วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ภาพน่ารักๆ และความหมายดีๆ

ค้นพบความสุขที่แท้จริงของคุณเจอแล้วหรือยัง?

เธอคิดอะไรเมื่ออยู่คนเดียว

หรือเมื่ออยู่สองคน

เหงาไหม?

ทุกข์หรือเปล่า?

ได้ร้องไห้ระบายให้ใครฟัง?

หรือต้องนอนเหงาอยู่คนเดียว?

ไปเมาให้หายบ้าดีหรือเปล่า?

จะดีกว่าไหมถ้ามีใครสักคนเป็นเพื่อน

ไม่ว่าคุณจะเบื่อเค้าแค่ไหน?

แต่ใครล่ะที่เคยอยู่เคียงข้างกัน?

ตอนที่คุณเหน็บหนาว

เศร้าใจ

หรือแม้กระทั่งถูกคนอื่นซ้ำเติม

ตอนที่ต้องการขอความช่วยเหลือ

หรือต้องการคำปรึกษา

อย่าคิดว่ากำลังเดียวดาย

ช่วยไม่ได้ก็ขอร้องไห้เป็นเพื่อนก็ยังดี

ลองนึกดูซิเธอมีใครคนนั้นหรือเปล่า

เค้าอาจจะเป็นคนที่เคยร่วมเผชิญชะตากรรมเดียวกัน

คนที่เคยไปขอความช่วยเหลือ

แม้ว่าจะช่วยได้บ้างไม่ได้บ้าง

เป็นเหมือนคนในครอบครัว

ที่ยอมทุมเทให้แม้ว่าตัวเองกำลังจะแย่

มีรึเปล่า หาเจอไหมนะ

อบอุ่นจัง

คิดถึง

เพื่อนๆ

ขอเป็นคนคนนั้นได้ไหม

เพื่อนรัก

ฉันจะคอยอยู่เคียงข้างเธอ

รักเธอให้ดีที่สุด

ให้เหมือนเสียงเพลงที่คอยมอบความสุขให้

คอยให้ความอบอุ่นจากหัวใจนี้

เป็นพลังใจให้เธอได้สู้ต่อไป

ขอให้เก็บไว้ในความทรงจำของเธอ

ถ้าเหงาก็โทรมาก็ได้นะ


นานๆ ทักทายกันบ้างก็ดี

ฉันจะได้รู้ว่าเธอยังไม่ลืมกัน

และฉันก็จะไม่ลืมเธอ

เพื่อนรัก ฉันมอบคำนี้ให้เธอ

จากหัวใจดวงนี้

และจากเสียงที่เธอไม่ได้ยินมัน
ให้เพลงทั้งหลายบนโลกใบนี้เป็นสิ่งที่ฉันจะสื่อถึงเธอ

ให้ล่องลอยฝากไปกับสายลมบนท้องฟ้า
และมิตรภาพจะคงอยู่ตลอดไป ...........

กำลังใจ มีให้เสมอ.. อดีตกับปัจจุบันไม่ได้เป็นวันเดียวกัน

ความสำเร็จในอดีต ไม่ได้เป็นตัวกำหนดอนาคตเสมอไป


“อดีตคือวันที่ผันผ่าน เรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต
ความสำเร็จ คือความทรงจำที่ฝังใจ
แต่ ทั้งหมดอาจจะไม่ได้เป็นตัวกำหนดอนาคตที่จะมาถึง
การเปลี่ยนแปลง คือความจริงที่ต้องยอมรับ"

.

ยอมรับหรือไม่ว่า...
อดีต กับปัจจุบันไม่ได้เป็นวันเดียวกัน
เมื่อวานอาจจะทำสำเร็จ
แต่วันนี้ก็ อาจจะล้มเหลวหรือผิดพลาดหรือชนะ
นั่นก็เป็นเรื่องของวันข้างหน้า
ที่ ยังไงเสียมันก็ต้องมาถึง


คนเรานั้น......
ไม่ควรเฝ้า ผูกพันตัวเองกับชัยชนะ
ที่เคยได้รับมาเมื่อวันก่อน
อย่าอวดอ้างถึง สิ่งที่ได้มาว่าจะยั่งยืน
บางคนอาจคิดว่าสิ่งที่ได้รับ
และต่อไปใน อนาคตก็จะต้องคว้ามาให้ได้เช่นเดียวกัน
ไม่มีวันหรอกที่ฉันจะพ่ายแพ้
เพราะ อดีตเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ฉันคือผู้ชนะ

.

อยากให้เราเรียนรู้ถึงความจริง ข้อหนึ่งว่า..
ชัยชนะในอดีต ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าจะต้องชนะตลอดไป
จริง อยู่ที่เคยทำได้ จริงอยู่ที่เคยฝ่าฟันมาอย่างอยากลำบาก
และจริงอยู่สมควร จะภูมิใจกับมัน
แต่ก็ไม่ควรที่จะยึดติดหรือฝังใจจนแยกไม่ออกว่า..
เมื่อ วานนี้วันนี้ต่างกันอย่างไร


เวลา 24 ชั่วโมงของวัน ไม่ได้มีความสว่างตลอดเวลา
หากแต่เป็นกลางคืนครึ่งหนึ่งและเป็นกลางวัน อีกครึ่งหนึ่ง
ไม่มีอะไรที่จะแสดงให้เห็นเพียงด้านเดียว
เพราะในความ เป็นจริงแล้ว
ของทุกอย่างมีสองด้าน
เพื่อความสมดุลของตัวมันเองเสมอ
.

“เราอาจจะจดจำทุกรายละเอียดของ เวลาที่ผ่านมา
แต่เราไม่รู้เลยว่า.....
วันที่จะมาถึงนั้นเป็นอย่างไร
ถ้า ทำเต็มความสามารถแล้ว
ก็เชื่อเถิดว่า..... แม้จะไม่ดีเหมือนอดีต
แต่ สิ่งที่สำคัญก็อยู่ตรงที่
อย่าปล่อยให้อดีตมาเป็นตัวกำหนดอนาคต"

กำลังใจดีๆ เพื่อตัวเอง














♣ ตัวไกลใจห่างรักกันได้ไหม ?? ♣



คุณมีหวานใจไทยแลนด์อยู่ไกลตา แต่ใกล้ใจรึเปล่าจ๊ะ? เคยได้ยินใครก็ไม่รุ พูดซะหวาดเสียวว่า รักระยะไกล ระวังจะเกิดอาการรักแท้แพ้ใกล้ชิดเอานะ เพราะยิ่งไกลกันมากเท่าไหร่ ต่างฝ่ายต่างก็มีโอกาสที่จะนอกใจกันง่าย เข้าทำนองแมวไม่อยู่หนูร่าเริงนั่นแหละ

ลองสังเกตดูลักษณะของคู่รักที่อยู่ไกล ถ้าไม่เป็นแฟน ก็คงแต่งงานกันเสร็จสมอารมณ์หมายไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้ห่างกันนั้น ถ้าไม่ไปศึกษาต่อก็ถูกส่งไปทำงาน แล้วแต่เงื่อนไขของใครของมัน ดังนั้น ถ้าอยากรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคงยืนยงต่อไปละก็

ในเคล็ดลับสำหรับประคับประคอง ให้รักห่างไกลประสบความสำเร็จ (Secrets of Successful Long-Distance) อาจช่วยให้รักของคุณยั่งยืนได้ แต่ก่อนอื่น ขอคุยถึง ปัญหาที่เกิดจากการอยู่กันไกลตา ไกลตัวและไกลใจ ก่อนเหอะ เช่น....

1. พออยู่ไกลกัน จึงเป็นเหตุให้ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันอย่างแท้จริงอีกต่อไปก็ได้ เพราะความคิดของคนเรามันหยุดนิ่งอยู่กะที่เมื่อไหร่ล่ะ วันนี้อาจรักมาก แต่อีกวันเปลี่ยนแล้ว แถมที่เปลี่ยนยังมีทั้งรักน้อยลงหรือมากขึ้น (รักสม่ำเสมอก็มี แต่โหเป็นข้อยกเว้นที่มีอยู่น้อยนิดซะเหลือเกิน) แต่ที่แน่ๆ พอไกลตัว แถมถ้าไกลนานๆด้วยแล้วละก็ ยิ่งทำให้รู้สึกว่ารู้จักคู่รักของตัวน้อยลง ตามระยะทางและระยะเวลา ว่าไหมล่ะ

2. ช่วงที่อยู่ห่างกัน เปิดช่องให้มีการตอแหลกันได้ง่าย
ถ้าเกิดระหองระแหงกันขึ้น เช่น แว่วว่าเขาไปอี๋อ๋อกับใครที่อยู่ใกล้เขามากกว่าเรา แต่พอถามดิ เขา ก็สามารถตอบเลี่ยงๆได้ว่าไม่จริง ซึ่งจริงไม่จริง ไม่รู้ล่ะ ลองจับไม่ได้คาหนังคาเขาเรื่องไรใครจะยอมรับความจริง คุณซึ่งอยู่ทางนี้ก็ไม่มีทางจะจับได้ไล่ทันเขาหรอก

หรือถ้าเขาเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันไป เช่น เคยโทรศัพท์มาหาทุกวัน เอ๊ะแต่ หลังๆทำไมเขาถึงโทร.มาแค่ สัปดาห์ละครั้ง หรือดีหน่อยก็ 3-4 วันครั้งล่ะ ถ้าคุณถามเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็อ้างได้อีกแหละว่ากำลังเรียนหนัก หรือมีงานเยอะ แล้วจะมัวห่วงแต่โทรศัพท์ก็ไม่ได้ จริงมะ ถ้าเหตุการณ์ออกมาแบบนี้ คุณก็มักจะยอมๆเขาไปก่อน เพราะคุณเองก็คงไม่อยากให้เขาเสียการเรียน หรือเสียเรื่องงานเพราะคุณเหมือนกัน

3. บางคู่มักหลีกเลี่ยงที่จะมีปัญหาต่อกัน จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน เป็นงั้นไป ของแบบนี้ไม่รู้เป็นไงนะ ถ้าไม่ค่อยเจอกันจะไม่ค่อยอยากทำให้ผิดใจ (กรณีที่เพิ่งเป็นแฟน)

ฉะนั้น ขืนมีเรื่องมีราวขึ้นมาก็จะยอมๆหรือไม่พยายามขัดแย้งกันจริงจัง แถมคุยทางโทรศัพท์ก็ได้ไม่นาน เพราะค่าโทรศัพท์ไปต่างประเทศมันถูกซะที่ไหนล่ะ ทำให้ต่างคนต่างคิดว่า เดี๋ยวสิ่งที่ขัดเคืองใจก็จะเงียบหายไปเอง เลยไม่รู้ว่าที่จริงยังมีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันอยู่นะ แต่เก็บไว้ เพราะไม่อยากทำลายน้ำใจกันนั่นเอง

เหตุนี้ถ้าเพิ่งรักกันและอยู่ไกลกัน จะเท่ากับเป็นการสร้างภาพให้อีกฝ่ายพอใจมากกว่า จะแสดงความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงออกมาน่ะเซ่ แต่ก็อีก ถ้าฝ่ายใดมีแนวโน้มอยากปันใจหรือตี จากไปมีรักใหม่อยู่แล้ว ก็ยิ่งทำได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะความผูกพันมันน้อยลงไง แถมยิ่งไม่เห็นหน้ากันแบบนี้ก็ยิ่งพูดตัดสวาท กันง่ายกว่าเผชิญหน้าซะอีก

ดังนั้น การมีรักทางไกลจึงไม่ใช่ของกล้วยๆ กระนั้นไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ถ้าประคับประคองความรักได้ไม่ดี ย่อมสร้างปัญหาให้คู่รักปวดเฮดและน้ำตาตกทั้งนั้นแหละ อ้าวถ้าไม่เชื่อ ยกตัวอย่างบางคู่ขนาดนอนเตียงเดียวกัน ใกล้ชิดกันแท้ๆ แต่ยังหนีไปมีอีหนูได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับตัวไกลกันล่ะ

ฉะนั้น ถ้าอยากเกี่ยวดองเชิงสร้างสรรค์กันต่อไปแม้อยู่ไกลสุดหล้าฟ้าดิน ควรทำงี้สิ

• รักษาความสม่ำเสมอในการสื่อสารไว้ให้ได้ ถ้าโทรศัพท์หากันทุกวันแล้วมันเปลืองสตุ้งสตางค์ ควรตกลงกันใหม่ดีไหมว่า จะโทร.หากันสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนวันธรรมดาจะได้ไปเรียนหนังสือหรือไปทำงานแบบไม่พะวักพะวน

แล้วหากใช้การโทรศัพท์คุยกันไม่สะดวกปาก เพราะมีมารคอหอย... เอ้ย สภาพแวดล้อมไม่อำนวยให้จี๋จ๋ากันอย่างสะดวกสบายละก็ งั้นใช้วิธีอีเมล์ส่งตรงถึงกัน หรือไม่ก็นัดเวลามาแชตกันซะเลยสิ้นเรื่อง จะได้หยอดคำหวานหรือจะอ้อนกันสุดฤทธิ์สุดเดช แค่ไหนก็ทำได้ ไม่อายสายตาชาวบ้าน

• ถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน อย่าลืมซะล่ะ ทำให้อีกฝ่าย (คนที่อยู่ไกล) รู้สึกว่าสามารถพูดคุยอย่างเปิดอกกับคุณได้ทุกเรื่อง และคุณก็รับฟังเขาอย่างจริงใจ เชื่อดิ จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายมองว่าคุณคือที่พึ่งทางใจและเป็นคนที่ดีกับเขา ตลอดเวลา....แบบว่าขอเก็บคะแนนชื่นชมจากแฟนตุนไว้ก่อนละกัน

• มีความไว้ใจกันให้มาก ความกังวลที่เกิดจากความคิดที่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนใจไปมีใหม่ไหม? ถือเป็นความกังวลที่ไม่มีประโยชน์ ความไว้วางใจจะช่วยให้ความสัมพันธ์ทางไกลไม่ตึงเครียด แต่ถ้าเขาส่อแววไม่น่าไว้วางใจก็ต้องคุยกันยาวหน่อยล่ะ

• อย่าปกปิดปัญหาที่มีต่อกัน การคุยกันอย่างเปิดเผยย่อมช่วยให้เข้าใจถึงปัญหา ที่แต่ละฝ่ายประสบอยู่ หนำซ้ำการเรียนรู้ที่จะยอมรับปัญหาของกันและกัน จะยิ่งช่วยให้ความสัมพันธ์มั่นคงขึ้น

• ข้อสำคัญ พยายามเป็นตัวของตัวเองเข้าไว้ แทนที่จะเอาใจอีกฝ่ายด้วยการเอาใจเกินเหตุหรือถึงกับเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไปในทางที่ไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริงของคุณ อย่าทำเชียว ไม่งั้นสักวันเดี๋ยวหลุดความเป็นตัวตนที่แท้จริงออกมาก็เสร็จเลย ดังนั้น ถ้าอยากพูดอะไรที่อัดอั้นตันใจก็หาทางคุยซะ ถ้ารักกันมั่นคงซะอย่าง ระยะทางก็ทำอะไรไม่ได้

อ้อ อยากคุยถึง ข้อดีของความรัก สักหน่อย เผื่อใครลังเลก็อย่าได้รีรอ เพราะความรักทำให้...

1. คนที่มีความรักจะดูแลตนเองมากขึ้น นอกจากจะดูแลรูปลักษณ์แล้ว ยังขยันออกกำลังกาย ด้วยการไปมาหาสู่กัน แถมอยากมีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักนานๆซะด้วย
2. ความรักทำให้อิ่มอกอิ่มใจ จนไม่ค่อยหิว ว่างั้นเถอะ

3. ความรักทำให้สดชื่น มีพลังและมองโลกในแง่ดี โลกงี้เป็นสีชมพูหวานแหววเชียว
4. ความรักทำให้คนเราอยากแสดงออกด้วยการออเซาะ ฉอเลาะ, ใกล้ชิด รวมทั้งอยากร่วมรัก ให้ ซาบซ่าเสียวซ่าน จนไม่อยากลืมความรู้สึกนี้เชียวนะ

อย่าคิดนะว่าน้ำบริสุทธิ์ดื่มแล้วจะ ดี

ดื่มน้ำดื่มสะอาด ดีกว่า
ดื่มน้ำดื่มสะอาด ดีกว่า
อย่าคิดนะว่าน้ำบริสุทธิ์ดื่มแล้วจะดี

วันนี้เราเพิ่งเรียนมาแหละว่าน้ำกรองจาก เครื่องกรองน้ำที่เรากันคิดว่าเป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ดีต่อสุขภาพที่จริง แล้วกลับเป็นอันตรายต่อชีวิต คือวันนี้เราเรียนเรื่องน้ำกัน แล้วมีอยู่ตอนหนึ่งที่อาจารย์พูดถึงน้ำ Reverse osmosis หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า น้ำ RO นั่น แหละ กระบวนการของการทำน้ำ RO มันเป็นการกรองด้วย แผ่นกรองขนาด 0.0001 ไมโคร มีเฉพาะแค่อนุภาคของน้ำเท่านั้นที่ผ่านได้ ทำให้ได้น้ำที่ใสและบริสุทธิ์มากๆ

แต่ น้ำบริสุทธิ์นี้นะสิ มันบริสุทธิ์จริงๆ แบบว่าไม่มีสารอื่นเจือปนอยู่เลย แม้กระทั้งแร่ธาตุในน้ำที่ร่างกายต้องการ เช่น สังกะสี แคลเซียม หรือ เหล็ก ทีนี้มันมีผลเสียที่พวกเราไม่ คาดคิดกัน คือ เวลาดื่มน้ำ RO นี้ นอกจากร่างกายจะไม่ได้รับแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว ยังจะทำให้ร่างกายเราเสียแร่ธาตุมากขึ้นไป อีก


คิดง่ายๆตามหลักวิทยาศาสตร์พื้นฐานนะ ของเหลวจะแพร่จากความเข้มข้นมากหรือสูง ไปของเหลวที่มีความเข้มข้นน้อยหรือต่ำ ทำให้เวลาเราดื่มน้ำ RO เข้าไป มันดึงเอาพวกแร่ธาตุในร่างกายเรา เช่น แคลเซียม ฟลูออไรด์ หรือแร่ธาตุตัวอื่นๆในร่างกายเราออกมาและขับออกทางปัสสาวะ ทำให้เราอาจเป็นกระดูกพรุนได้หรือร่างกายขาดสารอาหารได้


นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้ทดลองให้ดูด้วยว่าน้ำที่ขายทั่วๆไปตามท้องตลาดยี่ห้อไหนสะอาด และมีแร่ธาตุมาก ทำให้เพิ่งรู้ว่าน้ำแร่บางยี่ห้อที่ถูกๆก็ใช่ว่าจะมีแร่ธาตุเยอะกว่าน้ำปกติ ที่ไม่ใช่น้ำแร่ แต่ไม่อยากเอ่ยว่ายี่ห้อไหนที่ทดลองแล้วดีสุด เวลาซื้อน้ำอย่าดูที่ราคาอย่างเดียว


อีกประเด็นที่อาจารย์บอกคือให้ลองคิดง่ายๆตาม หลักความเป็นจริงเลยนะว่า ถ้าน้ำ RO ดี จริงและขายราคาลิตรละบาทเดียว ทั้งดีและถูกจริง ป่านนี้คนคงซื้อดื่มกันมาก จนพวกน้ำขวดต่างๆเจ๊งและอยู่ไม่ได้แล้ว อยากให้ลองศึกษาเกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำ RO ที่ ตั้งให้กดลิตรละบาทดู ว่าตัวเครื่องมันไม่มีอะไรเลยนอกจากแผ่นกรองเท่านั้น เหมือนเอาน้ำประปามากรองให้เราดื่ม ดื่มเข้าไปมากๆมันไม่ดีแน่นอน น้ำจำเป็นต่อร่างกายคนเรามากๆ มีประมาณ 70% ของ น้ำหนัก อยากให้ร่างกายเรามีสิ่งดีหรือไม่ดีหละ เพราะอาหารที่กินกันเข้าไปทุกวันก็ไม่ค่อยสะอาดอยู่แล้ว เลือกดื่มน้ำ ดื่มสะอาด ดีกว่าน้ำบริสุทธิ์



น้ำสะอาดก็เป็นน้ำที่ผ่าน การกรอง และไม่มีสิ่งอันตรายต่อร่างกาย เช่น แบคทีเรีย และเชื้อโรคอื่นๆ แต่มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลงเหลืออยู่ในน้ำ ซึ่งเมื่อดื่มไปแล้วไม่เกิดผลเสียต่อร่างกาย นี่แหละเป็นน้ำสะอาดที่ควรดื่ม

"10 วิธีในการคลายความเครียด"



1. ฟังเพลง หามุมสงบ

นั่งปล่อยใจ ให้ล่องลอยอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วฟังเพลง เบา ๆ โดยเฉพาะเพลงจำพวก Meditation ซึ่งเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายแบบตามความต้องการ ทั้งเสียงของดนตรี บรรเลงหรือเสียงธรรมชาติ จำพวกเสียงคลื่น..เสียงน้ำตก..เสียงนกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคื่นสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ เชียวล่ะ



2. ฉายเดี่ยวดูภาพยนตร์

ขอแนะนำให้ฉายเดี่ยวแล้วตี ตั๋วดูหนังดีๆ สักรอบ เพราะการไปดูหนังเนี่ยเป็นวิธีที่เวิร์คที่สุดที่จะปลดปล่อยความรู้สึกให้ ล่องลอยอย่างเป็นอิสระไม่จมอยู่กับปัญหา แถมระบายความอัดอั้นตันใจได้อย่างเห็นผล แต่ต้องถามตัวเองก่อนนะว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น ถ้าอยากร้องไห้ก็ไปดูหนังรักเศร้าเคล้าน้ำตาแล้วก็ร้องไห้ออกมาซะให้พอ หรือถ้าเครียดจัดก็จงไปดูหนังตลกแล้วหัวเราะให้หลุดโลกไปเลย




3. โทรหาเพื่อนรู้ใจ

อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ปัญหาทุก ปัญหาได้ดีไปซะหมด หัวใจสาวมั่นแม้จะแกร่งเพียงใดก็ยังต้องการที่พึ่งพิงเสมอ ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสันคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ เพราะการมีคนรับฟังและให้คำปรึกษา จะทำให้ชีวิตที่เอียงกะเท่เร่เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า ไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลกไงล่ะ



4. เขียนไดอารี่

การเขียนไดอารี่เปรียบเสมือนการเปิด ประตูอารมณ์ที่ปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ได้ไหลลงสู่หน้ากระดาษอย่างเป็นอิสระและเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะการถ่ายเทความรู้สึกในใจออกมา จะทำให้จิตใจปรับสมดุลได้เร็วขื้น อีกทั้งระหว่างการเขียนไดอารี่นั้นยังถือเป็นการทบทวนความรู้สึกตัวเองที่ดี ที่สุดด้วย ส่วนข้อดีสุดเลิศอีกข้อก็คือ ไดอารี่เป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุด เพราะรับฟังเราเสมอและไม่เคยเอาความลับไปบอกต่อไงล่ะ


5. พลังแห่งการสัมผัส

ลองมองหาใครสักคนช่วยโอบกอดหรือ สัมผัสเบา ๆ เวลารู้สึกเหนื่อยล้าดูสิ เพราะร่างกายคนเราเวลาถูกสัมผัสเนี่ย จะทำให้เกิดฮอร์โมนที่ชื่อ "อ๊อกซี่โทชิน" ซึ่งมีผลในการลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ช่วยให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ


6. สร้างอารมณ์ขัน

พยายามมองหาเพื่อนที่มีอารมณ์ขัน ช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง เพราะคนที่หัวเราะง่ายจะมีสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอล = ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด) แถมยังช่วยเสริมสร้างระดับของ "อิมโมโนโกลบูลินเอ" ซึ่งเป็นสารแอนตี้บอดี้ที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอีกด้วยนะ เพราะฉะนั้นหัวเราะเข้าไว้ แล้วจะดีเอง

7. สูดกลิ่นหอม

รู้หรือเปล่าว่า...กลิ่นหอมของดอกไม้ นานาพันธุ์มีผลในการช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียด ๆ ก็ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้สิ อย่างกลิ่นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยในน้ำอุ่นกำลังดี แล้วนอนแช่ตัวให้เพลินสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ กลิ่นหอมจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ



8. ไปตากอากาศ

หาเวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์กับชีวิต ท่ามกลางธรรมชาติสักพัก สิ หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด แล้วก็นอนให้มากที่สุดเท่าที่อยากจะนอน เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่แบบไม่ทราบสาเหตุเนี่ยมันมาจาก ชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป เพราะฉะนั้นหลบไปนอนตากน้ำค้างดูดาวเสียบ้าง หัวใจจะได้ชาร์จพลังได้ดีขึ้น



9. หาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน

ลองหาสัตว์เลี้ยงสักตัวมา เป็นเพื่อนเล่นก็ไม่ เลวนะ เพราะการให้เวลากับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด คุยเล่น หยอกล้อกับมันเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจอันแสนจะฟุ้งซ่าน สงบลงได้ แถมรู้จักการให้และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นอีกต่างหาก ที่สำคัญยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วยนะ



10. จินตนาการแสนสุข

อีกทางเลือกสำหรับการบรรเทาความ หดหู่ในส่วนลึก เป็นการดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน ทำได้โดยหลับตาแล้วหายใจลึก ๆ จากนั้นก็สร้างจินตนาการถึงความฝันที่วาดหวังเอาไว้ หรือแม้แต่ความหลังอันแสนสุขที่เคยมีการดึงความสุขจากจินตนาการมาใช้จะ ทำ ให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในหัวใจ และยังช่วยสลายความเครียดข้างในได้เป็นอย่างดี ทำแบบนี้เงียบๆ สัก 5 นาที รับรองรู้สึกดีแบบทันตาเห็น

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มารยาทอันไม่พึงประสงค์ที่ เกิดกับนักศึกษาจบใหม่

มารยาทอันไม่พึงประสงค์ที่เกิดกับนักศึกษาจบ ใหม่

รูปประกอบจากอินเตอร์ เน็ต

เป็นที่ทราบกันดีว่า มารยาททางธุรกิจนั้น มีมากมายที่เหล่า ว่าที่บัณฑิตใหม่ทั้งที่กำลังจะจบ หรือ ยังไม่จบอย่างเป็นทางการ ต้องเรียนรู้ ต้องอาศัยประสบการณ์ในโลกการทำงานช่วยขัดเกลา แต่ก้าวแรกที่จะนำพาสู่โลกการทำงานนั้น อาจจะพังไม่เป็นท่า ถ้าเรายังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง ต่อนายจ้างไม่ว่าจะเป็นจากบริษัทชั้นนำ หรือ ห้างร้านทั่วไป

1. พูดจามะนาว ไม่มีน้ำ

พบมากในหมู่นักศึกษาที่กำลังจะจบในไม่ช้า แต่ติดเรียน หรือ กำลังเร่งส่งโปรเจคกันให้วุ่น เผลอหลงลืมไปว่า เราสมัครบริษัทใดไปบ้าง พอบริษัทนั้นๆโทรกลับเพื่อนัดสัมภาษณ์ “ไม่ว่างพี่ ยังเรียนไม่จบเลย” “ตอนนี้ยังไม่ว่างคะพี่ ติดเรียนอยู่อะเดี๋ยวค่อยโทรมาใหม่นะ” อาจจะเป็นการ ตอบที่ตรงและห้วนเกินไปนะคะ สำหรับนายจ้าง อย่าลืมนะคะ เรามาสมัครงานกับบริษัทเค้า ไม่มีบริษัทใดง้อคนที่เพิ่งจบมาหมาดๆ ถ้าเรายังไม่ว่างจะคุยจริงๆ ควรตอบไปว่า เดี๋ยวจะติดต่อกลับไป เพราะตอนนี้ติดเรียนอยู่ เพิ่มหางเสียงลงไปและลากเสียงให้ยาว จะดูน่าฟังมากกว่านะคะ อย่าลืมนะคะ บางทีคุณอาจจะไม่ว่างในขณะนี้ หรือ ไม่อยากทำงานในตำแหน่งนี้ แต่ถ้าคุณสร้างความประทับไว้ตั้งแต่ครั้งแรก นายจ้างอาจจะโทรนัดเรารอบที่สองเพื่อนัดสัมภาษณ์อีกครั้ง ในตำแหน่งที่คุณเหมาะสมก็เป็นได้

2. ปิด โทรศัพท์

จะเกิดบ่อยในกรณีที่บริษัทนัดสัมภาษณ์ คุณตอบตกลงแล้ว แต่พอถึงเวลาเกิดมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไปไม่ได้ เช่น ได้ที่ทำงานแล้ว หรือ เกิดเปลี่ยนใจไม่อยากไปสัมภาษณ์แล้ว ทางที่ดี คุณควรจะโทรกลับไปบอกทางบริษัทนั้นๆ ว่าเหตุใดจึงไปสัมภาษณ์ไม่ได้ อย่าปิดโทรศัพท์หนี มันดูเป็นการเสียมารยาทเอามากๆ บางที บริษัทนั้นเค้าอาจจะเตรียมผู้ใหญ่ในแผนกมารอสัมภาษณ์คุณ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น มันอาจจะไม่ได้เสียชื่อแค่ตัวคุณแต่อาจจะรวมไปถึงสถาบันที่เรียนจบมาด้วย

3. ไม่รับ เบอร์แปลกๆ

ถ้าเราเพิ่งสมัครงานไป โปรดสังเกตเบอร์โทรแปลกๆที่โทรเข้ามา รับสายนั้นด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่สั้นและห้วนเกินไป ถ้ายังติดธุระสำคัญอยู่ให้บอกว่า จะติดต่อกลับไปทันที หลังจากเสร็จธุระนั้นแล้ว อย่าลืมถามชื่อคนที่โทรหาเราด้วยนะคะ อย่าตัดสายทิ้ง โดยส่วนใหญ่แล้ว บริษัทต่างๆ จะโทรนัดเรียกสัมภาษณ์ในเวลาทำงานเท่านั้นคะ ไม่มีในยามวิกาล หรือ ช่วงวันหยุด อย่างแน่นอน

อาการถูกมอมยา...และการป้องกันไม่ ให้ถูกมอมยา


อาการถูก มอมยา...และการป้องกันไม่ให้ถูกมอมยา‏ (ศูนย์เตือนภัยผู้หญิง)

ภัยสังคมมีเยอะ..บทความนี้ คงมีประโยชน์สำหรับ สาว ๆ ทุกวัย...ไม่มากก็น้อย

ปัจจุบัน มักมีข่าวเกี่ยวกับยานอนหลับซึ่งใช้ในการก่ออาชญากรรมปรากฏเป็นข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์อยู่เป็นระยะๆ จากอดีตที่เคยใช้เพียงเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์หรือเหล้าสำหรับมอมเหยื่อ เพื่อล่วงละเมิดทางเพศ แต่ระยะหลังได้หันมาใช้ยานอนหลับเป็นเครื่องมือสำหรับการมอมเหยื่ออย่างง่าย ดายและรวดเร็ว เพียงอาศัยการพูดคุย ทำท่าทางให้สนิทสนม เมื่อเหยื่อเผลอจึงแอบใส่ยาลงไปในเครื่องดื่มหรืออาหาร

ยา นอนหลับ (Hypnotic) ที่ ถูกนำไปใช้นั้น เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยมีฤทธิ์ทำให้หลับ คลายกล้ามเนื้อ จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งผู้ที่มีสิทธิสั่งจ่ายได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ และผู้ที่จะใช้ยาในกลุ่มนี้ต้องใช้ตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น ผู้ได้รับ

ยากลุ่ม นี้ (กลุ่มเบนโซไดอาเซปีนส์ที่มีการออกฤทธิ์เร็ว) จะมีอาการง่วงซึม มึนงง เดินเซ ปวดศีรษะ และสูญเสียความทรงจำ ความจำในระหว่างที่ได้รับยาลดลง การตัดสินใจไม่ดี ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการสั่นและฝันร้าย หากได้รับมากเกินไป หรือได้รับร่วมกับแอลกอฮอล์ อาจกดการหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้


การถูกมอมยามัก เกิดจากการจงใจวางแผนของมิจฉาชีพ ดังนั้นจึงต้องระวังตนเองอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสการถูกมอมยา โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. กรณีที่ไปงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
2. หากต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ให้ดื่มพอประมาณ เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลา
3. รับเครื่องดื่มจากบุคคลหรือเพื่อนที่ไว้ใจได้ อย่ารับเครื่องดื่มจากผู้ที่เราไม่รู้จักดี หรือไม่สามารถเชื่อใจได้ และเครื่องดื่มนั้นต้องไม่ได้ผ่านการเปิดฝามาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม สำรวจภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยถูกเจาะหรือรอยปิดด้วยเทป หากเป็นเครื่องดื่มที่ต้องผสมควรไปดูการเตรียมเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์และ รับมาด้วยตนเอง
4. ต้องมีเพื่อนไปด้วยเสมอ และเป็นเพื่อนที่แน่ใจว่าสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้
5. ดื่มและกลืนอย่างช้า ๆ เพราะหากเครื่องดื่มถูกใส่ยาลงไป จะทำให้มีเวลาพอที่จะระวังตัวได้ทัน
6. อย่าแบ่งหรือแลกเปลี่ยนเครื่องดื่มและอาหารกับผู้อื่น
7. อย่าดื่มเครื่องดื่มที่อยู่ในจากภาชนะส่วนรวม หรือภาชนะเปิด เช่น อ่างใส่พั้นซ์ เพราะง่ายต่อการถูกใส่ยา หรืออาจถูกใส่ยาไปแล้ว
8. หากรู้สึกว่ารสหรือกลิ่นของเครื่องดื่มเปลี่ยนไปจากเดิม ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มนั้นต่อยามอมบางชนิดมีรสเค็ม
9. ไม่ควรละสายตาจากเครื่องดื่มของตน หากเป็นไปได้ควรใช้มือปิดที่ปากแก้วหรือภาชนะ ก่อนที่จะต้องหันไปทางอื่นหรือสนทนากับบุคคลอื่น
10. เมื่อต้องเข้าห้องน้ำหรือออกไปเต้นรำ กลับมาแล้วอย่าลืมที่จะเปลี่ยนแก้วใหม่
11. หาก เริ่มรู้สึกว่ามีอาการแปลก ๆ หรือรู้สึกเมาหลังจากดื่มไปได้เพียงเล็กน้อย ให้รีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ไว้ใจได้ พึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า เพราะอาจจะเป็นคนที่ลอบวางยาเรา

อาการที่บ่งบอกกว่าเราถูกมอมยา

>> รู้สึกเมาโดยไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มเพียงเล็กน้อย
>> รู้สึกมึนงงและง่วงนอนโดยไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้เราควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับยา ต่างๆ ที่ใช้ในการมอมเหยื่อ ให้ทราบถึงรูปแบบการใช้และผลที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันตนเองหรือสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นได้

AV ที่คุณใช้อยู่จับไวรัสได้แม่นยำแค่ไหน?

Dennis Technology Labs บริษัทผู้เชียวชาญระบบรักษาความปลอดภัยได้จัดทำรายงานผลการวิเคราะห์ความ แม่นยำในการตรวจจับไวรัส และมัลแวร์ต่างๆ ของเหล่าบรรดาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสชั้นนำ ซึ่งข้อสรุปในรายงานที่น่าสนใจก็คือ แอนตี้ไวรัสเวอร์ชันแจกฟรีบางตัวสามารถเอาชนะผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในท้อง ตลาดอีกต่างหาก

ในขณะเดียวกัน ผลการทดสอบยังเผยให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่เรารู้จักกันดีบางตัวกลับมีระบบป้องกันไวรัส และมัลแวร์ที่ใช้ในการทดสอบได้ค่อนข้างต่ำจนไม่น่าเชื่อ ซึ่งทาง Dennis Technology Labs ใช้ภัยคุกคามที่พบในอินเทอร์เน็ตจริงๆ ในการทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันของซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสจากบริษัทชั้นนำ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Avast!, AVG, Avira, BitDefender, Kaspersky, McAfee, Microsoft, Symantec, Panda และ Trend Micro

เป็นไปตามคาด Norton Internet Security 2010 ของ Symantec เข้าวินเป็นอันดับหนึ่งตามติด้วยซอฟต์แวร์จาก Trend Micro และ Kaspersky อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบที่น่าแปลกใจทีสุดก็คือ McAfee Internet Security 2009 และ Panda Internet Security 2010 กลับเป็นสองอันดับรั้งท้าย โดยทั้งสองมีประสิทธิภาพในการป้องกันมัลแวร์ได้สำเร็จ และล้มเหลวเท่าๆ กัน

ใน ขณะที่ AVG เวอร์ชันแจกฟรีที่มักจะได้รับการแนะนำให้ใช้โดยนิตยสารคอมพิวเตอร์เล่มต่างๆ มีคะแนนความสามารถในการป้องกันต่ำกว่าโดยเฉลี่ย และไม่ได้เก่งกว่าซอฟต์แวร์แจกฟรีตัวอื่นๆ สักเท่าใดในการทดสอบครั้งนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Avast! Home Edition 4, Avera AntiVir Personal และ Microsoft Security Essentials ทั้งนี้องค์กรกลางอย่าง Anti-Malware Testing Standards Organisation ที่มีสมาชิกเป็นบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์อนตี้ไวรัส และบริษัททดสอบมากมายเป็นสมาชิก ได้รีวิวรายงานฉบับนี้แล้ว ซึ่งพบว่า หลักการทดสอบพื้นฐานถูกต้อง และเป็นครั้งแรกที่รายงานการทดสอบผ่านการรีวิวโดยองค์กรนี้อย่างสมบูรณ์

ข้อมูลจาก: Dennis Technology Labs

แค่น้ำ...ก็ล้างพิษได้จริงหรือ?

คุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่าคะ ที่เคยรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวอย่างไม่มีสาเหตุ? ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มีไข้ หรือมีอาการเจ็บป่วยแต่อย่างใด ลองส่องกระจกดูใบหน้าตัวเอง แล้วสังเกตสิคะ ว่าหน้าตาก็ดูไม่สดใส ผิวพรรณแห้งกร้านทั้งๆ ที่ทาครีมบำรุงทุกวัน แล้วหันกลับมามองดีๆ ถึงปัจจัยต่างๆ ที่สาวๆ ปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่า ทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง และมลภาวะที่เป็นพิษทั้งจากควันรถยนต์ ฝุ่นละออง และเชื้อโรคต่างๆ มากมาย ตลอดจนวิถีชีวิตที่เคร่งเครียดกับงาน ประชุมจนเย็นย่ำ รับประทานแต่อาหารกล่องที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ หรือเพลียหนักจนเผลอหลับไปกับโต๊ะทำงาน เรื่องออกกำลังกายน่ะเหรอ? ลืมไปได้เลย...จากสาเหตุเหล่านี้นั่นแหละค่ะ สร้างเป็นความเครียด และมลพิษที่เรามองไม่เห็นที่สะสมอยู่ในร่างกายและจิตใจของเรา เสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่พร้อมจะประทุออกมาในอนาคต สิ่งเป็นพิษที่สาวๆ ควรจะกำจัดไว้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อสร้างสมดุลใหม่ให้กับร่างกายและจิตใจไงล่ะคะ



แล้วการล้างพิษล่ะ คืออะไร?
การล้างพิษ หรือ DETOX ที่สาวๆ รู้จักและคุ้นหูกันดีนั้น มาจากคำว่า "Detoxification" การล้างพิษนั้นหมายถึงการใช้วิธีส่งเสริม หรือเร่งให้ร่างกายขับล้างพิษออกไปให้มากกว่าปกติ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี เช่น การสวนทวาร การอบไอน้ำหรือการเซาน่า การออกกำลังกายหรือการนวด การใช้ยาสมุนไพร และการถ่ายเลือดโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีสารพิษอยู่ 3 ประเภทที่สะสม และเป็นภัยเงียบที่อาศัยอยู่ในร่างกายสาวๆ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยก็คือ 1. สารพิษที่เกิดจากระบบย่อยที่ไม่ดี 2. สารพิษที่เกิดจากระบบย่อยที่ไม่ดีชนิดรุนแรง เพราะ เป็นสารพิษในลำไส้ที่สะสมนานเข้าจนทำลายเนื้อเยื่อในลำไส้ จนทำให้ลำไส้เป็นแผล และยังเข้าไปในกระแสเลือดทำระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ และ 3. สารพิษที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม เช่น สารสังเคราะห์ โลหะหนักที่ปนเปื้อน สารกันบูดในอาหาร และเครื่องสำอาง มลภาวะทางอากาศและน้ำ เป็นต้น ซึ่งกระบวนการล้างพิษในวิธีต่างๆ นั้น จะทำให้ร่างกายของเราขับสารพิษที่สะสมอยู่ออกมา เพื่อช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

ว่ากันว่า น้ำก็สามารถล้างพิษได้?
จริงๆ แล้วนั้น สาวๆ ก็สามารถล้างพิษได้ด้วยตัวเอง และล้างพิษได้ทุกวันค่ะ
ซึ่งมีอยู่ หลากหลายวิธีและสามารถทำได้ง่ายแสนง่าย เช่น การกินเพื่อล้างพิษ อดเพื่อล้างพิษ ฝึกลมปราณเพื่อล้างพิษ ฝึกสมาธิเพื่อล้างพิษทางจิตใจ และสวนลำไส้เพื่อล้างพิษ สำหรับการกินเพื่อล้างพิษสาวๆ สามารถเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวันเรานี่ล่ะ เช่น รับประทานอาหารที่สดใหม่ มีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารมากๆ ผักและผลไม้อย่าให้ได้ขาดนะคะ แต่ไม่ควรเป็นผลไม้ที่มีแคลลอรี่สูงอย่างทุเรียน ขนุน หรือผลไม้ที่มีกรดมากอย่างสับปะรด เป็นต้น


และสิ่งสำคัญที่ร่างกายของเราจะขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือ น้ำ นั่นเองค่ะ
สาวๆ อาจจะแปลกใจว่าแค่น้ำเปล่าจะสามารถล้างพิษที่สะสมในร่างกายได้จริงๆ คำตอบก็คือ การดื่มน้ำสามารถช่วยล้างพิษให้กับร่างกายได้ เนื่องจากน้ำช่วยทำความสะอาดระบบการทำงานของร่างกาย สามารถล้างพิษที่ตกค้างอยู่ในระบบของเหลวภายในร่างกาย เช่น ระบบเลือด ระบบน้ำเหลือง ด้วยการขับสารพิษออกมาทางเหงื่อ และปัสสาวะ ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยล้างพิษด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดและคืนความสดใสเปล่ง ปลั่งสู่ผิวพรรณได้ตามธรรมชาตินั่นเองค่ะ

ดื่มน้ำ แล้วยังไงต่อ?
1. สวยด้วยน้ำ 8 แก้วต่อวัน
สูตรที่สาวๆ คงคุ้นเคยกันดีนะคะว่าควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือเป็นปริมาณ 1.5 ลิตร ซึ่งก็เป็นความจริงที่ผ่านการศึกษามาแล้วค่ะ และควรดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ไม่เย็นจัดจนเกินไป และควรดื่มน้ำหลังมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงเพื่อให้อาหารในกระเพาะได้ทำการย่อย เสียก่อน

2. นอนเท่านั้น คือสวรรค์แห่งการพักผ่อน
ไม่เพียง แต่ต้องนอนพักผ่อน 6 - 8 ชั่วโมงต่อวันแล้ว แต่สาวๆ ต้องพยายามบังคับตัวเอง และจัดเวลาในการนอนเสียใหม่ ไม่ให้ดึกไปนัก เพราะอาจจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพอีกร้อยแปดพันประการเลยค่ะ เช่น ปัญหาสิว (ปัญหาที่ไม่มีใครอยากพบเจอใช่ไหมคะ) เพื่อให้ร่างกายได้พักอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะฟื้นฟูสุขภาพอย่างแท้จริงค่ะ

3. หมดว่ากับคำว่า ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
เจียดเวลาก่อนแต่งตัวไปทำงานในตอนเช้า หรือหลังเลิกงานสัก 15-20 นาที ในการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยรักษารูปร่างให้ฟิตแอนด์เฟิร์มแล้ว ร่างกายยังสามารถขับสารพิษ และของเสียต่างๆ ออกมาทางเหงื่ออีกด้วยค่ะ

4. คิดทุกอย่างที่กิน ไม่ใช่กินทุกอย่างที่คิด
รับ ประทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้เป็นมื้อหลักของสาวๆ ไปเลยค่ะ รับประทานเนื้อสัตว์แต่น้อย หรือเมนูเนื้อปลา เนื้อไก่ที่ไม่ติดมัน ลองเปลี่ยนเมนูอาหารที่ไม่มีแคลลอรี่ไปทุกวันเพื่อไม่ให้เบื่อ เพียงเท่านี้ก็ได้ทั้งหุ่นสวย ผิวสวย สุขภาพดี มาครองแล้วล่ะคะ

ความรัก...คืออะไร ?









เพื่อน...

















+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++