอยากเตือนให้เรา รู้ว่า . .


หัวใจเรา ไม่หนักแน่นพอจะอยู่ตรงกลาง

แล้วก็ไม่มีมากพอจะแบ่งเป็นสองด้วย เหมือนกัน



วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

5วิธีทำใจเป็นกลาง



5วิธีทำใจเป็นกลาง^?^


เรื่องทำใจให้เป็นกลาง อาจดูเหมือนพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะแต่ละคนย่อมมีพื้นฐานที่ต่างกัน มีประสบการณ์การรับรู้ที่ต่างกัน และที่สำคัญ ทุกคนก็ยังอยู่ในกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ในสถานการณ์ใดก็สถานการณ์หนึ่ง แต่มิได้หมายความว่าฝึกไม่ได้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ หากเราควบคุมจิตใจตนเองได้ก็นับได้ว่าชนะไปมากกว่าครึ่ง และนี่คือเคล็ดลับ 5 ประการ ที่จะฝึกทำใจให้เป็นกลาง…


1.
อย่ามองตัวเองเป็นศูนย์กลาง
นี่ คือเคล็ดลับสำคัญที่สุด เพราะถ้ามองปัญหาต่าง ๆ จากมุมมองฝ่ายเดียว ใจย่อมไม่เป็นกลาง เพราะเราจะไม่มอง ไม่พยายามเข้าใจเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นข้อจำกัดของผู้อื่น

2. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เพื่อให้เรามองเห็นภาพแบบองค์รวม ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย ความหมายก็คือ ต้องลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเขา อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบเขา มีข้อจำกัดแบบเขา เราจะคิดตัดสินใจเช่นไร

3. มองอย่างเจาะลึกหลาย ชั้น อย่าเอาอาการมาเป็นสาเหตุ
บ่อยครั้งที่ ปัญหาความขัดแย้งไม่ อาจแก้ไขได้ เพราะมองตื้นเขินเกินไป เอาอาการมาเป็นสาเหตุ จึงควรมองอย่างเจาะลึกเพื่อค้นหาเหตุที่แท้จริง จะได้แก้ไขตรงจุด ถูกประเด็น

4. มองไปที่อนาคตเพื่อ “อยู่” ไม่ใช่ “แยก”
เพราะ การมองเช่นนี้เพื่อให้ทุก ฝ่ายยังคงดำรงอยู่ได้ มิใช่แก้ไขเพื่อให้ต้องตายกันไปข้างใดข้างหนึ่ง เป็นการมองทางออกในทัศนคติที่เป็นบวกต่อทุกฝ่าย

5. หาทางออกว่าจะทำอย่าง ไรให้ “อยู่ร่วมกัน” ต่อไปได้
การมีทัศนคติที่ เป็นบวกยังไม่ใช่ ขั้นตอนสุดท้าย แต่ต้องหาข้อสรุปในทางเทคนิคหรือวิธีการที่สอดรับกับ “ใจที่เป็นกลาง” ด้วย ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาบ่อยครั้งก็มาพลาดท่าตรงนี้เอง เพราะผู้รับช่วงต่อใจยังไม่เป็นกลางพอ ยังคิดแบ่งพรรคแบ่งพวก เจ้าโกรธเจ้าแค้น…


แค่นี้เราก้อมีใจเป็นกลางแล้วล่ะ ค่ะเพื่อนๆๆ ซึ่ง5ข้อนี้ฉันก็กำลังหัดอยู่ค่ะ จะได้มีใจเป็นกลาง จะได้ไม่ต้องคิดมากกับสังคมปัจจุบัน

สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน



สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน


สูตร ที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้
๑. ดื่มน้ำให้มาก
๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัว เองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยง และตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
๓.กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
๔.ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ


๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง
๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะกวด, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม


นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส,แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึก ผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลา ของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

♣ เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจ ♣



ในเส้นทางสายชีวิตของคนแต่ละคนย่อมไม่ เหมือนกัน
จุดเริ่ม...ต่าง จุดจบ...ต่าง
สวย งาม...แสนเศร้า...ไม่เหมือนกัน
เส้นทางเหล่า นั้นอาจบังเอิญมาบรรจบเป็นเส้นเดียว
แต่ก็หลาย ต่อหลายครั้งที่มันเพียงแค่ตัดกันในช่วงสั้นๆ
แล้ว ก็แยกจากกันไป...คนละทิศ

บางเส้นสายแยกไป แล้วยังกลับมาเชื่อมกันอีกครั้ง
หรือหลายต่อ หลายครั้ง
บางเส้นเชื่อมกันไป...และจบลงด้วยกัน
ตอนนี้เส้นทางของฉัน...เชื่อมอยู่กับเส้นทางของเธอ
เราพบกัน...และตกลงใจจะไปด้วยกัน

แต่ชีวิตคนเรามีทางแยกแตกแขนงไปเสมอ
จะ เลี้ยวซ้าย...ขวา หรือตรงไป ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
หลายคนเรียกเส้นทางที่หันเหออกไปนี้ว่า "โอกาส"
โอกาสที่แต่ละคนพบ ต่างกันไป
เส้น ทางที่ให้เลี้ยวเล็กบ้างใหญ่บ้าง
บางเส้นขรุขระ บางเส้นสวยงาม
แล้วแต่จังหวะและการตัดสินใจที่ ต่างกัน
และตอนนี้เธอก็ได้พบโอกาส...ทางแยกที่ สวยงาม
แต่เธอก็กลัวและลังเล...กับการที่ต้อง เลี้ยวไปตามทางสายใหม่

ยังรักเธออยู่...ไม่ ใช่ว่าไม่รัก
กับการบอกให้เธอไป...ห่างไกลจาก ฉัน
รู้ไหมว่าเธอไม่ได้เจ็บปวดเพียงคนเดียว
แต่ยังมีฉัน...ที่รู้สึกไม่ต่าง

เข้าใจดีว่าการตัดสินใจให้เธอไปครั้งนี้
อาจทำให้สายลมพัด พาเธอไปจากชีวิตฉันตลอดกาล
แต่ตราบใดที่เราไม่ กล้าที่จะก้าวเดิน
แล้วเมื่อไรเล่าที่ชีวิตเรา จะก้าวไป

จงมั่นใจในหัวใจของเราทั้ง สอง...ทั้งของฉันและของเธอ
เพียงเชื่อเอาไว้ ว่า...
สิ่งใดที่เป็นของเรา มันจะเป็นของเราเสมอ
หากการที่เธอเดินไปตามทาง สายนั้นทำให้เธอพบใครที่"ใช่"กว่า
ก็โปรดจง เลือกเขา...อย่าลังเล
เพราะโอกาส...คือการค้นหา สิ่งที่ดีกว่าให้กับชีวิต

เหยียบดินคนละผืน แต่เรายังอยู่ร่วมฟ้า
ก้าวย่างไปตามทางคนละสาย แต่ยังคงเป็นโลกใบเดียวกัน
กายห่าง แต่ใจใกล้...
ไม่เห็นหน้า แต่เรายังอยู่ด้วยกันเสมอ...
แม้อนาคตจะมองไม่ เห็น แต่ฉันรู้ได้ด้วยหัวใจฉัน
ไม่ว่าเส้นทางจะ อยู่ห่างไกลกันแค่ไหน
เธอจะเป็นส่วนหนึ่งของ หัวใจฉัน...เสมอไป

HaPPy Life ทำอย่างไรให้ชีวิตมีสุข



































วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มะนาว สุดยอดตัวช่วย ลดน้ำหนัก

มะนาว เลมอน lemon

เราเก็บเคล็ดลับดี ๆ จากคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ของหนังสือ New Book ที่นักเขียนสาว เธเรซา เชียง ได้ให้คำแนะนำกับปัญหาโรคอ้วน ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานมะนาว


"มะนาว" ถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด หาก คุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา

1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า

เพื่อ กระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น

2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด

เพราะผักและผล ไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง


3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด

โดยการบีบน้ำมะนาวลงไป ในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย

นอก จากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว

เมืองบาดาล โผล่พ้นน้ำที่กาญจน์หลังจมอยู่ใต้เขื่อนมานาน 27 ปี

เมืองบาดาล โผล่พ้นน้ำที่กาญจน์หลังจมอยู่ใต้เขื่อนมานาน 27 ปี

♣ ความรักเกิดขึ้นได้พอๆ กับ อกหัก ♣



ยิ่งนานยิ่งรัก เกิดขึ้นได้พอๆ กับยิ่งนานยิ่งไม่รัก
การดูแลความสัมพันธ์ เหมือนการกำทราย
กำแน่นไป ทรายก็ร่วงออกจากมือหมด
กำเบาไป . . . ทรายก็ไม่อยู่ในมืออยู่ดี

เวลาผ่านไป ใช้ชีวิตอย่างธรรมชาติให้มากขึ้น
เมื่อไหร่ รู้สึกเหนื่อย . . . ดีใจเถอะที่เหนื่อยเป็น
จะได้รู้สึกว่าควรพักซะที เหมือนคนที่ป่วยเป็น
แสดงว่าเราใช้ร่างกายมาก เกินไปแล้ว . . .
ถ้าไม่ป่วยซะบ้างเลย เราจะไม่รู้ว่าควรถนอมร่างกายได้หรือยัง

การ รักคนอื่นก็ คือ การรักตัวเองอีกแบบหนึ่ง
อยู่ คนเดียวเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า รักตัวเองหรือเปล่า
พอเริ่มรักใครซักคน . . . สิ่งที่ไม่เคย ทำก็ทำ
. . . ไม่เคยหวานขนาดนี้ก็หวาน
ทำทุกอย่างที่จะรักษาคนที่เรารัก ให้อยู่กับเรานาน ๆ
เพราะอะไร . . . เพราะรักตัวเองและกลัว ตัวเองเสียใจ

ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน มีความสุขทั้ง 2 คน
อย่า ให้คนหนึ่งมีความสุข ในขณะที่อีกคนหนึ่งพยายาม
อย่า ให้คนหนึ่งเสียใจ ในขณะที่อีกคนไม่รู้ตัว
อย่า ให้คนหนึ่งรู้สึกดี ในขณะที่อีกคนเฉยๆ
อย่าให้ คนหนึ่งอยากพูด แต่อีกคนไม่อยากฟัง
อย่า เหนื่อยใจที่จะถามกัน
อย่ากังวลกลัวเสียใจ . . . ก่อนที่จะคุยกัน

เธอ . . . คือเธอ
ฉัน . . . ก็เป็นฉัน
คน 2 คนที่ รักกัน
ต่างคนต่างยังมีหัวใจของตัวเอง

8 การออกกำลังดีที่สุด และแย่ที่สุดสำหรับหัวใจ




ดีที่สุด

1.การ ออกกำลังแบบอินเทอร์วัล


เป็นการออกกำลังอันดับหนึ่งในแง่ของการป้องกันโรคหัวใจ
โรคเบาหวาน ในการลดน้ำหนัก และช่วยสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย
มีเคล็ดลับง่าย ๆ ก็คือการผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายหนัก ๆ ในระยะสั้น
ๆ กับการออกกำลังเบา ๆ ที่นานกว่าเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว เช่น
ถ้า คุณชอบเดิน ลองสลับเดินปกติ 3 นาที กับเดินเร็ว ๆ 1 นาที
อัตราชีพจรที่ ขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง
จะช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยเผาผลาญแคลอรี
และเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดทั้งไขมันและน้ำตาลออก จากกระแสเลือด

2.การออกกำลังกายทั่วเรือนร่างแบบที่ไม่มีแรงกระแทก


ยิ่งใช้กล้ามเนื้อมากชนิดเท่าไหร่
หัวใจก็ยิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้นเท่า นั้น
เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อเหล่านั้น
จนในที่สุดหัวใจก็ จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ พายเรือ
หรือสกีครอสคัน ทรี ล้วนแล้วแต่ใช้กล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนของร่างกาย
โดยที่ไม่ได้เกิน แรงไปมากนัก
เมื่อนำมาประยุกต์เข้ากับการออกกำลังแบบอินเทอร์วัล นั่นล่ะเพอร์เฟ็กต์เลย!

3.ยกน้ำหนัก


ในแง่หนึ่งการยกน้ำหนักอาจคล้ายกับการออกกำลังแบบอินเทอร์วัล
ในขณะที่ทำ ท่าซ้ำ ๆ
อัตราชีพจรจะเร่งขึ้นและกลับมาเป็นปกติเมื่อพักระหว่างเซ็ต
ด้วย การยกน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพนี้เอง
กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยแบ่ง เบาภาระต่อหัวใจ
ถ้าจะให้ดีลองใช้ตุ้มน้ำหนักดีกว่า มันจะบังคับให้คุณใช้กล้ามเนื้อมากขึ้น
สร้างความแข็งแกร่งและสมดุลให้ กับลำตัว

4.การ บริหารแกนกลางลำตัว


รู้มั้ยทำไมใคร ๆ ก็ชอบพิลาทีส? เหตุผลก็คือ
ไม่ใช่แค่ช่วยสร้างความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อ แกนกลางลำตัว
ช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นและสมดุลของร่างกาย
หรือช่วยให้ เล่นกีฬาได้ดีขึ้นเท่านั้น
แต่พิลาทีสทำให้การใช้ชีวิตประวันของคุณดี ขึ้น
เพราะไม่ว่าจะทำอะไรคุณก็ต้องมีรากฐานร่างกายที่มั่นคง ซึ่งพิลาทีสช่วยได้!

5.โยคะ


เป็นเรื่องจริงที่ว่าโยคะสามารถลดความดันโลหิต
ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่น ขึ้น และส่งเสริมสุขภาพของหัวใจได้ นอกจากนี้
ยังทำให้แกนของร่างกายแข็ง แรงขึ้นด้วยนะจ๊ะ

6.กระฉับกระเฉงทุกเวลา


คนที่หมั่นเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น ทำความสะอาด ทำสวน
หรือเดินระยะสั้น ๆ ไม่ว่ากิจกรรม เหล่านั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน
จะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ มากกว่า
และมีสุขภาพดีกว่าคนที่นั่งอยู่ที่หน้าจอทั้งวันแล้วออกกำลัง 30-60
นาทีต่อวัน เครื่องนับก้าวเดินก็เป็นเครื่องมือที่แจ่มมาก
ลอง ใช้ดูแล้วจะรู้ว่าปกติคุณแอ็กทีฟขนาดไหน!


แย่ที่สุด

7.วิ่งระยะไกลบนทาง เท้า


คุณและเพื่อนร่วมก๊วนอาจเมื่อยล้าและปวดตามที่ต่าง ๆ
และนี่อาจบอกใบ้ว่า ความจริงแล้ว
ร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการวิ่งเหยาะ ๆ นาน ๆ หรอก
แม้ว่าการวิ่งระยะไกลจะช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง แต่มันทำให้ร่างกายอ่อนล้านะ

8.การออกกำลังหนัก ๆ ทุกประเภทที่ขาดการฝึกฝน


ตั้งแต่การปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตร ทั้งที่ไม่เคยฝึกมาก่อน
หรืออยู่ดี ๆ ก็หันไปเล่นตะกร้อ อะดรีนาลีน
ที่เพิ่มขึ้นมากเกินรับได้นั้นอาจทำให้ หัวใจวายได้
และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ จงอย่าออกกำลังกายหนัก ๆ
โดย ที่ไม่ได้วอร์มอัพก่อนเด็ดขาด

รู้ไหม! สิวบอกอารมณ์และโรคร้ายได้

ตำแหน่งสิวบนผิวหน้า บ่งบอกอารมณ์และโรคร้ายได้อย่างคาดไม่ถึง สีหน้าและแววตา ใช้สื่อถึงความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆ ได้ แต่ผิวหน้าของคนเราก็สามารถสื่อถึงสุขภาพภายในร่างกายได้เหมือนกัน

วิธีการสังเกตถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราหรือของคนใกล้ตัวเรานั้น ด้วยศาสตร์ใหม่จากการวิเคราะห์สภาพผิว Face Mapping กระบวนการพิสูจน์และวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาความคิดเบื้องต้นที่ว่า "ผิวหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึง สุขภาพภายในร่างกายที่มีผลกระทบ ต่อผิวพรรณ" ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุการเกิดปัญหาสุขภาพผิว

ผู้เชี่ยว ชาญด้านการดูแลสุขภาพผิว จากศูนย์สุขภาพผิวเลียวนาร์ด เดรก ได้นำเสนอแนวทางการป้องกันโดยมีหลักในการวิเคราะห์สภาพผิวแบบ Face Mapping นั้นจะเป็นการวิเคราะห์สภาพผิวที่ละเอียดกว่าการวิเคราะห์ผิวโดยทั่วไป โดยแบ่งส่วนใบหน้า ลำคอ และแผ่นอกออกเป็น 4 โซน





โซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถ้ามี ปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

โซน ที่ 4 และโซนที่ 10 ผิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง

โซนที่ 7 ผิวบริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด

โซน ที่ 11 และโซนที่ 13 หากผิวบริเวณนี้ แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

โซน ที่ 12 สิว เรื่อๆ บริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

โซน สุดท้ายโซนที่ 14 หากคุณมีสิวบริเวณ นี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง

นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของการวิเคราะห์สภาพผิวหน้าที่ทำให้ รู้ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าจะต้องดูแลบำรุงทั้งสุขภาพภายในและภายนอกอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทั้งสีหน้า แววตาและผิวพรรณที่เป็นสุขได้แล้ว

ไอ้แป้น (แค่ล้ม)






























+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++