วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
เคล็ดลับใช้น้ำหอมในหน้าร้อน

ร้อนจะตาย จะให้เป็นลมเพราะดมกลิ่นตัวเหม็นๆ หรือเวียนเฮดกับกลิ่นน้ำหอมของเพื่อนสาว .. ไม่อยากให้คนรอบตัวรู้สึกแบบนั้น ลองอ่าน


วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553
วันสุดท้ายของชีวิต

"ถ้าวันนี้คุณรู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึง วันนี้ก็คือวันเริ่มต้นของชีวิต"
ลองคิดทบทวนกับประโยคนี้ดีๆ ทำไมวันเริ่มต้นของชีวิตคือวันที่เรารู้ตัวว่าใกล้จะ.....
มีผู้ชายอยู่คนหนึ่ง ทุกวันนี้ก็ไม่รู้จะบอกว่าเค้าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เป็นคนที่เข้าข่ายของกลุ่มเสี่ยงก็ว่าได้ เอาทุกอย่างยกเว้นการพนัน
ผลการตรวจเลือดประจำปีออกมาว่าเค้าเลือดบวก แต่หมอ ยังไม่ยืนยัน แล้วก็นัดให้ไปตรวจใหม่อีกสามเดือน …เป็นอันว่าหลังวันตรวจเลือดและรู้ผลเค้าเชื่อว่าผลตรวจเลือดเป็นจริง เท่านั้นแหละ ชีวิตดับทันที งานการไม่ไปทำ หลบตัวอยู่กับบ้านประมาณอาทิตย์นึงได้
พอเพื่อนๆเจอหน้าเค้าอีกที คราวนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป เลิกงานแล้วก็ไปหาแฟน พาแฟนไปทานข้าวกับพ่อแม่ที่บ้าน เหล้าบุหรี่ก็ไม่แตะอีกเลย แล้วก็ไม่พูดถึงเรื่องผลการตรวจเลือดอีก …เค้ากลับมาทำทุกอย่าง เล่นกีฬา เที่ยวต่างจังหวัด จนบางทีเราก็อดสงสัยกันไม่ได้ว่าชีวิตมันมี 48 ชั่วโมง เพราะมันใช้เวลาทุกนาทีคุ้มมาก
จนกระทั่งคนทางบ้านและแฟนมันแปลกใจ อดไม่ได้ที่จะแอบโทรมาถามเพื่อนว่าเค้าเป็นอะไรเหรอ ทำไมทำตัวเหมือนคนซึ้งสัจธรรมเลย ตอนนั้นพวกเราก็อึ้งนะครับ เพราะทุกคนรู้ดีว่าเพราะอะไร แต่ก็มีเพื่อนคนนึงพูดขึ้นมาว่า นี่ถ้ามันเป็นคนดียังนี้แต่แรกมันก็ไม่ต้องตายแล้วหละ ..
ใช่ ถ้ามันเป็นคนดียังนี้แต่แรกมันก็ไม่ต้องตาย ทุกวันนี้มันฟื้นกลับมาเป็นคนอีกครั้ง
หลังจากนั้นสามเดือนให้หลัง ผลตรวจเลือดปรากฏว่ามันไม่มีเลือดบวก ประโยคที่มันบอกกับพวกเรา มันบอกว่ามันดีใจที่พระเจ้าส่งมันไปดัดสันดานในนรกมาสามเดือน ทุกวันนี้มันรักครอบครัว รักแฟน แล้วพวกเราก็คิดว่ามันทำทุกอย่างได้ดีเท่าที่คนรักควรจะทำ จนบางทีอดอิจฉาไม่ได้อยากให้ชีวิตเฉียดๆอะไรอย่างมันบ้าง
ชีวิตของเราเริ่มต้นเมื่อวันที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะตายหรือ? จงใช้ชีวิตวันนี้ให้เหมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ความหมายเหมือนกันว่าคนเราไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต จนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง วันนั้นแหละที่เราจะรู้ว่าเราอยากทำอะไร
แล้วทำไมเราต้องรอจนกระทั่งวันสุดท้ายมาถึงก่อน จึงคิดจะทำอะไรที่ใจอยากทำ
แล้วถ้าสมมุติว่าพรุ่งนี้คุณกำลังจะจากคนที่คุณรักไปหละ วันนี้คุณจะทำอะไรให้เค้าก่อน?
เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ "น้ำแข็งเปล่า"

น้ำแข็ง เด็กสาวหน้าตาน่ารัก สดใส ในวัยเรียน แต่ . . น้ำแข็ง
กลับไม่ได้เรียนหนังสือ อย่างที่ควรจะเป็น เพราะน้ำแข็ง เป็นเด็กกำพร้า
ที่ถูกเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เธอยังเล็ก
น้ำแข็ง อาศัยอยู่กับ เถ้าแก่สัญญา
เถ้าแก่สัญญา ผู้ซึ่งใครๆ ก็มักจะเรียกแกด้วยความเคยชินว่า เถ้าแก่โอ แม้นว่า
ตัวของแกเอง อยากจะให้ใครๆ เรียกแกว่า สัญญา อย่างที่แกชอบก็ตาม
อ้อ ! ! ! ผมลืมบอกเรื่องสำคัญไป
น้ำแข็ง มีปานแดงรูปตาชั่ง อยู่ที่ไหล่ซ้าย ด้วยแหละ ! !
เถ้าแก่โอ เป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟประจำหมู่บ้าน เถ้าแก่โอ
เก็บน้ำแข็งมาเลี้ยง ตั้งแต่เธอยังเล็ก เถ้าแก่ชอบเก็บเด็กมาเลี้ยงมาก
ประหนึ่งว่า มันเป็นงานอดิเรกของแกเลยก็ว่าได้ ใครๆจึงเรียกมะลุมมะตุ้ม
รุมเรียกร้านกาแฟ ของเถ้าแก่โอว่า
ร้านโอเลี้ยง
กิจการร้านโอเลี้ยง ของเถ้าแก่โอ ได้รับความนิยม อย่างล้นหลาม เพราะรสชาติของ
กาแฟสูตรเด็ด ที่แกเฝ้ารักษา และไม่เคยยอมบอกใครมาก่อน
และใครก็ตามที่ได้ลิ้มลอง รสชาติกาแฟ อันลือชื่อของร้าน โอเลี้ยง
จะต้องแวะมากินกาแฟ ที่ร้านโอเลี้ยง ของแกอีก เสมอ ๆ . . .
ชื่อเสียงและกิจการของร้านโอเลี้ยง ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้น
มากขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้านกาแฟเล็กๆ ประจำหมู่บ้าน
กลายเป็นร้านกาแฟประจำตำบล ประจำอำเภอ และเป็นร้านประจำจังหวัด ไปในที่สุด
ไม่นานนัก ร้านโอเลี้ยงของเถ้าแก่โอ ก็สามารถเข้าสู่ตลาดหุ้น กลายเป็นร้านกาแฟ
มหาชน ภายใต้ชื่อของตัวเองว่า บริษัทโอเลี้ยง มหาชน จำกัด เอ๊ย ย ย ย ! ! ! !
ไม่สิ เถ้าแก่แกไม่ชอบชื่อนี้นี่นา . . . .
ดังนั้นชื่อ บริษัทสัญญา มหาชน จำกัด จึงกลายเป็นชื่อที่ถูกเลือกจาก เถ้าแก่โอ
ยังครับ เท่านี้มันยังไม่พอ อย่างโบราณเค้าว่า
แข่งรถเรือแข่งพายยังพอแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนามันแข่งกันยาก
เถ้าแก่โอ ได้รับตำแหน่ง นายกร้านกาแฟแห่งชาติ ซึ่งทุกคนในประเทศ
กำลังคาดหวังว่า เถ้าแก่โอ จะกลับมากอบกู้สถานะการณ์ของ กิจการร้านกาแฟ
ที่วันนี้ ดูจะเพลี้ยงพล้ำต่อเครื่องดื่มสีดำ ใส่ฟอง ปุ๊ด ๆ ๆ ๆ
จากเมืองลุงแซม อยู่ไม่น้อย
แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นเสมอไป เพราะด้วยความที่เถ้าแก่โอ ไม่มีความรู้
เรื่องหุ้น มาก่อนในชีวิต เพราะทั้งชีวิตของเถ้าแก่โอ แกอยู่กับร้านกาแฟ
สูตรลับ และการเก็บเด็กมาเลี้ยง เท่านั้น
คณะกรรมการตลาดหุ้นประจำเมือง เกิดจับได้ว่า เถ้าแก่โอ แอบซุกหุ้นของ
บริษัทสัญญา มหาชน จำกัด โดยอาศัยชื่อของคนขับรถ แม่บ้าน ไปจนถึง
เด็กที่ถูกเถ้าแก่โอเก็บมาเลี้ยง และแน่นอน น้ำแข็ง เด็กหญิงผู้น่าสงสาร
ที่เถ้าแก่โอ เก็บมาเลี้ยง ก็มีชื่อรวมอยู่ในนั้นด้วย
เถ้าแก่ออกมาเปิดเผยว่า น้ำแข็ง และพรรคพวก เป็นคนทำบัญชีหุ้นให้ร้านโอเลี้ยง
ตนจึงไม่ทราบเรื่องที่ผิดพลาดดังกล่าว แต่ในฐานะที่เป็นเจ้าของกิจการ
ตนเองก็ยอมรับผิด ด้วยสปิริต และความบกพร่องของเค้าเอง ที่ไม่ตรวจดูให้ดีก่อน
แต่ก็ไม่ลืมย้ำว่า . . .
มันควรจะเป็นความบกพร่องโดยสุจริต(ใจ)
เถ้าแก่โอ ซึ่งก็รู้ดีอยู่ว่า น้ำแข็งไม่ได้ทำบัญชีให้
เพราะเพียงแค่หนังสือแบบเรียน เธอยังอ่านไม่ออก แต่เถ้าแก่โอ
ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ดีกว่านี้ เถ้าแก่โอ จำต้องโกหกสังคม
เพื่อความอยู่รอดของ บริษัทสัญญา มหาชน จำกัด
บริษัทที่เค้าสร้างขึ้นด้วยสองมือ หยาดเหงื่อ และสูตรกาแฟ
หลังจากคณะกรรมการตลาดหุ้นประจำเมือง พิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้ว
ก็รวมหัวกันสรุปว่า เถ้าแก่โอ ไม่มีเจตนาโกงเรื่องหุ้น ด้วยคะแนน 8 ต่อ 7
เสียง
เย้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ชาวบ้านต่างยินดีปรีดากันถ้วนหน้า
เถ้าแก่โอ รอดพ้นจากความผิด
สงสารก็แต่แม่ปลาบู่ เอ๊ย ย ย ย ! ! ! น้องน้ำแข็ง ของเรา
น้ำแข็ง เสียใจมาก ที่ตัวเองต้องตกเป็นจำเลยของสังคมไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่
น้ำแข็ง ก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน และใครๆ ก็รู้ดีว่า น้ำแข็ง
เด็กหญิงหน้าตาน่ารัก คงไม่ได้เป็น อย่างที่เถ้าแก่บอก เป็นแน่แท้
น้ำแข็ง แอบร้องไห้ทุกค่ำคืน
น้ำแข็ง ถูกสภากาแฟ เนรเทศให้ไปอยู่ประเทศที่สาม
ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นประเทศอะไร รู้แต่เพียงว่ามันประเทศที่แห้งแล้ง
และไม่มีแม้กระทั่ง กาแฟสักหยด
ทุกคนพยายามบอกกับ เถ้าแก่โอ ว่า น้ำแข็งไม่ได้ทำ น้ำแข็งเปล่านะเถ้าแก่
ชาวบ้านทั้งหมดล้วนแล้วแต่คิดถึงน้ำแข็ง เด็กสาวหน้าตาน่ารัก ผู้โอบอ้อมอารีย์
และทุกคนพยายามย้ำให้เถ้าแก่โอ ได้รู้ว่า น้ำแข็งไม่ได้ทำ
น้ำแข็งเปล่า า า า ! ! !
และเพื่อเป็นการแสดงความคิดถึง น้ำแข็ง เด็กหญิงผู้น่าสงสาร จึงเกิดธรรมเนียม
ที่ยึดถือปฎิบัติกัน ทุกคนที่มากินกาแฟที่ร้านโอเลี้ยง
ไม่ว่าจะเป็นร้านโอเลี้ยงใดๆ ในโลก จะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
เถ้าแก่ น้ำแข็งเปล่า า า า า า ทำนะ
น้ำแข็งเปล่า า า า
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ปล. ภายหลังน้ำแข็ง เพิ่งได้รู้ว่าปานแดง รูปตาชั่ง เป็นตราประจำตระกูลของเธอ
ตาชั่ง ผู้เป็นพ่อ ได้ประทับตรานี้เอาไว้ตอนที่ต้องพรัดพรากจาก น้ำแข็ง
โดยหวังว่าสักวัน พ่อ ลูก จะได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง . . . .
อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ ยังไม่จบ เรื่องราวของน้ำแข็ง ยังไม่จบเท่านั้น
หลังจากที่น้ำแข็ง ถูกสภากาแฟเนรเทศออกมา น้ำแข็ง ได้ผลิตน้ำดื่ม ตราตาชั่ง
น้ำดื่มรูปแบบใหม่ เป็นก้อนๆ สดใส แข็งแรง น้ำดื่มที่สามารถอยู่ได้ทนทาน
นานกว่าที่ทุกคนคุ้นเคย แถมยังเย็นชื่นใจ
และมันก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในประเทศนิค ประเทศที่เธอ ถูกสภากาแฟ
เนรเทศมา
น้ำแข็ง ยังคิดถึงทุกคนที่หมู่บ้าน และอยากจะบอกให้ทุกคนที่หมู่บ้านได้รู้ว่า
เธออยู่ที่ไหน
น้ำแข็งจึงเรียกผลิตภัณฑ์ของเธอ อย่างแยบยล และเพื่อจะบอกให้ทุกคน
ได้รับรู้ข่าวสารของเธอว่า . . . น้ำแข็งอยู่ที่นิค และบ้างก็เพี้ยนไปเป็น
น้ำแข็งยูนิค
อย่างในปัจจุบัน . . .
วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2553
ดินสอกับปากกา

เมื่อ 100 ปีมาแล้วปากกาด้ามแรกก็ได้เกิดขี้น บนโต๊ะทำงานแห่งหนึ่ง
เจ้าดินสอไม้ตัวน้อยมองดูเจ้านายของมันด้วยความอาลัย
"ทำไมนายเปลี่ยนไป ไม่รักข้าเหมือนแต่ก่อน ไม่ใช้งานข้าล่ะ"
เจ้าปากกาซึ่งตอนนี้อยู่ในมือของนักธุรกิจชายผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้านายของดินสอไม้และปากกาด้วย
มองเห็นเจ้าดินสอไม้ซึ่งหดหู่ใจอยู่ ก็พูดข่มทับเจ้าดินสอว่า
"นี่ เจ้าดินสอไม้ ก็เจ้าน่ะมันล้าสมัยแล้ว ไม่มีเจ้านายคนไหนอยากใช้งานเจ้า ในการเขียนหรอก ข้าน่ะมีทั้งความคมชัด เขียนลื่น ไม่มีวันไส้หักเหมือนตัวเจ้า เจ้านายจึงรักข้ามากกว่าเจ้าอย่างแน่นอน"
เมื่อเจ้าดินสอไม้ได้ยินเจ้าปากกาพูดเช่นนี้ จิตใจที่ห่อเหี่ยวอยู่แล้วยิ่งทับทวีมากขึ้นไปอีก มันตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย โดยกลิ้งตัวเองให้หล่นจากโต๊ะทำงาน เมื่อหล่นจากโต๊ะทำงานมันก็รู้ตัวว่ามันยังมีชีวิตอยู่ ก็รู้ตัวว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้
เมื่อเสร็จสิ้นการทำงานของนักธุรกิจผู้นั้น เขาก็เผลอทำเจ้าปากกาตกที่พื้น โดยไม่สนใจเก็บเช่นกัน ในตอนเย็นน้องชายของนักธุรกิจผู้นั้น เขามีอาชีพเป็นนักวาดภาพ ได้มาเจอเจ้าดินสอไม้ และปากกาหล่นบนพื้นทั้งคู่ เขาก็เก็บมันไปใช้
มาถึงตอนนี้ทุกท่านที่อ่านคงเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร ใช่แล้ว เจ้าดินสอไม้ที่ไม่เคยได้รับการเอาใจใส่จากเจ้านายนักธุรกิจ กลับมีคุณค่ากับเจ้านายนักวาดภาพ
มันถูกใช้งานจนตัวมันสูญสลายไป แต่กลับได้ภาพที่สวยงาม ยังคงคุณค่าให้ผู้พบเห็นได้ชื่นชม ซึ่งมันมีองค์ประกอบในภาพนั้น
ส่วนเจ้าปากกาหลังจากที่ถูกนักวาดภาพเก็บไป มันก็อยู่แต่ในกล่องไม่เคยถูกหยิบมาใช้งานอีกเลย จนหมึกมันแข็งใช้งานไม่ได้ พอจะถูกใช้งานอีกที มันก็หมดอายุ เขียนไม่ออก แต่ตัวมันไม่สูญสลายไป ยังคงทิ้งร่างกายเอาไว้เป็นภาระต่อเจ้านาย มันจึงถูกทิ้งในถังขยะต่อไป
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ตัวเราย่อมมีคุณค่าเสมอ แต่ต้องให้ถูกกับงาน
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อ

1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น
คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลีย ทำงานช้าลง
เข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมอง
เมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์
ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไร ก็พบว่าไม่จริง
สมองเพลียกับใครไม่เป็น เพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ
ไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อ พลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)
ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียน
เปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย
อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมอง ก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆ
สักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอน
เช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่าน
ดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่า
ท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงาน
และไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น
2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด
สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
มีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ
สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัว
แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite)
สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)
แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อ ของกระแส
ไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่
3. อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญ
นักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคน
โดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆ
ถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจ สักหน่อย
แต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลย
เพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่าย
เท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆ
มักจะฉลาดกว่าคนอื่น
แต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือ
นักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง
มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึก ตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงาน
ไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมี
ไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์น อาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน,
เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ
คืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้
4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน
ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้
สมองเสื่อม ความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้
แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน
การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหว
ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรค
หรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้
ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้
เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น
5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ
สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อ
ตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้น
ท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอ
ความจำของท่านก็จะดีขึ้น คือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้น
มีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจ
กำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมอง
ทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจหรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหา
หรือความยากลำบากต่างๆ
กำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น
6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์
ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่า
จิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษ
และความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกอง
แต่มันน่าประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้
มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลัน ทันด่วน
และแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว
จิตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิต
อย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ
เจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล
จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้น
ก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่
มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้าน
แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้
เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้น
มันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำ
นักจิตวิทยากล่าวว่า
หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้
อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่
เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเอง
ถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาด
เราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง
ขอขอบคุณสาระดีๆจาก http://www.yehyeh.com/
วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553
30 ความสุข แบบง่ายๆ

1. นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง
2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่
3. ลองปลูกต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้
4. หลับตานิ่งๆ สัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเหลือเกิน
5. ระหว่างแปรงฟัน ฮัมเพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า
6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย
7. ไม่ว่าผมจะสั้น หรือยาว แค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด
8. การขึ้นลงบันไดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร
9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆ ทันทีที่คุณถามเขาว่า 'ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ?'
10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก
11. ควรหัดพูดคำว่า 'ไม่ เป็นไร' ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า 'จะเอายังไง'
12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ค่อยไปสายเหมือนเมื่อก่อน
13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้จึงเล่าให้มันฟัง
14. อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกทีเผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด
15. เขียนชื่อคนที่เกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงไปเรื่อยๆ
16. ให้ปล่อยน้ำตาไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้งจะดูแทบไม่ออกว่าเพิ่งร้องไห้
17. ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆ จะทำให้เรายิ้มออกเสมอเมื่อไปหยิบมาเล่นอีกครั้ง
18. ก่อนจะชื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันทำให้ได้อย่างน้อยสามข้อก่อน
19. ถึงเสื้อกางเกง ในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆ ก็จะดูเหมือนมีเยอะขึ้น
20. ซาลาเปา 1 ลูก กินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้ กินได้ 4 คน ถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง
21. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ดีกว่า ให้คนที่ได้เยอะจนจำชื่อคนให้ได้ไม่หมด
22. ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปชื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกก็จะดีขึ้น
23. แอบรักใครสักคน ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร
24. ถึงจะไม่ออกไปไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นิ
25. ฝึกโรแมนติกง่ายๆ คนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวง ก่อนนอน
26. ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนสดใสได้ ทำไมคุณจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้
27. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม มันอาจจะไม่สนุกแต่ก็มีประโยชน์แฝงอยู่
28. วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย
29. แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว
30. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมให้คุณเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท
4อย่า...(แล้ว ชีวิตจะมีสุข)

1. อย่าเป็นนัก จับผิด
คนที่ คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง 'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก' คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง จงมองคน-มองโลกในแง่ดี (( แม้ใน สิ่ง ที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข ))
2. อย่า มัวแต่คิดริษยา
'แข่ง กันดี ไม่ดีสักคน - ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน' คนเรา ต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว คือ 'เจ้ากรรมนายเวร' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น...เราต้องถอดถอนความริษยาออกจากใจ
***เรา ริษยา 1 คน เรา ก็ มี ทุกข์ 1 ก้อน ( หนักเปล่าๆ )*** จงถอดถอนความริษยาออกจากใจโดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา' แล้วปล่อยวางไป
3. อย่า เสียเวลากับความหลัง
90% ของ คนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ 'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น' มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก... เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขา พร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลัง (หนักป่ะล่ะ??) ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงตัด และปล่อยมันซะ
'อย่า ปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน'
'อยู่ กับปัจจุบันให้เป็น อย่าไปยึดติดกับอดีต แล้วชีวิตจะเป็นสุข'
---จง ให้กายอยู่กับจิต และ ใช้จิตอยู่กับกาย----
4. อย่า พังเพราะไม่รู้จักพอ
'ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติม-ยิ่งไม่เต็ม' ทุกอย่าง ต้องดู คุณค่าแท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าแท้ของนาฬิกา คือไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ เพื่อความโก้หรู คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คือไว้สื่อสาร ไม่ใช่มีไว้เพื่อความโก้หรู ลองถามตัวเราเองซิว่า 'เกิด มาทำไม'
'คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็น มนุษย์อยู่ตรงไหน 'ตามหา - แก่น ' ของชีวิตให้เจอ พยายามวางกิเลส ทั้ง โลภ โกรธ หลง ให้ได้มากที่สุด แล้วชีวิตจะมีความสุขอย่างแน่นอน...
อยากมีความ สุข... จงทำตัวเหมือนน้ำ

บางครั้งการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข ต้องรู้จักปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทั้ง สภาพ แวดล้อมภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน วัฒนธรรม ค่านิยม ฯลฯ หรือสภาพแวดล้อมภายใน ซึ่งได้แก่ ฐานานุรูป หรือสถานะทางสังคมของตัวเองและครอบครัว ความรู้ ฯลฯ
หลายคน เป็นทุกข์ หาความสุขไม่เจอ เพราะไม่สามารถ "ปรับตัว" ให้เข้ากับปัจจัยทั้ง 2 ประการได้ น้ำเป็นตัวอย่างที่ดีของการปรับตัวเหล่านี้
1. รู้จักประมาณตัว
Water Being : น้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะรูปแบบไหนๆ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติลักษณะใดๆ ก็สามารถทำตัวกลมกลืนมีรูปร่างไปตามนั้น เช่น อยู่ในแอ่งเล็กๆ อยู่ในสระขนาดกลาง อยู่ในบึงกว้างๆ อยู่ในทะเลสาบขนาดใหญ่ หรือแม้แต่อยู่ในมหาสมุทร น้ำก็อยู่ได้
Being Water : คนเองก็ต้องรู้จักปรับ ตัวให้เข้ากับที่อยู่หรือสิ่งแวดล้อมที่ห่อหุ้มชีวิต อยู่บ้านใหญ่ก็อยู่ได้ อยู่บ้านเล็กก็ปรับตัวให้เหมาะสม เศรษฐกิจดีก็ใช้เยอะ เศรษฐกิจแย่ก็ตัดรายจ่ายได้ไม่ทุกข์ร้อนใจ มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย ตามภาษิต 'นกน้อยทำรังแต่พอตัว'
เบื้องต้น คนต้องรู้ตัวเองเสียก่อนว่าเป็นน้ำในอะไร บางคนเป็นแค่น้ำขังในกะลา ทว่าใช้ชีวิตเหมือน้ำในทะเลสาบ แน่นอนล่ะ ในที่สุดก็ต้องอัตคัตขัดสน หามาได้ก็ใช้หนี้ หมุนวนอยู่อย่างนั้นเพราะดำเนินชีวิตแบบ "เกินกำลัง" ของตัวเอง
เมื่อรู้ตัวแล้ว ก็ต้องรู้สถานการณ์ มีแล้วค่อยใช้ ไม่มีให้เก็บออม คนสมัยนี้ชอบเอา "เงินอนาคต" มาใช้ เงินอนาคตหมายถึงอะไรน่ะหรือ ก็หมายถึงเงินหรือรายได้ที่คาดว่าจะได้ในวันข้างหน้า แต่ก็เลือกที่จะใช้เสียในวันนี้ เช่น ซื้อของเงินผ่อน กู้ หรือรูดบัตรเครดิตไปก่อน แล้วค่อยจ่ายทีหลัง มีจ่ายก็ดีไป ถึงเวลารายได้ไม่มาอย่างที่คิด ลำบากเอามากๆ
2. รู้จักถ่อมตน-เคารพคนอื่น
Water Being : น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ ต่ำเสมอ น้ำตกเกิดเพราะบนที่สูง บนยอดเขามีน้ำอยู่มาก ไม่ว่าอยู่บนผิวดินหรือใต้ดิน ถึงที่สุดก็ต้องไหลลงสู่ที่ต่ำ
Being Water : เปรียบดั่งคนที่รู้จัก อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ติดยึดกับหัวโขนที่สวมอยู่ ว่าฉันเป็นมหาเศรษฐี ฉันเป็นอธิการบดี ฉันเป็นรัฐมนตรี ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการ ฉันเป็นนายพล ฯลฯ แต่สามารถปรับตัวได้ตามกาลเทศะ พบผู้อาวุโสก็รู้จักนอบน้อม พบผู้อ่อนอาวุโสหรือด้อยฐานะกว่า ก็เคารพ ให้เกียรติ และมีเมตตา ไม่ดูถูก ไม่รังเกียจ
3. รู้จักยืดหยุ่น
Water Being : น้ำนั้นอ่อนนุ่ม แต่มีแรงปะทะมหาศาล ยามที่อยู่เฉยๆ น้ำไม่ทำร้ายใครแต่ยามที่น้ำไหลบ่าก็สามารถทำลายแม้กระทั่งขุนเขาขนาดมหึมา
Being Water : คนจึงต้องรู้จักอดทน อดกลั้น และข้ามผ่านช่วงเวลาที่ไม่น่าพอใจไปให้ได้ ด้วยการรู้จักยืดหยุ่น รู้เขารู้เรา รู้จักถอยเพื่อก้าว เมื่อได้ชัยชนะให้เกียรติคู่ต่อสู้ แข็งมาอ่อนกลับ ชนะจากภายในสู่ภายนอก
สิ่ง ที่ดีที่สุด
วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553
ชีวิตยังมีทิศตะวันออก

บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่อง อะไรก็แล้วแต่
เรามักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น
ซ้ำ เติมตัวเองให้ทุกข์...ให้เสียใจ...
และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำ ตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ
ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน " ไม่ใช่ความจริง"...
ที่จะ ทำให้เราหลุดพ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย...
เราจึงยอมติดกับดัก ความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว...
รู้ ว่าเสียใจแต่ก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา
และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับ ไปแก้ไขอดีตได้
แต่ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ
และ ทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่าเดิมทุกวันๆ...
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด
เพราะ " เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น"...
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของ ชีวิต
สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้...
ไปไม่ เป็น...เหมือนจะมองเห็นทาง...
แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ
เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุก วัน
ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น...
ลองมองดู วิถีดอกทานตะวันบ้างสิ..ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน
เพราะรู้จักที่จะใช้ ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน
แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต..." ยังคงมีชีวิต"...
แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย...
ก็ยังคง ทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต...
งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง
เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง...
แล้วจมอยู่กับความคิด ที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้
อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการ เศร้าเสียใจ...
แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย...
จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่ง เช่นดอกทานตะวัน...
แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ
อับ จนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวัน
ก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอ ทางออก
"ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก"...
แม้ว่าชีวิตจะยัง มืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ
ก็จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ
หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ ...
เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่ สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต...
เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต เพราะ...
" ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
ข้อ เสียคือทำให้เราโศกาอาดูร
แต่ข้อดีของมันคือ...
สอนให้เรารู้ว่าเรา จะไม่ผิดพลาดตรงนี้อีก
เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก..."
ใคร บางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิต...
เพราะฉะนั้น แล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด
สามารถเศร้าเสียใจกับ อดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด
และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่นเดียว กัน...
ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง
และ ออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า...
จะผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า ...
" เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น..."
+++ Hamster +++
+++ Playlist +++
Create a playlist at MixPod.com


