วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

5 วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน

5 วิธีมีความสุข+อายุยืน


เด็กดีดอทคอม :: 5  วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน; tags:  เรื่องน่ารู้,ไลฟ์สไตน์,เลือก,วิธี,สุขภาพ,เคล็ดลับ,ร่างกาย,ประโยชน์,จิต ใจ,แจ่มใส,เหมาะสม,ผ่อนคลาย,เสน่ห์,ชาย,หนุ่ม,หญิง,สาว,วิธีแก้,ประเภท,คน, ฉลาด,ชอบ,รัก,รู้,หัวเราะ,ความสุข,อารมณ์,อายุยืน5 วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน

  1. กินอาหารสดใหม่เสมอ

ถ้าเรากิน อาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายจะสามารถนำสารอาหารต่างๆ ที่ได้จากอาหารที่เรากินเข้าไป เปลี่ยนเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน การกินอาหารที่สดสะอาดจะทำให้ร่างกายไม่ต้องใช้พลังงานมากในการเผาผลาญอาหาร ทำให้ตัวเราดูสดชื่น ผิวพรรณสดใส และใช้พลังงานชีวิตได้อย่างเต็มที่


เด็กดีดอทคอม :: 5  วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน; tags:  เรื่องน่ารู้,ไลฟ์สไตน์,เลือก,วิธี,สุขภาพ,เคล็ดลับ,ร่างกาย,ประโยชน์,จิต ใจ,แจ่มใส,เหมาะสม,ผ่อนคลาย,เสน่ห์,ชาย,หนุ่ม,หญิง,สาว,วิธีแก้,ประเภท,คน, ฉลาด,ชอบ,รัก,รู้,หัวเราะ,ความสุข,อารมณ์,อายุยืน5 วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน

  1. หัวเราะทุกวัน

น้องๆ ชาว Dek-D.com เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “หัวเราะคือยาวิเศษหรือเปล่าจ๊ะ นั่นแหละจริงที่สุดในโลกเลย หัวเราะทุกๆวัน อารมณ์ดี มองโลกแง่บวกเข้าไว้ อาจเล่นเกมบ้าๆ กับพี่น้องบ้าง ฟังคนอื่นเล่าเรื่องฮาๆ ดูหนังตลก หรืออะไรก็ได้ที่จะทำให้เราหัวเราะได้ลองทำดู แล้วจะพบว่าความสุขอยู่ใกล้ๆ ตัวเรานี่เอง แล้วน้องๆ ชาว Dek-D.com วันนี้ หัวเราะแล้วหรือยัง


  1. เดินบ่อยๆ

ในแต่ละ วันเดินให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง การเดินเป็นการบริหารข้อต่อและปอดได้เป็นอย่างดี เดินเพียงแค่วันละ 20 นาทีทุกส่วนของร่างกายก็จะได้บริหาร ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงล่ะก็ลองเดินขึ้นบันไดแทนการใช้บันไดเลื่อนหรือลิฟต์ ดูซิ



เด็กดีดอทคอม :: 5  วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน; tags:  เรื่องน่ารู้,ไลฟ์สไตน์,เลือก,วิธี,สุขภาพ,เคล็ดลับ,ร่างกาย,ประโยชน์,จิต ใจ,แจ่มใส,เหมาะสม,ผ่อนคลาย,เสน่ห์,ชาย,หนุ่ม,หญิง,สาว,วิธีแก้,ประเภท,คน, ฉลาด,ชอบ,รัก,รู้,หัวเราะ,ความสุข,อารมณ์,อายุยืน5 วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน

  1. ดื่มน้ำมากๆ

ดื่มน้ำ สะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล และช่วยให้ขบวนการขับถ่ายดีขึ้น เพราะเมื่อร่างกายขาดหรือสูญเสียน้ำมากเกินไป โรคภัยจะยิ่งถามหาเรามากขึ้น การดื่มน้ำให้มากๆ ในแต่ละวันยังช่วยลดซึมเศร้าเหงาหงอยได้อีกด้วย



เด็กดีดอทคอม :: 5  วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน; tags:  เรื่องน่ารู้,ไลฟ์สไตน์,เลือก,วิธี,สุขภาพ,เคล็ดลับ,ร่างกาย,ประโยชน์,จิต ใจ,แจ่มใส,เหมาะสม,ผ่อนคลาย,เสน่ห์,ชาย,หนุ่ม,หญิง,สาว,วิธีแก้,ประเภท,คน, ฉลาด,ชอบ,รัก,รู้,หัวเราะ,ความสุข,อารมณ์,อายุยืน5 วิธีแฮปปี้ได้ทุกวัน+อายุยืน

  1. ทำในสิ่งที่ชอบ

สิ่งที่ ชอบในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการดูทีวีติดกัน 15 ชั่วโมง หรือเล่นเกมออนไลน์ข้ามคืน แต่หมายถึงลองทำกิจกรรมที่ชอบ ออกกำลังกายที่ชอบ เพื่อให้หัวใจได้รับการบริหารบ้าง เช่น ถ้าชอบช้อปปิ้ง ก็ออกไปเดินช๊อปปิ้งซัก 3-4 ชั่วโมง พาเจ้าตูบไปเดินเล่นข้างนอกบ้านบ้าง หรือไม่ก็หากิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัว จะช่วยให้ผ่อนคลายและได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย

♣ เรื่องง่าย ๆ ... ที่ผู้ชายควรรู้ ♣



1. การที่เธอโทรหาคุณบ่อยๆ


และชอบถามคุณว่า “อยู่ไหน อยู่กะใคร” นั้นแหละ รู้มั้ยว่าเค้าเป็นห่วงคุณ ผู้ชายหลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อ รำคาญ แต่คุณรู้มั้ย จริงๆแล้วเธอไม่ได้อยากโทรไปกวนคุณหรอกนะ เธอแค่เป็นห่วงคุณ อยากรู้ความเป็นไปของคุณเท่านั้นเอง หัดเข้าใจผู้หญิงซะบ้างซิ



2. การที่เธอขี้หึงจนออกนอกหน้า


คุณอย่าคิดรำคาญเชียวนะ รู้ไว้นะว่านี้แหละ คือการกระทำที่จะบอกว่า เธอรักคุณมากที่สุด ฉันรู้ว่านิสัยเจ้าชู้มันคือนิสัยของผู้ชายหลายๆคนอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยถ้าคุณมีแฟนอยู่แล้วก้อน่าจะลดๆลงหน่อย ห้ามเอานิสัยหรือคำพูดที่ทำกับแฟนคุณไปทำกับผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาด รู้มั้ยว่า ถ้าเธอรู้เธอจะเสียใจมากแค่ไหน



3. หากวันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่ว่าเธอจะผิดหรือคุณจะผิด


แต่ ถ้าเธอร้องไห้ ให้รู้ไว้นะว่านั้นมันคือน้ำตาที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแต่ประการใด รู้มั้ย ถ้าเธอไม่รักคุณ เธอจะไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นหรอกนะ



4. เวลาเธอมีปัญหาหัดรับฟังเธอบ้างรู้มั้ย


อย่าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้วไม่อยากรับ ฟังซะละ การที่เธอเอาปัญหาของเธอมาบอกกับคุณ นั้นแสดงถึงความไว้ใจที่เธอมีต่อคุณนะรู้มั้ย ถึงแม้ปัญหาของเธอนั้น คุณจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยแค่คุณพูดปลอบใจเธอ มันก้อทำให้เธอรู้สึกดีแล้วละ อย่างน้อยคุณก็ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอยังมีคุณอยู่ข้างๆ เสมอ




5. หากวันไหนเธอป่วย หรือไม่สบาย ก้อหัดไปดูแลเธอบ้าง


แต่หากไปไม่ได้ก็ควรโทรไปหา ถามอาการบ้าง และก็หัดพูดคำว่า “เป็นห่วงนะ” ให้เธอฟังซะบ้าง รู้รึป่าวว่ามันจะทำให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าทานยาที่หมอให้มาซะอีก



6. อย่าปล่อยให้เธอต้องรู้สึกว่าคุณเริ่มเปลี่ยนไป


เพียงเพราะคุณไม่มีเวลาว่างให้กับเธอเท่านั้น อย่างน้อยถ้าหากคุณไม่ว่างก็น่าจะบอกเธอก่อน เธอจะได้ไม่ต้องห่วงคุณมากเกินไป ว่า “ตอนนี้คุณจะเป็นอะไรรึป่าว หรือว่าคุณอยู่กะผู้หญิงคนไหน” รู้ไว้นะ โรคประจำตัวของผู้หญิงคือ “โรคคิดมาก” เนี่ยแหละ ถ้าคุณไม่รีบเคลียร์นะ เธอจะคิดไปได้ไกลแสนไกลเลยแหละ



7. อย่าเห็นว่าการเอาแต่ใจตัวเองของเธอเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ


เพราะนี่มันคือนิสัยของผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว สาเหตุของการชอบเอาแต่ใจตัวเองของเธอ มันไม่ได้มีอะไรมากหรอก เธอแค่อยากเป็นคนที่สำคัญที่สุดของคนที่เธอรักมากที่สุดเท่านั้น ซึ่งคน ๆ นั้นก็คือคุณ



8. อย่ามองว่าผู้หญิงเป็นคนไร้เหตุผล


เพราะอันที่จริงแล้วเหตุผลของเธอมีมากมายกว่าเหตุผล ที่คุณคิด ได้ซะอีก เพียงแต่เธอไม่อยากพูดเท่านั้นเอง


ทีนี่คุณพอที่จะเข้าใจรึยังละว่า ความรู้สึกของผู้หญิงที่เวลาเธอรักคุณมากมันเป็นยังไง มันคงไม่ยากหรอกนะ ถ้าคุณจะพยายามหัดเข้าใจเธอซะใหม่ “อย่าปล่อยให้คนที่เค้ารักคุณมากที่สุด ต้องเจ็บปวดมากที่สุดเพราะคุณเลย ”

ความพอเพียงของชาวนา (เด็ดจริง ๆ)




























ถ้าไม่สุข.......ก็ทุกข์ให้น้อย ลง.......



ถ้าไม่สุข.......ก็ทุกข์ให้น้อยลง.......


“ความสุข...อาจทำให้ลุ่มหลง
ความ ทุกข์...ทำให้รู้จักชีวิต
จึงควรขอบคุณความทุกข์บ้าง”


“เพียงคิดช่วยเขา...ใจเราก็ สุขแล้ว
เพียงคิดเบียดเบียนเขา...ใจเราก็ทุกข์แล้ว”

“น้ำทำให้เรือลอยได้ ก็ทำให้เรือล่มได้
ทรัพย์สินเงินทอง ทำให้คนเป็นสุขได้ ก็ทำให้คนเป็นทุกข์ได้”

“การ มองข้ามงานเล็กไป จะทำให้งานใหญ่ไม่สำเร็จ”


“เพ่งโทษตน...เป็นบัณฑิต
เพ่งความผิดคนอื่น...เป็นพาล”

“ก้าวแรก ก้าวต่อๆ ไป และก้าวสุดท้าย สำคัญพอๆ กัน
ขาดก้าวใด ก้าวหนึ่ง ชีวิตจะถึงที่หมายไม่ได้”

“คลื่นลม ทำให้ทะเลสวย อุปสรรคทำให้ชีวิตงาม .. บุคคลจึงไม่ควรยอมแพ้เมื่อพบอุปสรรค”
“หากครั้งนี้ล้มเหลว ครั้งต่อๆ ไปต้องสำเร็จ .. เพราะความสำเร็จ มักมาหลังจากความล้มเหลวเสมอ”


“ความวิตกกังวลใจเป็นโรคร้ายของชีวิต
ถ้า ปล่อยก็ว่าง ถ้าวางก็จะเบา ถ้าเอาก็จะหนัก
ความยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นอุบาย สร้างสันติ”

คาถาการทำงาน
“การทำงานคือการพักผ่อน
ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่ออะไร

คนโง่ทำงาน แล้วทุกข์ คนฉลาดทำงานแล้วสุข”

.....หลวงพ่อ ปัญญานันทภิกขุ

ยุ่งยาก กับ เยือกเย็น

“ใน ยามที่เราพบกับความยุ่งยาก ต้องพึ่งพาความเยือกเย็น
ค่อยๆ ย้อนลงไปแยกแยะสาเหตุแห่งปัญหา ที่ทำให้เราเร่าร้อน”
“เราจะเอาชนะความ ยุ่งยากของชีวิตได้
ด้วยการเอาชนะความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในใจของเรา เสียก่อน”

“จงมองดูความวิตก กังวลของตนเอง
มองดูว่ามันทำให้เราเอาชนะปัญหาของเรา
หรือมันทำให้ เราหมดพลังและพ่ายแพ้”

“ปัญหา ต่างๆ ของชีวิต ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ความทุกข์ยากที่เราคิดว่ามันแสน สาหัสสำหรับเราในวันนี้
ในวันข้างหน้าเราอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็ก น้อย..”

-----------------------------

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

BlackBerry 9670 จอใหญ่ดีไซน์“ฝาพับ“

หลังจากที่มีการเปิดเผยภาพของ BlackBerry 9670 ที่มีดีไซน์ไม่เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ตรงที่มันออกแบบเป็น"ฝาพับ"จอใหญ่ทั้งในและนอก ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BlackBerry OS 6 ล่าสุดได้มีการปล่อยคลิปวิดีโอของแบลคเบอรี่รุ่นดังกล่าวออกมาให้ได้เห็นราย ละเอียดกันมากขึ้นแล้ว ดูกะทัดรัดน่าใช้ไม่เบาเลยทีเดียว
BlackBerry 9670

ในส่วนของรายละเอียดเบื้องต้น BlackBerry 9670 ยังคงมาพร้อมกับคีย์บอร์ด QWERTY สมบูรณ์แบบ กล้อง 5 ล้านพิกเซล หน้าจอแสดงผลด้านในฝาพับทำงานด้วยระบบสัมผัส ความละเอียด 480 x 360 พิกเซล หน่วยความจำภายใน 512MB ในขณะที่ด้านหน้าฝาพับก็จะมีจอแสดงผลขนาดใหญ่ให้ด้วย กลไกควบคุมเมนูยังเป็นแทรคแพดแบบออปติคัล ระบบปฎิบัติการ BlackBerry OS 6.0 พอร์ต microUSB และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ microSD เชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi และ Bluetooth ส่วนเรื่องราคาของมันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาแต่อย่างใด หวังว่า คงจะไม่แพงเกินไป



5 ขั้น รักตัวเองให้เป็นเสียที




คุณรักตัวเองเป็นไหม? คำถามง่ายๆ ที่อาจทำให้คุณ ต้องกะพริบตาปริบๆ ก่อนนิ่งไป พักใหญ่ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณไม่แน่ใจ เพราะการรักตัวเอง 'เป็น' กับสัญชาตญาณรัก แบบเห็นแก่ตัวนั้น มีความหมายใกล้ กันแค่คืบ


ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า 'ฉันรักเขา' ดูจะเป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนที่สุด ถ้าคุณอยากจะวัดปริมาณความรักที่ คุณมีต่อตัวเอง คุณสามารถ เอาเรื่องรักกุ๊กกิ๊กระหว่างเขาและคุณมาเป็นข้อชี้ชัดได้ ถ้าคุณกำลังเข้าข่ายหน้ามืด ตามัว มองว่าหนุ่มของคุณคือพ่อเทพบุตรมาโปรด กรณีนี้ขอให้คุณจงรับรู้เอาไว้ ว่าคุณกำลังเข้าข่ายไม่ซื่อ (สัตย์) กับตัวเองเสียแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคุณกำลังละทิ้งหน้าที่สำคัญที่ควรทำเป็นที่สุด นั่นคือการ 'รักตัวเอง' ซึ่งมีค่ามากกว่าสิ่งไหน

บทความนี้จะเป็นเพียงข้อชี้แนะ เล็กๆ เพื่อให้คุณได้ค้นพบว่า เมื่อคุณมอบ 'ความรัก' ให้ใครสักคน ทัศนคติที่คุณมีต่อเขาจะต้องเปลี่ยน ไปด้วย แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อใคร...ก็เพื่อตัวคุณเองนั่นแหละ


01 ปรับทัศนคติ คิดเชิงบวกให้มากๆ

ข้อนี้สำคัญมาก ถือว่าเป็นพื้นฐานในการที่คุณจะรักตัวเอง การปรับทัศนคติย่อมส่งผลให้ตัวคุณเป็นผู้หญิง ที่มองอะไรกว้างขึ้น เพราะการคิดในเชิงบวกคือการหว่านพืชทางด้านความคิด มองอะไรเป็นเหตุเป็นผล แต่ ก่อนอื่นคุณต้องยินดีที่จะทำการเปลี่ยนแปลงด้วย ในกรณีนี้คุณอาจเริ่มต้นด้วยมองชายหนุ่มของคุณเป็นเพียง ผู้ชายคนหนึ่ง ที่เขามีความรักให้กับคุณและคุณ ก็มีความรักให้กับเขา (ในระดับเท่าๆ กัน) อย่าได้เผลอคิดไป ว่า คุณรักเขาเหลือเกิน (พยายามอย่าคิดว่าความรักเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต) เพราะนั่นเป็นเพียงจิตใต้สำนึก ที่กำลังออกคำสั่ง ให้คุณทำตามเท่านั้น การคิดเชิงบวกยังรวมถึงการไม่คิดเข้าข้างตัวเอง เพราะการคิดเช่นนั้น จะ ทำให้คุณคิดเองเออเองไปเสียทุกอย่าง และถ้าไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคิด คุณก็อาจจะเจ็บตัวเจ็บใจเอาได้ ง่ายๆ


02 เลิกมองตัวเองในแง่ร้าย

หลังจากที่คุณปรับความคิดในเรื่องของความรักแล้ว สิ่งที่คุณควรกระทำต่อมาคือการหยุดมองตัวเองใน แง่ร้าย ขั้นตอนนี้เราสังเกตได้ง่ายมาก เช่น ถ้าคุณกำลังวิตกว่าคุณดูอ้วนไป ผอมไป หรืออะไรก็ตามแต่ความคิด ที่จะตามมาก็คือ 'แล้วเขาจะรักฉันไหม?' ลองละทิ้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในหัวของคุณเสียหน่อยดีกว่า เพราะอย่าง น้อยๆ อาจจะทำให้คุณได้หยุดมองตัวเองอย่างที่คุณเป็น และไม่ดูถูกตัวเอง จากสถิติที่ผ่านมาผู้หญิง ถึงร้อยละ เก้าสิบคิดเอาเองก่อนทั้งนั้น ว่าเราต้องสวยเขาถึงจะรัก ทางแก้ของการมองตัวเองในแง่ร้ายก็คือ ต้องวางเป้า หมายของเราให้ชัดเจน อย่างเช่น ถ้าคุณอ้วนไปและจะลด น้ำหนักก็เพื่อสุขภาพของตัวเอง ที่สำคัญที่ สุดคือ อย่าหวาดหวั่นกับคำพูดใดๆ และต้องเชื่อในคุณค่าของตัวเองอยู่เสมอ


03 จัดรูปแบบของความรัก

การจัดรูปแบบความรักที่ดีจะส่งผลให้คุณรู้คุณค่าของความ รักรวมถึงตัวคุณเอง ซึ่งอาจจะคล้ายๆ กับการ วางแผนชีวิต เหตุผลทั้งหมดคือ เพื่อป้องกันตัวเอง และทำให้คุณเห็นค่าตัวเองมากขึ้น คุณอาจจะทำข้อตกลง กับตัวเอง โดยการแบ่งหัวใจของคุณเป็นวงกลม แล้วแบ่งวงกลมนั้นเป็นสี่ส่วนเท่าๆ กัน จากนั้นให้คุณจับจอง อัตราสามในสี่ ส่วนเป็นของคุณ และหนึ่งส่วนที่เหลือคือ พื้นที่ของเขา สิ่งสุดท้ายคือการเขียนข้อตกลงของตัว คุณเอง เช่น ถ้าเราทะเลาะกันฉันจะไม่เสียใจ หรือฉันจะพูดกับเขาด้วยเหตุผลในทุกๆ ครั้ง การจัดรูปแบบจะ ทำให้คุณไม่ลดค่าตัวเองลง ซึ่งคุณจะรู้เองว่าเมื่อคุณทำตามนั้นได้จริง คุณจะดูมีค่ามากแค่ไหน

04 อย่าเอา 'ความรัก' นำทาง
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังเลิฟอยู่กับหนุ่ม A และเขาก็ดูรักคุณอย่างเหลือกำลัง พร้อมมี ดอกไม้ช่อใหญ่ให้ คุณในทุกๆ เช้า คุณสามารถตอบรับกับสิ่งที่หนุ่ม A ทำให้กับคุณได้ด้วยการแสดงออกแต่พองาม เช่น การ ส่งการ์ดขอบคุณให้เขา ด้วยข้อความที่ว่า 'ขอบคุณสำหรับดอกไม้ค่ะ' หรืออะไรสั้นๆ ทำนองนี้ จะทำให้เขา รู้ว่าคุณก็สนใจเขา แต่ก็ไม่ถึงกับคลั่งไคล้จนเกินเหตุ อย่าลืมว่าถ้าคุณมัวแต่หลงระเริงกับความสุขที่ได้จนมาก เกินไป นั่นอาจจะทำให้คุณอ่อนแอที่สุด และเมื่อคุณยับยั้งไม่ให้ความรักมาอยู่เหนือใจตัวเองแล้ว ทุกสิ่งทุก อย่างจะดูเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังทำให้คุณดูดี ไม่เป็นที่ตำหนิในสายตาคนอื่นๆ อีกด้วย


05 หนักแน่นเข้าไว้

ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองและได้ผ่านกระบวนการทั้งสี่ข้อที่ ว่ามาแล้ว ความหนักแน่นจะเกิดกับคุณ ไม่ว่าจะ เรื่องราวใดๆ ที่ทำให้คุณผิดหวังหรือทำให้คุณเสียใจ คุณจะผ่านมันไปได้อย่างที่คุณอาจจะแปลกใจ ต้องมั่น ใจด้วยว่าไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม คุณจะเผชิญกับปัญหา นั้นไหว ความหนักแน่นเท่านั้นที่จะสามารถ ทำให้คุณยืนแล้วสู้กับทุกสิ่งได้


เมื่อใดก็ตามที่สติของคุณเริ่มไม่อยู่กับตัว จำเอาไว้ว่า ความสามารถของการรักตัวเอง ก็จะลดลงไปด้วย ทางที่ดีคุณควรรักษาความซื่อสัตย์ที่เกิดกับตัวเอง และควบคุมเหตุผลให้ อยู่เหนืออารมณ์ให้ได้ในทุกๆ วินาที เพียงแค่นี้คุณก็จะรักตัวเองและเข้าใจตัวเอง อย่างที่ คุณก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดกับคุณได้

10 สิ่งอันตรายที่ธรรมชาติสร้างขึ้น

อันดับ 10 ฮันนี่แบ็ตเจอร์(Honey Badger)


ฮันนี่แบ็ตเจอร์เป็นสัตว์ที่ร้ายกาจที่สุดอาศัยอยู่ในแอฟริกาและ เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ มันอาศัยอยู่ใต้ดินโพลงๆ อยู่กันเป็นครอบครัวด้วยนะ ตั้ง 20 ตัวแนะอบอุ่นจังเลย มันว่องไว ฉลาด(ประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ ได้ เช่น บันได) มีเขี้ยวแหลมคม หนังหนา ทำให้มันจึงกลายเป็นสัตว์ใจกล้า(ไม่หน้าด้านนะ) ทำให้อาหารของมันมีเล็กจนถึงใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น พวกสัตว์เล็กๆ พวกปลวก, กระต่าย, เม่น,งู(พิษไม่พิษกินหมด), แมงป่อง, กวาง, วิลเดอบิส(รูปร่างคล้ายวัว) สรุปคือสัตว์ทุกชนิดมันกินหมด(แต่มันชอบน้ำผึ้งมากกว่า) จนได้รับฉายาว่า "สัตว์ที่ไม่กลัวอะไรเลย" ชื่อของมันลงกินเนสบุ๊ค ปี 2002 มันเคยชนะจระเข้ด้วยนะ และมีรายงานว่ามันฆ่าสิงโต เสือดาว ด้วย




อันดับ 9 ยุง(Mosguito)

ยุง เป็นแมลงที่พบได้ทั่วโลก จากหลักฐานฟอสซิลพบว่ามันมีมาตั้งแต่สมัยยุคดึกดำบรรพ์ 38-54 ล้านปีมาแล้ว ยุงขึ้นชื่อว่าเป็นแมลงที่ร้ายกาจที่สุด โดยเฉพาะตัวเมียที่กินเลือดของสัตว์เป็นอาหาร อีกทั้งยังเป็นพาหนะของโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้เลือดออก มาเลเรีย โรคเท้าช้าง เคยเกิดโรคระบาดอย่างไข้เลือดออกในประเทศไทยทำให้เด็กตายหลายคนมาแล้ว และนอกจากนี้จะกำจัดยังไงก็ไม่สูญพันธุ์และมันยังคงอยู่คู่โลกใบนี้ต่อไปอีก นานเท่านาน




อันดับ 8 โรคนอนไม่หลับมรณะ(Fatal Familial Insomnia)

เรียก ได้ว่าเป็นอาการของโรคที่เลวร้ายที่สุด เป็นโรคที่หายาก และไม่ทราบสาเหตุของมันแน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะเกิดจากพันธุกรรม มีสถิตการเกิดโรคนี้ประมาณ 28 ครอบครัวทั่วโลก เป็นโรคที่รักษาไม่หาย เป็นแล้วตายแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเกิดโรคจะมีความทรมานยิ่งกว่ามะเร็งและเอดส์เสียอีก คืออาการแรกเริ่มก็คือนอนไม่หลับ ไม่ใช่ไม่หลับแค่ 2- 3 วันน่ะ แต่ไม่หลับตลอด 7-36 เดือนตั้งแต่เกิดโรคไปจนตายเลย(36 เดือนตาย แสดงว่าชีวิตคุณคงอยู่ได้ประมาณ 3 ปี โดยนอนไม่หลับ) และในระหว่างนั้นยังมีโรคอื่นๆ แทรกซ้อนอีก เช่น

1.คนไข้นอนไม่หลับ ทำให้เกิดอาการทางจิตกลัวอะไรต่างๆ มากมาย หวาดระแวง หวาดกลัว อาการเหล่านี้จะต่อเนื่องสี่เดือน

2.คนไข้เริ่มมีอาการระบบประสาทเห็นภาพหลอน ตื่นตระหนก อาการเหล่านี้จะต่อเนื่องห้าเดือน

3.ร่าง กายอ่อนแอ น้ำหนักลดลง เกิดอาการแพ้ต่างๆ อาการเหล่านี้จะต่อเนื่องสามเดือน

4.วิตก กังวล ความจำเสื่อม และช่วงท้ายๆ ของโรคจะไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ อาการเหล่านี้จะต่อเนื่องหกเดือน และเป็นอาการสุดท้ายของโลก คุณจะเป็นแบบนี้จนกระทั้งคุณตายลงอย่างทรมาน




อันดับ 7 มดวัว(Bull Ant)

มด ที่อาศัยในป่าออสเตรเลียตะวันออก เป็นมดโบราณ มีนิสัยแตกต่างจากมดชนิดอื่นๆ ตรงที่มันชอบฉายเดี่ยวล่าเหยื่อ(ตัวมันใหญ่นี้น่า) นอกจากกัดแล้วมันยังต่อยได้อีก เพราะมันมีเหล็กในที่ก้น(เป็นญาติห่างๆ ผึ่ง ต่อ แตน หรือเปล่าเนี้ย) นอกจากนั้นยังมีสายตามองไกลถึง 2 เมตร เรียกได้ว่าน่ากลัวจริงๆ แต่กระนั้นมันก็มีจุดอ่อนคือมันไม่สามารถรับกลิ่นต่างๆ ได้ดีเท่ามดทั่วไปดังนั้นมันจึงอาศัยด้วยตาแทน และแม้มันจะกัดจะต่อยคนไม่ถึงตายเพราะพิษไม่รุนแรง แต่กระนั้นความเจ็บของมันนั้นเรียกได้ว่าเจ็บที่สุดในบรรดาสัตว์ที่กัดมาทุก ชนิดบนโลกใบนี้ เพราะอาการที่มดนี้กัด มีทั้ง แสบร้อน ปวดตุ้บๆ และอาการเหล่านี้มีฤทธิ์นานหลายวันทีเดียว เคยมีรายงานคนตายเพราะมันด้วยนะ





อันดับ 6 เฟินน้ำซาลวิเนีย(Salvinia Molesta)

วัชพืช ที่ยุ่งยามที่สุด เป็นสิ่งมีชีวิตที่กำจัดยังไงก็ไม่มีวันหมด เป็นพืชชนิดหนึ่งอยู่ในกลุ่มเฟินน้ำ ลอยอยู่บนผิวน้ำ มันเติบโตเร็วมาก ใช้เวลาเพียง 2 วันก็เติบโตเต็มที่ นอกจากนั้นยังแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมากมายมหาศาลในเวลาอันรวดเร็วด้วย ผลคือเต็มสระทะเลสาป บังสระมิดจนเกิดหายนะ จนทำให้พืชน้ำตายเพราะว่ามันแย่งแสงอาทิตย์ที่ส่องมา และเมื่อไม่มีพืชน้ำสัตว์น้ำก็จะตายเพราะขาดอาหารและออกซิเจนในที่สุด อีกทั้งพืชชนิดนี้กำจัดยังไงก็ไม่มีวันหมด ใน UN เคยเอารถปั่นจันขนมันไปทิ้งจนหมดสระ แต่ก็ไม่แก้ปัญหาได้ เพราะมันแพร่พันธุ์ได้ เพราะส่วนที่เหลือจากการตัดทิ้งสามารถเจริญเติบโตแพร่พันธุ์ท้ายสุด จนเป็นปัญหาต่อชาวบ้านอย่างมากสำหรับสิ่งมีชีวิตนี้




อันดับ 5 ดอกซากศพ(Corpse Flower)

ดอกนี้มีถิ่นกำเนิดที่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย มีดอกขนาดใหญ่ สูงเกิน 6 ฟุต กว่าดอกจะออกก็นานมากประมาณ 4- 5 ครั้ง เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจ(แต่ที่สุดในโลกหรือเปล่านี้ไม่แน่ใจ ) กลิ่นของมันเหมือนซากศพ(ดังนั้นชื่อของมันเลยตั้งว่าซากศพ) ที่มีกลิ่นนั้นก็เพื่อล่อแมลงมาตอมดอกเพื่อเอาเกสรไปผสมพันธุ์ แม้กลิ่นมันจะเหม็นเพียงใดก็ตามแต่กรนะนั้นนักท่องเที่ยวหลายต่างพากันมาชม ความสวยงามของมัน




อันดับ 4 แมงมุมบราซิล(The Brazilian Wandering spider)

ชื่อก็บอกว่าอยู่บราซิล เป็นแมงมุมที่มีพิษที่ร้ายแรงที่สุดของโลก พิษของมันจะทำลายประสาท พิษของมันถ้าโดนกัดจะเจ็บปวดมาก ทำให้อวัยวะเพศควบคุมไม่ได้ และทำเสื่อมสมถรรณภาพทางเพศด้วย และถ้าไม่รักษาให้ทันเวลาละก็อาจตายได้ เป็นแมงมุมที่อันตรายมากที่สุด มีนิสัยชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แต่ส่วนใหญ่อยู่ป่ากล้วยอ่ะนะ(มันมีอีกชื่อหนึ่งว่า แมงมุมกล้วย บราซิลเป็นประเทศที่ปลูกกล้วยมากที่สุดในโลก)






อันดับ 3 ปลาแคนดิ รูด(Candiru)

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปลาไม้จิ้มฟัน พบในแม่น้ำอะเมซอน เป็นปลาที่มีขนาดเล็ก ใหญ่สุดก็ 5 นิ้ว แต่พิษสงนี้ร้ายกาจเกินรูปร่างเลยแหละ ชาวบ้านแถวๆ นั้นกลัวปลาชนิดนี้อย่างมาก มันมีนิสัยเป็นเกาะชาวบ้านกิน มันจะเกาะเหงือกของปลา แล้วก็กัดเหงือกดูดเลือดจากปลานั้นๆ เป็นอาหารจนพอใจ มันขึ้นชื่อว่าเป็นปลาที่สกปรกที่สุด เพราะมันมีนิสัยชอบกลิ่นของปัสสาวะ ถ้าชาวบ้านคนไหนที่เข้ามาว่ายน้ำและฉี่ใส่ลงในแม่น้ำ มันจะรีบว่ายตามกลิ่นยูเรียนั้น จากนั้นมันจะมุดตัวเองเข้าไปอยู่ในท่อปัสสาวะของคน คนที่โดนปลานี้เข้าไปในร่างกายจะเจ็บปวดทรมานมาก มีทางเดียวคือต้องผ่าตัดออก ไม่เช่นนั้นจะเน่าถึงขั้นตัดท่อปัสสาวะทิ้งเลยทีเดียว




อันดับ 2 มนุษย์(human)

มนุษย์ เป็นสัตว์ที่มีสมองและฉลาดที่สุดบนโลก เป็นจ้าวโลกด้วย แต่เพราะความมีสมองนี้เอง ทำให้กลายเป็นสัตว์ที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด พวกเขาทำให้น้ำและอากาศสกปรก พวกเขาทำลายป่า ทำลายภูเขา พวกเขามีจรวดปรมาณูที่ทำลายต่อโลก พวกเขามีส่วนทำให้เกิดโรคระบาดชนิดใหม่ๆ ทำลายสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ อีกทั้งมนุษย์ยังแพร่พันธุ์อย่างไม่สิ้นสุดจนเกือบจะล้นโลกใบนี้




อันดับ 1 บอทูลินัม ท็อกซิน(Botulinum Toxin)

ยังมีสิ่งที่ร้ายกว่ามนุษย์อีกเรอะ คำตอบก็คือมีสิ เพราะมันคือ อาวุธเชื้อโรคไงละ มันคือสิ่งมีชีวิตเดียวที่ทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ได้ บอทูลินัม ท็อกซินเป็นอาวุธเชื้อโรคที่เกิดการสร้างขึ้นโดยแบคทีเรียที่ชื่อ คลอสตริเดียม บอทูลินัม(Clostridium botulinum เป็น แบคทีเรียที่ไม่พึ่งออกซิเจน มีรูปร่างตรงหรือโค้งเล็กน้อย เคลื่อนไหวได้ ความกว้าง 0.5-2.0 um ความยาว 1.6-22.0 um ความจริงเชื้อโรคพวกนี้สามารถพบได้ทั่วโลกในดินและแหล่งน้ำ ชนิดที่ร้ายแรงคือ types A, B และ E(types A นั้นสามารถมาดัดแปลงเป็นเครื่องสำอางได้ด้วย) มีฤทธิ์ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หมดแรง และเสียชีวิต อาการขึ้นอยู่กับรับเชื้อทางไหน แต่หากนำมาใช้ในสงครามแล้ว สารพิษจะออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว มีการคาดว่ากลุ่มก่อการร้ายทั่วโลกได้นำเชื้อนี้เป็นอาวุธชีวภาพสามารถใช้ สารพิษชนิดนี้พ่นเพียง 1 กรัม จะสามารถทำลายชีวิตมนุษย์ได้ถึง 1.5 ล้านคน!!

มีข้อมูลเสริมนิดหน่อยๆ แม้ว่าพิษนี้จะอันตรายแต่ก็มีประโยชน์การแพทย์เหมือนกัน เช่นใช้ในการผลิดเซรุ่มเป็นต้น(ยังจำข่าวหน่อไม้ปิ๊บจังหวัดน่านได้เปล่า ครับ นั้นแหละพิษของบอทูลินัม)

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทุกอย่างที่คุณควรรู้กับ iPhone 4 เมื่อกษัตริย์คืนบัลลังก์

แอปเปิลได้เปิดตัว iPhone 4 ตามความคาดหมายในงาน WWDC 2010 เมื่อคืนที่ผ่านมา (รายงานสด Blognone) ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในความสนใจของทุกคนย่อมหนีไม่พ้น iPhone 4 เรามาดูกันแบบลึกๆ ครับว่ามันมีอะไรน่าสนใจบ้าง

ฮาร์ดแวร์ภายนอกมหากาพย์ iPhone หลุดทำให้เราเห็นตัวเครื่อง iPhone 4 กันมาสักพักแล้ว และตัวเครื่องจริงดูไม่ต่างอะไรกับเครื่องที่หลุดออกมามากนัก การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ iPhone 4 หนีไม่พ้นเรื่องสี เพราะเป็นรุ่นแรกที่มีสีขาวออกมาด้วย (หวังว่าคงอยู่นาน ไม่เหมือน MacBook สีดำที่กลายเป็นของหายากไปแล้ว)

ส่วนรายละเอียดด้านฮาร์ดแวร์ที่เรารู้มากขึ้นจาก WWDC มีดังนี้

รูปทรงและขนาด

รูปทรงของ iPhone 4 ก็ตรงกับภาพหลุดที่ออกมาก่อนหน้านี้เช่นกัน นั่นคือ เปลี่ยนมาเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากเท่ากันหมด ไม่มีส่วนโค้งนูนแบบ iPhone 3GS อีกแล้ว ขนาดของ iPhone 4 เล็กกว่า iPhone 3GS เล็กน้อย แต่ที่เปลี่ยนไปมากคือความหนา ซึ่งลดลงมาเหลือ 9.3 มม. ถือว่าบางมาก (ผมลองใช้ Samsung Galaxy S หนา 9.9 มม. ยังว่าบางเลย)

แก้วทั้งข้างหน้าและหลัง

แอปเปิลโฆษณาว่าแผ่นแก้วใสครอบจออันใหม่ใช้วัสดุชนิดเดียวกับกระจกของ เฮลิคอปเตอร์ มันแข็งกว่าพลาสติกถึง 30 เท่า ทนต่อรอยขีดข่วนมากกว่าเดิม ใครที่มีปัญหา iPhone จอแตกอาจจะหมดห่วงได้แล้ว แผ่นแก้วนี้จะมีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง นอกจากนี้มันยังเคลือบสารกันรอยนิ้วมือที่เรียกว่า oleophobic ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย

จอภาพ

แม้ว่าจะใช้จอ 3.5" เหมือนเดิม แต่ iPhone 4 ได้เพิ่มความละเอียดจากของเดิม 480x320 มาเป็น 960x640 (พูดง่ายๆ ว่าเพิ่มขึ้นฝั่งละเท่าตัว รวมเป็น 4 เท่าจากเดิม) ซึ่งถือเป็นความละเอียดที่สูงที่สุดบนโทรศัพท์มือถือในท้องตลาด (คู่แข่งตระกูล Android ตอนนี้อยู่ที่ 800x480 กันเป็นมาตรฐาน ถ้านับจำนวนพิกเซลแล้ว iPhone 4 ละเอียดกว่า 1.6 เท่า)

ภาพจาก MobileCrunch

แอปเปิลเรียกจอภาพนี้ว่า Retina Display และบอกว่าจุดภาพนั้นละเอียดเกินกว่าสายตามนุษย์จะแยกแยะได้ เว็บไซต์ Engadget ได้ลองเทียบจอภาพของ iPhone 3G กับ iPhone 4 และพบว่าคุณภาพดีกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด (แต่ดูจากภาพถ่ายมันเปรียบเทียบยาก อันนี้เป็นประสบการณ์ของผมตอนทดสอบ Samsung Galaxy S เหมือนกัน) ควรลองไปดูด้วยตาตัวเอง

ซ้าย: iPhone 3G, ขวา: iPhone 4

ซ้าย: iPhone 4, ขวา: HTC EVO 4G

วิดีโอเปรียบเทียบสามารถดูได้จาก Engadget จะเห็นว่าภาพของ iPhone 4 คมและมี contrast สูงกว่า (จากสเปกของแอปเปิลระบุว่าอัตรา contrast อยู่ที่ 800:1) และมีอีกเวอร์ชันของ MobileCrunch ส่วนอันนี้เป็นวิดีโอโฆษณาจอ Retina Display ของแอปเปิลเอง (จาก Engadget)

ตรงกับภาพของเครื่องหลุดที่ออกมาก่อนหน้านี้ครับ ขอบของตัวเครื่องเปลี่ยนมาใช้ stainless steel แบบพิเศษที่แข็งแรงกว่าเดิม 5 เท่า และยังทำหน้าที่เป็นเสารับสัญญาณคลื่นวิทยุต่างๆ (เช่น Wi-Fi, 3G) ได้อีกด้วย ภาพถ่ายฮาร์ดแวร์ภายนอก ทั้งหมดมาจาก Engadget

ฮาร์ดแวร์ภายใน

มาดูส่วนของฮาร์ดแวร์ภายในกันบ้างครับ

ซีพียู A4

อันนี้เป็นไปตามคาด iPhone 4 เปลี่ยนมาใช้ซีพียู A4 ของแอปเปิลเอง ตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPad เรียกว่าลงทุนทำทั้งทีก็ใช้ให้คุ้ม ข้อมูลของเจ้า A4 นั้นแทบไม่มีเลย แอปเปิลยังรักษาเป็นความลับทางการค้าเช่นเดิม (ดูในหน้า Tech Spec ไม่มีพูดถึง A4 แม้แต่น้อย) ผมคิดว่าในโลกของมือถือ ซีพียูที่ใช้อยู่ในระดับที่มีพลังสูงพอสำหรับงานเกือบทุกอย่างแล้ว (ถ้าเราเอาการเล่นหนัง 1080p มาเป็นเป้าหมาย) การแข่งขันน่าจะไปอยู่ที่เรื่องประหยัดพลังงานมากกว่า ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่แอปเปิลเอาจริงมานาน

Wireless

ส่วนของ Wi-Fi นั้นรองรับ 802.11n เช่นเดียวกับมือถือระดับสูงของคู่แข่ง (เช่น Nokia N8 และ Samsung Galaxy S) อันนี้ไม่มีอะไรมาก ที่น่าสนใจกว่านิดหน่อยคือการรองรับความถี่ 3G ถึง 5 แบบ (pentaband) แปลว่าผลิต iPhone 4 ล็อตเดียว ส่งขายได้เกือบทั่วโลก ไม่ต้องผลิตแยกเป็นล็อตๆ ตามพื้นที่อีกแล้ว (มือถือตัวแรกที่ทำได้คือ Nokia N8) - Engadget เอ้อ iPhone 4 เปลี่ยนมาใช้ Micro SIM เช่นเดียวกับ iPad แล้วครับ

Gyroscope

ความโดดเด่นของโทรศัพท์มือถือเหนือคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม อยู่ที่ความสามารถในการพกพา (หรือภาษาอังกฤษคือ mobility) เราสามารถนำไปใช้ในสถานที่หรือสถานการณ์แปลกๆ ได้มากกว่าคอมพิวเตอร์

แต่การดึงพลังของมือถือในสถานการณ์พิเศษออกมาได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องมีระบบตรวจจับ (sensor) ที่พิเศษขึ้นจากเดิมเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นการใช้ accelerometer และ proximity sensor กันอย่างแพร่หลาย เราเห็น "เข็มทิศ" ใน iPhone รุ่นก่อนนี้ และคราวนี้เป็นคิวของ gyroscope หรือตัววัดความเอียงแบบ 3 แกน ผลก็คือ iPhone 4 สามารถจับความเคลื่อนไหวได้ละเอียดมากขึ้น สามารถนำไปใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ ได้มากขึ้น (เทียบกับ Wii รุ่นปกติ กับ Wii Motion Plus ก็ได้ครับ)

Gyroscope เป็นพัฒนาการที่เห็นได้ไม่ชัดเจนนัก (เพราะหน้าที่มันไปซ้อนกับ accelerometer แค่ทำให้แม่นยำกว่าเดิม) แต่ก็ถือเป็นพัฒนาการที่ดีของ iPhone 4 ครับ รุ่นหน้าสงสัยจะมีตัววัดระดับความสูงกับอุณหภูมินะเนี่ย

ไมโครโฟนตัวที่สอง

iPhone 4 เพิ่มไมโครโฟนตัวที่สองเข้ามาช่วยลดเสียงรบกวนขณะสนทนา (เหมือนกับ Nexus One) โดยไมโครโฟนหลักจะอยู่ใต้ตัวเครื่อง และไมโครโฟนที่สองจะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง (จุดเล็กๆ ข้างช่องเสียบหูฟังในภาพ)

แบตเตอรี่

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ออกมามากนัก จากสเปกบนเว็บของแอปเปิลระบุว่า สนทนาได้ 7 ชั่วโมงสำหรับ 3G และ 12 ชั่วโมงสำหรับ 2G แสตนด์บายรอรับสายได้ 300 ชั่วโมง (12 วัน) ถือว่ามากที่สุดเทียบกับคู่แข่งทั้งหลาย

กล้อง

ผมแยกหมวดกล้องออกมาเป็นหมวดใหญ่อีกอันเลยนะครับ การเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีของ iPhone 4 คือมันมีกล้องหน้าแล้ว (มีเสียที)

กล้องหน้า

กล้องหน้าของ iPhone 4 มีความละเอียดระดับ VGA (640x480) ยังไม่ใช่อันดับหนึ่งในตลาด (เป็นของ HTC EVO 4G ที่มีกล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล) หน้าที่สำคัญของกล้องนี้เอาไว้เอาไว้ถ่ายหน้าตัวเอง สนทนาแบบเห็นหน้าทั้งสองฝ่าย ซึ่งแอปเปิลเรียกฟีเจอร์นี้ว่า FaceTime (จะกล่าวถึงต่อไป)

กล้องหลัง

อัพความละเอียดขึ้นมาเป็น 5 ล้านพิกเซล (ยังเป็นรอง HTC EVO 4G ที่มี 8 ล้านพิกเซล) แต่ที่น่ายินดีกว่าคือมันมีแฟลชแล้ว แฟลชอันนี้ยังเป็นไฟส่องสว่างเมื่อต้องถ่ายวิดีโอได้ด้วย กล้องหลังของ iPhone 4 ถ่ายวิดีโอความละเอียด 720p ได้ (เป็นความละเอียดมาตรฐานกล้องวิดีโอในมือถือขณะนี้ เท่ากับของ Samsung Galaxy S) แต่แอปเปิลบอกว่าได้เฟรมเรทที่ 30fps ซึ่งมากกว่าใครเพื่อน

ระบบปฏิบัติการ : เรารับรู้ข้อมูลของ iPhone OS 4 กันมาเยอะพอสมควรแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของมันใน WWDC คือ ชื่อ ซึ่งเปลี่ยนจาก iPhone OS หรือ OS X ที่เรียกกันลอยๆ มาเป็น iOS

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้คงเป็นเหตุผลเรื่องการตลาดครับ เพียงแต่รอบนี้แอปเปิลเปลี่ยนชื่อไปซ้ำกับ IOS ของ Cisco อีกแล้ว (คราวก่อนก็ iPhone ชื่อซ้ำกันไปที) ไม่รู้มีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกับ Cisco หรือเปล่า? (เราอาจจะเห็นเราเตอร์รองรับมัลติทัชก็เป็นได้)

iOS 4 จะออกตัวจริงวันที่ 21 มิถุนายนนี้ โดยอุปกรณ์ที่จะได้รับการอัพเกรดคือ iPhone 3G, 3GS และ iPod touch (ซึ่งคราวนี้อัพฟรีแล้ว ไม่ต้องเสียเงิน)

ฟีเจอร์ของ iOS 4 แบบคร่าวๆ

  • มัลติทาสกิง (ยกเว้น iPhone 3G) - ดูข่าวเก่า รีวิว : Multitasking บน iPhone 4.0 ประกอบ
  • ปรับขนาดหน้าจอของโปรแกรมเดิมๆ ให้เหมาะสำหรับ iPhone 4 โดยอัตโนมัติ
  • เพิ่มโฟลเดอร์ใน home screen
  • เปลี่ยนพื้นหลังได้โดยไม่ต้อง jailbreak แล้ว
  • ฟีเจอร์ tethering (ขึ้นกับโอเปอเรเตอร์)
  • ฟีเจอร์ด้านองค์กรอื่นๆ เช่น Exchange Server, การจัดการเครื่องระยะไกล
  • รองรับ iAds
  • เพิ่ม Bing เข้ามาเป็นเครื่องมือค้นหาอีกตัว จากเดิมที่มีแต่ยาฮูและกูเกิล (ตรงตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้)

แอพพลิเคชัน : ในระดับของแอพพลิเคชัน คงไม่มีอะไรได้รับความสนใจเกินไปกว่า FaceTime

FaceTime

FaceTime เป็นซอฟต์แวร์สำหรับสนทนาแบบมองเห็นหน้ากันของ iOS มันใช้โพรโตคอลเฉพาะของตัวเอง (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโพรโตคอลที่ใช้กันทั่วไปอย่าง H.264, SIP, RTP, RTSP) และแอปเปิลสัญญาว่าจะเปิดโพรโตคอลนี้ เพื่อสร้างฐานผู้ใช้จากแอพพลิเคชันอื่นๆ (Skype มีหนาวๆ เหมือนกันนะ)

ตอนนี้ FaceTime ยังใช้ได้ผ่าน Wi-Fi เท่านั้น (คู่แข่งอย่าง HTC EVO 4G ใช้บริการ Qik ซึ่งผ่านเครือข่าย WiMAX ได้) แต่อนาคตคงจะเปิดให้ใช้ผ่านเครือข่ายมือถือเช่นกัน จุดเด่นของ FaceTime คงเป็นคุณภาพของวิดีโอที่ลื่นไหลสวยงามตามสไตล์แอปเปิล ส่วนจุดอ่อนก็คงอยู่ที่มันต้องใช้ iPhone 4 เท่านั้น (ณ เวลานี้)

iMovie

ในเมื่อ iPhone 4 ถ่ายวิดีโอได้แบบเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ก็ควรจะตัดต่อวิดีโอแบบง่ายๆ ได้ในตัว แอปเปิลจึงออก iMovie เวอร์ชัน iPhone มาให้ เพียงแต่อันนี้ต้องซื้อเพิ่มจาก App Store ในราคา 4.99 ดอลลาร์ (คล้ายกับ iWork ของ iPad) iMovie รุ่น iPhone สามารถใช้เพลงจากไลบรารีของเราในส่วนของ iPod ได้ และแชร์ออก YouTube ได้โดยตรง

iBooks

อันนี้ก็ตามความคาดหมายเช่นกัน เมื่อ iBooks โปรแกรมอ่านหนังสือจาก iPad ถูกนำมาลง iPhone ด้วย และมันทำทุกอย่างที่เวอร์ชัน iPad ทำได้

ฟีเจอร์ใหม่ของ iBooks รุ่นสองได้แก่

  • อ่าน PDF ได้ในตัว
  • แปะโน้ตลงในหนังสือได้
  • sync bookmark ข้ามกับ iPad ได้ อ่านบน iPhone แล้วไปอ่านต่อบน iPad ได้

ราคาและวันวางจำหน่าย

iPhone 4 แบ่งเป็น 2 รุ่นตามความจุเช่นเดิม

  • รุ่น 16GB ขายแบบติดสัญญา 2 ปี 199 ดอลลาร์
  • รุ่น 32GB ขายแบบติดสัญญา 2 ปี 299 ดอลลาร์

แอปเปิลได้ลดราคา iPhone 3GS รุ่น 8GB ลงมาอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดิมที่ใช้ในปีที่แล้วกับ iPhone 3G

วันวางขายจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มประเทศ โดยกลุ่มแรกได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น จะเริ่มขายวันที่ 24 มิถุนายนนี้

สำหรับประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มสุดท้ายคือเดือนกันยายน ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลโอเปอเรเตอร์ที่จะจำหน่าย แต่คงหนีไม่พ้นสองเจ้าเดิมคือ TRUE และ DTAC

ประสบการณ์ของคนที่ได้จับของจริง

Engadget

  • บางมาก
  • จอสวย
  • คุณภาพของฮาร์ดแวร์และการผลิตดีเยี่ยม
  • iOS 4 ไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะฟีเจอร์กล้อง

Ars Technica

  • จับแล้วไม่ลื่นเหมือนรุ่นก่อนๆ
  • แผ่นแก้วครอบหน้าหลัง ตอนแรกรู้สึกแปลกๆ แต่ใช้ไปสักพักแล้วพบว่ามันดีกว่าของเดิม
  • FaceTime ภาพคุณภาพดีมาก
  • ใช้กล้องหน้าถ่ายภาพและวิดีโอ เช่นเดียวกับกล้องหลังได้ในทุกโปรแกรม
  • เร็วกว่า 3GS น่าจะเร็วเท่า iPad

SlashGear

  • การตัดขอบเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทำให้ดูไม่ค่อยบางเท่าไร
  • จอภาพสวยมาก
  • iMovie ใช้ง่าย
  • ทำงานเร็ว ซีพียู A4 รองรับการตัดต่อวิดีโอได้สบาย

เปรียบมวย

ราชันย์องค์ใหม่อย่าง iPhone 4 ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกเปรียบเทียบกับมือถือระดับท็อปตัวอื่นๆ ในท้องตลาด รวมไปถึง iPhone 3GS เองด้วย

iPhone 4 vs iPhone 3GS

Engadget มีตาราง เปรียบเทียบ แน่นอนว่า iPhone 4 ย่อมดีกว่า iPhone 3GS ในทุกๆ ด้าน ยกเว้นเรื่องน้ำหนักที่ iPhone 4 หนักกว่าเล็กน้อย (นิดเดียว) และเรื่องซิมการ์ดที่ใช้ Micro SIM พิสดารกว่าชาวบ้านพอสมควร (ต่อไปเสียบสลับซิมยากแล้วแฮะ)

iPhone 4 vs HTC EVO 4G

iPhone 4 ดีกว่าในเรื่องความละเอียดของหน้าจอ และความหนาของตัวเครื่อง แต่ HTC EVO 4G ก็เอาชนะได้ในเรื่องกล้องทั้งด้านหน้าด้านหลัง ฟีเจอร์สนทนาแบบเห็นหน้าคงเทียบได้ยาก เพราะแอปเปิลใช้ FaceTime ของตัวเอง ส่วน HTC EVO 4G ใช้ Qik (แต่ EVO 4G อนุญาตให้สนทนาผ่านเครือข่าย 3G/WiMAX ได้ด้วย)

ดูตารางเปรียบเทียบได้ที่ Engadget

iPhone 4 vs มือถือรุ่นท็อปตัวอื่นๆ

Engadget ได้ทำตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของ iPhone 4 กับมือถือคู่แข่งในตลาด ได้แก่

  • HTC EVO 4G
  • Nokia N8
  • Palm Pre Plus
  • HTC HD2

ผลก็ผลัดกันแพ้ชนะเป็นบางรายการครับ (แต่ Palm Pre Plus แทบไม่ชนะเลย) ดูตาราง เปรียบเทียบกันเอาเองดีกว่า

สรุป ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ iPhone 4 คือฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแอปเปิลมานาน ตอนนี้ฮาร์ดแวร์ iPhone 4 นำคู่แข่งในหลายๆ เรื่อง เช่น

  • วัสดุของตัวเครื่อง
  • ความละเอียดของจอภาพ
  • อายุการทำงานของแบตเตอรี่

ปัจจัยพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญของฮาร์ดแวร์โทรศัพท์มือถือ ซึ่งคู่แข่งเองก็ต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการตามให้ทัน (แต่จะเห็นว่าเรื่องวัสดุและจอภาพ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะไล่ตาม ผมคิดว่าแต้มต่อจริงๆ ของ iPhone 4 อยู่ที่แบตเตอรี่)

เรื่องกล้องถ่ายภาพ แม้ว่า iPhone 4 ไม่ได้มีกล้องเลิศที่สุด แต่ด้วยขีดจำกัดของกล้องมือถือ จะมีพิกเซลเพิ่มมากขึ้นอีกสักหน่อยคงไม่มีความแตกต่างกันมากนัก สุดท้ายมือถือระดับท็อปทุกตัวคงมีกล้องระดับเดียวกันหมด (และรอยกระดับขึ้นอีกครั้ง ตอนที่ถ่ายวิดีโอ 1080p ได้ ซึ่งคนธรรมดาก็คงจะไม่ใช้กันมากนักอยู่ดี)

ด้านฮาร์ดแวร์โดยรวม ผมคิดว่า iPhone 4 พัฒนาขึ้นมาได้เยอะมากแล้ว ทำให้มีพื้นที่พัฒนาต่อใน iPhone 5 น้อยลง แอปเปิลน่าจะไปเน้นที่ซอฟต์แวร์มากขึ้น และที่มากที่สุดคงเป็นการเชื่อมต่อกับบริการออนไลน์ ที่แอปเปิลจะพยายามสร้างบริการของตัวเองโดยไม่ผูกกับกูเกิล เราคงได้เห็น Apple Maps หรือ Apple Search ในอีกไม่ช้าไม่นาน รวมไปถึง MobileMe ที่จะต้องไปปรับปรุงตัวอย่างมาก ให้แข่งกับบริการของกูเกิลได้สูสีมากขึ้น

แอปเปิลยังคงแนวปฏิบัติเรื่องราคาไว้เช่นเดิม จุดนี้ถือว่าสร้างธรรมเนียมให้ผู้ใช้อัพเกรด iPhone ทุกปีหรือสองปี โดยการจ่ายเงินเท่าเดิมแต่ได้มือถือที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยชี้ขาดจึงไปอยู่กับกลุ่มผู้ใช้ iPhone เดิมที่จะต้องตัดสินใจว่า จะอัพเกรดหรือไม่? กลุ่มที่ใช้ iPhone รุ่นแรกหรือ 3G อาจพิจารณาอัพเกรด แต่กลุ่มที่ใช้ iPhone 3GS (ซึ่งได้ iOS 4 เหมือนกัน) ก็คงต้องคิดกันหนักหน่อย

ตอนนี้ต้องถือว่า iPhone 4 กลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งสมาร์ทโฟนได้อีกครั้ง (หลังจาก iPhone 3GS เป๋ไปเล็กน้อยเพราะ Motorola Droid) แต่เราจะเห็นว่าช่องว่างที่แอปเปิลเคยทิ้งห่างนั้นแคบลงเรื่อยๆ ช่วงปลายปีเราคงได้เห็นอะไรดีๆ จากฝั่ง Android รวมถึง Windows Phone 7 ที่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกแน่นอนครับ

ปิดท้ายด้วยคลิปโฆษณา iPhone 4 ดีกว่า


ปรัชญามด





ปรัชญาที่ 1 มด ไม่เคยละความพยายาม
หากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใด แล้วเกิดอุปสรรค = ถูกปิดกั้นหนทาง มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่น มันจะได้ขึ้นไต่ลงไต่ไปรอบๆมันจะมองหาหนทางอื่นเสมอ
ข้อคิด
จงอย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ่ง ที่หมายมาด



ปรัชญาที่
2 มด คิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน

มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่า คิมหันต์ฤดู จะคงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา
ข้อ คิด
จงตระหนักถึงความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต



ปรัชญาที่
3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว
ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ มันจะเตือนตัวเองว่า "ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะเช่นนี้"เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอุ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีกครั้ง มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้งและออกมารับความอบอุ่นในวันอากาศดีโดยทันใด

ข้อคิด
จงมองทุก สิ่งในเชิงบวกตลอดเวลา

ปรัชญาที่ 4 ทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ
มดสามารถเก็บเกี่ยวเสบียงตลอดฤดูร้อนเพื่อเตรียมพร้อมฤดู หนาวให้มากเท่าที่มันจะทำได้
ข้อคิด
จงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเต็มกำลัง


สรุป

1) อย่ายอมแพ้
2) มองไปข้างหน้า
3) มองโลกในแง่ดี
4) ทำเต็มความสามารถ

มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง เมื่อวานก็สายเกินแก้ พรุ่งนี้ก็สาย เกิน

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++