วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทุกอย่างที่คุณควรรู้กับ iPhone 4 เมื่อกษัตริย์คืนบัลลังก์

แอปเปิลได้เปิดตัว iPhone 4 ตามความคาดหมายในงาน WWDC 2010 เมื่อคืนที่ผ่านมา (รายงานสด Blognone) ตอนนี้สิ่งที่อยู่ในความสนใจของทุกคนย่อมหนีไม่พ้น iPhone 4 เรามาดูกันแบบลึกๆ ครับว่ามันมีอะไรน่าสนใจบ้าง

ฮาร์ดแวร์ภายนอกมหากาพย์ iPhone หลุดทำให้เราเห็นตัวเครื่อง iPhone 4 กันมาสักพักแล้ว และตัวเครื่องจริงดูไม่ต่างอะไรกับเครื่องที่หลุดออกมามากนัก การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ iPhone 4 หนีไม่พ้นเรื่องสี เพราะเป็นรุ่นแรกที่มีสีขาวออกมาด้วย (หวังว่าคงอยู่นาน ไม่เหมือน MacBook สีดำที่กลายเป็นของหายากไปแล้ว)

ส่วนรายละเอียดด้านฮาร์ดแวร์ที่เรารู้มากขึ้นจาก WWDC มีดังนี้

รูปทรงและขนาด

รูปทรงของ iPhone 4 ก็ตรงกับภาพหลุดที่ออกมาก่อนหน้านี้เช่นกัน นั่นคือ เปลี่ยนมาเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากเท่ากันหมด ไม่มีส่วนโค้งนูนแบบ iPhone 3GS อีกแล้ว ขนาดของ iPhone 4 เล็กกว่า iPhone 3GS เล็กน้อย แต่ที่เปลี่ยนไปมากคือความหนา ซึ่งลดลงมาเหลือ 9.3 มม. ถือว่าบางมาก (ผมลองใช้ Samsung Galaxy S หนา 9.9 มม. ยังว่าบางเลย)

แก้วทั้งข้างหน้าและหลัง

แอปเปิลโฆษณาว่าแผ่นแก้วใสครอบจออันใหม่ใช้วัสดุชนิดเดียวกับกระจกของ เฮลิคอปเตอร์ มันแข็งกว่าพลาสติกถึง 30 เท่า ทนต่อรอยขีดข่วนมากกว่าเดิม ใครที่มีปัญหา iPhone จอแตกอาจจะหมดห่วงได้แล้ว แผ่นแก้วนี้จะมีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง นอกจากนี้มันยังเคลือบสารกันรอยนิ้วมือที่เรียกว่า oleophobic ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย

จอภาพ

แม้ว่าจะใช้จอ 3.5" เหมือนเดิม แต่ iPhone 4 ได้เพิ่มความละเอียดจากของเดิม 480x320 มาเป็น 960x640 (พูดง่ายๆ ว่าเพิ่มขึ้นฝั่งละเท่าตัว รวมเป็น 4 เท่าจากเดิม) ซึ่งถือเป็นความละเอียดที่สูงที่สุดบนโทรศัพท์มือถือในท้องตลาด (คู่แข่งตระกูล Android ตอนนี้อยู่ที่ 800x480 กันเป็นมาตรฐาน ถ้านับจำนวนพิกเซลแล้ว iPhone 4 ละเอียดกว่า 1.6 เท่า)

ภาพจาก MobileCrunch

แอปเปิลเรียกจอภาพนี้ว่า Retina Display และบอกว่าจุดภาพนั้นละเอียดเกินกว่าสายตามนุษย์จะแยกแยะได้ เว็บไซต์ Engadget ได้ลองเทียบจอภาพของ iPhone 3G กับ iPhone 4 และพบว่าคุณภาพดีกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด (แต่ดูจากภาพถ่ายมันเปรียบเทียบยาก อันนี้เป็นประสบการณ์ของผมตอนทดสอบ Samsung Galaxy S เหมือนกัน) ควรลองไปดูด้วยตาตัวเอง

ซ้าย: iPhone 3G, ขวา: iPhone 4

ซ้าย: iPhone 4, ขวา: HTC EVO 4G

วิดีโอเปรียบเทียบสามารถดูได้จาก Engadget จะเห็นว่าภาพของ iPhone 4 คมและมี contrast สูงกว่า (จากสเปกของแอปเปิลระบุว่าอัตรา contrast อยู่ที่ 800:1) และมีอีกเวอร์ชันของ MobileCrunch ส่วนอันนี้เป็นวิดีโอโฆษณาจอ Retina Display ของแอปเปิลเอง (จาก Engadget)

ตรงกับภาพของเครื่องหลุดที่ออกมาก่อนหน้านี้ครับ ขอบของตัวเครื่องเปลี่ยนมาใช้ stainless steel แบบพิเศษที่แข็งแรงกว่าเดิม 5 เท่า และยังทำหน้าที่เป็นเสารับสัญญาณคลื่นวิทยุต่างๆ (เช่น Wi-Fi, 3G) ได้อีกด้วย ภาพถ่ายฮาร์ดแวร์ภายนอก ทั้งหมดมาจาก Engadget

ฮาร์ดแวร์ภายใน

มาดูส่วนของฮาร์ดแวร์ภายในกันบ้างครับ

ซีพียู A4

อันนี้เป็นไปตามคาด iPhone 4 เปลี่ยนมาใช้ซีพียู A4 ของแอปเปิลเอง ตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPad เรียกว่าลงทุนทำทั้งทีก็ใช้ให้คุ้ม ข้อมูลของเจ้า A4 นั้นแทบไม่มีเลย แอปเปิลยังรักษาเป็นความลับทางการค้าเช่นเดิม (ดูในหน้า Tech Spec ไม่มีพูดถึง A4 แม้แต่น้อย) ผมคิดว่าในโลกของมือถือ ซีพียูที่ใช้อยู่ในระดับที่มีพลังสูงพอสำหรับงานเกือบทุกอย่างแล้ว (ถ้าเราเอาการเล่นหนัง 1080p มาเป็นเป้าหมาย) การแข่งขันน่าจะไปอยู่ที่เรื่องประหยัดพลังงานมากกว่า ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่แอปเปิลเอาจริงมานาน

Wireless

ส่วนของ Wi-Fi นั้นรองรับ 802.11n เช่นเดียวกับมือถือระดับสูงของคู่แข่ง (เช่น Nokia N8 และ Samsung Galaxy S) อันนี้ไม่มีอะไรมาก ที่น่าสนใจกว่านิดหน่อยคือการรองรับความถี่ 3G ถึง 5 แบบ (pentaband) แปลว่าผลิต iPhone 4 ล็อตเดียว ส่งขายได้เกือบทั่วโลก ไม่ต้องผลิตแยกเป็นล็อตๆ ตามพื้นที่อีกแล้ว (มือถือตัวแรกที่ทำได้คือ Nokia N8) - Engadget เอ้อ iPhone 4 เปลี่ยนมาใช้ Micro SIM เช่นเดียวกับ iPad แล้วครับ

Gyroscope

ความโดดเด่นของโทรศัพท์มือถือเหนือคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม อยู่ที่ความสามารถในการพกพา (หรือภาษาอังกฤษคือ mobility) เราสามารถนำไปใช้ในสถานที่หรือสถานการณ์แปลกๆ ได้มากกว่าคอมพิวเตอร์

แต่การดึงพลังของมือถือในสถานการณ์พิเศษออกมาได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องมีระบบตรวจจับ (sensor) ที่พิเศษขึ้นจากเดิมเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นการใช้ accelerometer และ proximity sensor กันอย่างแพร่หลาย เราเห็น "เข็มทิศ" ใน iPhone รุ่นก่อนนี้ และคราวนี้เป็นคิวของ gyroscope หรือตัววัดความเอียงแบบ 3 แกน ผลก็คือ iPhone 4 สามารถจับความเคลื่อนไหวได้ละเอียดมากขึ้น สามารถนำไปใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ ได้มากขึ้น (เทียบกับ Wii รุ่นปกติ กับ Wii Motion Plus ก็ได้ครับ)

Gyroscope เป็นพัฒนาการที่เห็นได้ไม่ชัดเจนนัก (เพราะหน้าที่มันไปซ้อนกับ accelerometer แค่ทำให้แม่นยำกว่าเดิม) แต่ก็ถือเป็นพัฒนาการที่ดีของ iPhone 4 ครับ รุ่นหน้าสงสัยจะมีตัววัดระดับความสูงกับอุณหภูมินะเนี่ย

ไมโครโฟนตัวที่สอง

iPhone 4 เพิ่มไมโครโฟนตัวที่สองเข้ามาช่วยลดเสียงรบกวนขณะสนทนา (เหมือนกับ Nexus One) โดยไมโครโฟนหลักจะอยู่ใต้ตัวเครื่อง และไมโครโฟนที่สองจะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง (จุดเล็กๆ ข้างช่องเสียบหูฟังในภาพ)

แบตเตอรี่

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ออกมามากนัก จากสเปกบนเว็บของแอปเปิลระบุว่า สนทนาได้ 7 ชั่วโมงสำหรับ 3G และ 12 ชั่วโมงสำหรับ 2G แสตนด์บายรอรับสายได้ 300 ชั่วโมง (12 วัน) ถือว่ามากที่สุดเทียบกับคู่แข่งทั้งหลาย

กล้อง

ผมแยกหมวดกล้องออกมาเป็นหมวดใหญ่อีกอันเลยนะครับ การเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีของ iPhone 4 คือมันมีกล้องหน้าแล้ว (มีเสียที)

กล้องหน้า

กล้องหน้าของ iPhone 4 มีความละเอียดระดับ VGA (640x480) ยังไม่ใช่อันดับหนึ่งในตลาด (เป็นของ HTC EVO 4G ที่มีกล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล) หน้าที่สำคัญของกล้องนี้เอาไว้เอาไว้ถ่ายหน้าตัวเอง สนทนาแบบเห็นหน้าทั้งสองฝ่าย ซึ่งแอปเปิลเรียกฟีเจอร์นี้ว่า FaceTime (จะกล่าวถึงต่อไป)

กล้องหลัง

อัพความละเอียดขึ้นมาเป็น 5 ล้านพิกเซล (ยังเป็นรอง HTC EVO 4G ที่มี 8 ล้านพิกเซล) แต่ที่น่ายินดีกว่าคือมันมีแฟลชแล้ว แฟลชอันนี้ยังเป็นไฟส่องสว่างเมื่อต้องถ่ายวิดีโอได้ด้วย กล้องหลังของ iPhone 4 ถ่ายวิดีโอความละเอียด 720p ได้ (เป็นความละเอียดมาตรฐานกล้องวิดีโอในมือถือขณะนี้ เท่ากับของ Samsung Galaxy S) แต่แอปเปิลบอกว่าได้เฟรมเรทที่ 30fps ซึ่งมากกว่าใครเพื่อน

ระบบปฏิบัติการ : เรารับรู้ข้อมูลของ iPhone OS 4 กันมาเยอะพอสมควรแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของมันใน WWDC คือ ชื่อ ซึ่งเปลี่ยนจาก iPhone OS หรือ OS X ที่เรียกกันลอยๆ มาเป็น iOS

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้คงเป็นเหตุผลเรื่องการตลาดครับ เพียงแต่รอบนี้แอปเปิลเปลี่ยนชื่อไปซ้ำกับ IOS ของ Cisco อีกแล้ว (คราวก่อนก็ iPhone ชื่อซ้ำกันไปที) ไม่รู้มีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกับ Cisco หรือเปล่า? (เราอาจจะเห็นเราเตอร์รองรับมัลติทัชก็เป็นได้)

iOS 4 จะออกตัวจริงวันที่ 21 มิถุนายนนี้ โดยอุปกรณ์ที่จะได้รับการอัพเกรดคือ iPhone 3G, 3GS และ iPod touch (ซึ่งคราวนี้อัพฟรีแล้ว ไม่ต้องเสียเงิน)

ฟีเจอร์ของ iOS 4 แบบคร่าวๆ

  • มัลติทาสกิง (ยกเว้น iPhone 3G) - ดูข่าวเก่า รีวิว : Multitasking บน iPhone 4.0 ประกอบ
  • ปรับขนาดหน้าจอของโปรแกรมเดิมๆ ให้เหมาะสำหรับ iPhone 4 โดยอัตโนมัติ
  • เพิ่มโฟลเดอร์ใน home screen
  • เปลี่ยนพื้นหลังได้โดยไม่ต้อง jailbreak แล้ว
  • ฟีเจอร์ tethering (ขึ้นกับโอเปอเรเตอร์)
  • ฟีเจอร์ด้านองค์กรอื่นๆ เช่น Exchange Server, การจัดการเครื่องระยะไกล
  • รองรับ iAds
  • เพิ่ม Bing เข้ามาเป็นเครื่องมือค้นหาอีกตัว จากเดิมที่มีแต่ยาฮูและกูเกิล (ตรงตามข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้)

แอพพลิเคชัน : ในระดับของแอพพลิเคชัน คงไม่มีอะไรได้รับความสนใจเกินไปกว่า FaceTime

FaceTime

FaceTime เป็นซอฟต์แวร์สำหรับสนทนาแบบมองเห็นหน้ากันของ iOS มันใช้โพรโตคอลเฉพาะของตัวเอง (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโพรโตคอลที่ใช้กันทั่วไปอย่าง H.264, SIP, RTP, RTSP) และแอปเปิลสัญญาว่าจะเปิดโพรโตคอลนี้ เพื่อสร้างฐานผู้ใช้จากแอพพลิเคชันอื่นๆ (Skype มีหนาวๆ เหมือนกันนะ)

ตอนนี้ FaceTime ยังใช้ได้ผ่าน Wi-Fi เท่านั้น (คู่แข่งอย่าง HTC EVO 4G ใช้บริการ Qik ซึ่งผ่านเครือข่าย WiMAX ได้) แต่อนาคตคงจะเปิดให้ใช้ผ่านเครือข่ายมือถือเช่นกัน จุดเด่นของ FaceTime คงเป็นคุณภาพของวิดีโอที่ลื่นไหลสวยงามตามสไตล์แอปเปิล ส่วนจุดอ่อนก็คงอยู่ที่มันต้องใช้ iPhone 4 เท่านั้น (ณ เวลานี้)

iMovie

ในเมื่อ iPhone 4 ถ่ายวิดีโอได้แบบเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ก็ควรจะตัดต่อวิดีโอแบบง่ายๆ ได้ในตัว แอปเปิลจึงออก iMovie เวอร์ชัน iPhone มาให้ เพียงแต่อันนี้ต้องซื้อเพิ่มจาก App Store ในราคา 4.99 ดอลลาร์ (คล้ายกับ iWork ของ iPad) iMovie รุ่น iPhone สามารถใช้เพลงจากไลบรารีของเราในส่วนของ iPod ได้ และแชร์ออก YouTube ได้โดยตรง

iBooks

อันนี้ก็ตามความคาดหมายเช่นกัน เมื่อ iBooks โปรแกรมอ่านหนังสือจาก iPad ถูกนำมาลง iPhone ด้วย และมันทำทุกอย่างที่เวอร์ชัน iPad ทำได้

ฟีเจอร์ใหม่ของ iBooks รุ่นสองได้แก่

  • อ่าน PDF ได้ในตัว
  • แปะโน้ตลงในหนังสือได้
  • sync bookmark ข้ามกับ iPad ได้ อ่านบน iPhone แล้วไปอ่านต่อบน iPad ได้

ราคาและวันวางจำหน่าย

iPhone 4 แบ่งเป็น 2 รุ่นตามความจุเช่นเดิม

  • รุ่น 16GB ขายแบบติดสัญญา 2 ปี 199 ดอลลาร์
  • รุ่น 32GB ขายแบบติดสัญญา 2 ปี 299 ดอลลาร์

แอปเปิลได้ลดราคา iPhone 3GS รุ่น 8GB ลงมาอยู่ที่ 99 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดิมที่ใช้ในปีที่แล้วกับ iPhone 3G

วันวางขายจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มประเทศ โดยกลุ่มแรกได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น จะเริ่มขายวันที่ 24 มิถุนายนนี้

สำหรับประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มสุดท้ายคือเดือนกันยายน ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลโอเปอเรเตอร์ที่จะจำหน่าย แต่คงหนีไม่พ้นสองเจ้าเดิมคือ TRUE และ DTAC

ประสบการณ์ของคนที่ได้จับของจริง

Engadget

  • บางมาก
  • จอสวย
  • คุณภาพของฮาร์ดแวร์และการผลิตดีเยี่ยม
  • iOS 4 ไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะฟีเจอร์กล้อง

Ars Technica

  • จับแล้วไม่ลื่นเหมือนรุ่นก่อนๆ
  • แผ่นแก้วครอบหน้าหลัง ตอนแรกรู้สึกแปลกๆ แต่ใช้ไปสักพักแล้วพบว่ามันดีกว่าของเดิม
  • FaceTime ภาพคุณภาพดีมาก
  • ใช้กล้องหน้าถ่ายภาพและวิดีโอ เช่นเดียวกับกล้องหลังได้ในทุกโปรแกรม
  • เร็วกว่า 3GS น่าจะเร็วเท่า iPad

SlashGear

  • การตัดขอบเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทำให้ดูไม่ค่อยบางเท่าไร
  • จอภาพสวยมาก
  • iMovie ใช้ง่าย
  • ทำงานเร็ว ซีพียู A4 รองรับการตัดต่อวิดีโอได้สบาย

เปรียบมวย

ราชันย์องค์ใหม่อย่าง iPhone 4 ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกเปรียบเทียบกับมือถือระดับท็อปตัวอื่นๆ ในท้องตลาด รวมไปถึง iPhone 3GS เองด้วย

iPhone 4 vs iPhone 3GS

Engadget มีตาราง เปรียบเทียบ แน่นอนว่า iPhone 4 ย่อมดีกว่า iPhone 3GS ในทุกๆ ด้าน ยกเว้นเรื่องน้ำหนักที่ iPhone 4 หนักกว่าเล็กน้อย (นิดเดียว) และเรื่องซิมการ์ดที่ใช้ Micro SIM พิสดารกว่าชาวบ้านพอสมควร (ต่อไปเสียบสลับซิมยากแล้วแฮะ)

iPhone 4 vs HTC EVO 4G

iPhone 4 ดีกว่าในเรื่องความละเอียดของหน้าจอ และความหนาของตัวเครื่อง แต่ HTC EVO 4G ก็เอาชนะได้ในเรื่องกล้องทั้งด้านหน้าด้านหลัง ฟีเจอร์สนทนาแบบเห็นหน้าคงเทียบได้ยาก เพราะแอปเปิลใช้ FaceTime ของตัวเอง ส่วน HTC EVO 4G ใช้ Qik (แต่ EVO 4G อนุญาตให้สนทนาผ่านเครือข่าย 3G/WiMAX ได้ด้วย)

ดูตารางเปรียบเทียบได้ที่ Engadget

iPhone 4 vs มือถือรุ่นท็อปตัวอื่นๆ

Engadget ได้ทำตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของ iPhone 4 กับมือถือคู่แข่งในตลาด ได้แก่

  • HTC EVO 4G
  • Nokia N8
  • Palm Pre Plus
  • HTC HD2

ผลก็ผลัดกันแพ้ชนะเป็นบางรายการครับ (แต่ Palm Pre Plus แทบไม่ชนะเลย) ดูตาราง เปรียบเทียบกันเอาเองดีกว่า

สรุป ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ iPhone 4 คือฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของแอปเปิลมานาน ตอนนี้ฮาร์ดแวร์ iPhone 4 นำคู่แข่งในหลายๆ เรื่อง เช่น

  • วัสดุของตัวเครื่อง
  • ความละเอียดของจอภาพ
  • อายุการทำงานของแบตเตอรี่

ปัจจัยพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญของฮาร์ดแวร์โทรศัพท์มือถือ ซึ่งคู่แข่งเองก็ต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการตามให้ทัน (แต่จะเห็นว่าเรื่องวัสดุและจอภาพ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะไล่ตาม ผมคิดว่าแต้มต่อจริงๆ ของ iPhone 4 อยู่ที่แบตเตอรี่)

เรื่องกล้องถ่ายภาพ แม้ว่า iPhone 4 ไม่ได้มีกล้องเลิศที่สุด แต่ด้วยขีดจำกัดของกล้องมือถือ จะมีพิกเซลเพิ่มมากขึ้นอีกสักหน่อยคงไม่มีความแตกต่างกันมากนัก สุดท้ายมือถือระดับท็อปทุกตัวคงมีกล้องระดับเดียวกันหมด (และรอยกระดับขึ้นอีกครั้ง ตอนที่ถ่ายวิดีโอ 1080p ได้ ซึ่งคนธรรมดาก็คงจะไม่ใช้กันมากนักอยู่ดี)

ด้านฮาร์ดแวร์โดยรวม ผมคิดว่า iPhone 4 พัฒนาขึ้นมาได้เยอะมากแล้ว ทำให้มีพื้นที่พัฒนาต่อใน iPhone 5 น้อยลง แอปเปิลน่าจะไปเน้นที่ซอฟต์แวร์มากขึ้น และที่มากที่สุดคงเป็นการเชื่อมต่อกับบริการออนไลน์ ที่แอปเปิลจะพยายามสร้างบริการของตัวเองโดยไม่ผูกกับกูเกิล เราคงได้เห็น Apple Maps หรือ Apple Search ในอีกไม่ช้าไม่นาน รวมไปถึง MobileMe ที่จะต้องไปปรับปรุงตัวอย่างมาก ให้แข่งกับบริการของกูเกิลได้สูสีมากขึ้น

แอปเปิลยังคงแนวปฏิบัติเรื่องราคาไว้เช่นเดิม จุดนี้ถือว่าสร้างธรรมเนียมให้ผู้ใช้อัพเกรด iPhone ทุกปีหรือสองปี โดยการจ่ายเงินเท่าเดิมแต่ได้มือถือที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยชี้ขาดจึงไปอยู่กับกลุ่มผู้ใช้ iPhone เดิมที่จะต้องตัดสินใจว่า จะอัพเกรดหรือไม่? กลุ่มที่ใช้ iPhone รุ่นแรกหรือ 3G อาจพิจารณาอัพเกรด แต่กลุ่มที่ใช้ iPhone 3GS (ซึ่งได้ iOS 4 เหมือนกัน) ก็คงต้องคิดกันหนักหน่อย

ตอนนี้ต้องถือว่า iPhone 4 กลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งสมาร์ทโฟนได้อีกครั้ง (หลังจาก iPhone 3GS เป๋ไปเล็กน้อยเพราะ Motorola Droid) แต่เราจะเห็นว่าช่องว่างที่แอปเปิลเคยทิ้งห่างนั้นแคบลงเรื่อยๆ ช่วงปลายปีเราคงได้เห็นอะไรดีๆ จากฝั่ง Android รวมถึง Windows Phone 7 ที่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกแน่นอนครับ

ปิดท้ายด้วยคลิปโฆษณา iPhone 4 ดีกว่า


ปรัชญามด





ปรัชญาที่ 1 มด ไม่เคยละความพยายาม
หากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใด แล้วเกิดอุปสรรค = ถูกปิดกั้นหนทาง มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่น มันจะได้ขึ้นไต่ลงไต่ไปรอบๆมันจะมองหาหนทางอื่นเสมอ
ข้อคิด
จงอย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ่ง ที่หมายมาด



ปรัชญาที่
2 มด คิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน

มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่า คิมหันต์ฤดู จะคงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา
ข้อ คิด
จงตระหนักถึงความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต



ปรัชญาที่
3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว
ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ มันจะเตือนตัวเองว่า "ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะเช่นนี้"เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอุ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีกครั้ง มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้งและออกมารับความอบอุ่นในวันอากาศดีโดยทันใด

ข้อคิด
จงมองทุก สิ่งในเชิงบวกตลอดเวลา

ปรัชญาที่ 4 ทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ
มดสามารถเก็บเกี่ยวเสบียงตลอดฤดูร้อนเพื่อเตรียมพร้อมฤดู หนาวให้มากเท่าที่มันจะทำได้
ข้อคิด
จงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเต็มกำลัง


สรุป

1) อย่ายอมแพ้
2) มองไปข้างหน้า
3) มองโลกในแง่ดี
4) ทำเต็มความสามารถ

มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง เมื่อวานก็สายเกินแก้ พรุ่งนี้ก็สาย เกิน

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

8 สูตรมาสก์หน้าผลไม้ ทำเองเลยง่ายดี

เพราะเรารู้กันดีว่าของสดๆ จากธรรมชาติ ไม่ว่าจาก ผัก ผลไม้ หรือดอกไม้หลายๆ ชนิดมีสารบำรุงที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงผิว และเสี่ยงต่อการแพ้ได้น้อย เราจึงสามารถนำของสดๆ มาพอกบำรุงผิวหน้ากันโดยตรงกันได้เลย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น และมอบสารอาหารให้ซึบซาบลงสู่ผิวชั้นนอก ขับให้ผิวสวย นุ่มเนียนทันทีหลังล้างออก

แต่ก่อนลงมือคว้าของดีจากตู้เย็นมาปรุงสูตรมาสก์หน้า ขอแนะนำสักนิดว่า ก่อนอื่นควรดูสภาพผิวของเราเองก่อนอื่นใด ว่ามีสภาพผิวแบบไหน และมีประวัติแพ้อะไรมาบ้าง จากนั้นจึงเลือกผลไม้ที่เหมาะกับผิวเราจริงๆ อาทิเช่น คนที่ผิวแห้ง ก็ควรเลือกอาหารผิวที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว ในขณะที่คนผิวมันควรเลือกอาหารผิวที่ให้ความตึงกระชับ และมีรสเปรี้ยวนิดๆ หรือคนมีสิว มีรอยแผลเป็น ก็ควรเลือกสารสกัดที่มีกรดธรรมชาติในการลดเลือนรอยสิวให้จางลงพร้อมการบำรุง ที่ดีไปในตัว

นอกจากนี้ การเลือกส่วนผสมในการมาสก์หน้าที่เข้ากันได้ก็สำคัญไม่น้อยเลย อย่าลืมเชียวว่า แม้การปรุงสูตรสวยสไตล์ธรรมชาติๆ อย่างนี้จะไม่มีข้อจำกัดมากมายนัก แต่ก็ควรเลือกชนิดที่เข้ากัน และมีปฏิกิริยาทางเคมีที่ส่งเสริมกันด้วย หรือถ้าให้ง่ายเข้า ก็ลองพกสูตรที่เรานำมาฝากไปปรุงสวยกันก่อน งานนี้คงมีสักสูตรที่โดนใจเป็นแน่ เพราะ 10 สูตรเหล่านี้ ไม่ลองไม่ได้เลย ง่ายๆ แค่บดแล้วนำมาผสมกัน ก็นำไปพอกบนหน้าสะอาดๆ ได้เลย

1. แตงกวาบด + โยเกิร์ต (หรือนม)

อยากมีผิวนุ่มๆ ต้องสูตรนี้เลย เน้นว่าเอาแตงกวาปอกเปลือกก่อนแล้วสับละเอียด ผสมโยเกิร์ตแบบที่ไม่มีรสสักนิด ผิวจะได้ชุ่มชื่นทันที

2. มะขามเปียก + น้ำผึ้ง

สูตรนี้อาจเติมน้ำผึ้งมาก หน่อย เพราะมะขามเปียกมีความเป็นกรดรรมชาติสูง สูตรนี้ช่วยให้ผิวขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติได้เลย

3. แอปเปิ้ลบด + น้ำผึ้ง

กินแอปเปิลแล้วผิวสวย และยังดีต่อผิวด้วย เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย สูตรนี้ใช้ได้กับทุกผิว

4. กล้วยบด + โยเกิร์ต + น้ำผึ้ง

ใครผิวมันขอแนะนำ เพราะกล้วยบดดีจริงๆ กับการควบคุมความมัน ใช้แล้วผิวนุ่มจนสัมผัสได้

5. มะละกอ + ฟักทอง + น้ำผึ้ง

สูตรนี้ให้กลิ่นหอมสดชื่น มากๆ มะละกอและฟักทองบดยังช่วยเติมสารแอนติออกซิแดนท์ให้ผิวได้โดยตรง

6. มะเขือเทศ + มะนาว + น้ำผึ้ง

วิตามินเพียบ สูตรนี้กระชับผิวนี้ใช้ได้ทุกสภาพผิวจริงๆ แถมในมะเขือเทศยังมีไลโคปีน ที่ดีต่อการลดฝ้าได้ด้วย

7. ผงขมิ้น + ดินสอพอง + มะนาว

สูตรไทยแท้ๆ ที่นอกจากผิวจะเนียนสวยขึ้นด้วยขมิ้น ก็ยังเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในการลดสิวได้ดีอีกด้วย

8. ว่านหางจระเข้ + โยเกิร์ต

ปรับผิวให้ขาวใส ชุ่มชื่น หอมนุ่มได้เลย เพราะว่านหางจระเข้นั้นดีกับผิวแห้ง ผิวมีสิว และผิวคล้ำแดดที่สุด

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากผลิตภัณฑ์สบายอารมณ์ อ่านไอเดียแนวทางธรรมชาติได้ทุกวันที่ www.sabai-arom.com

♣ รักนี้ ... ไม่มีวันหมดโปรโมชั่น ♣





คุณสาว ๆ หลายคนคงเคยตั้งข้อสงสัยเอาไว้ว่า "ทำไม ความรักของผู้ชายถึงได้หมด โปรโมชั่นกันง่ายดายนัก" จากที่เมื่อก่อนตอนรักกันใหม่ ๆ เคยเช้าถึงเย็นถึงตามรับตามส่ง อยู่ด้วยกันก็เอาอกเอาใจสารพัดชนิดที่ป้อนข้าวป้อนน้ำกันถึงปาก เอาใจกันดุจดังเจ้าหญิงน้อย ๆ ไฉนเลยพอวันเวลาผ่านไปความเอาใจใส่จากชายหนุ่ม

เริ่มจะลดน้อยถอยลง เลิกงานดึกดื่นก็ปล่อยให้ต้องกลับบ้านคนเดียว โดยที่เจ้าตัวกลับบอกหน้าตาเฉยว่าติดปาร์ตี้อยู่กับเพื่อน จากที่เคยจูงมือพะเน้าพะนอก็กลายเป็นเดินนำลิ่ว แล้วยังหันกลับมาบ่นอีกว่าทำไมคุณถึงได้เดินช้าจัง แถมยังมีอาการห่างเหินหมางเมินกันอย่างเห็นได้ชัด

ความรักของคุณหมดโปรโมชั่น แล้วหรือ?

อาการเปลี่ยนไปของชายหนุ่มเป็นสิ่งที่ คุณสาว ๆ ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือหากคนรักของคุณเปลี่ยนไปจริง ๆ คุณคงภาวนาขอให้เกิดขึ้นช้าที่สุดและน้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่กระทบกระเทือนจิตใจมากเกินไปนักหรือยังพอรับได้อยู่ ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะมาตั้งคำถามว่า ความรักของคุณหมดโปรโมชั่น แล้วหรือ ทำไมคุณไม่ลองหาทางป้องกันด้วยการลองหันกลับมาถามตัวเองสักนิดดีกว่าว่า ... ทำอย่างไรความรักของคุณถึงจะไม่หมดโป รโมชั่น ...

อย่าเรียกร้องอะไรจากเขามากนัก

คุณ เคยลองสังเกตตัวเองหรือเปล่าว่าเวลาที่คุณคบกับเขานาน ๆ เข้า คุณมักจะเรียกร้องอะไรจากเขามาขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเช่น คุณอาจรู้สึกว่าคุณคบกับแฟนของคุณมาตั้งนานแล้ว ทำไมเขาถึงยังไม่พูดถึงเรื่องอนาคตของเราเสียที หรือว่าเรียกร้องไห้เขาไปไหนมาไหนกับคุณทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น การไปเดินซื้อของในห้างสรรพสินค้าไปงานเลี้ยงของคุณกับเพื่อนสมัยมัธยม หรือแม้แต่การที่ต้องไปทำงานและกลับบ้านด้วยกันทุกวัน ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาอาจจะทำตัวปกติอยู่แล้วเหมือนตั้งแต่ตอนเริ่มคบกันใหม่ ๆ บางทีความสัมพันธ์ที่มากขึ้นของคุณกับเขา กลับกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ที่คุณแสดงออกต่อเขาเพิ่มมากขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็เป็นได้

อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว

จำเด ทแรกของคุณได้หรือเปล่าว่าคุณแต่งตัวอย่างไร ไปเจอชายหนุ่มของคุณ ภาพของสาวสวยที่เป็นที่จับตามองของหนุ่ม ๆ รอบโต๊ะในดินเนอร์แรกคงสร้างความภูมิใจให้เขา ว่าเขาได้ควงกับผู้หญิงที่สวยที่สุด (ในเวลานั้น) ภาพความทรงจำเหล่านั้นคงกลายเป็นแค่อดีต หลังจากที่คุณคบกับเขาได้ไม่นาน ใบหน้าที่เคยสวยใสก็เริ่มกลายเป็นมันเยิ้ม เส้นผมที่เคยได้รับการดูแลและจัดแต่งทรงอย่างประณีต กลับกลายเป็นผมชี้ฟูกระเชอะกระเชิง ภาพของหญิงสาวที่เคยแต่งตัวด้วยกระโปรงชุดอย่างพิถีพิถัน ก็กลายเป็นเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ทุกวัน ๆ คุณอาจจะเถียงว่านี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของคุณ แต่อย่าลืมว่าชายหนุ่มของคุณเคยเห็นคุณในภาพที่สวย ๆ งาม ๆ เป็นใครก็คงอยากให้แฟนตัวเองดูดีอยู่เสมอ จริงไหมล่ะ



บางอย่างก็เปลี่ยนไป ตามกาลเวลา

ต้องทำความเข้าใจว่าเรื่องบางเรื่องกาล เวลาก็เป็นตัวแปร สำคัญที่ทำให้อะไร ๆ ต้องเปลี่ยนไป คุณอาจจะเคยคุยโทรศัพท์กับเขา เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน บางครั้งก็อาจจะคุยกันหลาย ๆ ชั่วโมง หรือคุยกับจนถึงเช้า แต่พอวันเวลาผ่านไป การได้ทำความรู้จักกันผ่านการพูดคุยย่อมลดลงเป็นธรรมดา ยิ่งเรารู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น เราก็ยิ่งไม่เหลือเรื่องอะไรให้คุยกันมากมายเหมือนเมื่อก่อน

ไอ้ที่จะมาคุยกันเป็นชั่วโมงคงไม่มีอีกแล้ว คงเหลือแค่เพียงการโทรหา เพื่อแสดงความเป็นห่วงเป็นใยหรือถามไถ่เรื่องราวชีวิตประจำวันก็เท่านั้น หรือเรื่องของ "เวลา" ที่เขาเคยมีให้คุณตลอด พอคบกันไปลักระยะหนึ่งเขาอาจจะมีตำแหน่งที่สูงขึ้น ต้องมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น อาจทำให้เวลาที่เขามีให้คุณต้องลดน้อยลง คุณก็ต้องเข้าใจเขาด้วย เพราะนั่นก็หมายถึงอนาคตของคุณทั้งสองคนจะได้มั่นคงมากขึ้นตามไปด้วย


รักเขาอย่างที่เขาเป็น


บางทีความรักในช่วงเริ่มต้นของ คุณอาจทำให้คุณมองข้ามตัวตน ในแบบที่เขาเป็น คุณมักจะมองแต่เรื่องที่ดี ๆ มองแต่สิ่งที่คุณพอใจจะมอง โดยลืมที่จะมองในด้านแย่ ๆ ของเขา อย่าลืมว่าไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างได้หรอก อย่างเช่น การแต่งตัวของชายหนุ่มของคุณ บางครั้งคุณอาจคิดว่าตอนนี้เขาชอบใส่กางเกงยีนส์ตัวโตกับเสื้อตัวโคร่ง แต่ต่อไปคุณจะจับเขาแต่งเนื้อแต่งตัวเสียใหม่ ให้เป็นหนุ่มขาเดฟเสื้อลายดอกเหมือนหนุ่มเกาหลีตามแบบที่คุณชอบได้ อย่าฝันไปหน่อยเลย เขาไม่มีวันแต่งตัวตามแบบที่คุณต้องการได้หรอก หรือคุณอาจเคยมองข้ามเรื่องที่เขาเป็นคนพูดจาโผงผาง รู้สึกดีที่เขาพูดกับเราแบบตรงไปตรงมา แต่ถึงเวลาที่เขาต้องเข้ากับญาติผู้ใหญ่ของเรา เรื่องเพียงเท่านี้อาจทำให้เขาเข้าหน้าญาติผู้ใหญ่ของคุณไม่ติดก็ได้

ความรักไม่ใช้เครือข่าย โทรศัพท์มือถือ ที่จะมีโปรโมชั่นให้เลือกมากมายและมีวันหมดอายุ แต่ความรักควรเป็นสิ่งที่เกิด ขึ้นบนความพอดีระหว่างคนสองคน คนสองคนที่มีนิสัยที่พอดีกัน มีสถานะทางสังคมพอดีกัน มีพื้นฐานครอบครัวที่พอดีกัน และที่สำคัญทั้งสองคนต้องมีความรักที่พอดีกัน ไม่ควรปล่อยให้ใครต้องรักใครมากกว่า ไม่ควรปล่อยให้ใครต้องเป็นผู้ให้มากกว่าที่ได้รับ หากเกิดความพอดีขึ้นระหว่างคุณทั้งคู่แล้วเชื่อได้เลยว่าโปรโมชั่นความรักของคุณจะไม่มีวันหมด อายุอย่างแน่นอน

โสด 7 แบบ แล้วคุณโสดแบบไหน



1. คืนนี้ไม่มีดวงดาว (โสดช่างฝัน)

คน โสดประเภท นี้ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นคนชอบเพ้อ ชอบฝัน ชีวิตเหมือนอยู่ในเทพนิยาย ตลอดเวลา ได้แต่เฝ้ารอคอยว่าวันหนึ่งจะมีเจ้าชาย หรือเจ้าหญิง มารับไปอยู่ในปราสาท คนโสดในกลุ่มนี้มักเป็นคนช่างเลือก และหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง จนบางครั้งลืมมองไปว่าคนอื่นเขาก็อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองเหมือน กัน
คนพวกนี้เหมาะที่จะอยู่ในโลกของความฝันมากกว่าโลกของความเป็นจริง เพราะว่าชอบคิดเข้าข้างตัวเอง เพ้อฝันไปเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด คนพวกนี้เลยจัดอยู่ในจำพวกโสดช่างฝันนั่นแหละ เหมาะแล้ว

2. บ้านนี้ไม่มีแมลง (โสดซ่อนกิ๊ก)

คน โสดประเภทนี้ ต้องบอกว่าเป็นคนประเภทโสด แต่ไม่สด พวกนี้เคยมีแฟนหรือเคย มีชีวิตคู่ แล้วต้องกลับมาอยู่เป็นโสด คนโสดประเภทนี้ ถ้าเรามองด้วยตาเปล่าก็จะเหมือนกับคนโสดธรรมดาทั่วไปแต่ถ้าเอากล้องจุลทัศน์ มาส่องดูจะเห็นว่าแอบมีกิ๊กซ่อนอยู่บอกใครก็ไม่ได้เพราะต้องครองสถานภาพโสด ทางสังคมเข้าอาการน้ำท่วมปากก็เลยต้องมีคู่แบบหลบซ่อนไปเรื่อยๆ นี่หละเข้าตำรา โสดซ่อนกิ๊ก

3. ถนนที่ไร้ปลายทาง (โสดป่าเดียวกัน)

คนโสดประเภท นี้ เป็นประเภทไปหลงรักกับพวกผิดฝาผิดตัว ผิดที่ผิดทาง จะว่ากันจริงๆผิดเพศน่าจะตรงกว่า คนพวกนี้ก็จัดอยู่ในพวกคนที่แสนดี เพราะเป็นคนที่เสียสละมากไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็รัก ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนที่ไปรักถูกสาปให้ต้องเป็นแบบนี้ เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะโค่นป่าทั้งป่า ก็คงจะเปลี่ยนให้เขากลับมาชอบเพศตรงข้ามไม่ได้แต่คนโสดกลุ่มนี้ดูไปแล้วก็ น่าอิจฉา เพราะอย่างน้อยก็ยังมีความรักหล่อเลี้ยง ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่ก็ยินดี เรียกได้ว่าเป็นพวกโสดไม่มีที่สิ้นสุด ดีเลิศประเสริฐแท้

4. มันเป็นเรื่องของรอยกงเกวียน (โสดภาคบังคับ)

คน โสดประเภทนี้ไม่ได้มีความอยากอยู่เป็นโสดแม้แต่น้อย แต่จำเป็นต้องอยู่เป็นโสดเพราะถูกคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิต หรือจะเรียกว่าผู้มีพระคุณ ตั้งกฎเกณฑ์บังคับให้ต้องอยู่เป็นโสด ถึงแม้ว่าจะพยายามค้นหาและไขว่คว้า หรือจะเอาชนะอย่างไร ก็ไม่อาจจะพ้นจากความโสดได้ จนแล้วจนรอดก็ต้องถูกบังคับให้กลับมาเป็นโสด เหมือนเดิม เฮ้อช่างน่าสงสารจริงๆ

5. กว่าจะถึงเส้นแพ้ (โสดรอด้ายยยย…)

ไม่ เป็นไรรอ ด้ายยย...!!!... เป็นคำพูดติดปากของคนโสดกลุ่มนี้ คนพวกนี้มักพูดว่าไม่เรียกร้อง ไม่ต้องการ ยินดีที่จะมอบความรักไม่หวังผลตอบแทนและก็พร้อมที่จะเป็นแต่ผู้ให้ เพียงอย่างเดียว จะว่ากันง่ายๆ ก็ไปรักคนที่มีเจ้าของ แล้วก็คิดว่าวันหนึ่งเขาจะทิ้งคนรักของเขามากหาตัวเองเพราะความดีที่ทำให้ จึงได้แต่พร่ำว่า รอได้ รอได้ มันก็เลยต้องอยู่เป็นโสดเพราะว่ายังไง ก็…รอได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม แต่
่ถ้ามี ความสุขล่ะก็เอาเห๊อะ

6. คนรักช้าง (ทำเป็นโสด)

คน โสดพวกนี้มักจะบอกกับใครๆ ว่าตัวเองโสดอยู่ตลอดเวลา (ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่โสด) อันนี้จะคล้ายๆ กับโสดซ่อนกิ๊ก และก็แฉลบไปโดนกับโสดภาคบังคับอยู่นิดหน่อยเพียงแต่ว่าที่เขาทำก็ด้วย หน้าที่ ทำให้ต้องอยู่เป็นโสด คนพวกนี้จัดเป็นคนโสด เฉพาะกลุ่มสักหน่อย เพราะจะเป็นคนที่จัดอยู่ในประเภทคนของประชาชน มีคนมามอบความรักมากมายแต่ว่าไม่สามารถมีคนรักเป็นของตนเองได้เพราะกลัวว่า ตัวเองจะไม่เป็นที่ยอมรับ
และก็ต้องมาทำเป็น โสด นี่แหละ เหนื่อยหน่อยนะแต่ถ้าชอบก็เอา

7. แต่งกับความโสด (โสดตัวกินไข่ โสดปลาไหลกินน้ำแกง)

คน โสดประเภทนี้มักมีพฤติกรรมที่เกลียดเพศตรงข้ามจนออกหน้าออกตา อาจจะด้วย อยู่มานานแล้วไม่มีใครสนใจสักที เลยทำเป็นเกลียด ขยะแขยง จริง ๆ แล้วกลัวเสียฟอร์ม หรือไม่ก็อยากมี…แต่ก็กลัวหรือคิดอีกที อาจจะเคยผิดหวังอย่างแรงทำให้เกลียดเพศตรงข้ามไปเลย แต่ในใจลึกๆ ของคนโสดประเภทนี้ อยากมีคู่มากที่สุด แต่ก็แสดงออกมาในทางตรงกันข้าม เข้าตำรา โบราณที่ว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหล กินน้ำแกง เลยต้องอยู่แบบ โสดตัวกินไข่ เพราะคนที่จะเข้ามาก็กลัวคนพวกนี้เหมือนกัน เป็นไงหละเลยโสดเลยเห็นมั้ย (บอกแล้ว)

ดอกไม้ไทยกินได้





ดอกไม้มีความแตกต่างจากผักหรือใบไม้คือ มีสีที่หลากหลายทั้งม่วง ส้ม แดง เหลือง ขาว เป็นการเพิ่มสารในกลุ่มไฟโตเคมีคอล เช่น สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งดอกไม้ที่รับประทานกันอยู่แล้ว เช่น ดอกแคแกงส้ม ดอกขจร ใช้ใส่ในไข่เจียว ดอกโสนผัดไข่

นอกจากนี้ยังมีดอกไม้หลากหลายชนิด สามารถนำมารับประทาน เช่น ดอกซ่อนกลิ่น ดอกกุหลาบ ชบา ดาวเรือง เข็ม กล้วยไม้ ทำได้หลากหลายเมนูตั้งแต่กล้วยไม้ทอดกรอบ ต้มจืด ยำ

ดอกไม้กิน ได้ของไทย แบ่งออกเป็น





















แหล่งอ้างอิง - หนังสือ อาหารจานดอกไม้ flower food menu โดย สุพัตรา แซ่ลิ่ม
- โครงการปลูกดอกไม้กินได้ขึ้นที่ดอยแม่วาง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

♣ เรารักเขา ... แต่เขาไม่รักเรา ♣



เรารักเขา
เรา ก็บอกตัวเองว่า "ยอมทำได้ทุกอย่าง" เพื่อเขา
คำว่า รัก ทุ่มเท บูชา ยังดูน้อยไป
เมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ "ให้" เขาไปทุกวัน
และมัน ก็เพิ่มปริมาณขึ้นทุกวัน

เขาไม่รักเรา
เขาก็บอกกับเราว่า "อย่าทำอะไรเพื่อเขาเลย" มันไม่มีประโยชน์
คำว่า รัก ทุ่มเท บูชา มันมากเกินไป
หากว่าเขาจะได้รับความรู้สึกเหล่านี้
เมื่อเทียบกับ ความรู้สึกว่างเปล่าที่เขามี...
มันไม่ได้ต่างไปจากวันเดิมๆเลย
เขา ไม่ได้รู้สึกกับเรา "เกินกว่า" เพื่อนคนหนึ่งแค่นั้น


เรารักเขา
เราก็บอกตัวเองว่า "ไม่เป็นไรหรอก..."
เรามี ความสุขที่ได้รักเขาแบบนี้
แม้บางคืนต้องนอนร้องไห้เพราะน้อยใจในโชค ชะตา
บางวันต้องเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด เมื่อโทร.ไปแล้วเขาไม่รับ
แต่ เพราะเรารักเขา
เราจึงยอมให้ความเจ็บปวดกระทำทารุณต่อหัวใจตัวเอง

เขา ไม่รักเรา
เขาก็บอกเราว่า "เลิกทำร้ายตัวเองเสียที"
เขาไม่มีความ สุขถ้าเห็นเราเป็นแบบนี้
วันที่เราร้องไห้... เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยหรอก
บางขณะที่เราน้ำตาไหล เขาอาจกำลังหัวเราะอยู่ด้วยซ้ำ
เขาไม่อยากให้เราเจ็บปวด
ถ้าคุย โทรศัพท์กันแล้วจบลงที่ความไม่เข้าใจเหมือนเดิม
เขาเลือกที่จะเฉยชา... เพราะว่าไม่อยากให้ความหวังกับใคร


เรารักเขา
เรายึดมั่นในนิยาม "รักโดยไม่หวังผลตอบแทน"
แต่ ลึกๆแล้วเรากลับมีแต่ความต้องการ
อยากจะได้รับสิ่งตอบแทนจากเขาบ้าง
แม้ เล็กน้อยก็ยังดี

เขาไม่รักเรา
เขาไม่ยึดมั่นในนิยามอะไรเลย
เขา รู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ คนเรามันบังคับจิตใจกันไม่ได้
รักใคร หรือเกลียดใคร ความรู้สึกมันจะเกิดขึ้นเอง
เขารู้สึกเสียใจ ที่เขาทำอะไรให้เราไม่ได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว


เรารักเขา เขาไม่รักเรา
ความรู้สึกแตกต่าง กลายเป็นขั้วบวกขั้วลบ
ทว่า ไม่ใช่ขั้วบวกขั้วลบแบบในสนามแม่เหล็ก
ที่ สามารถดึงดูดเข้าหากันได้
นี่เป็นความแตกต่างระหว่างความคิด
และ ต่างในเรื่องของหัวใจด้วย
จึงยากเหลือเกินที่กำหนดทิศทางตามที่ใจเรา ต้องการ


รัก...ทุกรูปแบบ
ทั้งแอบรัก ทั้งรักข้างเดียว หรือรักแต่ไม่แสดงออก ถ้ามันเป็นความรัก
ที่สร้างแรงบันดาลใจด้านบวกให้ กับชีวิตเราได้ ก็รักไปเถอะ
แต่ถ้าความรักมันทำให้เราป็นทุกข์ มากกว่าที่จะสุขกับมัน
คงต้องกลับมาตั้งสติและทบทวนกันใหม่อีกครั้ง
ว่า ควรปล่อยให้ความรักครั้งนี้มันดำเนินต่อไป
หรือควรหยุดไว้แค่ตรงนี้...

ชีวิต เป็นของเรา เรารักเขา เขาไม่รักเรา
...แล้วเราควรจะรักใคร

แง่คิดดีๆ...มีไว้แบ่งปัน

รองเท้า กะ ความรัก


เคยไหม..... ที่ซักครั้งหนึ่งในชีวิต .........

เดินๆไปเจอรองเท้า คู่หนึ่ง ที่ถูกใจเรามากมาย

ถูกใจ สวยงาม ใครเห็นก็พากันชื่นชม และเรามักจะใส่ไปไหนมาไหนเสมอ

แต่รองเท้าคู่นั้น กลับไม่เหมาะกับเท้าของเรา คอยกัดให้เท้าเรามีบาดแผล ......ได้รับความเจ็บปวด

และไม่ว่ายังไง.....แม้จะได้รับความเจ็บปวด จากการที่มันกัดเท้าเรา แต่เรากลับคิดเสมอว่า....

รองเท้าคู่นั้น ปกป้องเราจากเศษแก้ว จากพื้นดินที่ร้อนระอุ เปียกชื้น และหนาวเย็น

แม้ จะเจ็บซักแค่ไหน กลับยังดื้อด้าน ดึงดันที่จะใส่รองเท้าคู่นั้น

เหตุผลน่ะเหรอ..........มีซะที่ไหนล่ะ ???



ความรัก คงเปรียบได้กับรองเท้า

แม้จะเจ็บ ผิดหวัง แต่ก็ยังรัก

แม้จะ เหนื่อย จะท้อ จะผิดหวัง แต่ก็ยังไม่อยากปล่อยมันไป



ตอนนี้ รองเท้าคู่นั้นของเรา เหมาะกับคนอื่น

แต่เรา กลับรอ และหวังว่าซักวันมันจะพอดีกับเรา ใส่ได้พอดี และเดินไปด้วยกันตลอด



แล้ว เพื่อนๆล่ะคะ จะรอใส่รองเท้าคู่เดิมที่รักมากมาย แต่เหมาะกับคนอื่น

หรือ จะหารองเท้าคู่ใหม่ ที่เหมาะสม แต่เราไม่ชอบใส่ ^^

เมื่อความรักหายไป...แต่หัวใจยังอยู่


ผมเชื่อว่า...ความรัก
หากมันได้มีโอกาสเกิดขึ้นมาแล้ว...ครั้งหนึ่ง
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายแค่ไหน
เราต่างก็ไม่เคยต้องการให้มันเป็นเพียงแค่ "วันผ่าน"

แต่ถ้าวันหนึ่ง...วันที่ความรักต้องจบลงด้วยการเลิกรา
และทิ้งให้ "ใครบางคน"
เจ็บจมอยู่กับทะเลน้ำตาของความฝันแตกสลาย
จำเป็นด้วยหรือ...ที่เราจะต้องกอดเก็บ
เรื่องราวความหลังครั้งเก่าเอาไว้



ให้เป็นเหมือนหินก้อนใหญ่
ที่ถ่วงตัวเองไว้จนจมลงไปในคืนวันของความเจ็บช้ำ
ก่อนที่จะสำลักน้ำตาตายไปพร้อม ๆ กับคำพูดที่ว่า
"ชีวิตนี้...คงรักใครไม่ได้อีกแล้ว"

ใครหลายคนไม่สามารถเริ่มต้นใหม่
ท่ามกลางซากปรักหักพังของความรักครั้งเก่า
ด้วยเพราะมัวแต่ยึดติด และโหยหาจนไม่อาจถอนใจ
ในขณะที่ใครบางคนก็ถูกความรักครั้งนั้น ทำร้ายให้เจ็บปวดเสียจน



จากที่เคย "ศรัทธา" มาก
ถึงขนาดแม้แต่ "ชีวิต" ก็ยอมแลกให้ได้
ก็กลับกลายเป็นเข็ดขยาดและหวาดกลัว
เสียจนไม่เหลือ "ความเชื่อ" ในรักนั้นอีก

ไม่แปลกหรอก...ใคร ๆ ต่างก็ต้องมีช่วงเวลาอันแสนบอบช้ำ
เอาไว้สำหรับ "การทำใจ" กันทั้งนั้น
เพียงแต่ในขณะที่ "เวลา" เดินผ่าน
น้ำตาที่ค่อย ๆ แห้งเหือด...
และหัวใจที่ค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้นอย่างช้า ๆ


ความเสียใจ


การกลับมาของรอยยิ้ม
ที่อาจจะไม่สดชื่นแจ่มใสได้เหมือนวันเก่า

มักจะมีอะไรบางอย่างสูญหายไป
พร้อม ๆ กับความสูญเสียเสมอ
โดยเฉพาะ "ความหวัง" และ "ความเชื่อมั่น" ในคำว่า "รัก"

ในขณะที่โลกพาความรักหมุนรอบตัวเรา
จะไม่มีอะไรช่วยเยียวยารักษาหัวใจให้ดีขึ้นได้เลย
หากเราโยนหัวใจตัวเองให้หายไป พร้อมกับความรักครั้งเก่า



อย่างไรก็แล้วแต่...เราไม่เคยหนี "ความรัก" ได้พ้น
ไม่ว่าลึก ๆ ในใจจะเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม
เราต้องเริ่มต้นใหม่ มีความรักครั้งใหม่
และดำเนินชีวิตต่อไปอย่างคนที่ไม่จมปลัก

แม้จะแอบคิดถึงรักครั้งเก่า และเกิดคำถามกับใจว่า
เป็นเพราะ "ความรัก" ไม่ใช่หรือ...ที่เราไม่อยากสูญเสีย
เพราะ "คุณค่า" ของ "ความผูกพัน"
ที่มันเคยมีอยู่ไม่ใช่หรือ...ที่ทำให้ยากจะตัดใจ



และเพราะ "ความทรงจำ"
ที่มีอยู่เต็มในห้องหัวใจดวงนี้ไม่ใช่หรือ...
ที่เราอยากจะรักษามันเอาไว้

สุดท้ายแล้ว...เราก็ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ความจริงที่จะย้ำเตือนให้รารู้ว่า
เมื่อ "ความรัก" หายไป แต่ "หัวใจ" ยังคงอยู่
ชีวิตที่เหลือทั้งชีวิตยังสามารถ "มีรักครั้งใหม่ได้"

"เลือก"…"ตามหา" และ "ปฏิบัติ"
ต่อความรักครั้งใหม่ได้อย่างถูกทิศทาง...ขอบคุณคนที่ได้ชื่อว่าเป็นรัก เก่าที่ตายจากไป ที่ทำให้วันนี้ผมโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ผมเคยล้มวันนี้ผมเดินได้อีกครั้ง ผมก็ไม่ได้แค่คิดจะเดินมันอย่างเดียว

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++