วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แก้วน้ำ1ใบ ให้อะไรกับคุณ ???















อวัยวะเรา ก็ต้องตอกบัตรเข้างานนะ

เวลา กับ ร่างกาย ของคน

01.00 น. – 03.00 น. เป็นเวลาของตับ
ขอบอก เลยว่า . . . ทุกคนควรนอนหลับพักผ่อนให้เป็นประจำในช่วงเวลานี้ให้ได้ เพราะตับจะหลั่งสาร มีราโทนิน ที่จะทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เห็นมั้ยละว่าสำคัญแค่ไหน ที่สำคัญห้ามกินเด็ดขาดในเวลานี้เพราะจะทำให้ตับต้องทำงานหนักและเสื่อม เร็ว

03.00 น. – 05.00 น. เป็นเวลาของปอด
สิ่งที่ดี ที่สุดที่ควรทำคือ ตื่นนอน ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะหน่อย เขาบอกว่าถ้าตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณดี

05.00 น. – 7 .00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่
เพราะ ฉะนั้นควรขับถ่ายให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าคนไหนมีโรคประจำตัวคือท้องผูกกว่าจะถ่ายแต่ละทียากเย็นเหลือเกิน แนะนำว่าให้ลองดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว น้ำ 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1 ช้อน + น้ำมะนาว 4-5 ลูก

07.00 น. – 09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร
จึงควรกิน อาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน เพราะถ้าปล่อยให้ท้องว่าง กระเพาะอาหารจะอ่อนแอกลายเป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ที่สำคัญจะหน้าแก่เร็วกว่าไว น่ากลัวมากๆๆ

09.00 น. – 11.00 น. เป็นเวลาของม้าม
พูดน้อย กินน้อย และไม่นอนหลับ

11.00 น. – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาที่หัวใจทำงานหนักที่สุด
ควรทำใจ ให้สบาย หลีกเลี่ยงสิ่งทึ่จะทำให้เครียด พยายามไม่ใช้ความคิดหนัก ถ้าต้องเครียดกับงานตรงหน้ามากนักก็ผ่อนคลายซะบ้าง

13.00 น. – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
งดกิน อาหารทุกประเภทให้ลำไส้เล็กได้พักผ่อน

15.00 น. – 17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
ออกกำลัง กายหรืออบตัวให้เหงื่อออก อย่ากลั้นปัสสาวะ

17.00 น. – 19..00 น. เป็นเวลาของไต
อาบน้ำทำ ให้ร่างกายสดชื่น ไม่ควรออกกำลังกายหนัก

19.00 น. – 21.00 น. เป็นเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ควรหยุดทำ งาน พักผ่อนทำสมาธิและสวดมนต์

21.00 น. – 23.00 น. เป็นเวลาของพลังงานรวม
ทำให้ร่าง กายอบอุ่นนอนหลับให้ร่างกายพักผ่อนเต็มที่

23.00 น. – 01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี
นอนหลับ ให้สนิท (ถ้าไม่หลับช่วงนี้มีโอกาสเกิดโรคมากมายและร่างกายจะทรุดโทรมไว)

-------------------

รวม คติเตือนใจ



รวม คติเตือนใจ
* ใจดีมีแต่ให้ ใจไร้ชึงการให้คือใจยักใจมาร

* ตั้งใจสูงเกินไป มักทำให้ใจเราท้อแท้

* ความเข้าใจ คือหัวใจของการกระทำต่างๆ

* อยากสร้างความดี จะต้องมีขันติ ยอมรับคำติได้ ด้วยใจที่สงบได้ จะพบทางออกที่ดีๆ

* ชอบแต่คำชม ระวังจะขื่นขมในวันหน้า

* ดูชะตาชีวิตในวันหน้า ให้ดูความนึกคิดในวันนี้ทำดีแล้วหรือ

* คนเช่นไรก็มักคิดมักพูดไปในทางนั้น

* มีดีช่วยแบ่งปัน สร้างความสำพันร์ให้เหนียวแหน้น

* ดีไม่กลัว กลัวแต่ไม่ดี มีดีแต่ไม่กลัว กลัวแต่ไม่มีดีอะไรสักอย่าง

* เรียนที่โรงเรียนไหน ก็ไม่เท่าเรียนที่จิตใจของตน

* ยึดไว้ไม่วาง จ้างใครก็ช่วยไม่ได้ (นอกจากตน)

* รู้แล้วกับไม่ทำ รู้จำกับไม่ปฏิบัติ ก็ได้แต่ปริยัต ไม่เกิดผล

* สิ่งดีควรใช้ สิ่งที่ไร้ควรหลีก

* เที่ยวไปทั่ว ยังไม่รู้ทั่วถึงความคิดของตนเอง

* ไฟนั้นมันเผาตน แต่ยังกังวนที่จะไปดับที่ไหนกันเล่า

* เหตุ และผลย่อมที่จะปลนกัน เมื่อมีเหตุ ผลย่อมจะมีแน่

* กลัวลูกมันเหนื่อยตนเหนื่อย กลัวลูกมันตายตนจะตายก่อน

* ต้นไม้นั้นให้ชีวิต แต่คนยังคิดที่จะทำลาย

* เดินช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
เดินอย่างงาม เดินตามแบบทำมะชาติตรง
เดินอย่างคนทะนง คงต้องเชิดหน้า
เดินอย่างมีปัญหา หน้ายุ่งให้เห็นกัน
เดินอย่างเห็นทุกวัน คือแทบพันกันเข้าด้วยขาทั้งสอง

* คิดได้แต่ไม่ดี ก็ยังดีได้แต่ไม่เคยคิด (แก้ไข)

* ผิดถูกนั้นสำคัญสไหน แม้ไม่นำไปปฏิขัติให้เกิดผล

* รู้ทำรู้คิดแต่สิ่งที่ดี ชีวีก็มีสุขได้

* รู้เท่าทันจิต ความคิดไม่วุ่นวาย รู้ถึงความตาย ย่อมคลายจากความยึดมั่น

* ไม่มีต้นไม้ กายคงยืนอยู่ไม่ได้นาน

* มีลมหายใจได้ เพราะใครให้อากาศบริสุทธิ์

* อย่ามัวหวังแต่คอยกำลังใจ ให้ทำไปด้วยใจที่มั่นคงจะไปกว่า
อย่ามัวหวังแต่คอยกำลังใจจากใคร เมื่อไม่ได้ย่อมจะเสียใจ และสิ้นกำลังที่จะเดินต่อ

* อยากรู้ให้ถาม อยากงามให้แต่ง อย่าแข็งไปด้วยมานะ ย่อมจะได้รับในสิ่งที่ดีๆ

* ยิ่งตามก็ยิ่งไกล ยิ่งเอาใจก็ยิ่งเสีย

* รู้รักรู้หลงคงไม่นั่งเศร้า รู้เค้าแต่ไม่รู้เราคงต้องเศร้าเป็นแน่

* อยากลืมแต่ไม่รู้กับยิ่งจำ รู้ทำย้ำคิดชีวีคงลืมได้

* เริ่มแรกคิดแหกก็คงเศร้า จะเอาได้จากที่ไหน

* มีน้ำใจใครๆก็รัก ใจที่หนักย่อมรักษาบุญไว้ได้

* คิดผิดคิดใหม่ คิดให้จะได้บุญ

* คิดทำเพื่อผู้อื่นวันคืนก็มีแต่สุข คิดทำเพื่อตนทุกข์นั้นจะล้นออกมาให้เห็น

* ให้ธรรมะเป็นทาน ย่อมชนะมารทั้งปวง (โดยเฉพาะมารที่อยู่ในจิตใจ)

* ศึกษาธรรมะชนะการศึกษาทั้งปวง

* คิดแต่ข้อดีของเค้า เราจะต้องหม่นหมอง ตรองตรม

* รู้แล้วอย่าลืมบอกเพื่อน เตือนแล้วอย่าลืมกระทำนะครับ

* อยากสอนคนอื่นให้สอนตนก่อน อยากให้คนอี่นรู้ และเข้าใจตนต้องรู้ก่อน

* พึงตนก็พ้นพัย พึงใจก็พ้นทุกข์

* พึงคนอื่นสุขก่อนผ่อนทุกข์ที่หลัง พึงตนทุกข์ก่อนสุขตามมาทีหลัง

* ได้ของดีแล้วมักช่า กินยาบ้ายิ่งช่ายิ่งบ้าไปใหญ่

* มีเงินน้อยก็ทุกข์ มีเงินมากก็ทุกข์ แล้วสุขนั้นอยู่ไหน (อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ในจิตใจดวงนี้ไงครับ)

* ได้ของขังชีวิตพังมาก็มาก อยากได้ลาภจนลืมตัวกระทำผิด

* ของดีแท้นั้นย่อมเบาสบาย ของที่พาจิบหายนั้นย่อมที่จะหนักมาก (หนักทั้งกายหนักทั้งใจ)

* รักสาตัวรักสาใจนั้นยังยากแล้ว แล้วใยเล่าเฝ้าหาสิ่งมาเพิ่มให้หนักหนา
เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งระอา เมื่อรู้ว่าไม่ใช่สุขที่แท้เอ๋ย

* พูดดี คิดดี ทำดี ย่อมจะบังเกิดสิ่งดีขึ้น

* โชคอยู่ที่เรา อย่ามัวไปเฝ้าจากที่ไหนให้เหนื่อยเปล่า

* บวชด้วยปากพูดมันง่าย แต่บวชด้วยใจนั้นมันยากยิ่ง
พูดย่อมง่ายกว่ากระทำ รู้ธรรมนำชีวิตให้สดใส

* หากไม่รู้คิด ชีวิตต้องหมองม่น

* รู้เลือกรู้ทำ ย่อมทำให้ชีวิตนั้นสดใส

* เวลามีน้อย อย่ามัวเฝ้าหาแต่สิ่งที่ไร้สาระเลย

* จิตยังไม่แน่วแน่ ระวังจะแพ้กิเกสเอาง่ายๆ

* ได้มาแปล็บเดียวก็เบื่อ ไม่เชื่อก็ลองดูเถิด

* ฉลาดเพิ่มกิเลส ปัญญาลดกิเลส ฉลาดเพิ่มทุกข์ ปัญญาเพิ่มสุข

* หวังแต่สิ่งอื่นคนอื่น สักวันคงต้องกลืนน้ำตา

* ของดีนั้นหายาก เพราะลำบากมัวหากันแต่ภายนอก

* สิ่งดีมีแต่นำสุขมาให้ สิ่งจังไรนำแต่ภัยมาถึงตัว

* ยกเงินไว้ที่สูง เพื่อนฝูงแตกกระเจริง ยิ่งคิดว่าเงินเป็นที่พึง จึงละพึงชึงพระธรรมคำสอน

* มีเงินน้อยก็ทุกข์ มีเงินมากก็ทุกข์ แล้วสุขนั้นอยู่ที่ใด

* รู้ภัยไม่พกเงินมาก รู้ยากจน ต้องขยัน อดทน และประหยัด

* คนหลงเงิน ไม่ใช่เงินหลงคน คนไม่ดี ไม่ใช่เงินไม่ดี

* เงินจะดี เพราะรู้จักใช้ เงินจะบั่นไร เพราะใช้ไม่เป็น

* เขียนอยากให้เข้าใจ มิใช่เขียนไปเพื่อความเพิดเพลิน

* หนทางตรงกับไม่เดิน แต่กับชอบเดินทางที่เพิดเพินกันหนักหนา

* ผู้อิ่มย่อมรู้จักให้ ผู้ที่รู้จักจิตใจย่อมเข้าใจในความทุกข์ของผู้อื่น

* ให้ธรรมะเป็นทาน ไม่ควรคิดประมาณในผลบุญนั้นมีเท่าไหร่

* ด้วยใจที่สงบย่อมจะพบกับทางสว่าง หนทางคงยังยาวไกล หากไม่ใส่ใจในการปฏิบัติ

* สุขเพราะไม่ยึด เพราะยึดนั้นจึงทุกข์

* รู้หนักให้ปล่อยวาง รู้ทางให้รีบเดิน อย่ามัวแต่เมินเฉย เวลาเลยจะไม่ทัน

* อยากลืมคนรัก ให้ตะนักข้อเสียของเค้ามากๆ

* สุดยอดของเงินทอง คือวิชชาความรู้ สุดยอดของสัตตรูคือตัวเราเอง


* พูดเพราะเป็นหวง ไม่รักไม่หวง ไม่เอาบ้วงมาแขวนคอหรอกครับ

* ยิ่งใช้ก็ยิ่งกว้าง ยิ่งกว้างก็ยิ่งสงบ

* บัณฑิตไม่คิดถือสา คนมีปัญญารู้จักพิจาระณาดีชั่ว

* เรื่องไม่ดีนั้นเชื่อง่าย ยิ่งเป็นเรื่องการตายยิ่งเชื่อกันใหญ่

* ส่วนเรื่องดีนั้นเชื่อได้อยาก อยากลอง อยากพิสูตก่อนจึงจะเชื่อ

* เรื่องเพียงน้อยนิด เก็บไปคิดเป็นเรื่องใหญ่

* การมีธรรม และปฏิบัติ ย่อมที่จะขจัดความทุกข์ให้สิ้นไปได้

* อกุศลกรรมไม่ควรก่อ ที่ความก่อคืออุศลกรรมจะนำชีวิตให้เป็นสุข

* รู้เลือกรู้รักสา
รู้นำพาชีวิต
รู้คิดก่อนตัดสินใจ
รู้ไปตามทางที่ถูกต้อง
รู้มองทางไกล
รู้เรื่องอะไรไม่เท่ารู้เรื่องของกฏแห่งกรรม

* ใจดีย่อมยิ้มได้ง่าย ใจง่ายมักจะเจอทุกข์ภายหลัง

* อยากให้เค้าเป็น ตนเป็นก่อน
อยากให้เค้าดี ตนดีก่อน
อยากให้เค้าสุข ตนสุขก่อน
อยากให้เค้าทุกข์ ตนทุกข์ก่อน

* ทุกข์น้อยเพราะสละมาก ทุกข์มากเพราะสละน้อย

* ฝึกตนพ้นพัย ฝึกจิตใจพ้นทุกข์

* ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา อย่าไปมัวเมาเฝ้าเพ่งแต่ผู้อื่น

* ทุกข์อยู่ที่ตน ตนเท่านั้นที่แก้ได้

* อย่าแพ้ในสิ่งที่ยังไม่ทำ อย่าจำแต่เรื่องที่ไร้สาระ อกุศลให้ละ อยากเป็นพระจะต้องใจดีๆ

* รักษาตัวพ้นจากโรคพัย รักษาใจพ้นจากทุกข์ ทุกข์นั้นอยู่ข้างใน ใช่ใครที่มัวหากันแต่ภายนอก

* ทำตัวดี ย่อมจะมีประโยชน์ หากมัวคิดแต่จะโกรธ โทษนั้นจะยิ่งมีมาก

* ทุกความเห็นย่อมมีความหมาย หากได้พินิพิจารณาให้ถี่ถ้วน

* บัณฑิตไม่คิดก่อเวรกรรม ย่อมกระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

* บัณฑิตมักแสวงหา คนมีปัญญามักนำพาไปหาแต่สิ่งที่ดีงาม

* บัณฑิตไม่คิดงก จะมิสร้างนรกให้เกิดขึ้นในดวงจิต

* รู้คิดรู้ฝัน รู้ลงมือทำถึงจะสำเร็จ

* สุดยอดของเงินทอง คือวิชชาความรู้ สุดยอดของสัตตรูคือตัวเราเอง

* พูดเพราะเป็นหวง ไม่รักไม่หวง ไม่เอาบ้วงมาแขวนคอหรอกครับ

* ยิ่งใช้ก็ยิ่งกว้าง ยิ่งกว้างก็ยิ่งสงบ

* บัณฑิตไม่คิดถือสา คนมีปัญญารู้จักพิจาระณาดีชั่ว

* เรื่องไม่ดีนั้นเชื่อง่าย ยิ่งเป็นเรื่องการตายยิ่งเชื่อกันใหญ่

* ส่วนเรื่องดีนั้นเชื่อได้อยาก อยากลอง อยากพิสูตก่อนจึงจะเชื่อ

* เรื่องเพียงน้อยนิด เก็บไปคิดเป็นเรื่องใหญ่

* การมีธรรม และปฏิบัติ ย่อมที่จะขจัดความทุกข์ให้สิ้นไปได้

* อกุศลกรรมไม่ควรก่อ ที่ความก่อคืออุศลกรรมจะนำชีวิตให้เป็นสุข

* รู้เลือกรู้รักสา
รู้นำพาชีวิต
รู้คิดก่อนตัดสินใจ
รู้ไปตามทางที่ถูกต้อง
รู้มองทางไกล
รู้เรื่องอะไรไม่เท่ารู้เรื่องของกฏแห่งกรรม

* ใจดีย่อมยิ้มได้ง่าย ใจง่ายมักจะเจอทุกข์ภายหลัง

* อยากให้เค้าเป็น ตนเป็นก่อน
อยากให้เค้าดี ตนดีก่อน
อยากให้เค้าสุข ตนสุขก่อน
อยากให้เค้าทุกข์ ตนทุกข์ก่อน

* ทุกข์น้อยเพราะสละมาก ทุกข์มากเพราะสละน้อย

* ฝึกตนพ้นพัย ฝึกจิตใจพ้นทุกข์

* ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา อย่าไปมัวเมาเฝ้าเพ่งแต่ผู้อื่น

* ทุกข์อยู่ที่ตน ตนเท่านั้นที่แก้ได้

* อย่าแพ้ในสิ่งที่ยังไม่ทำ อย่าจำแต่เรื่องที่ไร้สาระ อกุศลให้ละ อยากเป็นพระจะต้องใจดีๆ

* รักษาตัวพ้นจากโรคพัย รักษาใจพ้นจากทุกข์ ทุกข์นั้นอยู่ข้างใน ใช่ใครที่มัวหากันแต่ภายนอก

* ทำตัวดี ย่อมจะมีประโยชน์ หากมัวคิดแต่จะโกรธ โทษนั้นจะยิ่งมีมาก

* ทุกความเห็นย่อมมีความหมาย หากได้พินิพิจารณาให้ถี่ถ้วน

* บัณฑิตไม่คิดก่อเวรกรรม ย่อมกระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์

* บัณฑิตมักแสวงหา คนมีปัญญามักนำพาไปหาแต่สิ่งที่ดีงาม

* บัณฑิตไม่คิดงก จะมิสร้างนรกให้เกิดขึ้นในดวงจิต

* รู้คิดรู้ฝัน รู้ลงมือทำถึงจะสำเร็จ

* ใจง่ายเสียตัว ใจกลัวๆทำอะไรมักไม่ถูก

* สิ่งที่เห็นอาจไม่จริง สิ่งที่คิดอาจไม่ใช่ ต้องใช้วิจารนะยานครับ

* พบ พราก จาก ลา เป็นทำมะดาของโลกครับ

* ยิ่งงามก็ยิ่งเผ็ด แต่ว่ายิ่งเผ็ดก็ยิ่งชอบ ออแปลกดี

* ดูให้ดีๆ อย่าให้ความหลงบังตาจนมองไม่เห็น

* เมตตาพาให้เรียนรู้
เมตตาพาให้ตนได้ฝึกฝน
เมตตาพาให้เกิดสันติสุข
เมตตาพาให้ใจสงบ
เมตตาพาให้เกิดปัญญา
เมตตาพาให้เกิดวิริยะ
เมตตาพาให้เกิดขันติ
เมตตาพาสัทจะ
เมตตาพาให้เกิดอธิฐาน
เมตตาพาให้ใจเป็นสุข
เมตตาพาให้เกิดอุเบกขา
เมตตาพาให้พ้นทุกข์

* ผู้เก่งธรรมย่อมนำความสุขมาสู่ประชา และอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ
ผู้เก่งทางโลก มักอวดองทนงตัว ยกตนข่มท่าน

* สิ่งดีนั้นควรเก็บไว้ สิ่งจั่งไรให้วางเสีย

* ชีวิตเปรียบเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย จะต้องค่อยๆยับย้ายไปอย่างละมัดละวังที่สุด

* ความสุขคือการปล่อยวาง
ความสุขคือการชนะความอยาก
ความสุขคือความสงบ
ความสุขคือความโล่งโป่งเบาสบาย
ความสุขเกิดจากการได้เรียนรู้ธรรมชาติว่าเป็นอย่างไร
ความสุขคือการให้
ความสุขคือการได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
ความสุขคือการระชั่ว กระทำแต่ความดี
ความสุขคือการไม่ยึดมั้นถือมั้น
ความสุขคือการได้ให้อภัย
ความสุขคือการไม่โกรร เกลียด ชิงชัง อิจฉาริษยา จองเวร
ความสุขคือการไม่โลภ อยากได้สิ่งของที่เป็นของคนอื่น
ความสุขคือการมีสันธ ความพอใจในสิ่งที่ตนเองมี

* จิตสงบย่อมพบกับสิ่งที่สดใส จิตที่เหลวไหลไพนั้นย่อมเกิดมี
สิ่งที่ดีนั้นจะไม่ไกลพ้น หากเดินตามทางสายกลางที่พระพุทธเจ้ามอบให้


* รู้ตัวพ้นทุกข์ ไม่รู้ตัวทุกข์ล้น

* สละสิ่งที่ไม่สำคัญ เพื่อสิ่งที่สำคัญกว่า สละสิ่งที่สำคัญน้อย เพื่อสิ่งที่สำคัญมาก

* ของดีอยู่ในตัว อย่ามัวแต่ไปหาภายนอกเลย

* คิดก่อนทำ ย้ำก่อนตัดสินใจ

* ใช้ชีวิตแบบไร้สาระ แล้วจะละความชั่วได้อย่างไร

* สุขได้เพราะตน พ้นได้เพราะรู้ และปฎิบัติ

* ทำดีมักสงสัยจั่ง ทีทำชั่วไม่ยักกะสงสัยอย่างนี้บ้างหนอ

* ทำดีนั้นมัวแต่คิดอาย ทำชั่วไม่เห็นจะอายมั้งล่ะ

* ความสุขแค่น้อยนิด อย่าได้คิดทำกรรมชั่ว

* สิ่งดีๆมักไม่ยึด มักยึดแต่สิ่งที่ไม่ดีชีวีต้องหมองหม่น

* เวลาจะมีมาก ถ้าไม่อยากในสิ่งที่ไร้สาระ
เวลาจะมีมาก ถ้ารู้อยากในสิ่งที่เป็นประโยชน์
เวลาจะมีค่า ถ้าว่าสิ่งไหนดี และเลือกทำ

* จิตที่สงบย่อมเป็นสุข จิตที่มักสนุกย่อมพบกับความวุ้นวาย

* มองให้เป็น เห็นประโยชน์ทั้งสองอย่าง
มองอย่างผู้รู้ คือรู้ทั้งดี และชั่วเอาไว้เป็นแบบ พร้อมเตือนตน

* มองเป็นเห็นประโยชน์ มองไม่เป็นเห็นแต่โทษ
มองเป้นย่อมยั่งมิตให้ยืน ขืนมองแต่สิ่งที่ไม่ดี ไมตรีก็จางหาย
มองให้เห็นหลายแง่ ถึงจะแก้ความวิตกกังวนได้
หันกับมามองกายกับใจเรา เฝ้าระวังไม่ให้เกิดอกุศลแล้วหรือ

* รู้จิตรู้ใจเค้า ยังไม่เท่ากับรู้ใจตนเอง

* เมื่อรู้เรา เค้านั้นก็เช่นเดียวกัน

* จิตใจดีย่อมมีเมตตา จิตใจริษยาพาให้เกิดทุกข์

* สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมักมองไม่เห็น มักจะเห็นแต่สิ่งที่ไกลตัวมากกว่า

* อยากได้ให้ไป อยากเข้าใจให้ถาม

* สิ่งดีๆยังมีอีกมาก หากไม่ให้ตัวมานะมีเป็นตัวกลั้น

* รู้มากเค้าไม่ว่าดี แต่มั่งมีเค้ามักว่าดีเสมอ

* ยอมรับความผิด จึงคิดเปลี่ยนแปลงตน

* ถ้ารู้ทำไมทำไม่ได้ แต่เมื่อเอาให้ทำเหมือนรู้

* สิ่งที่คิดว่าง่ายมันยากก็มี สิ่งที่คิดว่ายากมันง่ายก็มี

* สิ่งที่ได้มาง่ายมักไม่ยั้งยืน สิ่งที่ยั้งยืนมักจะเสียแรงเสียเหงื่อมาก

* ไม่ลองก็ไม่รู้ ไม่ดูก็ไม่เห็น ไม่ทำหรือจะเป็น รู้เห็นเป็นเช่นไรเล่า ต้องให้เจ้าพิสูธดู

* วันนี้วันพระ แล้วท่านได้ละสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจแล้วหรือยัง

* ใจที่สงบย่อมจะพบกับความสุข ใจที่มักสนุกย่อมพบกับความวุ้นวาย

* แต่งความดีกันวันละนิด ชีวิตจะได้ชืนบาน

* จ่ายให้น้อยหน่อย ชีวิตจะไม่ลำบาก

* ดีไม่กลัว กลัวแต่ไม่ดี

* มีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็ใช้มาก ไม่มีแล้วจะเอาที่ไหนมาใช้เล่า

* ดีนั้นชอบช่วยเหลือ ใจเสือนั้นชอบขูดรีด


* อยากให้แต่พ่อแม่เห็นใจ แล้วเราเคยเห็นใจท่านมั้ย

* ชีวิตจะเป็นพิษ เพราะความคิดไม่เป็นประโยชน์

* รู้ดีไม่เท่าทำดี ทำดีไม่เท่าใจดี ใจดีไม่เท่าใจที่สงบ และมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

* ทางดีไม่ชอบเดิน ทางที่เพิดเพลินชอบเดินดีๆ

* จะจนหรือลวย สุดท้ายต้องม้วยมรนาเหมือนกันนั้นแหละ

* มีสองดีกว่ามีหนึ่ง ถ้ามีสองไม่สามัคคีมีหนึ่งดีกว่าแน่

* โลกร้อนเพราะใจคนมันร้อน โลกจะสงบเย็นได้ ใจคนจะต้องเย็นสงบ

* ต้นไม้เป็นบ่อเกิดของอาหาร และยา ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นบ่อเกิดของปัญญา และความสงบสุข

* ลูกคือดวงใจของพ่อแม่ แล้วพ่อแม่คืออะไรหนอของลูกรัก

* ต้นไม้ไม่มีคนมีชีวิตอยู่ได้ แต่คนไม่มีต้นไม้จะมีชีวิตอยู่ได้มั้ย
ต้นไม้คือผู้ให้ชีวิตแก่คน แต่คนกับตอบแทนด้วยการตัดไม้ทำลายป่าหนอ

* เป็นลูกไม่ควรผลานพ่อแม่ เป็นเฒ่าแก่ไม่ควรข่มเหงลูกน้อง

* รู้เลือกรู้คิด จิตก็เบิกบาน รู้จักให้ทาน ความเบิกบานยิ่งเพิ่มล้น


* ชีวิตมีแต่รับก็นับว่าเสื่อมมาก
ชีวิตมีแต่ให้ก็ไร้ชึงความสมดุล
ชีวิดเจริญจะต้องไม่เพิดเพินทั้งการให้ และการรับ

* เวลาอยู่ที่ใจ ถ้าอยากจะต้องมีแน่

* สิ่งดีๆยังมีอีกเยอะ อย่าได้เอาสิ่งเปอะเพียงนิดเดีวยมาปิดกลั้นไว้

* หัวใจจะเป็นธรรม เพราะไม่กระทำโดยความรำเอียง

* ชีวิตมีน้อยนิด อย่าได้คิดสร้างกรรมชั่วเลย

* เกิดมาเป็นคน ถึงจะจนก็ยังดีกว่าสัด

* ได้ดีอย่าลึมตน ได้เกิดเป็นคนอย่าลืมทำความดี

* ความไม่เคยเกิดจากไม่ทำ ความไม่จำเกิดจากไม่ท่อง และทำให้เป็นนิสัย

* คนที่อ่อนน้อม ย่อมพร้อมที่จะเป็นฝ่ายรับที่ดีได้เสมอ

* มองโลกในสองแง่ ความจริงแท้ก็จะบังเกิด

* คิดอยากแต่มั่งมี ความดีก็เริ่มหาย คิดอยากแต่สบาย ร่างกายก็เริ่มอ่อนแอ

* อารมณ์อยู่เหนือจิต มีแต่ทุกข์
จิตอยู่เหนืออารมณ์ จึงมีสุบได้

* บัณฑิตไม่คิดทำร้าย ถึงจะถูกให้ร้ายก็ไม่หมายจะเอาคืน

* สิ่งใดไม่เรียนรู้จริง ก็ยากอยู่ที่จะละได้
สิ่งใดไม่เรียนรู้จริง ก็ยากยิ่งที่จะเข้าใจ
สิ่งใดไม่ได้สำผัส ก็ยากยิ่งที่จะรู้สึกได้


* มีสองดีกว่ามีหนึ่ง มีสองหากไม่สามักคีมีหนึ่งยังจะดีกว่า

* รู้มากนั้นมากหลง หลงมากนั้นมักมืด

* อยากรู้ให้ทดลอง อยากช้ำชองต้องทำเรื้อยๆ

* รู้คัดในสิ่งที่ดี
รู้เลือกในสิ่งที่ถูกต้อง
รู้ไม่ข้องกับสิ่งเสพติด
รู้ปฏิเสธในการทำชั่ว
รู้ตัวไม่หลงตัวเอง
รู้ตัวไม่ข่มเหงคนอื่น
รู้จักฝืนใจตน ให้พ้นจากอำนาจกิเลส


* ไม่ว่าอะไร เมื่อไม่สนใจย่อมจะคิดว่าไม่มีเวลา

*รู้ให้รู้รับ ถึงนับว่าเป็นบัณฑิตบัณฑิตควรคิดการไกล คนจังไรคิดแค่ใกล้นิดเดีวย

* คนที่มักสนุก เลยต้องคลุกเค้ากับเหล้าเบียร์
ถ้าได้ดื่มเบียร์ ต้องเสียทรัพย์อัพทั้งปัญญา
แล้วยังนำมา ชึงชะตาที่เสื่อมถอยด้อยด้วยกิเลสหนาปัญญาเสื่อม

* รู้มากไม่ทำ มักจะทำให้ตนหลง
รู้น้อยแต่คิดทำ มักจะทำผิดพลาด
รู้มากแล้วทำ ย่อมที่จะเกิดผล

* สร้างความกล้าให้กับตัวสักนิด เพื่อพิชิดความกลัวให้จางไป

*สิ่งที่ไม่รู้บางทีอยู่แค่เอื้อม ถ้าไม่เสื่อมจากทางสายกลาง


* สิ่งที่ไม่เข้าใจยังมีอีกมาก สิ่งที่อยากรู้ยังมีอีกเยอะครับ
แต่ในสิ่งที่มากและเยอะนั้น แต่หาสิ่งที่มีคุณค่านั้นมีน้อยนัก

* รู้ต้องรู้แจ้ง แทงตลอด
รู้ต้องรู้แน่ ใช่แต่ว่าท่าทีเหลว
รู้ต้องเผื่อแผ่ ใช่แต่ แพ้ความตะหนี่
รู้ๆดีแต่ไม่ทำ ต้องช้ำใจในภายหลัง

* งามนอกดูดี แต่มีค่าน้อย งามในไม่ค่อยดู แต่อยู่คู่กันได้นาน

* ไม่ให้ก็ไม่รู้ ไม่ลองอยู่กับสัดก็ไม่เห็น อยากเป็นคนมีเมตตา จะต้องค้นหา และปฏิบัติธรรม

* อยากรู้ให้ถาม อยากงามให้แต่ง อยากแบ่งอยากให้ ต้องรู้ใช้รู้ประหยัด

* ชีวิตคือการเรียนรู้ รู้เรียนรู้ศึกษานำพาชีวิตไปสู่ฝั่งพระนิพพาน

* รู้ดีรู้ชั่ว รู้ตัวรู้ตื่น วันคืนล่วงไปๆ ใครจะช่วยเจ้าได้หนอ

*เหตุ และผล คงต้องค้นคิดพิจาราณาด้วยปัญญาทุกปัญหามีทางแก้ ถ้าไม่แพ้คิดถอยก่อน คงได้ดี

* รู้แล้วเปลี่ยน เรียนแล้วนำไปใช้ ฝึกหัดให้ได้ ใช้ให้เป็นก็จะเห็นผล

* สอนตนให้รู้ฝืนใจ
สอนตนให้ทำสิ่งที่เป็นกุสล
สอนตนให้พ้นจากอบาย
สอนตนให้คลายจากความยึดมั้นถือมั้นในตัวตน
สอนตนเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัฏสงสาร

* ผู้ให้ย่อมจะได้มิต ผู้คุ้นคิดย่อมที่จะได้ปัญญา

* สอนตนรู้ผลของกรรมดี สอนตนอย่าได้มีจิตริษษา

* ปัญหา ก็คือ ปัญญา ปัญญา คู่มา กับปัญหา

* ยิ้มได้เพราะใจผ่องใส คนมักใหญ่ใจนั้น จะขุ่นมัว

*ชีวิตจะมืดมิดอยู่ ถ้าไม่รู้ว่าหลงตัว ชีวิตจะเมามัว เพราะตัวหลงครอบคุมอยู่

* รู้ตัวนั้นแหละดี รู้ว่า ไม่ดีจึงแก้ไขตัว ไม่ให้คิดชั่วทำชั่ว แล้วตัวก็จะสดใสเอง

* เริ่มวันนี้ได้วันนี้ เริ่มพรุ่งนี้ก็ได้พรุ่งนี้ เมื่อมีโอกาศ อย่าได้ประมาด เพราะเป็นหนทางแห่งความตาย

* คนขี้เกลียดมักจะเบียดเบียนผู้อื่น คนที่ฝืน และเพียนนั้นย่อมจะทำสำเร็จ

* รู้เข็ดรู้จำ รู้ไม่ทำช้ำรู้สำนึกผิด คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ชีวิตจะได้สดใส และเป็นสุขได้

*หากท่านไม่พูดแล้วใครจะรู้ได้ คนที่รู้ได้นั้นก็คือผู้ที่ถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว

*เพราะความมักได้เพียงน้อยนิด ชีวิตเลยต้องอัปเฉา
เพราะความมักได้ของฟรี ก็เลยต้องมีแต่เรื่องทุกข์
เพราะคิดว่าเป็นทางสุข ทุกข์นั้นจึงประจักให้เห็น

*อิจฉาตาร้อน เร้าร้อนไปทั้งตัว
เพราะเหตุกลัว กลัวเขาได้เขาดีไปกว่าตน
เพราะความร้อนรน เฝ้าเผาตนต้องดิ้นรนจะเบียดเบียน
ใช้คำพูดคำด่าเพื่อติเตียน เพียนเพื่อชนะคนอื่นก็เป็นพอ

* อิจฉาตาร้อน เร้าร้อนไปทั้งตัว
เพราะเหตุกลัว กลัวเขาได้เขาดีไปกว่าตน
เพราะความร้อนรน เฝ้าเผาตนต้องดิ้นรนจะเบียดเบียน
ใช้คำพูดคำด่าเพื่อติเตียน เพียนเพื่อชนะคนอื่นก็เป็นพอ

*ดีน้อย เสียมาก อย่าต้องลำบากแบกหาบเลย ให้ละว่างและเมินเสย ใยเล่าเลยจะเกิดทุกข์ให้เห็นกัน

* สิ่งที่ดีๆนั้นควรจำ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล
อย่ามัวแต่เฝ้าจับผิดแต่คน ทางหลุดพ้นคือความดี
แสงสีสวยนั้นขาวดี เป็นแสงนำทางสู่ทางสว่าง สอาด สงบ

* ความดีใยเราเจ้าต้องกลัว สิ่งที่ควรกลัวนั้นก็คือ ใจตัวคิดทำบาปมากกว่าครับ

* ฝึนตนพ้นภัย ฝึนใจพ้นทุกข์ เมื่อเจอทุกข์ ย่อมจะชุกหาที่เพิ่ง

*ทำดีนั้นมันยาก มักมากนั้นมันง่าย จะทำให้กิเลสสลาย จะต้องฝึกทั้งกายฝึกทั้งใจ
คอยจ้องแต่จับผิด คิดแต่เรื่องชั่ว มั่วแต่สิ่งที่ไม่ดี ชีวีก็มีแต่ทุกข์

*กินเพื่ออยู่ ตน และผู้อื่นไม่เดือดร้อน อยู่เพื่อกิน ชีวิตตน และผู้อื่นต้องร้อนยิ่ง

* ใช้อย่างผู้รู้คิด ชีวิตมีความหมาย ชีวิตจะอันตราย ก็หญิงชาย รู้แต่ใช้

*ความรู้อยู่ที่ปาก ถ้าอยาก ก็ใช้ปากเป็นทางเพื่อรู้

*จงดูให้เห็นเป็นเช่นกับครู แล้วเฝ้าดูให้เห็นเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์
แล้วคุณก็จะไม่เกิดความโกรธ แล้วหลงไปโทษแต่ตัวเขาครับ

*พูดมากก็ย่อมที่จะผิดมาก มักมากก็ย่อมที่จะทุกข์มากครับ

* รู้จักเลือกรู้จักคิด จะนำพาชีวิตให้สดใส

* ชีวิตอยู่ได้ด้วยความเปลี่ยนแปลง หากไร้ชึงการเปลี่ยนแปลงแล้วจะอยู่ไม่ได้

* อยากได้ลูกดี ตนเองต้องดีก่อน อยากให้คนอื่นดี เราก็ต้องดีก่อน

* ความอยากนั้นไม่มีวันจบ หากไม่รบกับกิเลสให้ดับกันไปข้างหนึ่ง

* ได้มาเดียวก็เบื่อ ไม่เชื่อก็ตรองดูอดีต มีอะไรทำให้พอใจได้นานไหม

* ใจคับ โลกมันแคบ ใจไม่แคบโลกมันกว้าง

* กำไว้มันเหนื่อย เมื่อยนักก็ปล่อยวางเสียบ้างจะได้รู้สึกดี

* คิดว่าเค้าเป็นครู สอนทั้งดีชั่วให้รู้จัก

* ยามกินยังรู้จักเลือก ยามเห็นทำไมไม่รู้จักเลือกหนอ

* สิ่งที่ล้ำค่าอีกสิ่งหนึ่ง นั้นก็คือบทเรียของชีวิต

* ทุกข์เกิดจากตัวเรา ให้เข้าไปดู และแก้ไขไพนั้นก็จะลด และหมดลงในที่สุด

* ชีวิตไม่สดุด หรือตำความทุกข์เข้าอย่างจั่ง ชีวิตก็ยังหลงระเริงอยู่เป็นแน่แท้

* เชื่อไม่ควรเฉย ไม่เชื่อไม่ควรละเลย และกล่าวหา

* คำว่าไม่เคย เพราะไม่ทำจะเคยได้อย่างไร
คำว่าไม่เป็น เพราะไม่ทำได้อย่างไร
คำว่าไม่เห็น เพราะไม่ทำ ไม่ปฏิบัติจริงจัง และถึงทีจะเห็นได้อย่างไร
ทุกคำที่กล่าวๆเพราะไม่รู้ เป็นเพียงแค่คำแก้ตัวเพื่อหลบหลีกปัญหา

* ย้ำทำย้ำคิด ทำสิ่งที่เป็นกศล ผลบุญจะได้เต็มไวๆ

* อยากรู้ควรตามไปดู ไม่ควรอยู่ และนิงเฉย เวลาจะนั้นย่อมล่วง และไม่เคยคิดคอยใคร

* ไปทางตรงใช่ว่าลัด ไปทางอ้อมใช่เหลวไหลชะเมื่อไหร่

* มีน้อยก็ว่าไม่มี มีมีมากก็ว่าไม่มี แล้วคุณคิดว่ามีเท่าไหร่นั้นถึงจะพอ

* ความท้อแท้ ทำให้แพ้เอาง่ายๆ

* เดินสายกลาง เป็นทางสายเอก

* คิดไม่ตก อย่าเก็บรถไว้ในใจ มีอะไร ค่อยๆเปิดใจปรึกษากัน

* ความคิดเป็นบ่อเกิดของการกระทำ ความคิดนำการกระทำจึงเกิด ความคิดประเสิถย่อมเกิดความสุขตามมา

ร้ายเพราะความโลภ
ร้ายเพราะอวิชชา
ร้ายเพราะหว่ง
ร้ายเพราะหลง
ร้ายเพราะหึง
ร้ายเพราะเกลียดชัง
ร้ายเพราะอิจฉา ริษยา
ร้ายเพราะอยากได้ อยากครอบครอง
ร้ายเพราะรัก

♣ เติมชีวิต .. ด้วยรัก ♣



หลายครั้งหลายหนที่เราเจ็บปวดเพราะรัก...เพราะรักเป็นทุกข์ นั้นหรือ...


หากมองให้ดี ๆ รักอาจจะไม่เป็นตัวกำหนดทุกข์นั้นได้.. แต่เป็นการคาดหวังจากฝ่ายหนึ่งมากกว่า...ลองย้อนถามตัวเองซิว่า "ทุก ๆ ครั้งที่เราร้องไห้ เราผิดหวัง เป็นเพราะเรารักเขาหรือเป็นเพราะว่า เขาไม่รักเรามากอย่างที่เราต้องการกันแน่"

ความรักไม่เคยทำร้ายใคร... แต่เป็นความคาดหวังจากความรักนั้นมากเกินไป... ความ รักที่เราคาดหวังมากจะย้อนกลับมาทำร้ายเราทุกครั้งที่เราคาดหวังสูงเกินไป..




ไม่มีใครใน โลกที่สามารถเป็นอย่างเจ้าชาย...เจ้าหญิงในฝันของเราได้... การเรียกร้องจากอีกฝ่ายรังแต่จะทำให้เจ็บปวดกันทั้งคู่... เมื่อใดที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจ...จากการร้องหาความรักจากผู้อื่น ...

ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง... แล้วลองสร้างความรักให้เกิดขึ้นภายในของตัวเองดูบ้าง...

ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายได้รับอยู่ ตลอดเวลา ... ความรักภายในตัวของตัวเอง...ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองซื้อมา... หากแต่ก่อขึ้นมาง่าย ๆ ...และมีล้นเหลือมากพอที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น... โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังจะได้สิ่งตอบแทนมา ...




เมื่อใดที่ รักใครสักคน...ลองให้ความรักแก่เขาเท่าที่เราจะทำได้... โดยไม่ต้องคาดหวังถึงสิ่งที่จะได้รับกลับมา ไม่จำเป็นเลยที่เรียกร้องให้เขารักเราตราบเท่าเทียมที่เรารักเขา... เพียงแค่แบ่งปันรักในใจเท่านั้น... เราก็จะสัมผัสจากคำว่าความสุขจากความรัก...จากการให้อย่างแท้จริง



นอกจาก นี้เราจะสามารถควบคุมความสุขของตัวเองให้อยู่ในมือของตัวเองได้... ไม่จำเป็นต้องให้ความสุขของเราอยู่ในมือของคนอื่นที่แล้ว ๆ มา... เพราะเขาเองเป็นบ่อเกิดของความรัก... เป็นคนให้ มิได้เป็นฝ่ายรับ.. และยิ่งให้มากเท่าไร...เราก็ยิ่งได้ความรักกลับคืนมากเท่านั้น...




เมื่อเราบริสุทธิ์ใจที่จะให้รักกับใครก็ตาม...อีกฝ่ายก็จะรู้สึกสบายใจที่จะ ให้รักแก่เรา... โดยไม่ต้องคำนึงว่าเราต้องการอะไรตอบแทนจากเขากันแน่...



แต่สิ่ง ที่สำคัญที่สุด...คือ... ความรักและการให้เป็นบ่อเกิดของความสุขได้ด้วยตัวของมันเอง ... ไม่จำเป็นต้องใช้ใครก็ตามเป็นคนสร้างความสุขให้เราอีกแล้ว... เพราะทั้งความรักและความสุขทั้งหมด...มันอยู่ที่เรานั่นเอง...

ถ้าท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร


ถ้าท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร


เพชรมีค่ามากกว่าถ่านหลายล้านเท่า
ทั้ง ๆ ที่เพชรเป็นธาตุคาร์บอนเหมือนกัน
ไม้ผ่านการอบการเผา ไม่นานก็กลายเป็นถ่าน
แต่เพชรผ่านความร้อน ไม่ต่ำกว่า 5,000 องศาฟาเรนไฮน์
ได้รับความกดดันมากกว่า 1 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้ว
ด้วยระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งกลายเป็นเพชร
เพชรที่เป็นเครื่องประดับอันงดงาม
พร้อม ๆ กับเป็นของที่มีความแข็งมากที่สุดในโลก

ถ้าท่านกำลังได้รับความกดดันอยู่ จงอดทน จงอดทน
ถ้าท่านกำลังถูกเคี่ยวถูกสับอยู่ ให้คิดว่าเพียงแค่นิ้ว
จะทำให้เป้าหมายเราสั่นคลอนได้หรือ ?
ถ้าสถานการณ์กำลังบีบคั้น แสดงว่าชัยชนะกำลังรออยู่ข้างหน้า
ถ้ายังถูกโหมกระหน่ำอีกให้รู้ตัวว่า
ท่านกำลังใกล้จะเป็นเพชรเต็มที่แล้ว....

ในสถานการณ์เช่นนี้ หากหยุดคิดพิจารณาอย่างมีสติ
ย่อมจะเกิดปัญญาพบหนทางสว่างได้เสมอ
จงมุ่งมั่นอาจหาญสง่างาม เสมือนดั่งเพชร
แม้เพชรจะตกอยู่ในสภาวะทุกข์ยากลำบาก อ้างว้างและโดดเดี่ยว
แต่เพราะเพชรไม่เคยย่อท้อต่อสู้เรื่อยไป
ให้ถือว่าทุกอย่างเป็นบทเรียนและบทฝึกตัวเองเสมอ จนกาลเวลาผ่านไป
เพชรจึงภูมิใจในตัวของมันเอง และด้วยความอดทนถึงที่สุดนั่นเอง
เพชรจึงเป็นอัญมณีล้ำค่า ควรแก่การประดับมงกุฎของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่
จากอดีต.... ปัจจุบัน....ตลอดไปในอนาคต

เพชรแท้ ย่อมไม่กลัวการพิสูจน์


♣ เขาคือคนที่เราควรอยู่ด้วย แน่แล้วหรือ ? ♣



ถ้า กำลังรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เราและเขาทะเลาะกันเป็นประจำ และการสื่อสารล่มสลายอย่างหนัก ดังนั้นคงต้องถามตัวเองด้วยคำถามสำคัญเหล่านี้ว่า ความสัมพันธ์นี้คุ้มค่าพอที่จะเก็บรักษาเอาไว้หรือไม่


มากพอที่จะลองพยายามคืนชีวิตชีวาให้ชีวิต เซ็กส์หรือเปล่า บางครั้งเซ็กส์ไม่เวิร์คเพราะปัญหาที่หนักหนาสาหัส นั่นคือเราและเขาเข้ากันไม่ได้เอาซะเลย ลองถามตัวเองดูสิว่า มันคุ้มไหมที่จะเยียวยาชีวิตเซ็กส์ของเราโดยด่วน ถ้าคำตอบคือไม่...ก็อาจถึงเวลาโบกมือลาเสียที



1.เขาเป็น เพื่อนหรือเปล่า
เราเลือกอยู่กับคนที่เราจะไม่คบเป็น เพื่อนหรือเปล่า ที่น่าแปลกใจคือมีคนจำนวนหนึ่งที่ทำแบบนี้ ลองหยุดคิดถึงประเด็นนี้สักนิดไม่แน่ว่ามันอาจช่วยไม่ให้ปวดใจและเปลืองเวลา ในชีวิตมากไปกว่านี้ ตามปกติคนเรามักมีสเปคเอาไว้ในหัวแล้วจึงมองหาสิ่งที่พอไปได้กับไอเดียที่ คิดเอาไว้ ผู้ชายมักเลือกผู้หญิงที่สวยเริ่ดสุดๆแต่อารมณ์แปรปรวนและเข้ากับเพื่อน ผู้หญิง (ที่นิสัยน่ารัก) ของตัวเองไม่ได้เลย ส่วนผู้หญิงอาจจะเลือกผู้ชายกำยำล่ำบึกดูแมนแต่ดูแลเธอไม่ดี ในขณะที่มีเพื่อนผู้ชายเป็นพวกจ้อไม่หยุด แล้วรู้อะไรไหมคะ เวลามีปัญหากับแฟน แทนที่จะพูดกันตรงๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะนำเรื่องคับข้องใจมาถกกับเพื่อนฝูงมากกว่า เพราะความที่เข้ากันได้ไงคะ เวลาทะเลาะกับแฟนสาวก็ยังมีผู้ชายที่โทรมาปรับทุกข์กับเพื่อนหญิงซึ่ง ปลอดภัย ที่จะคุยด้วยได้



2.เขาทำให้ ชีวิตเราดีขึ้นหรือเปล่า
นี่คือคำถามง่ายๆอีกหนึ่งคำ ถามที่คนมักละเลยไม่ใส่ใจเวลาที่รีบร้อนมีคู่รัก ในยามที่เป็นโสดเราไม่ต้องตอบคำถามนี้กับใคร ไม่ว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น การเลือกอยู่กับคนผิดคือการเสียเวลาในชีวิตอย่างมหาศาล เพราะคนที่เราอยู่ด้วยควรทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระ ไม่มีอะไรวิเศษเยี่ยงนี้อีกแล้ว และอีกคำถามที่ควรถามตัวเองคือ อยู่กับเขาแล้วเราสนุกมีความสุขไหม รีบถามตัวเองเสียแต่เดี๋ยวนี้ เพราะต่อไปภายภาคหน้าช่วงโปรโมชั่นก็จะหมดไป คนน่ะเปลี่ยนแน่อยู่แล้วแต่บรรยากาศในความสัมพันธ์ละเปลี่ยนไปหรือเปล่า ของแบบนี้ไม่ได้เปลี่ยนปุบปับในวันสองวัน มันต้องใช้เวลาถึงจะมองเห็น ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองระทมทุกข์อยู่ละก็ ลองนั่งลงเผชิญหน้ากับมัน อย่าละเลยเมินเฉย จัดการคุยกับอีกฝ่ายดีกว่าค่ะ



3.เราไว้ใจเขา ได้ไหม
ถ้าไว้ใจได้ก็วิเศษไปเลยค่ะ เพราะความไว้ใจคือรากฐานที่สำคัญของความสัมพันธ์อันสมบูรณ์แข็งแรง และยังเกี่ยวเนื่องไปถึงเซ็กส์เยี่ยมๆอีกด้วย แต่ถ้าคำตอบคือ ไม่ ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าใครเป็นฝ่ายไม่ไว้ใจใคร เราเป็นคนขี้หึงหรือเปล่า อารมณ์เก่าๆในอดีตยังตามมาหลอกหลอนหรือไม่ เราเป็นคนขี้ระแวงหรือเปล่า บางครั้งเขาพยายามสร้างความมั่นใจให้เราแต่เรากลับเมินซะนี่ หรือว่าสังหรณ์ของเราถูก เขาอาจนอกใจอยู่ก็ได้ หากเราวิเคราะห์เจาะลึกดูแล้วพบว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้อย่างแรง ก็ควรตีจากทันที แต่ถ้ายังไม่มั่นใจ แค่รู้สึกตะหงิดๆ ก็น่าจะลองถามเพื่อนฝูงโดยย้ำว่าขอคำตอบที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา และอย่าลืมเตรียมตัวรับกับคำตอบที่อาจสร้างความปวดร้าวใจ



คำถาม ที่ง่ายสุดๆ
ถ้าหากคำถามทั้งสามข้อข้างบนดูเหมือนหนัก หนาสาหัสเกินไป แต่ใจก็ยังอยากได้คำตอบถึงสถานะของความสัมพันธ์ ขอแนะนำให้ลองพิจารณาดูคนรักแล้วถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆสั้นๆว่า



ฉันมี ความสุขหรือเปล่า
เท่านี้ก็รู้แล้วว่า เขาคือคนที่เราควรอยู่ด้วยต่อไปหรือไม่.

♣ คนรักกัน ... เขาจะไม่ทำแบบนี้ ♣




คุณพร้อมที่จะ รักใครหรือยัง ? ถ้าพร้อมแล้วคุณก็รู้ใช่ไหมว่า เมื่อรักกันแล้ว คนรักกันอยู่ด้วยกันต้องเติมความชื่นใจให้กับชีวิตกันและกันใช่ไหม ? แต่ทำไมบางวันที่เราอยู่กับนรัก เรากลับรู้สึกว่าทำให้เราเจ็บหัวใจเหลือเกิน บางเรื่องเล็กๆ แต่สะกิดความรู้สึกได้มากมาย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้ความรักยืดยาวหรือกำลังมีรักครั้งใหม่
นี่คือ .. คำขอร้อง.. อย่าทำแบบนี้กับคนที่คุณรักเลย ..

มีอะไรก็เก็บไม่เคยพูดความในใจ
เวลาที่มีปัญหาแล้วคุณพูดคำว่า "เปล่า..ไม่มีอะไร" "ไม่เป็นไร" เราเชื่อว่านั่นไม่ได้แปลว่า "ไม่รู้สึก" แต่คุณพยายามเก็บความรู้สึกโกรธนั้นไว้อยู่ในใจ ที่เริ่มฟูมฟักกลายมาเป็นระเบิดเวลา ที่คุณจะไม่เหลือแม้แต่ความทรงจำของความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ก่อนที่จะเก็บกดเกินกว่าจะทน ค่อยๆ พูดกันด้วยเหตผล (ไม่แนะนำให้พูดขณะที่โกรธ เพราะแต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง) ลองคุยกันอย่างใจเย็น ไม่จำเป็นต้องบอกว่าคุณถูก เขาผิด แต่ให้บอกว่าคุณเสียใจ ที่เขาทำแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องโทษกัน แต่ควรเปิดใจและรับฟังต่อกันไม่ได้แนะให้สาดอารมณ์ให้กัน แต่ ... ควรเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ด้วยกัน

อยากให้เธอรู้สึกเจ็บซะบ้าง

จะเป็นเพราะว่าเขาทำคุณเจ็บใจอยู่บ่อยๆ หรือคิดประชดทำให้สะใจไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่ความคิดอย่างนี้ก็วนอยู่ในหัวของคุณตลอดเวลา ทำให้คุณกลายเป็นใครสักคนที่ขอให้ฉันได้มีโอกาสพูดจิก ประชด ทำอะไรก็ได้ ให้เธอได้รู้ว่าความเจ็บเป็นอย่างไร ใช่ ... ทำแล้วรู้สึกสาแก่ใจ นาทีแรกคือความสะใจ นาทีต่อไปคุณคือคนที่เสียใจ เพราะคนนั้นคือคนที่หัวใจคุณรักไม่ใช่หรือ?? ปล่อยความเจ็บ ปล่อยความแค้นออกไปซะเถอะ ไม่เคยมีใครใช้วิธีนี้ประท้วงความรักแล้วได้ผลสักคน

ไม่ใส่ใจ .. ไม่ให้ความสำคัญ

มีคนเถียงขึ้นมาทันทีว่า "สำคัญนะ .. แต่รอก่อนได้นี่ " " คนรักของเราจึงถูกจัดเข้าหมวดหมู่ "สำคัญแต่ไม่ด่วน" ไม่รู้ตัว เรื่องของคนอื่น เป็นเรื่องที่มาก่อนเสมอ คนของเราเป็นคนกันเอง พูดกันได้อยู่แล้ว ผิดนัดกับเพื่อนไม่ได้ นั่นคือสิ่งสำคัญ ผิดนัดกับแฟน นั่นคือสิ่งที่ต้องเข้าใจ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำแบบนี้ วันหนึ่งแฟนของคุณจะบอกว่า "งั้นเราเป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะดูแล้วเธอจะดูแลเพื่อนดีกว่าแฟน"

ไม่ได้ว่าอะไร แต่ทำให้รู้สึกผิดตลอดเวลา

ไม่... คุณไม่คยต่อว่าเขาเลย เวลาเขาผิดนัด แล้วยังบอกว่า "ไม่เป็นไรหรอก แค่ฉันยอมทิ้งนัดลูกค้ามานั่งรอคุณเท่านั้นเอง" เวลาที่คุณป่วย แล้วเขาไม่ว่างมาดูแลคุณ ก็ไม่เคยโกรธ แต่คุณจะโทร.เรียกเพื่อนชายคนสนิทมาลากคุณไปโรงพยาบาล แล้วบอกเขาว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เพื่อนมาส่งแล้ว เขามีเวลาให้ฉันเสมอ" เห็นไหมล่ะ..คุณไม่ได้ว่าอะไรเลย แต่คุณกำลังทำให้คนรักของคุณรู้สึกว่าเป็นคนไม่ได้ความ ไม่มีความรับผิดชอบเท่านั้นเอง และถ้ารู้สึกแบบนี้อยู่บ่อยๆ จากวันที่บอกว่าขอโทษก็จะมีวันหนึ่งที่เค้าบอกว่า ..ถ้าอย่างนั้น..ไม่มีเขา..ก็คงจะดีซะกว่า !!

หักหน้าตลอดเวลา

ถึงแม้ในโลกนี้จะไม่มีใครเพอร์เฟ็คท์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนรักของคุณจะไม่ได้ความไปซะทุกเรื่อง เวลาคนอื่นพูด เราฟัง แต่เวลาที่คนรักของเราพูดบ้าง กลับหันไปบอกว่า "เงียบๆ ไปเลย" เวลาเขาเสนอความคิดเห็น จะมีคำพูดติดปากกลับไปเสมอว่า "คุณไม่รู้เรื่องหรอกน่า" ไม่ว่าใครทำใส่ใจ ก็ถือเป็นหารไม่เคารพความสามารถของเขาทั้งนั้นล่ะ

เรายังรักกันอยู่ใชไหม
ถ้าเมื่อไรที่คุณรักกันอยู่ แต่เกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ ไม่ต้องถามใคร ให้ถามตัวคุณเองทั้งคู่ว่าคุณให้ความเชื่อมันต่อกันอย่างไร คุณลืมที่จะบอกคู่รักของคุณหรือเปล่าว่าคุณรักเขามากแค่ไหน? ใครจะเถียงว่าแค่คำว่ารักไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันหรอกนะว่าจะรัรกกันตลอดไป ไม่พูดก็ได้ แต่อย่าลืมแสดงความรู้สึก แสดงความเอื้ออาทร ให้เขารู้ว่าเรารักเขามากแค่ไหน ... เราทุกคนต้องการความมั่นใจในรักเสมอล่ะ

โกหก

คนรักกัน อภัยให้กันได้เสมอ ไม่มีความผิดใดที่เราจะให้อภัยคนที่เรารักไม่ได้ !! แต่ขอให้จริงใจต่อกัน อย่าโกหกกัน กับคำที่ว่า ไม่อยากบอก เพราะไม่อยากให้ไม่สบายใจ มันแค่คำแก้ตัวที่ทำให้รู้สึกแย่น้อยลงไปเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ... จริงใจและเปิดเผยต่อกัน นั่นคือการให้เกียรติคนรักเราอย่างมากที่สุดแล้ว

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กล้องวิดิโอใต้น้ำฟูลไฮเดฟตัวแรกของโลก

รายงานข่าวล่าสุด ซันโย (Sanyo) เปิดตัว Sanyo Xacti DMX-CA100 กล้องบันทึกวิดีโอดิจิตอล และภาพนิ่งทีมาพร้อมกับระบบกันน้ำ อีกทั้งยังสามารถถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับฟูลไฮเดฟฯ (1080p) ที่อัตราเฟรม 60 fps ขณะอยู่ใต้น้ำได้อีกด้วย

Sanyo Xacti DMX-CA100 แคมคอร์เดอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทางบริษัทอ้างว่า มันเป็นกล้องถ่ายวิดีโอตัวแรกของโลกที่สามารถบันทึกคลิปวิดีโอคุณภาพระดับ 1080p Full HD ได้ ประเด็นมันไม่ได้แค่การทำให้กล้องรุ่นนี้กันน้ำได้เท่านั้น แต่มันอยู่ที่ความสามารถในการบันทึกวิดีโอใต้น้ำที่ระดับความลึก 10 ฟุตที่ความละเอียด 1080p (H.264) ด้วยอัตราเฟรมที่สูงถึง 60 เฟรมต่อวินาที ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นอกจากคุณจะสามารถใช้ Sanyo Xacti DMX-CA100 ถ่ายคลิปฟูลไฮเดฟใต้น้ำได้แล้ว คุณยังสามารถใช้มันถ่ายภาพดิจิตอล (ซูมออปติคัลได้ 6 เท่า) ที่ความละเอียด 14 ล้านพิกและสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 22 ภาพด้วยอัตราเฟรม 7 fps ที่ความละเอียด 2 ล้านพิกเซลใน Burst mode ได้อีกต่างหาก ซันโยตั้งใจที่จะวางตลาดกล้องถ่ายวิดีโอรุ่นนี้ในเดือนมิถุนายน โดยมีให้เลือก 3 สีด้วยกันได้แก่ ดำ เหลือง และชมพู อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องราคาของมันให้ทราบแต่อย่างใด



ชีวิตยังมีทิศตะวันออก



บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่
เรา มักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น
ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์…ให้ เสียใจ…


และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่ เสมอ

ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน ” ไม่ใช่ความจริง”…
ที่จะทำให้เราหลุด พ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย…

เราจึงยอมติดกับ ดักความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว…

รู้ว่าเสียใจแต่ก็ ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา
และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้


แต่ ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ
และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่า เดิมทุกวันๆ…

ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด

เพราะ ” เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น”…
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความ ผิดพลาดของชีวิต

สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้น ใหม่ไม่ได้…
ไปไม่เป็น…เหมือนจะมองเห็นทาง…

แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ
เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน

ตอก ย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น…


ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ..ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน
เพราะ รู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน
แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิต ทุกชีวิต…” ยังคงมีชีวิต”…


แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย…
ก็ยังคง ทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต…
งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง


เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง…
แล้ว จมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้

อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ…
แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหล ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย…

จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน…
แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ

อับจนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวัน
ก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก

“ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก”…

แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ
ก็ จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ

หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ …
เมื่อ เราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
และ พร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต…
เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วย บอกทางแก่ชีวิต เพราะ…


” ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
ข้อเสียคือ ทำให้เราโศกาอาดูร
แต่ข้อดีของมันคือ…
สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิด พลาดตรงนี้อีก
เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก…”


ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิต…
เพราะ ฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด
สามารถเศร้าเสียใจ กับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด
และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่น เดียวกัน…

ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่ พร้อมจะรักษาตัวเอง
และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า…
จะ ผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า …

” เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น…”

ข้อคิดดีๆ เพื่อ..ตัวเอง









ถ้าไม่รักก็อย่าให้ความหวัง




แม้ว่าคนเราจะมีอยู่เป็น พัน ๆ ล้านคนบนโลกใบนี้ แต่การที่เราจะคลิกกับใครสักคนนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย บางครั้งคนที่เราชอบ เขาอาจจะไม่ได้ชอบเรา ในขณะที่มีคนมาชอบเรา แต่เราก็อาจจะไม่ได้ชอบเขา


การที่เราชอบใคร สักคน แต่เค้าไม่ได้ชอบเราตอบนั้น มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บอย่างบอกไม่ถูก แต่การที่เขามาให้ความหวังเราแล้วจากไปนั้นเจ็บยิ่งกว่า ........


บางครั้งการกระทำบางอย่างของเราอาจจะเป็นการให้ความหวังใครบางคน เข้าได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว อย่างเช่น


การโทร หาเขาหลังสี่ทุ่ม เวลานี้ถือว่าค่อนข้างดึกนะ และเป็นเวลาที่คนพิเศษเขาจะโทรหากัน ดังนั้นถ้าไม่มี ธุระอะไรที่จำเป็นก็อย่าโทรหาเขา/เธอในเวลานี้ เพราะเค้าอาจจะคิดได้ ว่าเขาน่าจะได้ขยับเป็นคนพิเศษได้บ้าง


ไม่ควร ซื้อของขวัญที่พิเศษกว่าเพื่อนคนอื่นให้เขา หรือ เป็นของขวัญที่คนพิเศษน่าจะมอบให้กัน เพราะเขาอาจจะเข้าใจผิดได้ ว่าคุณเริ่มมีใจให้เขาบ้างแล้ว แม้ว่าบางทีคุณอาจจะ แค่อยากซื้อให้เขาก็เท่านั้น แต่เขาอาจจะไม่คิดอย่างที่คุณคิดก็ได้





อย่าพูดในทำนองว่าช่วงนี้คุณเหงามาก อยากมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ให้เขาฟังบ่อย ๆ เพราะเขาอาจจะคิดว่าคุณบอกเขาเป็นนัย ๆ ว่าคุณหมายถึงเขาได้ เรื่องแบบนี้ทางที่ดีควรจะคุยกับเพื่อนสนิท ๆ หรือก๊วนเพื่อนที่คบกันอยู่ประจำมากกว่า


อย่า สัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกันโดยใช่เหตุ แม้ว่าคุณจะเห็นว่าเขาเป็นเพื่อน แต่การเดินแตะแขน หรือกอดคอ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องโดนตัวกันโดยไม่จำเป็นนั้น มันอาจจะทำให้เขาคิดไปไกลไหนถึงไหนได้


พยายาม ทำตัวกับเขาให้เหมือนกับที่ทำกับเพื่อนคนอื่น ๆ พยายามทำให้เขาเห็นว่าคุณเองรู้สึกกับเขาแค่เพื่อน คุณ อาจจะพูดย้ำเสมอ ๆ เวลาอยู่ด้วยกันทั้งกลุ่มว่าคุณรู้ดีแค่ไหนที่ได้อยู่กับเพื่อน ๆ (ซึ่ง ก็มีเขาอยู่ ณ ที่นั้นด้วย) และอย่าพยายามถามว่าเขารู้สึกกับคุณเช่นไร เพราะหากว่าคำตอบคือ เค้าอยากเป็นมากกว่าเพื่อนกับคุณ แต่คุณไม่ได้คิดอะไรกับเขา นั่นเท่ากับคุณเป็นฝ่ายให้ความหวังเขา แล้วก็จากไป


หากมีใครสักคนที่เข้ามาชอบคุณ แต่คุณไม่ชอบเขาก็อย่าลังเลที่จะปฏิเสธเขาอย่างนุ่มนวล อย่ากลัวว่าเขาจะเสียใจ เพราะถ้าคุณไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ ไม่ว่าจะปฏิเสธเขา ตั้งแต่แรก หรือตอนไหน ๆ เขาก็เจ็บอยู่ดี เพียงแต่การบอกเขาตั้งแต่เนิ่น ๆ เขาอาจจะยังรู้สึกดีกว่าที่คุณทำเหมือนมีใจ แต่แล้วก็ทิ้งไปอย่างไม่ใยดีในตอนหลังเสียอีก


ที่ ใดมีรักที่นั่นย่อมมีทุกข์ แต่หลายคนก็ยอมทุกข์ เพื่อให้รู้จักความรัก

ปรับจิตตนเอง เพื่อลดความรุนแรงในสังคม


ปรับจิตตนเอง เพื่อลดความรุนแรงในสังคม

นายแพทย์ธนู ชาติธนานนท์
นายกสมาคมฯ


ความ วุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยระยะนี้
ย่อมทำให้คนไทยโดย เฉพาะอย่างยิ่งคนกรุงเทพฯ เครียดมากขึ้น
ซึ่งความเครียดที่มากเกินไป ย่อมมีผลเชิงลบต่อสุขภาพกาย
และสุขภาพจิตของบุคคล ทำให้ความสามารถในการใช้เหตุผล
การควบคุมอารมณ์ และการควบคุมพฤติกรรมของตนเองลดลง
คนที่เครียดมากๆ จึงมักคุยกันไม่รู้เรื่อง ตกลงอะไรกันไม่ได้
และจะใช้อารมณ์มากกว่า เหตุผล ซึ่
งทำให้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ต่อกันแก้ไขไม่ได้
แต่อาจจะ ยิ่งขัดแย้ง รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงขอเสนอ
แนวทาง ปฏิบัติเพื่อบุคคลที่อยู่ในภาวะเครียด
ใช้เป็นแนวทางในการลดความเครียด ที่กำลังเผชิญอยู่ต่อไป ดังนี้



1. บุคคลต้องรู้ทันความเครียดที่มีอยู่ใจตน :
ความ เครียดเป็นสิ่งที่จับต้อง ไม่ได้ แต่รู้สึกได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูป ของความรู้สึกวิตกกังวล กระวนกระวาย
หงุดหงิด เบื่อหน่าย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
ในคนที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิม เช่น ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง
โรคกระเพาะ โรคปวดศรีษะ โรคปวดหลัง เป็นต้น
อาการ ของโรคเหล่านั้นก็จะกำเริบขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น
ปวดท้องบ่อยขึ้น ปวดศรีษะ ปวดหลัง รุนแรงชึ้น เป็นต้น
ส่วนคนที่มีนิสัยเดิมเป็นคนใจเย็น หนักแน่น
ก็อาจกลายเป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เป็นต้น
ดังนั้นใครที่รู้สึกอย่างข้างต้น ก็ควรตระหนักว่า
ตนกำลัง อยู่ในภาวะเครียดที่สมควรได้รับการแก้ไข


2. ปรับร่างกายให้ดี :
ความ เครียด มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย
การปรับสภาพร่างกายให้เข้มแข็ง
เพื่อ ให้สามารถเผชิญกับความเครียดได้ดีขึ้น เป็นเรื่องสำคัญ
เริ่มตั้งแต่การ เลือกรับประทานอาหารให้ถูกต้อง เหมาะสม
หลีกเลี่ยงของมึนเมา เช่น สุรา ยาเสพติด
เพราะจะยิ่งทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง
และเสียความสามารถในการ ควบคุมตนเอง
ต้องพยายามนอนพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย หก ถึง แปด ชั่วโมง ต่อวัน
หาโอกาสออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
ถ้ามีเวลาน้อยก็อาจปรับการทำ ภาระกิจประจำวันของตน
เป็นการออกกำลังกาย เช่น การให้การเดินขึ้นลงบันได้ แทนการใช้ลีฟท์
ใช้การเดินติดต่องานกับผู้ ร่วมงานแทนการใช้โทรศัพท์ เป็นต้น


3. ปรับใจตนเองให้ดี:
ความ เครียดมีผลต่อสมรรถภาพของจิตใจเป็นอย่างมาก
การลดความเครียดสามารถทำได้ โดยวิธีการต่าง ๆ
ตั้งแต่การตัดถอนสาเหตุที่เข้ามากระทบ เช่น
โดยการ ลดการเสพข่าวสารที่ทำให้เครียด
โดยการไม่หมกมุ่นกับข่าวเหล่านั้นมากเกิน ไป
แต่หันไปเสพข่าวสารที่ทำให้สบายใจบ้าง เช่น ดูข่าวกีฬา
ดูสารคดี ที่ให้ความรู้ ความบันเทิง ฟังเพลง เล่นกีฬา
ทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ดูแลสัตว์เลี้ยง
และแน่นอน สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อ


4. ปรับบรรยากาศและความสัมพันธ์ในครอบครัวและในที่ทำงานให้ดี :
สถานการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ไม่ได้มีผลต่อตัวท่านเท่านั้น แต่มีผลต่อบุคคลที่ใกล้ชิดท่านด้วย
ทุกคนกำลังรู้สึกเครียด และแย่ไม่น้อยไปกว่าท่าน
การให้กำลังใจ ให้ความเข้าใจ ให้ความรักความอบอุ่นแก่กันและกัน
จะช่วยให้ทุกคนรู้สึกดีชึ้น แต่ละคนอาจมีความคิดเป็นที่แตกต่างกัน
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ และเป็นธรรมชาติของมนุษย์
ควรยอมรับความแตกต่างโดยไม่ต้องโกรธกัน
เวลา จะช่วยคลี่คลายความแตกต่างให้จางลงไปได้ในที่สุด
สมาคมสุขภาพจิตแห่ง ประเทศไทยฯ

หวังว่าแนวทางที่เสนอมานี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำไปปฏิบัติ
ช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นลงได้ ไม่มากก็น้อย จิตใจที่ปลอดโปร่งขึ้น
ย่อมทำให้บุคคลพูดจากันรู้เรื่อง มากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
ปัญหาที่มีต่อกันก็จะลดลงหรือหมดไปได้ในที่สุด

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

1 มิถุนายน "วันดื่มนมโลก"


ตั้งแต่เด็กๆ เราคงคุ้นเคยกับประโยคเชิญชวนที่ว่า "ดื่มนมเยอะๆ ตัวจะได้สูงๆ" แต่ในความเป็นจริงแล้ว "นม" ไม่ได้ให้คุณประโยชน์แค่ความสูงสำหรับเด็กๆ เท่านั้น นมยังเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย คุณค่าของนมมีมากมายและมีความสำคัญสำหรับผู้คนทั่วโลก โดยมีการกำหนดให้เป็นวันสากลของการดื่มนมระดับโลกเลยทีเดียว

องค์การ อาหารแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization หรือ FAO กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กรที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม ด้วยการให้ความรู้และคุณประโยชน์ของนมแก่ประชาชน

ปัจจุบันมีมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลกที่จัดกิจกรรมวันดื่มนมโลก เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม อังกฤษ ออสเตรเลีย สวีเดน เดนมาร์ก เป็นต้น

สำหรับในประเทศไทย กิจกรรม "วันดื่มนมโลก" จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในปีนี้ โดยบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด บริษัทผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ในกระบวนการผลิตและบรรจุอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์แบบปลอดเชื้อ หรือกล่องยูเอชที ร่วมกับมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และบริษัทผู้ผลิตนมพร้อมดื่มในประเทศไทย จัดกิจกรรมเผยแพร่เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการบริโภคนม เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคนมเพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

นางกลอยตา ณ ถลาง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรบริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2550 มีการบริโภคนมประมาณ 242,000 ล้านลิตร สำหรับชาติในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศอินเดียและจีนมีอัตราการบริโภคนมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในอินเดียมีอัตราการบริโภคนมในปี 2550 ประมาณ 5 หมื่นล้านลิตร สูงเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ประมาณ 1,400 ล้านลิตร ส่วนจีน 17,500 ล้านลิตรเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ประมาณ 1,500 ล้านลิตร ในขณะที่ญี่ปุ่นมีอัตราการบริโภคมากกว่า 6,000 ล้านลิตรในปี 2550

สำหรับ ไทย อัตราการบริโภคนมยังค่อนข้างน้อย โดยรวมเพียง 1,600 ล้านลิตร แบ่งเป็นการบริโภคนมยูเอชทีเฉลี่ย 10 ลิตรต่อคนต่อปี ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดแคลเซียม ส่งผลให้ต้องเผชิญภาวะโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อยู่ในวัยทำงานและผู้สูงอายุ

ด้านมูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (International Osteoporosis Foundation หรือ IOF) ระบุว่า นมและผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ เป็นอาหารพร้อมบริโภคที่หาได้ง่าย จัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่มีแร่ธาตุแคลเซียมสูงที่สุด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง โดยเป็นแคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดีที่สุด และยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะให้ทั้งโปรตีนและเกลือแร่ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน

นมช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกตั้งแต่อายุยัง น้อยๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกแตกหักได้ง่ายเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ร่างกายของคนเราจะค่อยๆ เริ่มสูญเสียกระดูกมากกว่าที่จะสร้างกระดูก วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยรักษากระดูก และเกิดการสูญเสียกระดูกน้อยที่สุดคือการดื่มนมเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพฟันที่ดี

ขณะเดียวกัน ธาตุอาหารในนม ทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ล้วนมีส่วนช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ

สำหรับ สาวๆ มีข้อมูลน่าสนใจว่า นมไม่ได้ทำให้อ้วน ไม่ว่าจะเป็นนมสด นมพร่องไขมัน หรือนมไม่มีไขมัน มีปริมาณไขมันแค่เพียง 3.9%, 1.7%, และ 0.3% เท่านั้น

การดื่มนมเป็นประจำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุยังน้อยๆ จนอายุมากขึ้น ยังป้องกันโรคกระดูกพรุนซึ่งกำลังเป็นโรคที่คุกคามประชากรทั่วโลก โดยโรคนี้มีผลกระทบต่อผู้หญิงหนึ่งในสามคน และผู้ชายหนึ่งในห้าคนทั่วโลกที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และคาดการณ์กันว่า ในปี 2599 จะมีผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนในแถบเอเชียเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 50 นมจึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะสารอาหารที่มีอยู่ในนมมีคุณค่าต่อการสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง

ผู้ สนใจร่วมกิจกรรมวันดื่มนมโลกกับเต็ดตรา แพ้ค พบกันที่ลานด้านหน้าสยามดิสคัฟเวอรี่ เซ็นเตอร์ ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป


ที่มาจาก หนังสือพิมพ์

ตั้งกระทู้ คนที่อาจใช่...


เราทุกคน ต่างก็รอคอยใครคนนั้นของตัวเองกันทั้งนั้น
แต่ถ้าเราจะรอเพียงโชคชะตาให้พาเขามาพบ เจออย่างเดียว
เราก็ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน..
หรือบางทีอาจเคยพามาแล้ว ?
แต่เรากลับมองผ่านเลยไป ..


ความสัมพันธ์ของคนคู่หนึ่งคง เริ่มต้นไม่ได้...
ถ้า ไม่มีการลองเปิดใจให้กันดู

ลองเปิดใจตัวเอง แล้วมองดูใกล้ๆ ตัว
ว่า มีใครที่เราเคยมองข้ามไปหรือเปล่า

ใครคนนั้น...ที่เราเคยคิดว่า ไม่ใช่คนที่เรากำลังตามหา
แต่ถ้าเราลองมองเขาให้ลึกกว่าเดิม
ลองที่จะเรียนรู้จักกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่

บางทีส่วนหนึ่งในตัวเขา
อาจเป็นคนๆ เดียวกับที่เราเคยแอบเก็บซ่อนอยู่ในหัวใจก็ได้


อย่าได้คิดว่า การเปิดใจรับใครสักคนเข้ามานั้น
เป็นแค่การให้โอกาสกับคนอื่น
แต่ความจริงแล้ว
เป็นการให้โอกาสกับตัวเองต่างหาก

ลองแลกใจให้กับใครสักคน
ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันในวันนี้
อาจพัฒนากลายเป็นความรักที่เรารอคอยก็ ได้...ใครจะรู้


และถึงแม้ว่า มันอาจจะไปไม่ถึงตรงนั้น
ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายหรือผิดหวังตรงไหน
เพราะคงไม่น่าจะมี อะไรแล้วที่แย่ไปกว่า
การ ปิดโอกาสตัวเอง...
ไม่ ให้ได้รู้จักรักใครอีกเลยมากกว่า


ความรักก็เหมือนอากาศ
ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่จริง
และมันก็คงมาอยู่ใกล้ๆ ให้เราได้สัมผัส
พร้อมกับ "คนที่ใช่" ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...

เลือกนาฬิกาอย่างไร ให้เหมาะรับข้อมือ

ผู้หญิงอย่างเราๆ นอกจากจะสวยด้วยการแต่งหน้าและดูแลผิวพรรณแล้ว เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณสาว ๆ ทั้งหลายเปล่งประกายความสวยได้อย่างใจปรารถนา แต่ก็ต้องเลือกแต่งให้เหมาะเข้ากับบุคลิกและรูปร่างของเราด้วยนะคะ

ฉะนั้นเมื่อพูดถึงเครื่องประดับ ผู้หญิงหลายคนชอบที่จะใส่ตุ้มหู สร้อยคอ แหวน ประดับบนร่างกายเพื่อเพิ่มสีสันให้กับเสื้อผ้าที่สวมใส่ รวมถึงเครื่องประดับอย่างหนึ่งที่มักจะขาดไม่ได้ นั่นคือ นาฬิกา ซึ่งนาฬิกาสมัยนี้ ไม่ว่าจะมีราคาถูกหรือแพงก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีดีไซน์เก๋ ๆ ดูหรูและมีค่า การซื้อนาฬิกาข้อมือสักเรือนหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกซื้อ นาฬิกาข้อมืออย่างไรให้แลดูเหมาะและรับกับข้อมือของคุณมากที่สุด

ผู้หญิงข้อมือเล็ก นาฬิกาที่ไม่เหมาะและไม่ควรจะเลือก คือนาฬิกาที่เป็นสายเหล็กหรือสายหนัง เพราะทำให้คุณต้องตัดสายนาฬิกาหลังจากซื้อแล้ว ถ้าลองใส่แล้วหลวมขนาดต้องตัดสายจนหมดระยะบังคับแล้วก็ยังหลวมอยู่มาก ทำให้คุณต้องตัดสายเกินกว่าที่กำหนด สายจะบิดไปด้านใดด้านหนึ่งและไม่อยู่กึ่งกลางของข้อมือ ดังนั้นเวลาใส่จะทำให้ เคลื่อนไหวข้อมือไม่ถนัด และที่สำคัญคือทำให้นาฬิกาแลดูไม่สวย ดังนั้นนาฬิกาที่เหมาะสมสำหรับคนข้อมือเล็กมากที่สุดก็คือ นาฬิกาแบบกำไล

โดยปกติแล้วนาฬิกาแบบกำไล ที่ได้มาตรฐานจะมีแบบให้เลือก 3 ขนาดคือ เล็ก กลาง ใหญ่ คุณควรเลือกแบบ ที่พอดี คือไม่แน่นหรือหลวมจนเกินไป เมื่อใส่แล้วควรเลื่อนขึ้นเลื่อนลงได้สะดวก สำหรับตัวเรือนนั้น สาว ๆ ที่มีข้อมือเล็กควรเลือกนาฬิกาที่มีหน้าปัดแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือแบบวงรี เล็ก เพราะเวลาใส่จะทำให้มีที่เหลือบนข้อมือ ทำให้ข้อมือไม่ดูเล็กเกินไป และที่สำคัญไม่ควรเลือกหน้าปัดแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพราะขนาดตัวเรือนที่ทั้งยาวและใหญ่จะบังพื้นที่บนข้อมือหมด และทำให้ข้อมือดูเล็กกว่าปกติ ส่วนสีของหน้าปัดนั้นควรเลือกโทนสีขาวหรือสีครีม เพราะ จะช่วยให้ข้อมือดูสว่างขึ้น

ผู้หญิงข้อมือใหญ่ การเลือกนาฬิกาสามารถเลือกได้ทุก แบบ ถือเป็นข้อดีของสาวข้อมือใหญ่ทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าปัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะทำให้ข้อมือใหญ่ ๆ ของคุณดูสวยเรียวงามเป็นธรรมชาติ แต่ ถ้าสาวคนไหนเป็นสปอร์ตเกิร์ลละก็ ขอแนะนำให้เลือกใส่ขนาดเดียวกับของหนุ่มๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 มม. เพียงแต่ต้องเลือกแบบให้เหมาะสมกับบุคลิกและการแต่งตัวด้วยเท่านั้น

เคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลรักษานาฬิกาของคุณ หากคุณต้องการให้นาฬิกาเรือนโปรดของคุณ สามารถใส่ไปได้นาน ๆ โดยไม่ต้องซ่อมหรือซื้อใหม่บ่อย ๆ คุณควรหมั่นเช็กนาฬิกาเรือนโปรดว่า เข็มหรือตัวเลขบอกเวลายังเดินเป็นปกติหรือเปล่า ซึ่งถ้านาฬิกาหยุดเดินหรือเดินช้าไป อาจสันนิษฐานได้ว่าถ่านอาจจะหมด ควรเปลี่ยนถ่านนาฬิกาล่วงหน้าก่อนที่มันจะหมดลานนะคะ เพราะการทิ้งถ่านเก่าไว้นาน ๆ สารจากถ่านจะรั่วและกัดกร่อน ทำให้เฟืองนาฬิกาเสียได้

บางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากสาเหตุอื่น เช่น ฝุ่นละอองและน้ำ โดยเฉพาะน้ำ ถึงแม้ว่าจะเป็นนาฬิกากันน้ำก็เถอะ คุณไม่ควรใส่นาฬิกาเวลาอาบน้ำ ว่ายน้ำหรือดำน้ำ เพราะการโดนน้ำบ่อย ๆ ทำให้ความชื้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปเกาะอยู่ในตัวเรือนนาฬิกาได้ ทำให้เกิดคราบออกไซด์ เมื่อสะสมนาน ๆ อาจทำให้นาฬิกาคุณเสียไปเลยก็ได้

ขณะใส่นาฬิกาอยู่ควรระมัดระวังเรื่องกระแทกหรือทำให้นาฬิกาเรือนโปรดเกิด รอยร้าว โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะจะทำให้ฝุ่นหรือความชื้นเล็ดลอดเข้าไปตามรอยร้าวเล็ก ๆ พวกนั้นได้

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++