วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

โครงการ... การประกวดวาดภาพ " เยาวชนไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม "



















วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ที่นี่ "ประเทศไทย"































10 ข้อคิด จากมุมมองที่แตกต่าง



1. ไม่ว่าวันนี้จะเลวร้ายแค่ไหน จงยิ้มเข้าไว้ .... เพราะพรุ่งนี้อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า

2. คำว่า 'พรุ่งนี้รวย' ของคนขายลอตเตอรี่ ไม่ใช่คำมั่นสัญญา แต่เป็นปรัชญาที่ต้องตีความ .... เช่นเดียวกับคำพูดของนักการเมือง

3. สิ่งที่คนเมาพูด คือ สิ่งที่คนปกติคิด

4. ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ แต่ไม่ว่าคุณจะแก้ดียังไง มันก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ ที่ต้องให้คุณคิดหาทางแก้ไขต่อไป .... เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

5. ทุกปัญหาย่อมมีวิธีแก้ที่ง่ายที่สุด .... แต่วิธีแก้ที่ง่ายที่สุด จะพบหลังจากใช้วิธียากที่สุดไปแล้ว

6. อะไรก็ตามที่คุณอยากจะถาม .... เป็นไปได้มากว่า มันคือสิ่งที่คุณไม่ควรจะรู้

7. คนเรามีแนวโน้มที่จะพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูด ในเวลาที่ไม่เหมาะสมที่สุด และกับคนที่ไม่น่าจะพูดด้วยที่สุด

8. สินค้าที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดที่สุด คือ สินค้าที่คนโง่ที่สุดใช้เป็น และอยากจะใช้ แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ตาม

9. เมื่อคุณมาประชุมสาย ประธานจะมาตรงเวลา และเมื่อคุณมาตรงเวลา การประชุมจะเลื่อนไป .... ไม่มีกำหนด

10. อะไรก็ตามที่คุณคิดได้และรู้สึกว่ามันสุดยอดจริงๆคุณก็จะพบว่ามีคนอื่นที่ไหนสักแห่งคิดมาแล้ว ....

ความต่างที่ไม่ต่างของคนที่มองมุมเดียวกัน

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

LOVE ARE...














อยากมีความสุข... จงทำตัวเหมือนน้ำ




บาง ครั้งการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข ต้องรู้จักปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทั้งสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ สังคม ผู้คน วัฒนธรรม ค่านิยม ฯลฯ หรือสภาพแวดล้อมภายใน ซึ่งได้แก่ ฐานานุรูป หรือสถานะทางสังคมของตัวเองและครอบครัว ความรู้ ฯลฯ


หลายคนเป็นทุกข์ หาความสุขไม่เจอ เพราะไม่สามารถ "ปรับตัว" ให้เข้ากับปัจจัยทั้ง
2 ประการได้ น้ำเป็นตัวอย่างที่ดีของการปรับตัวเหล่านี้

1. รู้จักประมาณตัว

Water Being : น้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะรูปแบบไหนๆ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติลักษณะใดๆ ก็สามารถทำตัวกลมกลืนมีรูปร่างไปตามนั้น เช่น อยู่ในแอ่งเล็กๆ อยู่ในสระขนาดกลาง อยู่ในบึงกว้างๆ อยู่ในทะเลสาบขนาดใหญ่ หรือแม้แต่อยู่ในมหาสมุทร น้ำก็อยู่ได้


Being Water
: คนเองก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับที่อยุ่หรือสิ่งแวดล้อมที่ห่อหุ้มชีวิต อยู่บ้านใหญ่ก็อยู่ได้ อยู่บ้านเล็กก็ปรับตัวให้เหมาะสม เศรษฐกิจดีก็ใช้เยอะ เศรษฐกิจแย่ก็ตัดรายจ่ายได้ ไม่ทุกข์ร้อนใจ มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย ตามภาษิตนกน้อยทำรังแต่พอตัวเบื้องต้น คนต้องรู้ตัวเองเสียก่อนว่าเป็นน้ำในอะไร บางคนเป็นแค่น้ำขังในกะลา ทว่าใช้ชีวิตเหมือน้ำในทะเลสาบ แน่นอนล่ะ ในที่สุดก็ต้องอัตคัตขัดสน หามาได้ก็ใช้หนี้ หมุนวนอยู่อย่างนั้น เพราะดำเนินชีวิตแบบ "เกินกำลัง" ของตัวเอง เมื่อ รู้ตัวแล้ว ก็ต้องรู้สถานการณ์ มีแล้วค่อยใช้ ไม่มีให้เก็บออม คนสมัยนี้ชอบเอา "เงินอนาคต" มาใช้ เงินอนาคตหมายถึงอะไรน่ะหรือ ก็หมายถึงเงินหรือรายได้ที่คาดว่าจะได้ในวันข้างหน้า แต่ก็เลือกที่จะใช้เสียในวันนี้ เช่น ซื้อของเงินผ่อน กู้ หรือรูดบัตรเครดิตไปก่อน แล้วค่อยจ่ายทีหลัง มีจ่ายก็ดีไป ถึงเวลารายได้ไม่มาอย่างที่คิด ลำบากเอามากๆ






2. รู้จักถ่อมตน-เคารพคนอื่น
Water Being : น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ น้ำตกเกิดเพราะบนที่สูง บนยอดเขามีน้ำอยู่มาก ไม่ว่าอยู่บนผิวดินหรือใต้ดิน ถึงที่สุดก็ต้องไหลลงสู่ที่ต่ำ

Being Water : เปรียบดั่งคนที่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ติดยึดกับหัวโขนที่สวมอยู่ ว่าฉันเป็นมหาเศรษฐี ฉันเป็นอธิการบดี ฉันเป็นรัฐมนตรี ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการ ฉันเป็นนายพล ฯลฯ แต่สามารถปรับตัวได้ตามกาลเทศะ พบผู้อาวุโสก็รู้จักนอบน้อม พบผู้อ่อนอาวุโสหรือด้อยฐานะกว่า ก็เคารพ ให้เกียรติ และมีเมตตา ไม่ดูถูก ไม่รังเกียจ

3. รู้จักยืดหยุ่น

Water Being : น้ำนั้นอ่อนนุ่ม แต่มีแรงปะทะมหาศาล ยามที่อยู่เฉยๆ น้ำไม่ทำร้ายใคร แต่ยามที่น้ำไหลบ่าก็สามารถทำลายแม้กระทั่งขุนเขาขนาดมหึมา

Being Water : คนจึงต้องรู้จักอดทน อดกลั้น และข้ามผ่านช่วงเวลาที่ไม่น่าพอใจไปให้ได้ ด้วยการรู้จักยืดหยุ่น รู้เขารู้เรา รู้จักถอยเพื่อก้าว เมื่อได้ชัยชนะให้เกียรติคู่ต่อสู้ แข็งมาอ่อนกลับ ชนะจากภายในสู่ภายนอก จะ ชนะผู้อื่นได้จึงต้องทำตัวเหมือนน้ำทั้งกายภาพและจิตใจ ใช้ความอ่อนนุ่มสยบความแข็งกร้าว ว่าไปแล้วประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายร้อยหลายพันปีก็มีตัวอย่างมายืนยันความ คิดนี้ ผู้ชายที่มีอำนาจอันแข็งแกร่งล้วนแต่พ่ายแพ้ต่อสตรีที่อ่อนโยนและเลอโฉมมาแล้วทั้งสิ้น

รหัสลับของความสุข




ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคน..
ล้วนปรารถนาและต้องการเป็นอย่างยิ่ง..
จนทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า..
เงิน..สามารถซื้อความสุขได้..
จึงพยายามแสวงหาเงินมาให้ได้มาก ๆ
..
เพื่อนำไปซื้อความสุข..
แต่นั้น..ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย..
เป็นความสุขที่ต้องดิ้นรนและแสวงหาไม่มีที่สิ้นสุด..
เป็นความสุขที่ยึดติดกับวัตถุภายนอก..ที่เรียกว่า..เงิน..

การที่จะไขรหัสลับของความสุขได้นั้น..
จะต้องไขรหัสที่จิตใจภายในก่อน..
รหัสลับของความสุขที่แท้จริง..
คือ..ความสุข..ที่ไม่มีความสุข..
เป็นความสุขที่ปราศจากความสุข..
เป็นความทุกข์ที่ปราศจากความทุกข์..
นั่นเรียกว่า..
ความว่างเปล่า..
ซึ่งรหัสลับที่ไขข้อสงสัยของความสุข-ความทุกข์..
ที่จะเปิดประตูตู้เซฟของหัวใจที่ปราศจากความยึดติดต่าง ๆ..

ความว่างเปล่า..
คือ..การไม่เกาะติด..
ไม่ยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง..
ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ก็ตาม..


หากเป็นความสุข..ก็ไม่ยึดติดในสุขว่า..ดี..
หากเป็นความทุกข์..ก็ไม่ยึดติดในทุกข์ว่า..ไม่ดี..

เพราะอารมณ์-ความรู้สึกว่าสุข..ว่าทุกข์..
แท้จริงแล้ว..
มันคือ..สิ่งที่ไม่แน่นอน..เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา..
เป็นธรรมชาติที่เราจะต้องเรียนรู้อย่างเท่าทัน..
แล้วปล่อยวางทุกสิ่ง..ไม่ยึดติด..

สุข..ไม่มี..
ทุกข์..ไม่มี..
มีแต่ความว่างเปล่า..

ความว่างเปล่าในที่นี้..
คือ..การวางใจให้ถูกต้อง..
ไม่หลงยึดติดต่อสิ่งใด..หรืออารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง..
ไม่มีตัวตน..ไม่มีความรู้สึก..ที่ไม่สามารถจับต้องได้..
นั่นแหละคือ..ว่าง..และวางอย่างถูกต้อง..
จึงเกิดความว่างเปล่าที่แท้จริง.
.

รักหรือแค่ผูกพัน...รู้หรือไม่ต่างกันอย่างไร



รักหรือแค่ผูกพัน . . . ไม่มีใครตอบได้

เพราะความรักและความผูกพัน เป็นแค่นามธรรม ไม่มีตัวตน

เป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นเรื่องของคนสองคน

ที่มีเส้นใยบางๆ เกาะเกี่ยวกันไว้

คนที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุด คือ ตัวเราเอง

อยู่ที่ว่า . . . เราจะเลือกคำตอบแบบไหน

แต่ . . . ทางเลือกมีไม่มากนัก

เดินหน้า ถอยหลัง หรือยืนนิ่งๆ

ขึ้นอยู่ว่าเราจะพาหัวใจไปทางไหน

ต้องมีสักทางทำให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด

อย่าให้ความผูกพัน มาทำให้เราอ่อนแอ

เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ผูกพัน ความรักจะค่อยๆ ลดลง

จนกลายเป็นเฉยชา ทั้งๆ ที่หมดรัก



แต่เพราะความผูกพันที่มีอยู่

ทำให้คิดไปว่าจริงๆ แล้วยังคงรัก

กว่าจะ เริ่มรู้สึกตัว ก็ถลำลึกเกินกว่าคำว่า 'เสียใจ'


แต่


ความรัก..กับ ความผูกพัน
หน้าตาคล้ายกัน .. เหมือนซ้าย-ขวา
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ ...

รู้สึกว่า .. คิดถึง .. แล้วมาหา คือ .... รัก
รู้สึกว่า .. เคยมาหา .. เลยมาหา คือ .. ผูกพัน

รู้สึกว่า .. หิว ... แต่อยากรอ คือ .. รัก
รู้สึกว่า .. อิ่มแล้ว .. อยากเอามาฝาก คือ .. ผูกพัน

รู้สึกว่า .. อยากให้เวลากันและกัน คือ ..... รัก
รู้สึกว่า .. อยากใช้เวลาด้วยกัน คือ .. ผูกพัน

รู้สึกว่า .. หงุดหงิดคือทำให้อีกคนไม่สบายใจ คือ .. รัก
รู้สึกว่า .. โกรธคือทำให้อีกคนสำนึกบ้าง คือ .. ผูกพัน

รู้สึกว่า .... ไม่มีนาทีไหนไม่คิดถึง คือ .. รัก
รู้สึกว่า .. นาทีไหนที่ว่างจะคิดถึง คือ .... ผูกพัน

ขอบคุณเหลือเกิน .... ความผูกพัน .. ที่ทำให้รัก
ขอบคุณเหลือเกิน .. รักที่เป็นมากกว่า .. ความผูกพัน

เคยไ หมรักใครคนหนึ่ง ด้วยความรู้สึกว่า
เคยผูกพันเหมือนเคยรักกัน แล้วพลัดพราก
ต้องมาตามหากันเป็นแรมปี
ถ้าน้องๆเคยรู้สึกอย่างนี้
ยามที่มองแววตาใครคนนั้น
แล้วรู้สึกอยากอยู่ข้าง ๆ
เพื่อคอยกางแขนปกป้องและดูแลไปตลอดชีวิต
ความรู้สึกนั้น .. เรียกว่า รักและผูกพัน
ความรู้สึกที่ .. มิอาจพรากจากกัน ได้อีก
แม้เพียงหนึ่งเสี้ยววินาที


เพราะความรักและความผูกพัน เป็นแค่นามธรรม ไม่มีตัวตน

เป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นเรื่องของคนสองคน

ที่มีเส้นใยบางๆ เกาะเกี่ยวกันไว้


คนที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุด คือ ตัวเราเอง

อยู่ที่ว่า . . . เราจะเลือกคำตอบแบบไหน

แต่ . . . ทางเลือกมีไม่มากนัก

เดินหน้า ถอยหลัง หรือยืนนิ่งๆ

ขึ้นอยู่ว่าเราจะพาหัวใจไปทางไหน

ต้องมีสักทางทำให้เราเจ็บตัวน้อยที่สุด

อย่าให้ความผูกพัน มาทำให้เราอ่อนแอ

เพราะถ้าเมื่อไหร่ที ่ผูกพัน ความรักจะค่อยๆ ลดลง

จนกลายเป็นเฉยชา ทั้งๆ ที่หมดรัก



แต่เพราะความผูกพันที่มีอยู่

ทำให้คิดไปว่าจริงๆ แล้วยังคงรัก

กว่าจะเริ่มรู้สึกตัว ก็ถลำลึกเกินกว่าคำว่า
'เสียใจ'

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

The Door...


















สู้ต่อไป..ถึงแม้ว่าวันหนึ่งเราจะล้มลง..



สู้ต่อไป..ถึงแม้ว่าวันหนึ่งเราจะล้มลง..


มีคนเคยบอกฉันว่า...

การแพ้จริง ๆ นั้นคือการที่เราล้มลงและไม่ลุกขึ้นสู้..

หลายคนเมื่อถึงจุดหักเหของชีวิต...พวกเขาไม่สามารถต้านทานมันอยู่...

จนทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บ...และคนรอบข้างก็พลอยเจ็บ...

บางครั้ง....มันทำร้ายเราถึงขั้นที่เราไม่เหลืออะไรเลย..

ไม่มีแม้แต่จะมีกำลังอยู่ต่อบนโลกใบนี้..

แต่อย่าลืม ว่า...ทุกอย่างมันย่อมมีทางออกของมันเอง...

มีคนเคยบอกว่า...เมื่อเราถึงทางตัน...

ลองมองหาดี ๆ มันจะมีเส้นหนึ่งเส้น...ช่องทางหนึ่งช่องทาง...ให้ เราออกได้เสมอ...


เมื่อคุณล้ม...อย่าไปคิดว่าเราจะต้องล้มตลอด...

พยายามลุกขึ้นสู้...ถ้าไม่มีแรงลุกขึ้น...


ลองมองหาแรงใจ จากคนรอบข้างมาเป็นแรงผลักดัน...

และอย่าคิดว่าคุณ...ไม่เหลือใคร...

ไม่เคยมีใครที่คิดดีทำดีและจะไม่เหลือใคร...ไม่เหลือเพื่อน...

ทุก ๆ คนคอยที่จะอ้าแขนรับคุณ...

เพียงแต่คุณจะเอื้อมมือไปให้เขาพยุงคุณลุกหรือไม่...

สู้ ต่อไป...ถึงแม้ว่าวันหนึ่งเราจะล้มลงจนไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นสู้!...

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

กินมังสวิรัติต้องระวังอะไรบ้าง?

การทำบุญนั้นสามารถทำได้หลายวิธี … การกิน “มังสวิรัติ” ก็ เป็นการทำบุญอีกทางหนึ่งเช่นกันค่ะ โดยการกินมังสวิรัติหากจะแปลตรงตัวก็ต้องแยกการสมาสนี้ออกจากกันก่อน โดยมังสะ แปลว่า เนื้อ ส่วนวิรัต แปลว่า ปราศจาก, ละเว้น รวมกันก็คือการไม่กินเนื้อสัตว์นั่นเองค่ะ

ซึ่งในการกินมังสวิรัตินั้นก็จะแบ่งออกเป็น … การกินมังสวิรัติแบบไม่กินเนื้อสัตว์เลย คือผู้ที่กินมังสวิรัติจะไม่กินอาหารที่มีเนื้อสัตว์ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งการกินแบบนี้จะเคร่งครัดมาก เพราะแม้แต่นมก็จะไม่ดื่ม ไม่กินไข่ ซึ่งเราจะเรียกผู้ที่กินมังสวิรัติกลุ่มนี้ว่า Pure vegetarian หรือ vegan

ส่วนอีกแบบหนึ่งจะเป็นการกินมังสวิรัติที่กินไข่และนมได้ ซึ่งเราจะเรียกผู้ที่กินมังสวิรัติกลุ่มนี้ว่า Lacto-ovo vegetarian คำว่า Lacto แปลว่านม Ovo แปลว่าไข่

แต่ในการกินมังสวิรัตินั้นก็มีข้อควรระวังอยู่หลายประการเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากผู้ที่กินมังสวิรัติจะไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องทราบข้อความระวังเหล่านี้ด้วย

1. ผู้ที่กินมังสวิรัติควรกินข้าวกล้อง เพราะโปรตีนที่ได้จากพืชเช่นเมล็ดธัญพืชและถั่วต่างๆ เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ มักจะขาดกรดอะมิโนจำเป็นตัวหนึ่ง ร่างกายใช้โปรตีนไม่สมบูรณ์ วิธีที่จะทำให้เราได้โปรตีนครบส่วน คือตอ้งกินเมล็ดธัญพืชพร้อมกัน 2 ส่วน คือข้าวกล้อง และ เต้าหู้ ถั่วเหลือง จะทำให้เราได้โปรตีนครบ

2. ผู้ที่กินมังสวิรัติควรกินผักสดและผลไม้ เพื่อเป็นการเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และสารผัก (phytonutrient) เข้าไปเสริมภูมิต้านทาน และเรียกเอาความอ่อนเยาว์คืนมาอีกด้วยล่ะค่ะ

3. ผู้ที่กินมังสวิรัติควรกินแคลเซียม ซึ่งแหล่งอาหารแคลเซียมที่เป็นมังสวิรัติ ได้แก่งาดำ งาดำ 100 กรัมให้แคลเซี่ยมถึง 1500 มิลลิกรัม หากกินข้าวกล้องโรยงาดำคั่วแตะปั่น 1ช้อนโต๊ะทุกมื้อ จะได้แคลเซี่ยมเกือบ800มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ป้องกันโรคกระดูกผุ

4. ผู้ที่กินมังสวิรัติควรกินวิตามินบี 12 เพราะผู้ที่กินมังสวิรัติจะขาดมาก ควรกินผักใบเขียววันละ 100 หรือ 200 กรัมขึ้นไป กินเต้าเจี้ยว ซึ่งมีวิตามินบี 12 อยู่ ถ้าตรวจแล้วพบว่ามีเลือดจาง ควรกินวิตามินบี12 เสริมเป็นระยะด้วย

เด็กดีดอทคอม :: กินมังสวิรัติต้องระวังอะไรบ้าง?; tags: ทำบุญ, อาหาร, ผัก, มังสวิรัติกินมังสวิรัติต้องระวังอะไรบ้าง?

และเคล็ดลับดีๆ อีกหนึ่งอย่างที่น้องๆ ที่คิดมังสวิรัติควรนำไปใช้ก็คือ น้องๆ ควรจะเลือกกินอาหารที่มี “เห็ด” เป็นส่วนประกอบ เพราะในเห็ดนั้นจะมีสารอาหารครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นปรตีน ไขมัน เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซีน

+++ Hamster +++

+++ Playlist +++


MusicPlaylistRingtones
Create a playlist at MixPod.com

+++ coming soon +++