วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์แต่งตัว 10 ประการของสาวๆ ยุคใหม่


1. เบลเซอร์ดีๆ สีดำสักตัว

เลือกเบลเซอร์สวยๆ คัตติ้งเนียนๆ เนื้อผ้าเยี่ยมๆ สักตัวติดไว้จะสวมไปไหนก็ลุคดีเสมอ จะสวมกับยีนส์สั้น ยาว สแล็ค ขาบาน ขาเดฟ หรือกระโปรงทั้งมีพลีทหรือไม่มีพลีท ไม่ว่าจะเดินทางไกล ไปเที่ยว ไปทำงาน หรือนัดพบลูกค้า และสีดำก็จะช่วยได้มากในการอำพรางรูปร่างให้ดูเพรียวขึ้น

2. ผ้าพันคอพิมพ์ลายเก๋ๆ

หากเสื้อกล้ามหรือเสื้อทีเชิ้ตที่สวมใส่อยู่รู้สึกจะเรียบๆ นิ่งๆ เกินไป ผ้าพันคอพิมพ์ลายจะช่วยเป็นลูกเล่นให้สาวๆ สนุกขึ้นและยังดูน่ามองขึ้น และยังลดความแข็งของสีพื้นๆ ด้วยลวดลายที่ดูเพลินตา

3. รองเท้าส้นเตี้ย ส้นแบน สีสดใส

เวลาเราไปเดินเลือกรองเท้า เราก็มักจะนึกถึงสีพื้นนู้ดๆ หรือสีดำเข้ม น้ำตาลเข้ม เป็นหลัก เพราะเป็นสีกลางๆ ที่ใส่ได้ทุกโอกาส แต่ถ้ามองหาสีสดๆ เด่นๆ อย่างเช่นสีชมพูช็อคกิ้งพิงค์ สีเหลืองเปลือกเลมอน สีแดง หรือสีเขียวแอปเปิ้ล คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่าถ้าเลือกมาสวมคู่กับเดรสลายกราฟฟิคเท่ๆ ลายโพลกาดอท หรือชุดแคชชวลสบายๆ ก็จะทำให้คุณดูเจิดจ้าขึ้นทันที

4. เสื้อยืดลายทาง ลายกะลาสี ตอนนี้มาแรง

ลายพิมพ์ขวางไม่ว่าจะสีอะไร หากพิมพ์บนพื้นขาวเมื่อไหร่เราก็จะได้ชิ้นที่คลาสสิคมาแต่งตัวได้แล้วหนึ่ง ชิ้น หรือลายขวางสีอ่อนสลับแก่เกิดริ้วเท่ๆ กับยีนส์ตัวเดียวก็ดูดีเกินบรรยาย จะใส่ลำลองสองชิ้นง่ายๆ หรือจะสวมทับด้วยเบลเซอร์อีกตัว ขอบอกเลยว่าสไตล์นี้คุณกินขาด

5. สร้อยคอเสริมรายละเอียด

เครื่องประดับขั้นพื้นฐานที่สาวๆ ทุกคนต้องมี ใครที่ไม่เคยมีเพราะคิดว่าเกะกะรุ่มร่ามหรือดูเยอะเกินไป ขอบอกว่าสร้อยคอเก๋ๆ สักเส้นก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แค่เลือกโอกาสที่จะสวมใส่ให้เข้ากับชุดก็สุดเพอร์เฟคท์ เช่นสร้อยลูกปัดคล้องสองชั้นกับชุดแนวยูนิเซ็กส์ ก็จะทำให้คุณดูเป็นผู้หญิง...ผู้หญิง ที่น่าเอ็นดู

6. เดรสสั้นสีดำ เก๋อมตะ

เอาสีดำของเดรสสั้นเป็นตัวตั้ง บวกกับรายละเอียดเด่นๆ บนตัวชุดสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นพลีท หรือทรงสุ่ม หรือแต่งด้วยซิปหรือกระดุมเด่นๆ สักจุด หรือจะฉลุลายให้หวานซ่อนเปรี้ยวก็เจิดทั้งนั้น สำคัญที่สุดคือฟิตติ้งให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้านว่าพอดีตัวแล้วหรือไม่ เท่านี้เดรสสวยๆ ก็จะช่วยให้คุณมีสไตล์ไม่ซ้ำใครได้ในแบบน้อยชิ้น

7. เลกกิ้งสีดำ ฤดูไหนๆ ไม่มีไม่ได้แล้ว

ไม่ต้องแปลกใจที่เลยมาจนถึงข้อเจ็ด สีดำก็ยังตามมามีบทบาทกับการแต่งกายของคุณสาวๆ เพราะข้อดีที่ช่วยอำพรางจุดด้อย อวบนิด ใหญ่หน่อย ให้ดูเพรียวบาง แถมสีดำก็มีความเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายร้อนหรือเย็น จะใส่เล่นๆ หรือสวมจริงๆ ก็นิ้งทุกชุด

มาว่ากันถึงเรื่องของเลกกิ้งที่จำเป็นต้องมี สาวๆ นุ่งสั้นทั้งหลายสมัยนี้มีไว้ในครอบครองกันหมดแล้ว ด้วยความเป็นเลิศในการอำพรางเรียวขาและทำให้ชุดที่สวมดูมีสไตล์ขึ้นแถมยัง อบอุ่นเรียวขาได้ในฤดูหนาวแม้ไม่ต้องสวมกางเกงหนาๆ หนักๆ แต่ถ้าใครจะพิศมัยเลกกิ้งพิมพ์ลาย ก็แนะนำทิปส์เล็กน้อยว่าจะเหมาะกับชุดลำลองเสื้อยืดตัวใหญ่ๆ มากกว่าจะใช้ออกงานกลางคืน

8. นาฬิกาเรือนโต แต่ไม่โอเวอร์

นาฬิกาดีๆ ก็เปรียบได้กับจิวเวลรี่อันภูมิฐาน ในบางงานชุดที่เตรียมอาจไม่เหมาะกับการโปะเครื่องประดับเยอะแยะ แค่มีนาฬิกาเรือนเดียวประดับข้อมือ ก็จะหรูและดูมีคลาสทันที

9. เสื้อโค้ทหรูๆ ดูดีอย่างอบอุ่น

สาวไทยอาจไม่จำเป็นต้องห่มเทรนช์โค้ทตัวยาวกันลมหนาวเหมือนสาวฝรั่งก็ จริง แต่ในงานกลางคืนที่ทัศนวิสัยไม่อำนวย คุณก็ยังมีลุคที่ปลอดภัยและเท่ได้ภายใต้เสื้อโค้ทหนานุ่ม ข้อดีของเทรนช์โค้ทคือชิ้นเดียวที่คุณมีอาจใช้ได้นานตลอดชีวิต ด้วยเงื่อนไขของเนื้อผ้าและการตัดเย็บที่ปราณีต แม้คุณจะอวบท้วมขึ้นหรือผอมบางลง เทรนช์โค้ทตัวเก่งก็จะปกปิดความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาที่คุณมี

10. ยีนส์ทรงกระบอก เท่ได้ไม่หลอกตาใคร

เมื่อถึงวันที่รูปร่างของคุณเปลี่ยนแปลง เช่นว่า ต้นขาใหญ่ สะโพกขยาย ยีนส์ทรงกระบอกจะช่วยพรางจุดที่คุณคิดว่าบกพร่องได้เป็นอย่างดี แถมยังใส่สบายและไม่อึดอัดหากเทียบกับยีนส์ขาเดฟหรือสกินนี่ ทั้งเท่ ทั้งสวมสบายอย่างนี้ ยิ่งน่าลงทุน

เมืองไทย บ้านเรา สวยมาก........ thailand





















คาด iPhone 4G ทะลุ 24M เครื่องในปีนี้

กระแสไอโฟนรุ่นใหม่ หรือ iPhone 4G ยังคงแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวการพบเครื่องต้นแบบถึงสองเครื่องแล้ว ซึ่งล่าสุด Foxconn บริษัทที่รับผิดชอบในการผลิตไอโฟนให้กับแอปเปิ้ล (Apple) ได้รับคำสั่งให้ผลิต และส่งมอบ iPhone 4G จำนวน 24 ล้านเครือง โดยจะเริ่มส่งให้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนศกนี้ ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยโดย Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Digitimes

Foxconn จะส่งมอบ iPhone 4G จำนวน 4.5 ล้านเครื่องภายในครึ่งปีแรก และจะส่งมอบอีก 19.5 ล้านเครื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2010 โดยแอปเปิ้ลคาดว่าจะเปิดตัว iPhone 4G ในวันที่ 7 มิถุนายน ในงาน WWDC 20101 (Worldwide Developers Conference) iPhone 4G จะมีการใช้เทคโนโลยีการแสดงผล IPS (In-Plane Switching) ที่ใช้กับจอ LCD รุ่นไฮเอ็นด์ เมื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยี FFS (Fringe-Field Switching) ทำให้ได้สีสันของหน้าจอที่ดีกว่า คมชัดกว่า และมุมมองที่กว้างกว่าแม้ในที่มีแสงอาทิตย์ทำให้ iPhone 4G เหมาะกับการใช้เป็นอ่านอีบุ๊ก (e-book reader) สำหรับการใช้บริการของ iBook ส่วนหน้าจอมีความละเอียด 960x640 พิกเซล (เกือบจะ HD แล้ว) Kuo กล่าว ซึ่งบริษัทที่ร่วมกันผลิตหน้าจอของ iPhone 4G ได้แก่ LG Display และ Prime View International


iPhone 4G จะทำงานด้วยโพรเซสเซอร์ Arm Cortex A8 และหน่วยคามจำ 512MB จากซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมากกว่า iPhone 3GS ถึง 2 เท่า อีกทั้งยังสามารถทำงานแบบมัลติทาสกิ้งอีกด้วย สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ หน้าจอของ iPhone 4G สามารถพัฒนาให้บางลงได้อีก 33% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ทำให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นสำหรับการขยายขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งแบตเตอรี่ของ iPhoen 4G ผลิตโดยบริษัท Simplo Technology และ Dynapack International Technology

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อยากรู้ไหม! ผิวของคุณเป็นแบบไหน

ก่อนที่จะเริ่มดูแลรักษาผิวพรรณให้ดูมีสุขภาพดี สิ่งแรกก็คือ ทำความรู้จักกับสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะจะได้บำรุงผิวได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำตอบหาได้ง่ายๆ แค่บอกว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เมื่ออ่านแบบทดสอบข้างล่างนี้


1. ผิวของคุณแลดูหมองคล้ำหรือบางทีก็แห้งเป็นสะเก็ด
2. ผิวของคุณดูมันวาว เวลาจับจะรู้สึกลื่นๆ
3. บางครั้งก็รู้สึกคันที่ผิว บางทีก็รู้สึกตึง
4. เวลาส่องกระจกทำไมรูขุมขนมันกว้าง แถมยังมีจุดดำสิวอุดตันและมีสิวปกติด้วย
5. ผิวเกิดอาการง่าย ถ้าใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ สารเคมี น้ำหอม และสีสังเคราะห์
6. มีคนชมว่า ผิวดี ดูมีน้ำมีนวล พอเอามือกดๆ ก็จะเด้งกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ
7. บริเวณหน้าผาก จมูก หรือคางจะรู้สึกมัน แต่ถ้าเป็นผิวบริเวณรอบๆ แก้ม ตา และปาก กลับดูปกติหรือไม่ก็แห้งไปเลย



ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 1 หรือ 3 แสดงว่า เป็นคนผิวแห้งเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ และใช้ครีมที่มีส่วนผสมของน้ำและน้ำมันเพื่อช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล และไม่แห้งกร้าน

ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 2 หรือ 4 แสดงว่า เป็นคนผิวมันผิวแบบนี้จะแลดูอ่อนเยาว์และอ่อนนุ่มอยู่ตลอดเวลา แต่อย่าเพิ่งดีใจมากไป เพราะถ้าหากคุณไม่ดูแลรักษาผิวเป็นอย่างดีแล้ว สิวอาจถามหาคุณได้ง่ายๆ วิธีบำรุงผิวควรทำการอบไอน้ำผิวด้วยทรีเมนต์อโรมา หรือจะหาโอกาส มาสก์หน้าด้วยดิน (Clay Mask) ก็ได้

ถ้าคุณ เห็นด้วยกับข้อ 5 แสดงว่า เป็นคนผิวแพ้ง่ายคุณควรใช้ผลิตภัณฑ์และทรีตเมนต์ที่สกัดมาจากธรรมชาติหรือมี ความอ่อนโยนมากๆ

ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อ 6 แสดงว่า เป็นคนผิวธรรมดาเพียงแค่ทำความสะอาดผิวเป็นประจำ โดยใช้โทเนอร์ มอยส์เจอไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มาจากธรรมชาติก็เพียงพอ

ถ้า คุณเห็นด้วยกับข้อ 7 แสดงว่า เป็นคนผิวผสมนอกจากการบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญเหมือนกัน ทริคง่ายๆ ก็คือ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับแต่ละส่วนของใบหน้า และไม่ต้องแปลกใจไปหากตัวเองจะมีมอยส์เจอไรเซอร์ที่แตกต่างกัน 2-3 ชนิดสำหรับการดูแลผิวหน้าในครั้งเดียว

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โคลนมาสก์หน้า ดียังไง

ผิวเราในแต่ละวันต้องเผชิญกับมลภาวะมากมาย ทั้งฝุ่นควัน ฝุ่นละออง และคราบไขมันที่ขับออกมาตามธรรมชาติของผิว แม้จะเป็นเรื่องปกติ แต่หากเราทำความสะอาดไม่ดีพอ คราบเหล่านี้จะสะสมและก่อให้เกิดแบคทีเรีย เป็นสาเหตุของสิว หรือการระคายเคืองในรูปแบบต่างๆ ได้

โคลนมาสก์หน้าเป็นเครื่องสำอางธรรมชาติที่เป็นที่นิยมชนิดหนึ่ง ในการนำมาดีท็อกซ์คราบสกปรกบนใบหน้า เพราะมีคุณสมบัติในการดูดซับ และถูกชำระล้างผ่านการล้างออกไปในที่สุด โคลนที่นำมาใช้บ่อยๆ ในวงการเครื่องสำอาง นั่นคือโคลนคาโอลิน (Kaolin) หรือโคลนขาว (คล้ายดินสอพองในบ้านเรา) ที่เหมาะกับผิวทุกสภาพผิว รวมทั้งผิวแพ้ง่าย นอกจากนี้ยังมีโคลนไชน่า ที่จัดว่าเป็นโคลนที่มีความอ่อนโยนมากที่สุดในบรรดาโคลนพอกหน้าทั้งหลาย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเช่นกัน

คุณสมบัติที่น่าสนใจของโคลนก็คือ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนภายใน เป็นตัวช่วยในการดูดซับน้ำมัน และสิ่งสกปรกบนผิวชั้นนอกให้ออกไปได้อย่างอ่อนโยน บางครั้งที่เราจะรู้สึกได้ว่า ผิวรู้สึกเหมือนเต้นได้ หรือเหมือนโคลนกำลังดูดอะไรอยู่ นั่นคือการทำงานตามปกติของโคลน ที่จะแห้งตัวลงพร้อมกับดูดซับสิ่งรอบตัวเข้าไปในตัวเอง (คล้ายฟองน้ำ) ไขมันบนชั้นผิวที่ไม่ต้องการจึงถูกดูดซับด้วยเหตุนี้ หลังล้างออกจึงพบว่า ผิวหน้าสะอาด ดูเรียบเนียน และรูขุมขนดูกระชับมากขึ้นจากการบีบรัดรูขุมขนให้หดเล็กลงขณะที่โคลนแห้งตัว

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า โคลนมาสก์หน้ามีประโยชน์สองทิศทาง นั่นคือการให้คุณค่าแร่ธาตุและส่วนผสมธรรมชาติอื่นๆ (เช่นในมาสก์นั้นๆ มีสมุนไพรอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย) ลงสู่ผิว ในทางตรงกันข้ามก็คือ การดูดคราบสกปรกหรือดีท็อกซ์ผิวไปด้วยในตัว ผิวจึงรู้สึกดีหลังมาสก์

โคลนกับข้อสงสัย
สำหรับคนผิวมัน โคลนมีข้อดีในการดูดซับความมันออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยลดปัญหาสิวได้ ส่วนคนผิวแห้ง มีการกล่าวถึงไม่น้อย ว่าไม่เหมาะกับคนผิวแห้ง และอาจทำให้ผิวแห้งขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ โคลนทำงานเฉพาะผิวชั้นนอก ในขณะที่ปัญหาของผิวแห้งคือต่อมไขมันผลิตไขมันน้อยกว่าปกติ และผิวเก็บกักความชุ่มชื่นได้ไม่ดีพอ แต่โคลนไม่สามารถลงลึกไปดูดซับได้ถึงผิวชั้นใน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าผิวแห้งไม่เหมาะกับโคลน ในทางตรงกัน โคลนสามารถกระตุ้นการไหลเวียนผิวชั้นนอกได้เป้นอย่างดี นอกเหนือจากการดูดซับสิ่งที่ผิวขจัดออกมา โคลนจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการดีท็อกซ์ผิวไม่น้อย ซึ่งเหมาะกับทุกสภาพผิวรวมทั้งผิวแพ้ง่าย (แต่เน้นว่าควรเป็นเครื่องสำอางที่เป็นสูตรธรรมชาติ และใช้โคลนและสารสกัดอื่นๆ ที่มีคุณภาพด้วย)

น้ำผึ้ง แก้สิว ผิวก็สวย

มหัศจรรย์ธรรมชาติจริงๆ ที่น้ำหวานๆ แสนอร่อยจากผึ้งยังสามารถดูแลผิวให้สวยใส ไร้สิวได้ด้วย นี่ล่ะคุณสมบัติจากธรรมชาติ ที่เราคาดไม่ถึงทีเดียว

น้ำผึ้งเป็นสมุนไพรไทยอย่างหนึ่งที่เราเอาใช้ประโยชน์เรื่องผิวพรรณได้ ด้วยนะ ไม่ว่าจะนำมามาสก์หน้า หรือเอาไปผสมกับผลไม้อื่นๆ แล้วนำมามาสก์หน้า หลังล้างออกเราจะพบได้เลยว่าหน้านุ่ม ชุ่มชื่น นั่นเพราะมีแร่ธาตุ และวิตามินมากมายที่ดีกับผิว แถมยังใช้ได้กับทุกสภาพผิวทีเดียว

ดูแลสิว ผิวใส
สาวๆ ยุคก่อนนำน้ำผึ้งมาใช้ทั้งกินทั้งทา เพราะดีทั้งต่อสุขภาพและผิวพรรณ แต่สิ่งที่สาวโบราณอาจจะยังไม่รู้ ว่าทำไมนะ หลังการมาสก์หน้าด้วยน้ำผึ้งนั้น ผิวถึงได้ใส นุ่ม และยังไม่มีสิวมากวนใจด้วย เรื่องของเรื่องก็คือ ในน้ำผึ้งมีแร่ธาตุ เอนไซม์ และวิตามินมากมายที่มากับเกสรดอกไม้ ไม่ว่า แร่ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส หรือวิตามินไรโบเฟลวิน หรือไนอะซิน นอกจากนี้ยังมีกรดอ่อนๆ ที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าออกไป ทำให้ผิวใสขึ้น

ที่สำคัญ ในน้ำผึ้งยังมีสารตัวหนึ่งที่ช่วยทำลายแบคทีเรีย สาเหตุหนึ่งของปัญหาสิวได้ด้วย นั่นคือไปสร้างเอนไซม์ที่ทำให้เกิดสารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ อย่างอ่อนๆ ซึ่งจะปล่อยออกซิเจนและน้ำออกมา ผลก็คือทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเติบโตได้นั่นเอง สิวจึงค่อยๆ ยุบตัวลงตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ทำให้ผิวอักเสบ แถมยังได้อาหารผิวซึมซาบลงสู่ผิวพร้อมกันไปด้วย

สูตรสวยด้วยน้ำผึ้ง
1.น้ำผึ้ง + มะขาม
สูตรขาวใส แบบธรรมชาติจริงๆ แค่นำมะขามเปียกมามาบดด้วยช้อนให้ละเอียด แล้วเติมน้ำผึ้งลงไปในสัดส่วน 1:2 (ถ้าผิวแพ้ง่ายควรทดสอบก่อน เพราะอาจแพ้กรดผลไม้ได้) หรือในสัดส่วนที่เหมาะกับผิวของเรา (ยิ่งบอบบางยิ่งให้น้ำผึ้งมีมากกว่า) ผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สัก 5 นาที จากนั้นล้างออก ผิวจะหอม ขาวใส นุ่มนวล

2.น้ำผึ้ง + กล้วย
สูตรนี้ช่วยเรื่องสิวได้ดี และยังนุ่มน่าจับ แค่นำกล้วยน้ำว้าสุกบดผสมกับน้ำผึ้งในสัดส่วน 2:1 จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 5 - 10 นาที แล้วล้างออก

3.น้ำผึ้ง + แตงกวา
สูตรนี้ให้นำแตงกวา 1 ลูกมาคั้นเอาแต่น้ำ จากนั้นผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนชาแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สัก 5 - 10 นาที แล้วล้างออก ตามด้วยการบำรุงด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ สามารถทำเป็นโทนเนอร์เช็ดหน้าได้ทุกวัน

แต่หากสาวๆคนไหน มองว่ายุ่งยากในการตระเตรียม เอาเป็นว่าใครอยากมีผิวใสๆ ก็ลองมองหาสารสกัดจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมหนึ่งในเครื่องสำอาง ผิวเราจะได้ลดการพึ่งสารเคมี และยังเป็นทางลัดของปัญหาสิวได้อีกด้วย

เคล็ดลับดีๆ สำหรับแต่งกายให้เข้ากับรูปร่าง

สาวๆ ทั้งหลายที่เคยกลุ้มอกกลุ้มใจเรื่องรูปร่างของตัวเองคงหมดห่วงกันแล้ว เพราะเรามีเคล็ดลับวิธีแต่งกายให้เข้ากับหุ่นของคุณ เพื่อที่คุณจะได้ดูสวย ดูดีได้ ไม่ว่าจะมีรูปร่างทรวดทรงอย่างไร เพียงแค่รู้จักแต่งรู้จักเสริม รู้จักเน้นความสำคัญให้ถูกจุด วิธีง่ายๆ ที่จะเลือกสไตล์เสื้อผ้าให้เหมาะกับรูปร่างมีดังนี้ค่ะ


สาวหุ่นสามเหลี่ยมเหมือนโคนไอศกรีม (Cornet) สาวหุ่นแบบนี้เหมือนเป็นผู้หญิงที่ยังโตไม่เต็มวัย เพราะสรีระคุณเธอเหมือนเด็กสาววัยแรกรุ่นหรือทอมบอย ที่จะมีไหล่ค่อนข้างกว้าง แต่สะโพกจะแคบ ไม่มีก้น ดังนั้นเสื้อผ้าที่ใส่แล้วจะดูสวยควรเป็นกางเกงขาเดฟหรือขากระบอกเพื่อโชว์ ส่วนล่างหรือสะโพก หรือจะเลือกเป็นเดรสแขนกุด แขนสั้น ความยาวชุดเลยเข่าก็ทำให้คุณดูดีทีเดียว


สาวหุ่นเข็มหมุด (Lollipop) สาวหุ่นแบบนี้ถือเป็นสุดยอดหุ่นที่สาวๆ รุ่นใหม่ใฝ่ฝันที่จะมี เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณเธอจะใส่เสื้อผ้าได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเอวสั้น เอวลอย ขาสั้น ขายาว เดรสสั้น เดรสยาว เธอสามารถใส่ได้หมด แถมใส่ได้สวยสุดๆ และเพื่อเป็นการเสริมความสนใจมากยิ่งขึ้นก็คือการเลือกเสื้อหรือเดรสที่มุ่ง จุดสนใจไปที่หน้าอกจะเป็นการเพิ่มเสน่ห์ได้เป็นอย่างดี บวกด้วยการหารองเท้าส้นเข็มสวยๆ อีกสักคู่ เริ่ดค่ะเริ่ด


สาวหุ่นระฆัง (Bell) สาวๆ คนไหนที่เกิดมีหุ่นแบบนี้แล้วทำเอากลุ้มใจ เพราะช่วงเอวที่หนาและสะโพกที่กว้างจนดูเหมือนมีห่วงยางประจำตัวที่ไปไหนมา ไหนด้วยตลอดเวลา แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ให้กลับมาดูดี ดูสวยเหมือนใครเขา เพียงแค่เลือกเสื้อผ้าสีเข้มๆ เข้าไว้ จะเป็นเดรสหรือกระโปรงทรงไหนก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่ว่าต้องหาตัวที่ไม่เข้ารูปเท่านั้นมาใส่คุณก็สามารถเฉิดฉายได้ไม่ อายใครเรื่องห่วงยางอีกต่อไป


สาวหุ่นช่วงแก้วไวน์ (Globlet) สาวช่วงบน (หน้าอก) ใหญ่แบบนี้ไม่ต้องเสียความมั่นใจไป เพราะการมีหน้าอกที่ใหญ่แบบนี้ถือเป็นจุดเด่นที่สาวอกไข่ดาวเป็นต้องอิจฉา แต่กระนั้นไม่ต้องหนักอกหนักใจไป เพราะเพียงแค่คุณสาวๆ หาเสื้อคอวีลึกสักครึ่งอก กับกระโปรงเหนือเข่า รองเท้าส้นสูงมาช่วยขับเรียวขาเรียวงามของคุณ เท่านี้คุณก็งามเลิศไม่แพ้ใครในปฐพีแล้ว


สาวหุ่นเชลโล่ (Cello) ใครนึกไม่ออกว่าสาวหุ่นนี้ เธอมีจุดบกพร่องตรงไหน ก็ลองนึกถึงเครื่องดนตรีประเภทสีอย่างไวโอลินก็ได้ เพราะเชลโล่เขาก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นสาวหุ่นนี้จึงมีช่วงสะโพกใหญ่นั่นเอง และเพื่อเป็นการพรางสะโพกดินระเบิดให้อยู่หมัดก็แค่หากระโปรงเข้ารูปที่มี การเย็บครึ่งสะโพก กับการหาเสื้อที่เน้นช่วงบนให้เป็นจุดเด่นอย่างเสื้อคอวีก็ทำให้คุณดีมี เสน่ห์ต่อสายตาคนรอบตัวแล้ว


สาวหุ่นก้อนอิฐ (Brick) ประเด็นในการแก้รูปร่างที่ตรงทื่อ เอวหาย ไหล่กว้างเหมือนนักกีฬาว่ายน้ำก็ไม่ปานของสาวๆ เหล่านี้คือ การหาเสื้อเข้ารูป กระโปรงพลีต หรือชุดเดรสที่มีการจับจีบช่วงสะโพกและมีการปล่อยชายเป็นหางปลาก็ทำให้คุณดู สวยสะดุดตาแล้ว เพิ่มเติมด้วยการนำรองเท้าส้นสูงสวยๆ สักคู่หนึ่งก็เป๊ค่ะเป๊ะ



คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราก็สามารถเลือกที่จะเป็น จะสวยได้ไม่อายใครด้วยการรู้จักนำโน่น นั่น นี่ มามิกซ์แอนด์แม็ตช์ค่ะ

วิกฤตขาดเลือด สภากาชาติไทยเร่งขอบริจาคเลือดสำรอง

วิกฤตขาดเลือด สภากาชาติไทยสภากาชาติไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตขาดเลือดสำรองทุกกรุ๊ป เพราะมีการใช้เลือดมาก และคนบริจากเลือดลดน้อยลง ยอดการบริจากวันละไม่ถึง 1,000 ยูนิตรพ.จุฬา 17 พ.ค. - เลขาธิการสภากาชาดไทย เผยยอดบริจาคโลหิต สภากาชาดไทย ต่ำกว่าเป้าครึ่งหนึ่งจากเหตุผู้บริจาคเดินทางลำบาก แต่ต้องเตรียมความพร้อมโลหิตสำรองไว้ในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงปรับจุดรับบริจาค

นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เดินทางมายังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. เพื่อสอบถามถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่และตรวจสอบว่าขาดเหลือสิ่งใด สำหรับทีมแพทย์ และ พยาบาล ในการปฏิบัติหน้าที่ และยังกล่าวอีกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นห่วงการทำงานของเจ้าหน้าที่ และวันนี้จะมีผู้แทนพระองค์นำเครื่องทำน้ำแข็งมามอบให้ที่โรงพยาบาล ทั้งนี้สภากาชาดไทย ต้องเตรียมความพร้อมโลหิตสำรองไว้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะโลหิตต้องใช้ทุกวันเป็นปกติ แต่ก็ยังต้องการจำนวนโลหิตต่อเนื่อง เพื่อสำรองไว้ใช้ แต่การเดินทางมาบริจาคโลหิตยังสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ เป็นไปด้วยความลำบาก และประชาชนอาจไม่รู้สึกปลอดภัย ทางสภากาชาดไทยจึงกระจายจุดรับบริจาคไปยังห้างสรรพสินค้า

ด้านนาวาโทหญิง พญ.อุบลวัณณ์ จรูญเรืองฤทธิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ในช่วงเวลาปกติ สภากาชาดไทย จำเป็นต้องหาโลหิตให้ได้วันละ 1,500 ยูนิต แต่เมื่อวานนี้ (16 พ.ค.) มียอดบริจาคโลหิต 870 ยูนิต ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าครึ่งหนึ่ง เนื่องจากผู้บริจาคโลหิตไม่สามารถเดินทางเข้ามาบริจาคได้ ที่สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ สภากาชาดไทยจึงกระจายจุดรับบริจาคโลหิตไปยังห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ดังนี้

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ หน้าโรงภาพยนตร์ ชั้น 7 เวลา 11.00-15.30 น.,

สาขาบางนา รถเคลื่อนที่ จอดหน้าร้านเคเอฟซี เวลา 11.00-15.30 น.,

สาขาพระราม 2 ที่ห้องโถงลิฟแก้วชั้น G เวลา 11.00-15.30 น.,

ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขารามคำแหง ชั้น 3 ฝั่ง มอลล์3 เวลา 11.00-15.30 น.,

สาขาท่าพระ ที่ศูนย์ฝึกอบรมชั้น7 เวลา 11.30-15.30 น.,

สาขาบางแค ที่ห้องรับบริจาคโลหิตชั้น P เวลา 12.00-18.00 น.,

ห้างท๊อปมาร์เก็ต อุดมสุข รถเคลื่อนที่จอดหน้าหน้า เวลา 11.30-15.30 น.,

ห้างสรรพสินค้าโรงบินสัน รัตนาธิเบศร์ รถเคลื่อนที่จอดหน้าห้าง เวลา 11.30-15.30 น.,

และ บริษัท ทีวีไดเรค ซอยวัชระพล เวลา 9.00-15.00 น.

นอกจากนี้ยังสามารถ โทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 02-2564300

แวมไพร์ ทไวไลท์ 3

แวมไพร์ ทไวไลท์ 3

The Twilight  saga eclipse

The Twilight saga: eclipse แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์

The Twilight  saga eclipse

The Twilight saga: eclipse แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์

The Twilight  saga eclipse

The Twilight saga: eclipse แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์

The Twilight  saga eclipse

The Twilight saga: eclipse แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์

The Twilight  saga eclipse

The Twilight saga: eclipse แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์

The Twilight  saga eclipse

The Twilight saga: eclipse แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์



เดวิด สเลด เนรมิตฉากแอ็คชั่นสุดมันส์ ใน The Twilight saga: eclipse แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์ (มงคลเมเจอร์)

เพราะภาคใหม่ของหนังทำเงินอย่าง Twilight กับ The Twilight saga : eclipse : แวมไพร์ ทไวไลท์ 3 อิคลิปส์ ถือเป็นภาคที่มีความเข้มข้นถึงขีดสุด มากกว่าทั้งสองภาคที่ผ่านมา ทางผู้สร้างจึงยอมทุ่มทุนสร้างถึง 2300 ล้านบาทในการเนรมิตฉากแอคชั่นระหว่างแวมไพร์และทีมหมาป่าขึ้นมา โดย เรื่องราวในภาคนี้ใกล้ถึงจุดคลี่คลายระหว่างเรื่องราวรัก 3 เส้าของ เบลล่า เอ็ดเวิร์ดหรือเจคอบ รวมไปถึงศึกรอบด้านที่ต้องผจญทั้งจากกลุ่มโวลตูรี ที่ต้องการตรวจสอบว่าเบลล่าได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่ รวมถึงกองทัพแวมไพร์เกิดใหม่โดย วิคตอเรีย ที่มาตามล้างแค้นให้เจมส์คนรักที่ถูกเอ็ดเวิร์ดฆ่า ด้วยการตามล่าเบลล่า ด้วยความยิ่งใหญ่และความยากของแต่ละฉากที่จะต้องถ่ายทำ ทีมงานจึงต้องเฟ้นหาผู้กำกับคนใหม่ที่เหมาะจะมากำกับเรื่องนี้ ในที่สุดการกำกับเรื่องนี้ก็ตกไปอยู่ในมือของผู้กำกับมากฝีมือ อย่าง เดวิด สเลด ผู้กำกับหนังแวมไพร์เลือดสาด 30 Days of Night จากความคุ้นเคยกับหนังแวมไพร์ รวมถึงประสบกาณ์ในการถ่ายทอดฉากแอ็คชั่น จึงทำให้เป็นผู้กำกับที่ลงตัวที่สุดกับภาคนี้ ภาคนี้จึงเป็นภาคที่คนดูจะได้ตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ของฉากแอ็คชั่น ที่เป็นจุดเด่นของภาคนี้ ผสมผสานอย่างลงตัวกับเรื่องราวความรักที่เป็นแก่นของเรื่องมาตลอด

เดวิด สเลด ก็ได้เล่าถึงการเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับว่า " ผมชอบสิ่งที่ Twilight ทั้งสองภาคได้นำเสนอ แต่ขอบอกตามตรงว่ามันยังไม่ใช่แนวทางของผม จนในที่สุดผมก็คิดว่าตัวเองเหมาะสมที่สุดแล้ว เมื่อเรื่องราวเดินทางมาถึง Eclipse ซึ่งผมคิดว่ามีความอึมครึมจนมืดหม่นยิ่งกว่าที่ผ่านมา ผมมั่นใจว่าพวกหนุ่ม ๆ คงจะชอบความตื่นเต้นลุ้นระทึกของฉากสงครามแวมไพร์ ในขณะเดียวกันเรื่องราวรักโรแมนติกหวานๆ ก็ยังคงอยู่ นี่คือภาพยนตร์ที่ผมทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจไปมากที่สุดแล้ว"

"เทพบุตรแวมไพร์" และ "นักรบหมาป่า" สองเผ่าพันธุ์ จะผนึกกำลังคุ้มครองหนึ่งหัวใจ การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทไวไลท์กำลังจะระอุ

เปลี่ยนรัตติกาลให้เป็นปรากฏการณ์ 1 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

อาหารอารมณ์ดี


ปกติคนที่ซึมเศร้าอาจต้องไปพบจิตแพทย์ แต่งานวิจัยชั้นนำหลายชิ้นชี้ว่า อาหาร เช่น ปลาทะเลน้ำลึก กล้วย องุ่น ช่วยแก้ความหม่นหมองได้ อาหาร 7 อันดับ ที่กินแล้วช่วยให้อารมณ์ดี

1. "ปลาทะเลน้ำลึก" ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลมักจะดู มีความสุขมากกว่าคนที่อาศัยลึกเข้ามาในแผ่นดิน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอากาศทะเลที่สดชื่นช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ได้บริโภคปลาทะเลน้ำลึกจำนวนมาก งานวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่า กรดโอเมก้า 3 ในปลาทะเลน้ำลึก ทำหน้าที่เสมือนยาแก้อาการซึมเศร้า ช่วยให้ประสาทสงบและเพิ่มการหลั่งของสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น สำหรับปลาทะเลน้ำลึก ได้แก่ แซลมอน เฮอร์ริ่ง แม็กเคอเรล ทูน่า ฯลฯ

2. "กล้วย" ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าหลายคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อกินกล้วย เพราะกล้วยมีส่วนประกอบทริปโตฟาน (Tryptophan) โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็น เซโรโทนิน นอกจากนี้ กล้วยยังมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ ผู้หญิงที่มีอาการ PMS (Premenstrual Syndrome) หรือช่วงอารมณ์ไม่ดีก่อนมีประจำเดือนควรกินกล้วยจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น

3. "องุ่น" อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยปรับปรุงระบบภูมิต้านทานโรคของร่างกาย ช่วยให้ความหนาแน่นของเซลล์เม็ดเลือดแดงคงที่ กินแล้วช่วยคลายเครียด ยิ่งไปกว่านั้นวิตามินซียังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างโดปามีน (dopamine) และอะดรีนาลิน (adrenalin) ซึ่งสารเคมีทั้งสองตัวช่วยในการกระตุ้นความกระฉับกระเฉงตื่นตัว

4. ขนมปัง ขนมปังและข้าวทุกชนิด คือแหล่งคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีส่วนในการกระตุ้นให้สมองหลั่ง สารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งช่วยให้เกิดความสงบ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ สหรัฐ อเมริกา แนะนำให้กินขนมปังเพื่อต่อต้านอาการซึมเศร้า

5. ผักโขม อุดมด้วย กรดโฟลิก (Folic acid) กรดดังกล่าวช่วยสร้างเซลล์ใหม่และช่วยให้เซลล์ใหม่แข็งแรงสมบูรณ์ สำคัญมากต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่สำคัญการขาดโฟลิกนำไปสู่การลดการหลั่งของฮอร์โมนเซโรโทนินโดยตรงซึ่งก่อ ให้เกิดภาวะซึมเศร้า

6. เชอร์รี่ แพทย์ตะวันตกเรียกเชอร์รี่ว่าเป็น "แอสไพรินธรรมชาติ" เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้เชอร์รี่มีสีสันสวยสดใส แต่สรรพคุณสำคัญ คือ ทำให้คนกินมีความสุข งานวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า การกินเชอร์รี่ 20 ผล ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยาเสียอีก

7. กระเทียม อุดมด้วย สารเซเลเนียม (Selenium) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น คนเราควรได้รับเซเลเนียม อย่างน้อยวันละ 50 ไมโครกรัม แต่เซเลเนียมในกระเทียมนั้นปริมาณไม่แน่นอน กระเทียมหนัก 1 ขีด อาจมีเซเลเนียมตั้งแต่ 3-25 ไมโครกรัม นักวิจัยเยอรมันแนะว่า การกินกระเทียมวันละ 2 กลีบน่าจะเหมาะสม นอกจากนี้ กระเทียมยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับไขมันในเลือดและรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้ว

HTC Wildfire เครื่องแอนดรอยด์ราคาประหยัดจะออกอีกไม่นานนี้แล้วนะ




เมื่อปีที่แล้วในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงที่ ระบบปฎิบัติการ แอนดรอยด์ ของ HTC เริ่มหัดเดินนั้นทาง HTC เองได้เปิดตัว PDA Phone ของตนเองสำหรับตลาดผู้ใช้เริ่มต้น หรือตลาดสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประหยัดงบประมาณในการเลือกซื้อ โดยทาง HTC ได้ส่ง HTC Tattoo เข้าสู่ตลาดในราคาเครื่องที่ไม่แพงมากนัก แต่สำหรับในปี 2010 ทาง HTC เองก็เลือกที่จะเปิดตัว HTC Legend และ HTC Desire ซึ่งเป็นเครื่องในระดับกลางจนถึงบนก่อน โดยคาดว่าในช่วงไตรมาสที่สาม น่าจะส่งเครื่องในระดับเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ซึ่งในปีนี้เครื่องที่ว่าก็น่าจะเป็นเครื่องรุ่น HTC Wildfire รุ่นที่นำมาให้ชมกันในวันนี้นั่นแหละครับ โดยตัวเครื่องมีหน้าตาออกจะคล้ายไปทาง HTC Desire และ Nexus One ของ Google แต่ภายในตัวเครื่องจะมี Spec ที่ต่ำกว่าสองรุ่นที่กล่าวมา

แม้ ว่าเครื่องรุ่นนี้ถูกมอบหมายหน้าที่ให้เป็นเครื่องรุ่นเล็กสำหรับตลาดกลุ่ม เริ่มต้น แต่ Spec ก็มีการพัฒนาให้ดีกว่า HTC Tattoo ในรุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา สิ่งที่แตกต่างจาก HTC Tattoo ก็คือ หน้าจอเปลี่ยนจากการใช้หน้าจอแบบ resistive มาใช้หน้าจอแบบ capacitive มีกล้องขนาด 5 ล้านพิกเซล พร้อมออโต้โฟกัส และแฟลช ให้มาด้วย แต่หากเทียบกับ HTC Desire รุ่นใหญ่ และ HCT Legend รุ่นกลางจะพบว่ามันมีสิ่งที่แตกต่างกันหลักๆดังนี้

สิ่งที่ แตกต่างจาก HTC Desire / HTC Legend

1.จอขนาด 3.2 เท่ากับเครื่องรุ่น Legend แม้ว่าชนิดหน้าจอจะเป็น Capacitive แบบเครื่องรุ่นพี่แต่ความละอียดจอของ HTC Wildfire อยู่ในระดับเพียง QVGA ซึ่งแสดงผลได้ที่ 240x320 พิกเซล ในขณะที่ HTC Desire และ Legend จะใช้หน้าจอแบบ WVGA และ HVGA ตามลำดับ

2. CPU มีความเร็วที่ 528MHz ในขณะที่ HTC Desire ใช้ความเร็ว 1GHz และ Lengend ความเร็ว 600 MHz แต่อย่างไรก็ตาม HTC Wildfire จะใช้ Sense UI เวอร์ชั่นล่าสุดเช่นเดียวกันวึ่งจะมีส่วนของ Friend Stream และ the multitouch Leap homescreen viewer

3.ใช้ Android 2.1 เหมือน Desire และ Legend

4.มีหลายสีให้เลือก

สิ่งที่ทำให้เครื่องรุ่นนี้ สามารถประหยัด cost ไปได้และทำให้เครื่องรุ่นนี้น่าจะมีราคาไม่แพงก็น่าจะเป็นสาเหตุมาจากเรื่อง ของหน้าจอเป็นหลัก เพราะหน้าจอ HTC Wildfire เป็นแค่เพียง QVGA ส่วนเรื่องของหน่วยความจำนั้นเรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าเครื่องรุ่นพี่เท่าไร นัก เพราะเค้าให้ ROM มาที่ 512 MB และ RAM อีก 384 MB แถมเรื่องกล้องก็ถือว่าสอบผ่าน ใส่ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยก็ถือว่าใช้ได้ครับ เพราะมันมีทั้ง G sensor กลับหน้าจออัตโนมัติ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ FM radio รวมทั้ง Light sensor ให้มาครบ รวมถึง Optical joystick อีกต่างหาก

หากดูกันโดยรวมๆแล้วไม่ ได้คำนึงถึงเรื่องหน้าจอว่าเป็นการแสดงผลแค่ QVGA หละก็เครื่องรุ่นนี้ความสามารถไม่น่าจะแพ้เครื่องรุ่นใหญ่เท่าไรนัก เพราะ CPU ก็ความเร็วมาตรฐาน เพราะ 528 MHz นั้นใช้กันมาตั้งแต่รุ่น Magic / Hero/ Tattoo เพิ่งจะมาขยับเพิ่มขึ้นก็ตอน Legend ออกนี่หละครับ สำหรับเรื่องของราคาของ HTC Wildfire ยังไม่เคาะออกมาว่าจะเป็นเท่าไร แต่ที่แน่ๆก็คือมันได้รับการยืนยันแล้วว่าออก Q3 แน่นอนทั้งตลาด เอเซีย และตลาดยุโรป ซึ่งก็ทำให้หลายๆคนยังพอมีเวลาหยอดกระปุกรอกันไปก่อน เพราะหุ่นและหน้าตาแบบนี้ผมว่า โดนใจหลายๆคนเลยทีเดียว





วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โรคร้ายที่มากับโลกร้อน

เรื่อง สุรีย์รัตน์ พิทักษ์ หลักฐานที่นัก วิทยาศาสตร์ชั้นนำ และองค์กรที่เฝ้าติดตามภูมิอากาศโลกได้เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า อุณหภูมิของโลกกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณปี 1750) โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ถึง 14 องศาเซลเซียส แต่ในปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นมาใกล้ระดับ 15 องศาเซลเซียสแล้ว เฉพาะในช่วงเวลาประมาณ 150 ปีมานี้ อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 0.7 องศาเซลเซียส หลายคนอาจจะมองว่าสิ่งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยสำหรับโลกใบนี้ เพราะภาวะโลกที่ร้อนขึ้นในทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และถ้ายังไม่ได้รับการเอาใจใส่และเยียวยาอย่างจริงจัง ภาวะโลกร้อนก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงเกินกว่าที่เราจะคาดเดาได้ โลกร้อนไม่ได้นำพามาแต่ความร้อนเท่านั้น แต่ยังนำภัยอันตรายมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งผลกระทบไปยังปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย

นอกจากนั้น ภาวะโลกร้อนก็ยังนำมาซึ่งอันตรายจากโรคร้ายได้อีกด้วย!!!

โรคร้อน, อากาศร้อน

นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ อายุรแพทย์ สาขาโรคติดเชื้อ บอกว่า ในภาวะโลกร้อน และอุณหภูมิที่เพิ่มมากขึ้นหลายองศาเซลเซียสนั้น จะทำให้ภูมิภาคที่มีอากาศเย็นเริ่มร้อนขึ้น และโรคภัยต่างๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศในแถบร้อนก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ส่วนประเทศในแถบร้อนที่ปกติอุณหภูมิก็สูงอยู่แล้วนั้น ก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ เพิ่มมากขึ้นไปอีก นพ.วัชระ บอกด้วยว่า โรคที่จะมาในภาวะโลกร้อนนั้น แบ่งออกได้ 3 โรคใหญ่ๆ

1.ฮีตสโตรก (Heat Stroke) ภาวะเป็นลมเนื่องจากความร้อน สูงเกินไป นับเป็นด่านแรกของภัยสุขภาพยุคโลกร้อน ซึ่งโรคนี้คนในประเทศร้อนมักจะไม่ค่อยเกิดอาการมากนัก เนื่องมาจากการชินกับความร้อน แต่ในอนาคตข้างหน้าเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ 7-10 องศาเซลเซียส คนในประเทศร้อนก็อาจจะเกิดอาการนี้ได้บ่อยๆ เช่นกัน อาการที่ว่านี้ จะเกิดจากการที่ร่างกายนั้นได้รับความร้อนมากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นจากการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน จนอุณหภูมิในร่างกายสูงเกินขีดที่จะทนทานได้ ยิ่นคนในประเทศหนาว อย่างในยุโรปก็จะมีภาวะฮีตสโตรกเกิดขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากภาวะที่อากาศร้อนเกินไปจนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เสียเกลือแร่ในร่างกายได้ ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ซึ่งเหล่านี้อาจจะทำให้คนตายได้ เช่น คนที่ติดอยู่ในลิฟต์ ถ้าเป็นคนที่ไม่แข็งแรง หรือมีอายุมากหน่อยติดลิฟต์สักครึ่งชั่วโมงแล้วร่างกายปรับตัวไม่ทันก็อาจจะ เสียชีวิตได้เลย

2.อาการภูมิแพ้ อาการเช่นนี้ นพ.วัชระ บอกว่า เกิดมากจากภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงมาก จนทำให้เกิดกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ บรรยากาศร้อนขึ้น ซึ่งเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นมากๆ ก็จะไปกระตุ้นให้สาหร่าย พืช หรือวัชพืชบางอย่าง ที่ปกติไม่ขึ้นอยู่ในที่สูง หรือในอากาศหนาวๆ ขยายตัวได้มากขึ้นในที่ที่อากาศหนาว ซึ่งเมื่อพวกวัชพืชพวกนี้เพิ่มมากขึ้น ก็อาจจะก่อสารให้เกิดภูมิแพ้ได้มากขึ้น เนื่องมาจากการสร้างละอองเกสรที่ลอยมาในอากาศก็ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้มากขึ้น รวมทั้งเรื่องของมลภาวะก็อาจจะช่วยกระตุ้นให้คนที่เป็นโรคหอบหืดเกิดอาการ ได้มากขึ้นและบ่อยขึ้น หรือคนที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบจากการสูบบุหรี่ก็จะมีปัญหามากขึ้นด้วย

3.โรคที่มากับแมลง เนื่องจากแมลง เช่น ยุง แมลงวันนั้นปกติจะชอบอากาศอบอุ่น ค่อนข้างร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค เช่น โรคไข้เลือดออก มาลาเรียได้มากในประเทศร้อน แต่ในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวอย่างยุโรปนั้น มักจะไม่ค่อยต้องมากังวลเรื่องไข้เลือดออก หรือมาลาเรีย เนื่องจากแมลงมักจะอาศัยอยู่ในอากาศเย็นไม่ค่อยได้ แต่เมื่อโลกร้อนขึ้นบริเวณที่แมลงเหล่านี้สามารถขยายพันธุ์ไปได้ก็จะเพิ่ม มากขึ้น มีการเจอโรคแบบนี้ในที่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน คือ ในที่ที่มีอากาศหนาวๆ อย่างเช่น ที่เคยเจอกันก็คือในประเทศโคลัมเบีย ที่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 7,000 กว่าฟุตก็เจอได้ ซึ่งแต่เดิมไม่เคยเจอ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของโลก หรืออินโดนีเซียในบริเวณที่อยู่บนภูเขาสูง อากาศเย็น แต่เดิมไม่เคยเจอโรคมาลาเรีย แต่ตอนนี้ก็เริ่มเจอได้มากขึ้นแล้ว ซึ่งก็จะยิ่งทำให้บ้านเรามีโอกาสเกิดขึ้นมากได้เช่นกัน เพราะเป็นโซนที่อากาศร้อนอยู่แล้ว มีการยอมรับจากเวทีการประเมินสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อในภาวะโลกร้อน ระดับนานาชาติว่า หนึในโรคที่มีแนวโน้มเพิ่งสูงขึ้นในยุคโลกร้อนที่ต้องจับตามอง คือ ไข้เลือดออก เพราะนอกจากจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยแล้ว ในขณะนี้ยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรค ได้ขยายเวลาออกหากินจากช่วงกลางวันเป็นเลย 5 ทุ่มด้วย ซึ่งทำให้ยากต่อการป้องกัน หรือวินิจฉัยโรค เนื่องจากแยกแยะได้ลำบากว่ายุงนั้นเป็นยุงลาย หรือยุงรำคาญที่หากินช่วงค่ำไปถึงดึก ยิ่งไปกว่านั้นยุงลายตัวผู้ในยุคโลกร้อนยังถูกตรวจพบว่ามีเชื้อไวรัสที่ก่อ โรคไข้เลือดออก ทั้งที่ไม่ได้ดูดเลือดเป็นอาหารแบบตัวเมีย ซ้ำบางตัวยังมีเชื้อไวรัสนี้ถึง 2 สายพันธุ์ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง เพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่มาในภาวะโรคร้อนนั้น นพ.วัชระ บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้ดูแลสุขภาพไปตามปกติ นั่นก็คือ การทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเท่านั้นเอง ส่วนใครที่มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ก็พยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีมลภาวะสูง แต่นั่นก็เป็นไปได้ยาก เพราะการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่นั้นหลีกเลี่ยงจากมลภาวะค่อนข้างลำบาก

จะเก็บฟันคุดไว้หรือเอาออกดี

ปกติแล้วเราจะมีฟันแท้ 32 ซี่ ฟันบนซ้ายขวา ข้างละ 8 ซี่ ข้างล่างก็เช่นกัน ซ้ายขวาข้างละ 8 ซี่ รวมแล้ว 32 ซี่ ทีนี้ส่วนใหญ่จะได้ไม่คบ 32 เพราะซี่สุดท้ายมักไม่ขึ้นหรือขึ้นมา เฉียงๆ เอียงๆ ติดฟันข้างเคียง ฟันที่ขึ้นมาไม่ได้ ฝังอยู่ในขากรรไกร เราเรียกว่า ฟันคุด ทันตแพทย์จะแนะนำ ให้ถอนฟันคุดออก เพราะการปล่อยทิ้งไว้มีผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งอาจสร้างปัญหาได้ ดังนี้

ฟัน ฟันคุด ปวดฟัน ถอนฟัน

มีอาการปวด เพราะตัวฟันคุดเองมีแรงผลักเพื่อจะงอกขึ้นมาในขากรรไกร แต่ถูกกันหรือติดโดยฟันข้างเคียง ทำให้มีแรงย้อนกลับไปกดที่เส้นประสาทของขากรรไกร อาการปวดมีตั้งแต่ทนได้จนกระทั่งปวดมาก ในบางครั้งอาจมีอาการปวดแบบส่งต่อหลังจากตำแหน่งฟันคุดไปยังบริเวณอื่นของใบ หน้า เช่น ปวดหน้าหู ปวดตา ปวดศีรษะ เป็นต้น

ฟันคุดทำให้ฟันเก แรงดันของฟันคุด มากพอที่จะผลักให้ฟันข้างเคียงรับกระทบต่อๆ กันไปจนฟันบิดซ้อนกันได้ ในการจัดฟันทันตแพทย์มักแนะนำให้ถอนฟันคุดออกก่อนใส่เครื่องมือ

ฟันคุดทำให้ฟันผุ ฟันคุดเป็นที่กักเศษอาหาร ทำความสะอาดยากเพราะอยู่ลึกใกล้ลำคอ การที่มีเศษอาหารสะสมอยู่บริเวณนั้นนานๆ ก็ทำให้ฟันผุง่ายโดยปกติถ้าฟันคุดผุไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเอาออกอยู่แล้ว แต่หลายคนมาพบทันตแพทย์มักจะมีฟันที่ดีๆ ข้างเคียงผุด้วยจนไม่สามารถรักษาได้ ทั้งอาจจะต้องถอนพร้อมฟันคุดอย่างน่าเสียดาย

ฟันคุดทำให้เหงือกอักเสบ ก็เช่นกันเศษอาหารที่ค้างอยู่ใต้เหงือกที่คลุมฟันอยู่นั้นเป็นแหล่งสะสมของ แบคทีเรียที่ยากทำความสะอาดได้หมดจด ซึ่งง่ายต่อการเกิดเหงือกอักเสบและบวม

ฟันคุดทำให้ติดเชื้อ เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะการติดเชื้อจากฟันคุด มันทำให้ขากรรไกรบวม ถ้าเป็นรุนแรง อ้าปากไม่ขึ้นกลืนไม่ได้ ลุกลามลงคอ พาลหายใจไม่ได้เอา ถึงขนาดต้องนอนโรงพยาบาล รักษาอย่างเร่งด่วนกันเลย

ฟันคุดมีโอกาสทำให้เกิดถุงน้ำ (CYST) ซึ่งจะขยายอยู่ใน กระดูกขากรรไกร หากไม่เคยได้รับการตรวจฟัน มักจะรู้ตัวอีกทีเมื่อเห็นใบหน้าเอียงหรือขากรรไกรข้างหนึ่งใหญ่กว่าอีกข้าง การที่มี cyst อยู่ในขากรรไกรก็เหมือนกับลูกโป่งที่มันจะค่อยๆ พองใหญ่ขึ้นเบียดกินกระดูกขากรรไกรไปเรื่อยๆ ถ้าพบเข้าและรีบทำการผ่าตัดออกได้เร็ว การสูญเสียอวัยวะ ขากรรไกรก็น้อย ยังสามารถรักษารูปหน้าให้เหมือนเดิมได้ แต่ถ้า cyst ใหญ่มากๆ ก็อาจถึงขนาดต้องตัดขากรรไกรบางส่วนออก การรักษารูปใบหน้าให้เหมือนเดิมก็ทำได้ยากขึ้นโดยเฉพาะกรณีที่ cyst นั้นเปลี่ยนไปเป็นเนื้องอกบางชนิด

จะเห็นได้ว่าการเก็บฟันคุดไม่มีผลดีเลย ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่เกิดอันตรายกับสุขภาพปากของคนเราหลายด้าน จึงควรผ่าเอาออก... ผลดีมีมากกว่าจริงๆ ค่ะ

ฟันคุด....คืออะไร ฟันคุด คือฟันที่ ไม่สามารถขึ้นได้ตามปกติในช่องปาก อาจจะโผล่ขึ้นมาได้เพียงบางส่วน หรือฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรทั้งซี่ ฟันซี่ที่พบว่าเป็นฟันคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามล่างซี่สุดท้าย ซึ่งอยู่ด้านในสุดของกระดูกขากรรไกรล่าง โดยปกติแล้วฟันซี่นี้ควรจะขึ้นในช่วงอายุ 18 - 25 ปี อาจโผล่ขึ้นอยู่ในลักษณะตั้งตรง เอียง หรือนอนในแนวระนาบ และมักจะอยู่ชิดกับฟันข้างเคียงเสมอ นอกจากนี้ฟันซี่อื่น ๆ ก็อาจจะคุดได้ เช่น ฟันเขี้ยว ฟันกรามน้อยแต่พบได้น้อยกว่าฟันกรามล่างซี่สุดท้าย

จะทราบได้อย่างไรว่ามีฟันคุด จากการตรวจในช่องปาก ถ้าพบว่าฟันซี่ใดโผล่ขึ้นมาได้เพียงบางส่วน หรือฟันซี่ใดหายไป ก็ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าน่าจะมีฟันคุด เพื่อให้แน่ใจก็ควรจะเอกซเรย์ดู ก็จะทำให้ทราบว่ามีฟันคุดฝังอยู่ในตำแหน่งไหนบ้าง การเอกซเรย์ฟิล์มพานอรามิกจะเห็นฟันทั้งหมดในกระดูกขากรรไกรทั้งบนและล่าง รวมถึงพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในกระดูกขากรรไกร

ทำไมถึงต้องผ่าฟันคุด การผ่าตัดฟันคุดมีจุดประสงค์หลายประการ ได้แก่

1. เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่ปกคลุมฟัน เพราะจะมีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ใต้เหงือก แล้วไม่สามารถทำความสะอาดได้ เชื้อแบคทีเรียที่มาสะสมอยู่จะทำให้เหงือกอักเสบ ปวดและบวมเป็นหนอง ถ้าทิ้งไว้การอักเสบจะลุกลามไปใต้คาง หรือใต้ลิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ง่าย นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

2. เพื่อป้องกันฟันข้างเคียงผุ ซอกฟันระหว่างฟันคุดกับฟันกรามซี่ที่สองที่อยู่ชิดกันนั้น ทำความสะอาดได้ยาก เศษอาหารจะติดค้างอยู่ทำให้เกิดฟันผุได้ทั้งสองซี่

3. เพื่อป้องกันการละลายตัวของกระดูก แรงดันจากฟันคุดที่ พยายามดันขึ้นมา จะทำให้กระดูกรอบรากฟัน หรือรากฟันข้างเคียงถูกทำลายไป

4. เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก ฟันคุดที่ทิ้งไว้นานไปเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบฟันคุด อาจจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นถุงน้ำ แล้วโตขึ้นโดยไม่แสดงอาการเลย จนในที่สุดเกิดการทำลายฟันซี่ข้างเคียง และกระดูกรอบ ๆ บริเวณนั้น

5. เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก เนื่องจากการที่มีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นบางกว่าตำแหน่งอื่น เกิดเป็นจุดอ่อน เมื่อได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นก็จะหักได้ง่าย 6. วัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น ในการจัดฟัน ต้องถอนฟันกรามซี่ที่ สาม ออกเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนฟันซี่อื่น ๆ

ขั้นตอนการผ่าฟันคุดมีอะไรบ้าง น่ากลัวอย่างที่เขาบอกกันหรือเปล่า การผ่าตัดฟันคุดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับความรู้สึก หลังจากนั้นก็จะเปิดเหงือกให้เห็นฟัน แล้วใช้เครื่องกรอตัดฟันออกมา ล้างทำความสะอาดและเย็บแผลปิด เท่านี้ก็เสร็จแล้ว สามารถกลับบ้านได้ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

หลังผ่าตัดฟันคุดแล้วจะมีอาการอะไรบ้าง จะพูดหรือรับประทานอาหารได้ไหม อาการที่พบได้หลังการผ่าตัดฟันคุดคือ จะมีอาการปวดและบวมบริเวณแก้มด้านที่ทำผ่าตัดสัก 2 - 3 วัน อ้าปากได้น้อยลง ทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะที่ได้รับไปอาการก็จะบรรเทาลงได้ เรื่องอาหารคงต้องทานอาหารอ่อนไปก่อนสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนต่อแผล ส่วนการพูดก็พูดได้ตามปกติ แต่อย่าพูดมากนักเดี๋ยวจะเจ็บแผลได้

หลังผ่าตัดฟันคุดจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง คำ แนะนำหลังการผ่าตัดฟันคุดมีดังนี้

1. กัดผ้าก๊อซนาน 1 ชั่วโมง กลืนน้ำลายตามปกติ

2. ห้ามบ้วนเลือดและน้ำลาย เพราะอาจทำให้เลือดไหลไม่หยุดได้

3. หลังคายผ้าก๊อซแล้ว ถ้ามีเลือดซึมจากแผลผ่าตัด ให้ใช้ผ้าก๊อซที่สะอาดกัดใหม่อีกประมาณ ½ ชั่วโมง

4. ประคบน้ำแข็งบริเวณแก้ม เฉพาะวันที่ทำผ่าตัด

5. รับประทานอาหารอ่อน

6. รับประทานยาให้ครบตามที่ทันตแพทย์สั่ง

7. งดออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬา

8. แปรงฟันทำความสะอาดในช่องปากตามปกติ

9. ตัดไหมหลังผ่าตัด 7 วัน

10.หากมีปัญหาหรือผลแทรกซ้อนเกิดขึ้น กลับมาพบทันตแพทย์ได้ก่อนวันนัด

การผ่าตัดฟันคุดมีอันตรายหรือผลแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง ผลแทรกซ้อนของการผ่าตัดฟันคุดที่พบได้ เช่น หลังคายผ้าก๊อซแล้วยังมีเลือดไหลจากแผลผ่าตัดมากผิดปกติ มีไข้หรือมีการติดเชื้อหลังการผ่าตัด หลังผ่าตัด 2 - 3 วันแล้วอาการปวดบวมยังไม่ทุเลา แต่กลับมีอาการเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือมีอาการชาของริมฝีปากล่างนานผิดปกติทั้งที่หมดฤทธิ์ชองยาชาแล้ว ถ้าท่านมีอาการเหล่านี้ควรรีบกลับไปพบทันตแพทย์ได้ทันที เพื่อหาทางแก้ไข แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าผลแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก ไม่ต้องกังวลจนกลัวแล้วไม่ยอมไปผ่าตัดฟันคุด เพราะถ้าเก็บฟันคุดไว้กลับจะมีอันตรายมากยิ่งกว่าเสียอีกถ้าอย่างนี้แล้วจะ ป้องกันอันตรายจากฟันคุดได้อย่างไร อันนี้ไม่ยากเพียงแค่ท่านไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและเอกซเรย์ฟันก็จะทราบว่า มีฟันคุดฝังอยู่ในตำแหน่งใดบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มทยอยผ่าฟันคุดออกเสียก่อนที่จะมีอาการปวดบวม หรือทำให้ฟันข้างเคียงมีปัญหา การผ่าตัดในช่วงที่อายุยังน้อย (18 - 25 ปี) สามารถทำได้ง่าย แผลหายเร็วและผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดก็ต่ำ เพราะฉะนั้นมีฟันคุดแล้วอย่ารั้งรอ รีบผ่าตัดออกเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เกิดผลเสียในภายหลัง

ที่มา เรียบเรียง : ทีม content www.thaihealth.or.th

ตั้งกระทู้ ช็อกโกแลตซีส(Chocolate Cyst)

ปวดท้อง

ปกติเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะต้องอยู่ในโพรงมดลูก มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นพื้นผิวสำหรับตัวอ่อนของทารกมาเกาะเพื่อการตั้งครรภ์ เซลล์เหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง คือ มีการแบ่งตัวได้ตามการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิง และมีการสลายตัวเป็นประจำเดือนตามรอบระดู

ดังนั้นตามธรรมชาติ หากเซลล์เหล่านี้อยู่เฉพาะในโพรงมดลูกจะไม่เกิดปัญหา เนื่องจากร่างกายจะขับออกมาเป็นรอบเดือน แต่เมื่อเซลล์เหล่านี้ไปเจริญอยู่ในส่วนอื่น จึงก่อให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ เช่น หากไปเกาะที่รังไข่ก็จะก่อตัวเป็นถุงน้ำซึ่งเป็ที่สะสมของเซลล์เหล่านี้และ เลือดประจำเดือน และเมื่อสะสมอยู่นานจะกลายเป็นเลือดเก่า ๆ ที่เข้มข้นขึ้น ลักษณะจึงเหมือนน้ำช็อกโกแลต จึงเรียกถุงน้ำชนิดนี้ว่า ถุงน้ำช็อกโกแลต ( Chocolate Cyst)

เซลล์ เหล่านี้อาจจะกระจายเกาะอยู่ตามอุ้งเชิงกราน ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนเกิดพังผืดขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะมีบุตรยาก นอกจากนี้ยังอาจจะแทรกตัวเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อของผนังมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน และเลือดประจำเดือนออกมากได้

อะไรคือสาเหตุของโรคนี้ ในปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกนี้ไหลตามเลือดประจำ เดือน เข้าไปในช่องท้องและไปก่อตัวเจริญเติบโตอยู่ภายในช่องท้อง จะไม่เหมือนกันในแต่ละคน บางคนเพียงแค่เกาะอยู่เฉย ๆ และเจริญเติบโตเฉพาะที่ บางคนเกาะแล้วกินลึกลงไปในเนื้อเรื่อย ๆ ทำให้เนื้อเยื่อปกติเสียไป เช่น เนื้อของมดลูก เนื้อของท่อนำไข่ เป็นต้น

การพัฒนาตัวของโรคไม่เหมือนกันนั้น ปัจจุบันยังไม่ทราบ จึงมีสมมุติฐานอื่น ๆ ที่พยายามอธิบายถึงกลไกการเกิดโรคอีกเพิ่มเติม เช่น ความผิดปกติของภูมิต้านทาน แต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่มีภูมิต้านทานดี เมื่อเซลล์เหล่านี้ไหลเข้าไปในช่องท้องก็จะถูกกำจัดออกไปได้โดยภูมิต้านทาน ของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีสมมุติฐานเกี่ยวกับสาเหตุจากสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และกรรมพันธุ์อีกด้วย

อาการ ของโรค

อาการของโรคนี้จึงขึ้นกับตำแหน่งที่เซลล์ไปเจริญเติบโตอยู่ โดยอาจลองแยกพิจารณาตามตำแหน่งที่โรคไปเจริญเติบโตอยู่ดังนี้

ตำแหน่งที่เกาะ
• เยื่อบุช่องท้อง อุ้งเชิงกราน
• รังไข่
• มดลูก

Chocolate Cyst

อาการ
• ปวดในช่องท้อง ท้องน้อย หรืออุ้งเชิงกราน มีบุตรยาก
• ถุงน้ำรังไข่ ( Chocolate cyst) ปวดท้องน้อย
• ปวดประจำเดือน ประจำเดือนออกมาก
• อาการปวดต่าง ๆ เหล่านี้ มักจะรุนแรงขึ้นขณะที่มีประจำเดือน หรือ ช่วงก่อน/ หลังมีประจำเดือน
• ในรายที่เจริญที่รังไข่ อาจจะพบว่ามีก้อนในช่องท้อง จากถุงน้ำรังไข่ ที่โตขึ้นโดยไม่มีอาการแต่อย่างไรเลย
• ในรายที่เป็นโรคระยะรุนแรงจะมีพังผืดเกิดขึ้นจำนวนมาก หรือท่อนำไข่ถูกทำลายไป จากเซลล์เหล่านี้เข้าไปเกาะหรือฝังตัวในท่อนำไข่ ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหามีบุตรยากได้

การ ตรวจวินิจฉัยโรค
จากอาการและการตรวจภายใน แพทย์อาจจะพอบอกได้ว่าผู้ป่วยมีโรคนี้หรือไม่ หากยังสงสัยแพทย์จะทำการอัลตร้าซาวนด์ ตรวจดูอวัยวะในอุ้งเชิงกราน

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++